จันทร์ซ่อนใจ

  • 98% Rating

  • 6 Vote(s)

  • 36,206 Views

  • 346 Comments

  • 158 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    3

    Overall
    36,206

ตอนที่ 2 : ตอนที่ 1...100%(รีไรท์)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1800
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    2 ส.ค. 57

ตอนที่ 1

 

อีกสิบนาทีจะบ่ายสามโมง ท่ามกลางผู้คนมากมาย หลายคนเดินทางมาที่นี่เพื่อเดินทางต่อไปยังปลายทางแตกต่างกันออกไปและอีกหลายคนที่มารอรับคนสำคัญกลับบ้านไปด้วยกัน อรอินทุ์เป็นหนึ่งในนั้น เพียงแต่ว่าความรู้สึกของการมารับไม่ได้ยินดีเต็มที่เหมือนกับใครๆ เมื่อตอนไป ไปสามคน แต่กลับ กลับมาเพียงสองคน หญิงสาวถอนใจพลางยกมือขึ้นมารวบผมที่ยาวถึงกลางหลังของตัวเองมัดก่อนจะหยิบไอแพดขึ้นมาทำงาน ริมฝีปากบางเม้มปิด พรุ่งนี้ตอนบ่ายโมงตรงเธอต้องพรีเซ็นต์งาน...งานสุดท้ายหลังจากยื่นใบลาออกไปเมื่อเดือนก่อน สำหรับประสบการณ์การการทำงานหนึ่งปีเศษ คงพอจะเป็นคุณสมบัติที่น่าสนใจของเธอในการสมัครงานใหม่ได้ไม่ยาก

            ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง ผู้โดยสารทยอยเดินออกมาแล้ว อรอินทุ์ปิดไอแพดแล้วเดินมายืนรอพ่อกับพันธิน จะว่าไปแล้วเธอได้มีเวลาอยู่กับพ่อน้อยกว่าพันแสงหรือพันธินด้วยซ้ำ ตั้งแต่เด็กจนโต ถ้าใครอีกคนไม่จากไปก็คงได้เดินทางกลับมาพร้อมกันในเที่ยวบินนี้ หญิงสาวถอนใจอีกครั้ง คนชอบสร้างปัญหาทำไมไม่อยู่สร้างปัญหา ทำไมจากไปเร็วจนหลายคำที่อยากบอกกลายเป็นความลับที่จะอยู่กับเธอไปตลอดชีวิต ตอนนี้เขาไม่มีโอกาสได้ฟัง เช่นเดียวกับเธอที่ไม่มีโอกาสได้บอกอีกแล้ว พลันน้ำตาก็รื้นขึ้นมา เธอรีบเช็ดด้วยหลังมือก่อนที่ใครจะเห็นถึงความอ่อนแอ

            ร่างท้วมเดินเคียงร่างสูงใหญ่ออกมาจากประตูทางออกและเป็นฝ่ายเข็นรถออกมา พ่อดูไม่เปลี่ยนไปนักยังคงมีใบหน้าใจดีและมีรอยยิ้มบางๆ ที่ริมฝีปาก ในขณะที่ลูกชายของคุณเธียร วิวัสวานยังคงมีใบหน้าไม่ต่างจากเดิม ดวงตาของเขายังคงแข็งกระด้าง ริมฝีปากเม้มปิดราวกับไม่อยากเสวนากับใคร ผมยาวขึ้นและดูแข็งแรงได้อย่างไม่น่าเชื่อ  สำหรับตอนนี้เพียงแค่เดินออกมาได้ด้วยตัวเองพ่อก็คงพอใจแล้ว อุบัติเหตุทำให้หลายๆ สิ่งในชีวิตของพันธินเปลี่ยนไป แต่โดยรูปลักษณ์ภายนอกไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เท่าที่รู้มีการผ่าตัดเกิดขึ้นสี่ครั้ง ตลอดเวลาสิบเอ็ดเดือนที่คุณเธียรต้องทำงานแทนลูกชาย ทั้งที่กำลังจะเกษียรตัวเองไปแล้ว

            “ทางนี้ค่ะพ่อ” อรอินทุ์ตะโกนพลางชูมือให้เห็น

            อิชย์หันไปตามเสียงของลูกสาวพลางยื่นมือไปสะกิดให้พันธินเดินตามมาด้วยกัน ร่างสูงกว่าชะลอฝีเท้าลงเป็นฝ่ายเดินตาม ทนายของพ่อที่ใกล้ชิดกับเขาเสียยิ่งกว่าพ่อทำตามที่เขาขอร้องไว้ว่าอยากกลับมาเงียบๆ และไปสุสาน คนที่เดือดร้อนต้องมารับจึงเป็นลูกสาวคนเดียวของลุงอิชย์นั้นเอง

บางทีลุงอิชย์อาจจะเป็นคนเดียวที่เข้าใจเขามากที่สุดก็ได้ ผ่านมาแล้วสิบเอ็ดเดือนหลังจากฟื้นขึ้นมา พันธินยังไม่สามารถเอ่ยชื่อของคนที่เข้าใจเขายิ่งกว่าใครออกมาได้ มันยากเกินไปที่จะพูดออกมา ความตายไม่เพียงพรากคนที่รักไป แต่ยังพาเอาความสุขในชีวิตจากไปด้วย

            อิชย์ยิ้มให้ลูกสาวก่อนจะคว้าตัวเข้ามากอด ตลอดเวลาที่อยู่อเมริกา ไม่มีวันไหนเลยที่เขาไม่คิดถึง ถ้าภรรยายังมีชีวิตอยู่ อย่างน้อยลูกสาวก็มีแม่คอยอยู่ใกล้ๆ เขาเป็นพ่อที่แย่ แต่ต่อไปเขาจะให้เวลากับลูกมากขึ้น

            “ขอบใจนะลูกอร รอนานหรือเปล่า”

“ไม่นานค่ะ พ่ออ้วนขึ้นหรือเปล่าคะ คราวนี้กอดแล้วแขนอรกอดได้ไม่รอบตัวพ่อเลยค่ะ”

เธอกอดพ่อไว้แน่นพลางปรายตามองพันธิน ตอนนี้เขาหรือใครก็ห้ามแย่งพ่อไปจากเธอ เกือบปีที่ผ่านมาไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับการต้องอยู่คนเดียวเพียงลำพัง เวลามีปัญหากลับต้องไปปรับทุกข์กับเพื่อน แทนที่จะเป็นพ่อของตัวเอง

