หน้ากากดอกรัก

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 21,722 Views

  • 179 Comments

  • 105 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    20

    Overall
    21,722

ตอนที่ 49 : หรือว่าเราจะเคยพบกันมาก่อน 1/3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 223
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    22 ต.ค. 61

กลิ่นหอมๆ ของบางอย่างกำลังลอยอบอวลอยู่ในอากาศที่จิราสูดเข้าไปแล้วเพียงไม่นานความเหนื่อยล้าก็ค่อยๆ มลายหายกลายเป็นสบายตัวมากขึ้น ทว่ายามหายใจยังคงเพลียและรวดร้าวไปทั้งอกที่สั่นเบาๆ ซึ่งช่วยบอกว่าเขายังคงมีชีวิตอยู่ในป่าพร้อมกับยังมีดารกานั่งอยู่ใกล้ๆ กับกองไฟ โดยที่มือเล็กๆ ทั้งสองข้างของเธอกำลังง่วนทำอะไรบางอย่างชวนให้อยากรู้เหลือเกิน

จิราขยับขาเบาๆ แต่เสียงก็ดังพอให้ดารกาหันมามองพร้อมกับรอยยิ้มราวกับว่าการเห็นเขาลืมตาเป็นสิ่งที่เธอปรารถนามาตลอด

          “ตื่นแล้วหรือคะคุณจิรา”

          “ทำอะไรน่ะดารกา...หอมจัง หรือไม่ผมก็หลับไปนานจนจมูกเพี้ยนไปแล้ว”

          “จมูกของคุณจินไม่เพี้ยนหรอกค่ะ” น้ำในกระบอกไม้ไผ่หักๆ ที่ดารกาหาได้กำลังโชยกลิ่น แต่ไม่หอมเท่าหน่อไม้ที่เธอกำลังย่าง  “ดื่มนี่ก่อนนะคะเผื่อว่าอาการไข้ของคุณจิราจะดีขึ้น”

          จิรารับกระบอกไม้ไผ่มาแล้วดมกลิ่นซึ่งหอมนวลๆ แต่คุ้นพิกล

          “มันคืออะไร กลิ่นแปลกๆ เหมือนหญ้าเลย”

          “มันเป็นหญ้าจริงๆ น่ะสิคะ ชื่อว่าหญ้าตีนกา” ดารกาวางหญ้าที่ดอกแตกออกเป็นแฉกๆ บนฝ่ามือ จิราหยิบไปดูเพิ่งรู้ว่ามันกินได้ก็วันนี้เอง “ถ้าตำแล้วเอามาต้มหลังจากนั้นแยกน้ำออกมาดื่มก็จะช่วยลดไข้ได้ ตอนเด็กๆ ย่าเคยต้มให้ฉันกินค่ะ”

          “แล้วทำไมตอนนั้นไม่ไปหาหมอ” จิราลองจิบก็พบว่ารสชาติของหญ้าต้มขมนิดๆ ไม่ทรมานหากต้องกินเข้าไป

          “ไม่มีรถก็เลยไม่รู้จะไปยังไงน่ะสิคะ เพื่อนบ้านอยู่ไกล ย่าเลยไปหาสมุนไพรจากในสวนมาต้มเป็นยาให้ฉันกินแล้วก็หายจากไข้จริงๆ แต่อาจจะใช้เวลานานกว่ายาสมัยใหม่สักหน่อย ลองกินดูนะคะ ฉันรับรองว่ากินได้ไม่ตายแน่นอน”

          “ขอบใจมากนะ แล้วข้อเท้าของคุณพอกอะไรไว้”

          ดารกามองข้อเท้าของตัวเองที่ยังบวมเป่งเพราะเดินมากเกินไป

“หญ้าตีนกาค่ะ นอกจากช่วยลดไข้แล้วมันยังช่วยลดอาการฟกช้ำด้วย แต่ก็ไม่ถูกตามตำราหรอกนะคะ ถ้าจะให้ดีต้องเอามาตำกับเหล้าแล้วค่อยมาโปะตรงที่บวม”

          “คุณนี่เหลือเชื่อจริงๆ” จิราพูดคำเดิมพร้อมกับดื่มยาที่ดารกาอุตส่าห์ต้มให้จนหมดกระบอก

          “เหลือเชื่อสำหรับคุณจิรา แต่ธรรมดามากสำหรับคนทั่วๆ ไปที่ฐานะแบบฉันต่างหากล่ะคะ” เธอหัวเราะเบาๆ ตลกมากกว่ารู้สึกสงสารตัวเอง