“ก็ที่นั่นมันหนาว พ่อก็เลยต้องกินให้มากๆ ไม่ดีหรือ อรชอบบ่นว่าพ่อผอมไป” อิชย์หัวเราะเบาๆ

พันธินหยิบแว่นขึ้นมาใส่ ความคิดถึงในตัวเขาอยากเข้าไปกอดอรอินทุ์ไว้ แต่ความกังวลทำให้ไม่อาจทำได้ เขาจำสายตาแบบนั้นของยัยตุ๊กตากระเบื้องได้ดี สายตาของเด็กที่กลัวถูกแย่งพ่อไป เรียวปากหนากดยิ้มที่มุมปาก ยืนมองคนหวงพ่อ อายุปีนี้ก็ยี่สิบสี่แล้วไม่ใช่หรือ ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยสักนิด

“ไปที่รถกันเถอะค่ะ พ่อมาเหนื่อยๆ จะได้พัก”

“คุณธินไปกันเถอะครับ”

พันธินพยักหน้ารับ อรอินทุ์เม้มปากอย่างไม่ชอบใจนัก สายตาคมตวัดผ่าน เธอรู้สึกได้แม้จะมีแว่นสีชาบังไว้ อิชย์ยิ้มพลางส่ายหน้าก่อนจะยื่นมือไปจับแขนของร่างสูงแล้วปล่อย พันธินพยักหน้าไม่พูดอะไรก่อนจะเดินนำออกไป อรอินทุ์เดินตามไปพร้อมพ่อพร้อมกับช่วยเข็นกระเป๋าสามใบใหญ่ พันธินเป็นคนถือตัวและเคร่งครัดต่างจากพันแสงโดยสิ้นเชิง ไม่รู้ว่าพ่อทนคนแบบนี้ได้ยังไง เกือบปีที่ผ่านมาพ่อคงเป็นมือเป็นเท้าให้พันธินไปเลยกระมัง

อรอินทุ์นำทุกคนมาที่รถของเธอ แล้วคนที่ทำเหมือนไม่อยากหยิบจับอะไรกลับยกกระเป๋าขึ้นมาไว้ในรถให้โดยที่ไม่มีใครขอให้ช่วย เธอเลยแกล้งกอดอกมองเฉยๆ บ้าง อิชย์ยื่นมือไปจะช่วย แต่คนเหมือนไม่เคยต้องหยิบจับอะไรกลับเอ่ยขึ้นเหมือนอยากบอกเธอด้วยว่า

“ไม่เป็นไรครับ ผมทำเองดีกว่า แขนของผมแข็งแรงดีแล้ว ถ้าลุงอิชย์จะช่วย ก็ช่วยเข้าไปนั่งในรถสบายๆ ก่อนดีกว่านะครับ”

เรียวคิ้วเข้มขมวด ดูเหมือนอุบัติเหตุจะทำให้เสียงของพันธินเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ยังกังวานทรงอำนาจเหมือนเดิม แม้ว่าเขาจะพูดน้ำเสียงธรรมดาๆ แต่ก็เหมือนออกคำสั่งอยู่ดี

“อรดูแลคุณธินด้วยนะลูก” อิชย์บอกลูกสาวก่อนจะเปิดประตูข้างคนขับเข้าไปนั่ง

อรอินทุ์ปัดความคิดร้ายๆ ของเด็กออกไปจากสมองแล้วเข้าไปช่วยพันธินขนกระเป๋าใส่กระโปรงท้ายรถ ตอนนี้พ่อกลับมาอยู่กับเธอแล้ว แต่ถึงอย่างไรเธอก็ไม่อยากให้พ่อทำงานกับเอ็มไพร์ กรุ๊ปอยู่ดี ถ้าเจ๊งๆ ไปได้เธอจะดีใจมาก เรียวปากหนากลับมาเม้มปิด ใบหน้าเข้มดุหันมามองอรอินทุ์ก่อนจะปิดกระโปรงท้ายรถ เขาเดินไปเปิดประตูรถแล้วเข้าไปนั่งด้วยใบหน้าเหมือนโกรธใครมา อรอินทุ์เดินไปทำหน้าที่คนขับ ทว่ายังไม่ทันสตาร์ทรถคนที่ทำหน้าเหมือนโกรธใครมาก็เอ่ยขึ้นให้เธอถอนใจอีกรอบ

“ผมอยากไปที่สุสานครับลุงอิชย์”

“อรไปที่สุสานก่อนไปที่วัสวานแล้วกันนะลูก”

มือบางกำพวงมาลัยรถเหมือนอยากทำหรือพูดอะไร แต่ทำและพูดไม่ได้ สุดท้ายสิ่งเดียวที่ทำได้คงมีเรื่องเดียวนั่นคือการตามใจพ่อ ทั้งที่ไม่อยากทำ

“ก็ได้ค่ะ ถ้าพ่อเหนื่อยก็หลับก่อนนะคะ ถ้าถึงแล้วอรจะปลุก”

“ขอโทษด้วยที่ทำให้เสียเวลา แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว ต่อไปฉันจะไม่รบกวนเธออีก” พันธินเอ่ยก่อนจะหลับตาลง

อรอินทุ์อยากย้อนใส่ว่าไม่มีทางเป็นไปได้หรอก ในเมื่อพ่อยังทำงานที่เอ็มไพร์ กรุ๊ป การรบกวนของพวกเขาก็คือการปล้นเวลาที่เธอควรได้จากพ่อไปอยู่ดี รวมทั้งการที่พันแสงจะไม่กลับมาอีกแล้ว เขาไม่ใช่หรือที่ทำให้พันแสงต้องไปอเมริกา ทั้งๆ ที่ไม่ได้อยากไป พี่ชายควรทำกับน้องชายแบบนั้นหรือ

 

ไม่ถึงชั่วโมงต่อมารถญี่ปุ่นที่เพิ่งถอดป้ายแดงแล้วเปลี่ยนเป็นป้ายขาวได้ไม่นานก็มาจอดที่โบสถ์ย่านชานเมือง บาทหลวงรู้จักกับอิชย์และทุกคนในตระกูลวิวัสวานดี คุณพริมาและพันแสงอยู่ที่นี่ อรอินทุ์รู้สึกเศร้าทุกครั้งที่มาที่แห่งนี้ อดไม่ได้ที่จะหันไปมองเจ้าของใบหน้าเรียบเฉยที่เบาะหลัง เขาไม่ได้รู้สึกเสียใจบ้างเลยใช่ไหม น้องชายตายไปทั้งคน

ก่อนหน้านี้ไม่ใช่เขาหรือที่ยืนกรานไม่ให้น้องชายอยู่เมืองไทย หลังจากเกิดเรื่องเกิดราวและมีคนตายไปหนึ่งคน เธอเชื่อมั่นว่าพันแสงไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ไม่มีใครฟังพันแสงสักคน เขาถูกส่งไปอเมริกา เธอไม่ได้ล่ำลาเขาสักคำ แค่ได้เห็นหน้าเป็นครั้งสุดท้ายเท่านั้น

มือหนากำแน่น ใบหน้าหมือนได้รับความเจ็บปวด อิชย์หันมาเห็นพอดี เขายื่นมือไปจับที่ข้อมือของพันธินพลางส่ายหน้า ไม่พูดอะไร มือหนาคลายออกก่อนจะตามมาด้วยเสียงถอนใจ

“ให้ผมลงไปด้วยไหมครับ”

“ไม่เป็นไรครับ ผมอยากอยู่ที่นั่นคนเดียวสักครู่” เขาตอบแล้วเปิดประตูเดินออกไป

อรอินทุ์มองตามอย่างไม่เข้าใจนักว่าพันธินเป็นอะไร จริงอยู่ที่เขามักเคร่งเครียดเสมอ นั่นเพราะการเป็นทายาทคนโตที่ต้องสืบทอดกิจการของเอ็มไพร์ กรุ๊ป แต่เขาไม่ได้ดูเคร่งเครียดคล้ายระเบิดที่ถูกถอดสลักแบบนี้ ในขณะที่พ่อก็เหมือนมีบางอย่างในใจ

 

บาทหลวงในวัยห้าสิบปลายๆ ซึ่งรู้จักทุกคนในตะกูลวิวัสวานเดินมาหาพันธินแล้วถามไถ่ถึงอาการบาดเจ็บอยู่หลายคำก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะเดินเพียงลำพังไปตามทางเดินที่สองข้างทางมีดอกกุหลาบสีขาวกำลังบานสะพรั่ง ขายาวก้าวต่อไปผ่านหลุมศพของผู้จากไป หลายร้อยหลายพันหยาดน้ำตาเคยหลั่งรินที่นี่และจะมีต่อไปจนกว่าโลกใบนี้จะดับสลาย

หลุมศพที่ตามหาอยู่ลึกเข้าไป มีต้นลั่นทมอยู่ใกล้ที่สุด มือของพันธินกำแน่นอีกครั้งเมื่อมันสั่นจนเขาไม่อาจระงับตัวเองได้ ขายาวหยุดลงที่ป้ายหน้าหลุมศพซึ่งช่อดอกกุหลาบแห้งวางอยู่ เขาคุกเข่าลงมองชื่อของเจ้าของร่างที่รออยู่ที่นี่ เปลือกตาของเขาปิดลง เฝ้าแต่ถามตัวเองว่าทำไมไม่เป็นเขาที่ต้องมาอยู่ที่นี่ ทำไมเขาถึงเป็นคนที่รอดชีวิต น้ำตาของเขาหมดไปตั้งแต่รู้ว่าตัวเองเป็นคนที่รอดชีวิต ทำไมพระเจ้าไม่พาเขาไป ทำไมต้องทำให้เขายังมีชีวิต มือหนายื่นไปสัมผัสป้ายชื่อเบามือ หัวใจกระตุกวาบเมื่อไม่อาจหลอกตัวเองได้อีกต่อไปแล้วว่าความตายได้เกิดขึ้นมานานแล้ว

มีบางอย่างทำให้มั่นใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราสองคนพี่น้องไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เพราะเขาอ่อนแอเกินกว่าจะกลับมาจัดการทุกเรื่องราวได้ทันการณ์ แต่ต่อจากนี้ไป เขาจะเข้มแข็งกว่าที่เคยเข้มแข็งและเลือดเย็นให้มากพอหรือมากกว่าคนที่ต้องการฆ่าเราสองคน

“เราจะแก้แค้นให้นายเอง!” พันธินคำรามลั่น

ใครบางที่เดินมาใกล้สะดุ้งพลางชะงักเท้า ใบหน้าเข้มดุหันมามอง ดวงตาคู่นั้นโชนฉายด้วยความโกรธที่อ่อนแสงลงเมื่อเห็นว่าเป็นเธอที่เดินมาก่อนจะหันหน้ากลับไป อรอินทุ์ถอนใจ เขาคงแค้นใจที่น้องชายต้องมาตายเพราะอุบัติเหตุที่ตัวเองเป็นคนขับรถคันนั้น เธอเดินต่อไปแล้วหยุดลงที่ด้านหลังของเขา ระหว่างเราไม่เคยใช้คำว่าสนิทสนมได้ ในฐานะลูกชายคนโตของบ้าน เขามักวางตัวเองเหนือกว่าลูกสาวของลูกจ้างเสมอ แม้ว่าพ่อของเธอจะเป็นน้องชายบุญธรรมของคุณเธียรก็ตาม

“พ่อให้ฉันมาดูคุณ” เธอเอ่ยได้เพียงเท่านั้น ไม่แน่ใจว่าควรปลอบโยนหรือว่าทำเหมือนไม่ได้ยินที่เขาพูดไปเมื่อครู่

เงียบ...