          พอจิรากินยาหมดแล้ว ดารกาจึงหยิบหน่อไม้ที่ปอกเปลือกออกก่อนย่างมาวางให้เขากินต่อ กลิ่นหอมๆ ทำให้จิราหิวขึ้นมาอีกรอบ

“ลองกินดูสิคะ ฉันเจอหน่อไม้เลยเอามาย่างดู แต่อาจจะเหนียวหน่อยนะคะ”

หน่อไม้ย่างยังร้อนอยู่แต่จิราก็ฉีกเนื้อลองชิมอยากเอาใจดารกาที่หาของทุกอย่างมาได้ตอนที่เขาหลับไปเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น

          “ขมๆ แต่เคียวแล้วหวานปะแล่มๆ นะ อร่อยดี ถ้าอยู่ที่นี่สักเดือนคงไม่อดตายถ้ามีคุณอยู่ด้วย”

          ดารกายิ้มปลื้มแต่พอถูกจิรามองนานๆ ก็ชักใจแกว่ง ไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงมองเขาหล่อขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่รอยต่างๆ ยังอยู่บนใบหน้าครบ แถมรอยยิ้มของเขายังดูดีแม้หน้าจะซีดเซียวอีกด้วย

“ถ้าจุดไฟเอาไว้ทั้งคืนจะเป็นอะไรไหมคะ” เธอถามแก้เก้อพลางกินหน่อไม้ทั้งที่มันร้อนลวกปาก

          “อย่าดีกว่าพวกนั้นอาจตามแสงไฟมา พรุ่งนี้และวันอื่นๆ ผมจะจุดไฟให้คุณใหม่แล้วกันนะ”

          ยิ้ม...แล้วก็เงียบเมื่อดารกานึกไม่ออกว่าจะพูดอะไรต่อดีถ้าจิรายังมองมาอยู่แบบนี้ มารู้ตัวอีกทีหน่อไม้ย่างก็หมดเกลี้ยง น้ำต้มสุกเย็นพอดี เธอดื่มแล้วแบ่งให้เขาดื่มบ้างอย่างเพื่อนตายที่พร้อมลำบากด้วยกัน เพียงไม่กี่นาทีต่อมาความมืดก็ปกคลุมไปทั่วป่าที่เงียบสงัด ควันจากกองไฟทำให้ยุงไม่ชุกชุมเท่าไหร่นัก

“คุณมานั่งใกล้ๆ ผมสิ นั่งไกลแบบนั้นผมไม่สบายใจเผื่อตัวอะไรเข้ามาจะไปช่วยไม่ทัน”

ดารกาลุกขึ้นแล้วมานั่งใกล้ๆ จิราตามคำสั่ง เธอไม่แน่ใจว่ารู้สึกไปเองหรือเปล่าเพราะไออุ่นของความปลอดภัยเหมือนจะอยู่ใกล้ตัวเขาอยู่ตลอดเวลา มือหนายื่นมาแล้วรั้งมือบางให้ดารกาเข้ามาใกล้อีก เพียงสัมผัสแม้จะเพียงเสี้ยววินาทีเธอก็รู้สึกได้ว่าความร้อนในตัวของเขายังไม่ทุเลาลงแม้แต่นิดเดียว

          “คุณจิราควรหลับได้แล้วนะคะ พักผ่อนมากๆ จะได้หายป่วยเร็วขึ้น”

          จิราละสายตาจากกองไฟที่กำลังมอดลงไปช้าๆ มามองดารกาที่กลายเป็นคนที่เขาไว้ใจมากที่สุด ในสภาพนี้ถ้าคนร้ายตัวต่อตัวเขาอาจปกป้องเธอได้ แต่ถ้ามากกว่านั้นเขาคงทำได้มากสุดแค่ตาย แต่เธออาจไม่รอด

          “ถ้าพวกมันตามมาถึงที่นี่ คุณรีบหนีไปแล้วทิ้งผมไว้ที่นี่ก็พอเข้าใจไหม”

          “รู้ตัวไหมคะว่าคุณจิรากำลังเพ้อเพราะเป็นไข้”