เสียงเดียวที่ได้ยินมีเพียงเสียงลมที่พัด ปลายเดือนธันวาคมช่างหนาวเหน็บ แต่ความหนาวไม่อาจทำร้ายเราได้ตราบเท่าที่ยังใส่เสื้อผ้าหนา แล้วคนที่ดูแข็งแกร่งดั่งภูผาล่ะ อะไรสามารถทำร้ายเขาได้ สำหรับตอนนี้คำตอบเด่นชัดอยู่ตรงหน้าของเขานั่นเอง

“ขอบใจ” เนิ่นนานกว่าพันธินจะเอ่ยออกมาพร้อมกับลุกขึ้นยืนแล้วหันหน้ามามองอรอินทุ์ ขายาวก้าวเข้าไปใกล้ เธอเลิกคิ้วอย่างห้ามตัวเองไม่ทัน 

“กลับกันเถอะ”

ร่างสูงเดินนำไปยังทางที่เพิ่งเดินมาเมื่อเกือบชั่วโมงก่อน อรอินทุ์เดินตามไป ดูเหมือนว่าพ่อของเธออาจห่วงเขามากเกินไป คนอย่างพันธินหรือแม้กระทั่งคุณเธียรไม่เหมาะกับการปลอบโยนหรือการยอมให้แสดงออกถึงความเห็นใจมาแต่ไหนแต่ไร ผู้ชายในตระกูลวิวัสวานเป็นอย่างนั้นทุกคน มีเพียงพันแสงเท่านั้นที่เป็นข้อยกเว้น อย่างน้อยสิ่งเดียวที่เธออยากขอบใจพันธินคงมีเพียงการที่เขายังมีชิวิตอยู่ ไม่เช่นนั้นพ่อของเธอคงทุกข์ใจ ส่วนพันแสง คงได้แต่หวังว่าเขาจะรู้ว่าเธออยากบอกอะไร เราจะไม่เข้าใจผิดกันอีกแล้วใช่ไหม

 

            พ่อบ้านขจรมองนาฬิกาเป็นรอบที่สามตั้งแต่ได้รับโทรศัพท์จากอิชย์ นานหลายเดือนแล้วที่บ้านวัสวานตกอยู่ในความเศร้า การกลับมาของทายาทคนโตของบ้านย่อมเป็นรอยยิ้มอันเกิดจากความยินดีของทุกคนในบ้าน เมื่อก่อนบรรยากาศในบ้านมักเต็มไปด้วยความวุ่นวายที่คนก่อเรื่องคงไม่พ้นลูกชายคนเล็กของคุณเธียร ในขณะที่ลูกชายคนโตทำงานได้ดีและเป็นความหวังของตระกูล

            รั้วบ้านกำลังเปิดเมื่อรถของลูกสาวทนายอิชย์กำลังแล่นผ่านเข้ามา ขจรเดินเร็วๆ ไปที่ห้องหนังสือของคุณเธียร ซึ่งภายในห้องเน้นความเรียบแต่หรูหราตามความต้องการของตุลยา แม้เจ้าของห้องจะไม่ชอบใจนัก แต่ก็ตามใจภรรยาผู้อ่อนวัยกว่าถึงยี่สิบสองปี เมื่อเข้าไปในห้องเขาเห็นว่าตุลยาอยู่ในห้องพอดี

            “มากันแล้วครับคุณท่าน”

            “เราออกไปรอรับดีไหมคะคุณเธียร” ภรรยาวัยสามสิบสี่ชวนสามี

เธียรยังคงมีใบหน้าเรียบเฉย แต่เป็นเรื่องปกติสำหรับทุกคนในบ้าน ประมุขของวัสวานเป็นคนเดาความคิดยาก ไม่ว่าเสียใจ ดีใจ หรือเกลียดชัง ใบหน้าไม่เปลี่ยนไปจากตอนนี้ มีเพียงคนเดียวที่ดูออก เพื่อนวัยเด็กที่กลายเป็นทนายคู่ใจเท่านั้น

            “ฉันจะรออยู่ในห้องนี้ ถ้าต้อนรับกันเสร็จแล้วก็บอกให้ธินมาหาฉันด้วย”

            ขจรขยับปากเหมือนอยากพูดอะไร แต่ก็เปลี่ยนใจไม่พูด ตุลยาถอนใจคิดว่าสามีอาจจะโกรธลูกชายคนโตที่ไม่ยอมเชื่อฟัง จนเกือบตาย ทายาทสำหรับเธียรสำคัญเสมอ

            “ผ่านมาเกือบปีแล้วนะคะ ตำรวจก็สรุปแล้ว่ามันเป็นอุบัติเหตุ”

            ไม่มีเสียงตอบ นอกจากเสียงของเอกสารที่ถูกเปิดอ่านอย่างตั้งใจ ผู้เป็นภรรยารู้ดีว่าไม่ควรตอแย คนอย่างเธียร วิวัสวานไม่เคยโอนอ่อน มีแต่ทุกคนที่ต้องยอมทำตาม ร่างเพรียวสมส่วนเดินออกไปจากห้องโดยมีพ่อบ้านคอยปิดประตูให้ก่อนจะเดินตามคุณนายของบ้านไปยังประตูใหญ่

 

            รถกำลังผ่านน้ำพุที่พวยพุ่งมาจากรูปปั้นวีนัสแสนสวย เรียวปากบางคลี่ยิ้มไม่ใช่เพราะความชอบ แต่เพราะวีนัสเป็นเทพีแห่งความรักและความงาม ที่นี่งดงามด้วยสวนที่ออกแบบมาราวกับสวรรค์บนดิน อีกทั้งคฤหาสน์วัสวานซึ่งสร้างแบบ เฟรนช์ ชาโต้ก็มีคนเคยเปรียบไว้ในหนังสือเกี่ยวกับบ้านว่าราวกับเข้าสู่ดินแดนที่จินตนาการสามารถทำให้เป็นจริงได้ด้วยเม็ดเงินจำนวนมหาศาล

จากเด็กขายหนังสือพิมพ์มาสู่ชายที่เริ่มต้นจากธุรกิจค้าขายที่ดินก่อนจะเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์จำนวนหลายหมื่นล้านโดยการใช้เวลาเพียงสามสิบปี

            เธอขับผ่านน้ำพุไปสู่ทางเรียบด้วยพื้นที่กรุงด้วยหินเล่นลายสวยจนรู้สึกเสียดายมันทุกครั้งที่ขับรถมาเหยียบ แต่มันคงมีราคาน้อยนิดสำหรับที่นี่ เธอจอดรถที่หน้าประตูใหญ่ที่สนนราคาเท่าที่รู้มากกว่าราคารถของเธอด้วยซ้ำ รถญี่ปุ่นราคากลางๆ ของเธอดูหมองไปทันที พ่อบ้านขจร คุณตุลยาและสาวใช้อีกสิบคนมารอรับคนสำคัญ ขาดเพียงคุณเธียรเท่านั้น

            “ลุงอิชย์ไปพักเถอะครับ ผมดูแลตัวเองได้” พันธินเอ่ย เขาไม่ชอบการต้อนรับอย่างที่เห็นตรงหน้า แต่ห้ามออกไปคงไม่ทันแล้ว

            “แน่ใจนะครับ”

            “แน่ใจสิครับ ที่นี่บ้านผมนะ แล้วที่สำคัญ ผมไม่ได้กลับมามือเปล่า สบายใจเถอะครับ”

            อิชย์ลังเล “ถ้ามีปัญหาอะไรรีบโทรหาผมนะครับคุณธิน”

เรียวปากหนายิ้ม อรอินทุ์รู้สึกขอบคุณที่เขาเห็นว่าพ่อของเธอห่วงใย ไม่ใช่การทำหน้าเฉยเหมือนไม่สนใจโลกใบนี้ แน่ล่ะ เกือบปีที่ผ่านมาคนที่อยู่ดูแลเขาก็คือพ่อของเธอ ถ้าไม่รู้สึกอะไรเลยก็คงประหลาดไม่น้อย

            “ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง ไม่ว่าอะไรที่ลุงอิชย์หวังดี ผมเข้าใจดีแล้วครับ” มือหนายื่นมาจับมือของผู้มากวัยกว่าก่อนจะปล่อยพลางเปิดประตูกำลังจะก้าวออกไป ทว่ากลับหันหน้ามาแล้วมองไปที่กระจกบานหน้าจงใจสบตาคนที่มองเขาอยู่ก่อนแล้ว

“ขอบใจนะที่มาส่ง” 

อรอินทุ์พยักหน้าให้เลยถูกอิชย์ตีแขนเบาๆ โทษฐานเสียมารยาท ครั้นจะบอกว่าไม่เป็นไรเธอทำตามที่พ่อสั่ง พันธินก็ลงไปจากรถเรียบร้อยแล้ว เธอเลยขับรถจากไปบ้าง ถึงจะมาที่นี่ทุกเดือน แต่น้อยครั้งที่เธอจะได้รับอนุญาตให้เข้าไปในบ้าน ผ่านมาจนปีสองพันสิบสี่การแบ่งชนชั้นก็ยังคงมีอยู่ที่นี่อยู่ดี

 

พันธินมองประตูใหญ่ที่เดินผ่านมันมานับครั้งไม่ถ้วนตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ในตอนอายุสิบสามปี เวลาช่างผ่านไปเร็วจนกระทั่งหลายๆ สิ่งในชีวิตเปลี่ยนไป การมีแม่เลี้ยงตอนอายุยี่สิบไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ ทว่าสิ่งที่แปลกนั่นคือการที่ทุกคนในบ้านออกมายืนรอราวกับการกลับมาของเขานั้นสำคัญนักหนา

เขาไม่ได้ดีใจที่กลับมา...เพียงคนเดียว

ตุลยาเข้ามาจับมือลูกเลี้ยงที่อายุน้อยกว่าเธอห้าปี ก่อนจะสวมกอด ในขณะที่พันธินยืนเฉยไม่กอดตอบ ระหว่างเขากับแม่เลี้ยงเป็นเหมือนพี่สาวกับน้องชายมาโดยตลอด แต่การกอดภรรยาของพ่อเป็นเรื่องที่ยังทำให้เขาตะขิดตะขวงเสมอ

“ดีใจที่คุณธินกลับมาเสียทีนะคะ คราวก่อนที่ไปเยี่ยมยังน่ากังวล ตอนนี้หายดีกลับมาหล่อเหมือนเดิมแล้วนะคะ” ตุลยายิ้มกว้างพลางคลายกอด

พันธินฝืนยิ้ม ไม่มีคำปลอบโยนหรือคำยินดีใดทำให้เขาดีใจที่รอดความตายมาได้ หากว่าสามารถย้อนเวลากลับได้เขาขอเป็นคนที่จากไปเสียเองคงดีกว่า

“พ่อล่ะครับ”

“รออยู่ในห้องหนังสือน่ะค่ะ มาเหนื่อยๆ รีบไปหาคุณเธียรก่อนแล้วค่อยไปอาบน้ำดีไหมคะ”

“ครับ ขอบคุณที่มารอรับ”

พันธินมองไปยังคนอื่นๆ ที่มายืนรอรับ ก่อนจะเดินเข้าไปในบ้านผ่านห้องต่างๆ ที่มีเกินจำนวนคนในบ้าน ภาพเขียนมากมายที่พ่อสะสม และภาพของพันแสงที่เขาเพิ่งเห็นว่ามันถูกนำออกจากเรือนกระจกมาไว้ที่นี่ เขามุ่งหน้าไปยังห้องหนังสือที่เป็นห้องทำงานของพ่อพร้อมๆ กับถอนใจออกมา

ประตูห้องปิดสนิท เขาเคาะประตูก่อนจะเดินเข้าไป ตุลยาเดินตามมา พอเห็นลูกเลี้ยงเข้าไปหาเธียรเธอเลยเปลี่ยนใจเดินไปห้องแต่งตัว ค่ำนี้เธอมีงานเลี้ยงเพื่อหาทุนให้เด็กกำพร้า การเป็นภรรยาของชายที่มีเงินมหาศาลพอๆ กับหน้าตาทางสังคม ทำให้อดีตพยาบาลอย่างเธอได้ทำอะไรมากมาย เช่นเดียวกับได้เหนือใครๆ อย่างที่ไม่คิดฝันมาก่อนในชีวิต

พันธินไม่ได้คิดไปเองว่าพ่อดูเหนื่อยล้าตามวัย ไม่ใช่ดูเป็นคนใกล้เกษียรที่ยังดูหนุ่มกว่าอายุ การจากไปของลูกชายคงทำให้เลือดเย็นๆ ในตัวของพ่ออุ่นขึ้นแล้วกระมัง เธียรเงยหน้าขึ้นมาจากเอกสาร เป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุที่เขาเห็นใบหน้าของลูกชายได้ชัดเจนที่สุด อุบัติเหตุทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่าง ทว่าหลังจากการรักษามาเกือบปี พันธินยังคงเหมือนเดิม ยกเว้นดวงตาที่ดูเศร้ากว่าแต่ก่อนเท่านั้น

“มาแล้วหรือ”

หากเป็นครอบครัวอื่น การจากกันนานคงจบด้วยการสวมกอด แต่สำหรับที่นี่ พันธินทำเพียงยกมือขึ้นไหว้ แม้จะดีใจจนอยากกอดพ่อให้สมกับความคิดถึง

“ครับพ่อ ผมขอโทษที่...”