ดารกาช่วยปัดยุงให้จิราก่อนจะเอียงหน้าสบตาเขาอย่างฝืนความเขินอาย

“ฉันไม่ทิ้งคุณจิราหรอกนะคะ ต่อให้คุณจิราบอกว่าจะไล่ออก ฉันก็ไม่ทำแบบนั้น ฉันมั่นใจว่าเราจะต้องได้ออกไปจากป่านี้ด้วยกันอย่างปลอดภัยเพราะฉะนั้นคุณจิราต้องพักผ่อนมากๆ จะได้หายป่วยนะ”

          จิรายิ้มบางที่ริมฝีปากยอมรับทุกอย่างที่ผู้ช่วยเพียงคนนี้ต้องการให้ทำ ไม่ว่าเพราะความอ่อนแอจากร่างกายหรือว่ากำแพงอีกชั้นในใจกำลังพังแล้ว เขาสบายใจที่ได้ทำแบบนี้ ดารกาเปลี่ยนความคิดของเขาโดยที่เธอไมรู้ตัวด้วยซ้ำว่าเพียงคำพูดไม่กี่คำก็เปลี่ยนอะไรได้มากมาย

         

          ดารกาสะดุ้งตื่นเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็จำไม่ได้แล้วเพราะความกลัวทำให้เธอนอนไม่ค่อยหลับเอาแต่ฝันร้ายว่าถูกตามจนพบแล้วกำลังจะถูกฆ่า ทว่าการตื่นของเธอในคราวนี้กลับพบกับเสียงของจิราที่พูดบางอย่างออกมาเบาๆ พร้อมกับมือทั้งสองข้างของเขาเหวี่ยงออกราวกับต่อสู้กับบางอย่างทั้งที่ตาทั้งสองข้างปิดสนิท เธอยื่นมือไปจับแขนของเขาไว้แต่กลับถูกสะบัดออกพร้อมๆ กับเสียงของเขาดังขึ้นจนเธอฟังออกมาเป็นเรื่องราว

          “ช่วยด้วย...ช่วยด้วย รีบหนีไป ไปสิ พวกมันกำลังจะกลับมาแล้ว”

          แขนที่เหวี่ยงออกไปตกลงข้างตัวพร้อมกันนั้นจิราก็น้ำตาไหลออกมาราวกับว่าสิ่งที่เขาเห็นในจิตนาการช่างน่าเจ็บปวดจนไม่อาจทนได้ ดารกาวางมือลงบนไหล่หนาของจิราทั้งสองข้างแล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้เพื่อส่งเสียงให้เขาได้ยินแทนการตะโกนที่จะทำให้ผวากลัว

          “คุณจิราคะได้ยินฉันไหม มันเป็นแค่ความฝันออกมาจากมันแล้วลืมตานะคะ”

          ราวกับจิราได้ยินที่ดารกาพูด แต่มันยังไม่น่าสนใจพอให้เขาออกมาจากที่นั่น เมื่อใบหน้าชุ่มเหงื่อของเขาส่ายสะบัดเหมือนไม่อยากยอมรับว่าสิ่งที่เห็นเป็นเพียงความฝัน

          “อย่าทิ้งผมไปนะพ่อ อย่าตายนะ ไม่!!! พี่เจน...พี่เจนทำให้พ่อตาย ผมเกลียด...เกลียด”

          ดารกาผงะเพราะสิ่งที่จิรากำลังเห็นในจินตนาการอาจไม่ใช่ความฝัน แต่อาจเป็นความทรงจำของเขาเองอยู่ก็ได้ พ่อของเขาตายเพราะหัวใจวายเมื่อ 3 ปีก่อน แต่กับคุณเจนิส ทำไมเขาถึงเพ้อออกมาแบบนี้

          “จะทำยังไงให้ตื่นดีล่ะเนี่ย” หญิงสาวเลื่อนมือประคองแก้มจิราแล้วเขย่าเบาๆ  “คุณจิราตื่นเถอะค่ะ”

          สัมผัสจากฝ่ามือที่เย็นเฉียบทำให้ความร้อนที่ผิวแก้มของจิราราวกับถูกไฟช็อตอย่างแรง ดวงตาของเขาเปิดออกแล้วมองดารกาในเงาเลือนรางอย่างงงงวยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

          “ดารกามีอะไร...หรือว่าพวกมันตามมากันอีกแล้ว”

          “ไม่ใช่หรอกค่ะ คุณจิรากำลังเพ้อเพราะพิษไข้อยู่ต่างหากล่ะคะ” เธอบอกเขาก่อนจะปล่อยมือจากใบหน้าร้อนผ่าวเพื่อไปหยิบยาต้มที่ยังมีอีกในกระบอกไม้ไผ่มายื่นให้  “ดื่มอีกสักหน่อยนะคะ”