เธียรยกมือห้ามรู้ดีว่าลูกชายกำลังจะพูดอะไร จะขอโทษที่ลูกชายอีกคนของเขาตายงั้นหรือ แล้วมันจะได้ประโยชน์อะไรในเมื่อเรื่องได้เกิดขึ้นไปแล้ว เราต่างสูญเสียเหมือนกัน

“พ่อไม่อยากพูดถึงอีก ธินกลับมา ยังดีกว่าไม่มีใครกลับมาแม้แต่คนเดียว หายดีแล้วใช่ไหม”

พันธินคลี่ริมฝีปากได้นิดหนึ่ง อย่างน้อยพ่อยังพอใจที่ลูกชายคนโตของบ้านกลับมา

“ครับ หายดีแล้ว พ่อดีใจไหมครับที่คนรอดเป็นผม”

“มันสายเกินกว่าที่จะพูดเรื่องนี้กันอีก ถ้าธินหายดีแล้ว พรุ่งนี้ก็ไปเริ่มงานที่บริษัท โปรเจคต่างๆ บุษกรจะเตรียมไว้ให้ธินพรุ่งนี้”

เรียวปากหนากลับมาเม้มปิดดังเดิม สำหรับพ่อแล้วไม่ว่าใครที่กลับมาคงมีค่าไม่ต่างกันสินะ การกอดดีใจคงเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อสำหรับพ่อ

“พ่อจะไม่ถามผมสักคำหรือครับว่ามันเป็นอุบัติเหตุหรือว่าเป็นอย่างอื่น ผมเจ็บมากไหม หรือต่อว่าอะไรก็ได้ที่ผมรอดตายมาเพียงคนเดียว ไม่เสียใจบ้างหรือครับ” ตลอดเวลาที่รักษาตัว พ่อไปเยี่ยมเขาเพียงสองครั้งเท่านั้น

เธียรถอนใจอย่างเหนื่อยล้า ในสมองของเขาว่างเปล่าไม่อยากหาคำตอบมาตั้งแต่รู้ว่าลูกชายตายแล้ว

“พ่อดีใจที่ธินกลับมา ธินเป็นคนช่างถามและขี้สงสัยว่าพ่อคิดอะไรตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”

นั่นสินะ เขาน่าจะรู้ สำหรับพ่อคำว่าธุรกิจย่อมมาก่อนครอบครัวเสมอ ถ้าตอนนี้คนที่กลับมาเป็นพันแสงไม่ใช่พันธิน พ่ออาจจะไม่พอใจก็ได้ 

“ผมจะไปเริ่มงานพรุ่งนี้” ร่างสูงค้อมหลังลงก่อนจะยืดตัวตรงแล้วเดินออกไป ทว่ายังไม่ทันถึงประตู เสียงเรียบๆ ก็เอ่ยขึ้น

“ไปหา...แสงมาแล้วหรือยัง”

เขาหันหน้าไปมองพ่อ ดวงตาคู่นั้นวูบไหว

“ไปมาแล้วครับ”

“แค่นั้น ไปได้แล้ว”

ประตูถูกเปิดออกและปิดลง เธียรอยากทำงานต่อ ทว่าสมองของเขากลับเต็มไปด้วยหมอกหนาทึบจนไม่สามารถคิดสิ่งใดได้ สุดท้ายก็ต้องยอมปล่อยทุกอย่างออกจากมือและอยู่กับตัวเองเพื่อคิดอีกครั้ง

 

อาหารค่ำเพียงลำพังเป็นสิ่งที่พันธินต้องการสำหรับการกลับมาในวันแรก พ่อทานอาหารในห้อง ส่วนตุลยาไปงานสังคม บ้านเงียบเหมือนที่เคยเป็น ไม่สิ เมื่อก่อนมันไม่ได้เงียบขนาดนี้เพราะคนมีทำให้เกิดเสียง เกิดเรื่องราว ในขณะที่อีกคนเอาแต่ทำงาน พอสองทุ่ม พันธินก็เข้าห้องส่วนตัว โทรศัพท์ที่อิชย์เตรียมไว้ให้ถูกเปิด เขาโทรหาทนายที่ดูแลเขามาโดยตลอดไม่ใช่แค่ตอนที่เกิดอุบัติเหตุ แต่มันนานมากจนเขานึกไม่ออกว่าตั้งแต่เมื่อไหร่

การเพลียจากการเดินทางทำให้การหลับเป็นเรื่องง่าย ทว่าน้อยครั้งที่เขาหลับได้สนิทจนถึงเช้า ตอนที่รักษาตัวเขาไม่อยากหลับทำให้หมอต้องให้ยานอนหลับ หนักเข้าต้องปรึกษาจิตแพทย์เพื่อให้หลับ ตอนนี้เขาสามารถหลับได้ด้วยตัวเองและพอใจหากว่าจะเห็นเหตุการณ์หนึ่งในฝัน

 แสง...ระวัง!’

ไม่!!!’

เสียงระเบิดของยางรถยน์ดังอยู่ใกล้ๆ ท่ามกลางความมืดที่มีแสงไฟจากรถโลกราวกับหมุนจนน่าเวียนหัว เสียงอึกทึกโครมคราม เราสองคนต่างกระเด็นออกมาจากรถ

พันธินผวาตื่น เหงื่อพราวเต็มหน้าผาก เขาหอบเหมือนกับว่าเพิ่งพารถในความทรงจำออกมาจากฝันร้าย หวังให้ไม่มีใครบาดเจ็บล้มตาย ทว่าเมื่อมองไปรอบๆ ตัว เขาถึงรู้ได้ว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิม ไม่มีใครกลับมา มีแต่เขาและห้องนอนที่ไม่คุ้นเคยเท่านั้น

พันธินนอนไม่หลับซึ่งอาจจะเป็นเพราะอาการเจ็ตแล็ก  (Jat lag) หรือเป็นเพราะภาพเหตุการณ์ในวันนั้นยังคงอยู่กับเขาตลอดสิบเอ็ดเดือนที่ผ่านมา เขาเคยบอกจิตแพทย์ แต่กลับได้คำแนะนำว่าให้ลืมเหตุการณ์นั้นให้หมด เขาไม่ยอมทำตาม แต่กลับทำบางอย่างให้มั่นใจว่าฆาตกรจะไม่ลอยนวล ทุกอย่างเริ่มตั้งแต่เขารู้ตัวว่ามีชีวิตรอดเพื่อทำสิ่งใด แม้ตำรวจจะสรุปว่าเป็นอุบัติเหตุ แต่เขามั่นใจว่ามันคือฆาตกรรม

ร่างสูงเดินออกมาจากห้องนอนแล้วเพื่อเลี่ยงการพบสาวใช้หรือใครก็ตามในบ้านจึงเดินไปยังระเบียงด้านหลังแล้วลงจากชั้นบนโดยใช้บันไดเวียนซึ่งใกล้กับเรือนกระจกที่เคยเป็นสตูดิโอเก็บภาพที่พันแสงเขียน การเรียนด้านบริหารตามความต้องการของพ่อไม่อาจหยุดความชอบในด้านนี้ของพันแสงได้

ทว่าเมื่อเดินไปใกล้ ใครคนหนึ่งเพิ่งเดินผ่านประตูบานเล็กระหว่างบ้านวัสวานกับบ้านหลังเล็กของลุงอิชย์ ใบหน้าเหมือนตุ๊กตากระเบื้องบึ้งตึงขึ้นมาเมื่อเริ่มเห็นชัดขึ้นว่าเป็นใครที่เดินเข้าสู่เฟรมสายตา ทว่าทำไมเธอถึงนำบางอย่างที่ไม่ควรนำเข้ามาด้วย ขายาวก้าวเร็วๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นวิ่งไปแล้วจับมือที่ถือไฟแช็คซึ่งติดไฟไว้

“นี่เธอกำลังทำอะไร เผาภาพนั้นทำไม ภาพของแสงหรือเปล่า”

ถ้ามีแสงไฟ เขาคงบอกได้ว่าใช่ภาพของพันแสงหรือไม่ใช่กันแน่ แต่ไม่ว่าจะใช่หรือไม่ใช่ อรอินทุ์ก็ไม่ควรทำแบบนี้กับภาพทุกภาพบนโลก

แสงจากไฟแช็คดับลงคงเหลือไว้เพียงแสงจันทร์เพ็ญลางเลือน พันธินลงมาทำอะไรตอนตีสาม เธอคิดว่าเลือกเวลาดีแล้วนะ แขนเล็กกว่าพยายามกระกระชากออกจากมือใหญ่ แต่ทำไม่ได้ดังใจจึงจำต้องอธิบายก่อนที่จะเข้าใจผิดไปกันใหญ่

“นี่เป็นภาพของฉันเองค่ะ วันนี้พอเห็นคุณธินฉันก็นึกขึ้นมาได้ว่ามันไม่ควรอยู่ฉันมาตั้งนานแล้ว”

“แล้วทำไมต้องเผา” เขาถาม การเผาแล้วจะได้ประโยชน์ตรงไหน

อรอินทุ์กระชากแขนออก มองเขาอย่างไม่แน่ใจ เธอจะบอกเขาได้อย่างไรว่ามันเป็นวิธีเดียวที่คิดออก แล้วเรือนกระจกก็เป็นที่โปรดปรานของพันแสง เขาอาจจะรับรู้ได้ว่าเธอทำแบบนี้ทำไม พันธินยอมปล่อยแล้วเปลี่ยนมากอดออกและออกคำสั่งแทน

“ห้ามเผา ถ้าเธอเผาฉันจะแจ้งตำรวจ”

“จะบ้าเหรอคะคุณธิน รูปภาพนี้ฉันวาดเองกับมือทำไมจะเผาไม่ได้”

“แต่เธอวาดให้คนอื่น ไม่ได้วาดให้ตัวเองเพราะฉะนั้นยังไงฉันก็ไม่ให้เธอเผา”

อรอินทุ์ขมวดคิ้วใส่ ในเมื่อเธอไม่ใช่ส่วนหนึ่งของเอ็มไพร์ กรุ๊ป การทำแบบนี้จึงไม่ผิด ในฐานะเพื่อนบ้านและมนุษย์คนหนึ่งทำไมเธอจะทำไม่ได้ แม้ว่าภาพเขียนจะไม่ใช่ของเธอมาตั้งแต่เริ่มวาดแล้ว ความคิดหนึ่งเกิดขึ้นในสมอง

ถ้าคุณแสงยังอยู่คงมองภาพที่อรเขียนแล้วเบ้ปาก ต่อจากนั้นคงถามว่านี่เรียกว่าวาดได้แล้วเหรอ

“วาดให้แสงใช่ไหม เธอเคยสัญญากับแสงว่าจะวาดรูปเป็นการตอบแทน ถ้าแสงช่วยติวหนังสือให้ แต่มันผ่านมาแล้วตั้งสองปีแล้วนะ เธอไม่คิดว่ามันช้าไปหน่อยหรือ” พันธินเอ่ยก่อนจะแย่งภาพวาดของอรอินทุ์มาไว้ในมือตัวเอง ทั้งที่จริงเขาควรแย่งไฟแช็คมากกว่า

อรอินทุ์ถอนใจใหญ่ ทำหน้าเหมือนโกรธ แน่ล่ะไม่ใช่เขาหรอก แต่เป็นคนที่เป็นเจ้าของภาพนี้ต่างหาก เธอไม่นึกว่าพันแสงจะเล่าเรื่องนี้ให้พี่ชายฟัง

“นึกแล้วเชียวว่าต้องเก็บความลับไม่เป็น”

“ในเมื่อแสงไม่อยู่แล้ว ฉันขอเก็บภาพวาดไว้เอง เธอคงไม่ว่าใช่ไหม ไหนๆ ก็คิดจะเผามันอยู่แล้ว อ้อ ถ้าเผาเพราะคิดว่าแสงจะได้รับล่ะก็ เธอให้ฉันไว้ดีกว่า”

“ไม่ได้ค่ะ ยังไงฉันก็จะเผาไปให้คุณแสงตามสัญญา” อรอินทุ์ยื่นมือออกไปแย่งภาพคืนมา แต่คนสูงกว่ากลับชูภาพไปเหนือหัว การเข้าไปยื้อแย่งจึงยากเข้าไปอีก เธอมองเฉยไม่เข้าไปแย่งทั้งที่อยากทำเพราะไม่อยากพลาดไปกอดเขา

“แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าแสงได้รับ เธอจะตามไปคุยกับแสงเหรอ”

“คุณธิน!

อรอินทุ์มองหน้าพันธิน ไม่ได้เพราะโกรธที่เขาพูดแบบนั้น แต่เพราะเธอไม่สามารถทำอย่างที่เขาพูดได้ เธอมีเวลานานพอในการให้ภาพใบนี้กับพันแสง แต่ไม่ได้ทำเพราะอยากรอให้ถึงวันเกิดของเขา จนเกิดเรื่องเสียก่อนและเขาไม่กลับมาอีกแล้ว เธอสะท้อนสะท้านใจ การกลับมาของพันธินทำให้เธอหลอกตัวเองไม่ได้อีกแล้วว่าสักวันเขาจะกลับมาเช่นกัน

ทำไมไม่รักษาสัญญาล่ะคุณแสง ทำไมไม่มารับภาพไปจากอรด้วยตัวเอง

เธออาจเป็นอีกคนหนึ่งที่ทำให้เขารู้สึกว่าการจากไปเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุดแล้ว ถ้ารู้ว่าการไปของเขาจะไม่มีวันกลับมาอีก เธอจะไม่พูดคำพูดร้ายๆ ไปในวันนั้น ไม่ยอมให้เขาตามไปจนเกิดเรื่องตามมา

 “เอาไปเลยค่ะ อยากได้ก็เอาไป ถือว่าต่อไปนี้ฉันกับคุณแสงไม่ติดค้างกันอีก คุณธินเป็นพยานแล้วนะคะ”

ภาพเขียนถูกส่งให้พันธินอย่างตัดใจ อรอินทุ์วิ่งไปยังประตูเล็กซึ่งเชื่อมระหว่างคฤหาสน์ร้อยล้านกับบ้านหลังเล็กๆ มูลค่าตอนสร้างไม่ถึงล้านบาท ทว่าสำหรับพันธินแล้วเขาชอบบ้านของอรอินทุ์มากกว่าบ้านของเขาเองด้วยซ้ำ

เรียวปากหนายิ้มได้เป็นครั้งแรกตั้งแต่กลับมาเมืองไทย การรอดต่อความตายมาได้ไม่เพียงทำให้เขายังมีชีวิตอยู่ แต่พระเจ้ายังมอบสิ่งสำคัญมาให้เขาด้วย การกลับมาแก้แค้นของเขามีแต้มต่อเมื่อสามารถได้ยินไม่ว่าอะไรก็ตามที่คนรอบข้างคิดอยู่ในใจ มันทำให้เขารู้ว่าการพูดตรงกับที่คิดนั้นมีค่ามากมายกว่าเงินที่พ่อของเขามีในธนาคาร

 

                แล้วจะมา up ต่อนะคะ ไม่ต้องเดาว่าพระเอกทำอะไรได้เพราะเฉลยมาตั้งแต่ตอนแรกไปเลย เรื่องนี้มีแรงบันดาลใจจากการงอนกับเพื่อนแล้วไม่รู้ว่าเพื่อนงอนอะไร เพื่อนก็ไม่รู้ว่าเรางอนอะไร แบบว่าถ้าได้ยินในสิ่งที่ปากไม่ได้พูดคงจะดี จะได้รู้ว่าอีกฝ่ายคิดยังไง บางทีบอกว่าไม่เป็นไร แต่จริงๆ เสียใจ ยังมีอะไรอยู่ในใจ คิดว่าช่างมันเถอะ แต่พอเวลาผ่านไปเรื่องที่ค้างอยู่ในใจมักก่อปัญหาใหญ่เสมอ
            ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่าน เรื่องนี้ผสมสอบสวน โรแมนติก ดราม่า แอกชั่น
555 ไม่ได้โม้ มีครบทุกอย่างจริงๆ นะ

              อัมราน_บรรพตี^^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

11 ความคิดเห็น

  1. #92 8lek (@8lek8) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2557 / 15:19


    สนุกมากค่ะ ^^


    #92
    0
  2. #45 fsn (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2557 / 01:15
    เหนื่อยกับล้าแย่เลยคุณธิน เจอพ่อที่เย็นชา รักนะแต่ไม่แสดงออก
    #45
    0
  3. #18 อัมราน (@Darrano) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2557 / 17:16
    ตอบคุณ Yan Ming Ling นะคะ
    นางเอกเรื่องนี้ชื่อ อรอินทุ์ ซึ่งแปลว่า พระจันทร์ค่ะ ถามว่าทำไมคุ้น ก่อนหน้านี้เคยมีนางเอกชื่อ อรอินทุ์ ในนิยายของอัมรานมาก่อน  เรื่อง แผนร้ายซ่อนรัก จงใจใช้ชื่อนี้เพราะชอบ ความหมายดีและตรงกับแกนของเรื่องดีค่ะ
    #18
    0
  4. #17 Yan Ming Ling (@jerry_lin11) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2557 / 16:47
    นางเอกชื่อ "อรอินทุ์ หรือว่า อรินทร์" ค่ะไรท์ (อรินทร์ ชื่อคุ้นๆ นะ 5555++) 
    #17
    0
  5. #16 แว่นใส (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2557 / 11:43
    อือ จะบอกนางเอกเมื่อไหร่
    #16
    0
  6. #15 เมเปิ้ล (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2557 / 20:38
    รออ่านต่อค่ะ
    #15
    0
  7. วันที่ 20 พฤษภาคม 2557 / 21:10
    รออ่านต่อนะคะ
    #14
    0
  8. #13 แว่นใส (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2557 / 21:08
    ใครทำเรื่องนี้นะ
    #13
    0
  9. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  10. #11 เรฟามีร์ (@bestwills) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2557 / 14:23
    ดูลึกลับดีค่ะ ชีวิตพระเอก.
    #11
    0
  11. #9 Jen (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2557 / 13:50
    อ่านแล้วชอบค่ะ ขอเดาว่าพระเอกอ่านใจคนได้ ลุ้นๆๆๆ จะติดตามนะค่ะ
    #9
    0