          มือทั้งสองข้างของจิราอ่อนแรงจนดารกาต้องประคองมือที่เขากำลังจับกระบอกไม้ไผ่อีกแรง ความกลัวในใจของเธอก่อเกิดหากว่าสิ่งที่เขากำลังเป็นอยู่ไม่ใช่ไข้ธรรมดาแต่เป็นไข้ป่าจะทำยังไง แค่ยาสมุนไพรคงช่วยอะไรไม่ได้มากนัก ชายหนุ่มหายใจเหนื่อยๆ พลางมองไปรอบตัวอย่างระวังหากมีใครเข้ามาตอนนี้เขาคงไม่มีแรงจะชกใครด้วยซ้ำ

          “ในสถานการณ์แบบนี้แทนที่ผมจะปกป้องคุณ คุณกลับต้องมาปกป้องและดูแลผม มันน่าตลกดีนะเพราะที่ผ่านมาก็เหมือนจะเคยเกิดเรื่องคล้ายๆ แบบนี้ คุณยังจำไม่ได้อีกหรือว่าเคยพบผมมาก่อน”

          “เราเคยพบกันมาก่อนหรือคะ ไม่ใช่มั้ง  ถ้าฉันเคยพบคุณจิรายังไงก็ต้องจำได้สิคะ” ดารกาขยับเข้ามาใกล้เมื่อคิดว่าตอนนี้จิราอาจกำลังเพ้ออีกรอบอยู่ก็ได้

          “นึกอยู่แล้วเชียวว่าคุณคงยังจำไม่ได้ อุบัติเหตุคราวนั้นทำให้คุณลืมผมไปจนหมดจริงๆ แต่ผมจำได้ไม่ลืม มันอาจเป็นโชคชะตาหรืออะไรสักอย่างที่ทำให้คุณมาพบกับผมในวันที่เลวร้ายที่สุดในตอนนั้น”

          “เล่าให้ฉันฟังได้ไหมคะ” เธอชวนคุยเมื่อเข้าใจว่าเขาเพ้อเพราะพิษไข้

          “ได้สิ ผมอยากบอกคุณตั้งแต่วันแรกที่มาทำงานเป็นผู้ช่วยแล้ว แต่...”

          ดารกาหันมองเมื่อจิราเงียบไปนานก็พบว่าเปลือกตาของเขาปิดลงทั้งสองข้าง แต่มือหนากลับเลื่อนมาจับมือของเธอไว้แล้วบีบเบาๆ ก่อนจะถอนใจออกมา

          “แต่อะไรหรือคะ ฉันไม่ได้เข้าใจผิดไปเองใช่ไหมว่าคุณจิราพยายามแกล้งเผื่อว่าฉันจะใจเสาะลาออกเอง” เธอเอ่ยเสียงล้อๆ

          “ตอนแรกผมแกล้งเผื่อว่าคุณจะลาออกไปจริงๆ นั่นแหละ” จิราหัวเราะเบาๆ พร้อมกับลืมตามองดารกา “แต่ผมอยากให้คุณมาอยู่ใกล้ๆ มากกว่า เผื่อว่าผมจะได้ตอบแทนสิ่งดีๆ ที่คุณเคยทำไว้เสียที”

          ดารกาหัวเราะบ้าง  “ทำไมคุณจิราถึงอยากตอบแทนฉันล่ะค่ะ อ๋อ รู้แล้ว อยากไล่ฉันออก แต่คุณจิรารู้สึกไม่ค่อยดีที่จะทำแบบนั้นใช่ไหมคะ”

          แทนคำตอบจิรากลับชี้ไปบนท้องฟ้าที่ไฟกำลังกะพริบ “บนท้องฟ้า เครื่องบิน นั่นแสงไฟ อย่าเพิ่งไปๆ”

จิราพยายามจะลุกขึ้นแต่ทำไม่ได้เมื่อไม่มีแรงมากพอ ดารกามองตามพลางจับมือของเขาไว้รู้สึกดีที่อย่างน้อยยังมีโอกาสได้เห็นแสงไฟเพราะมันหมายถึงว่าความหวังยังคงมีอยู่

          “ปล่อยแสงไฟไปเถอะค่ะ  พรุ่งนี้ มะรืนนี้ คุณจิราจะทำให้แสงไฟตรงนั้นสนใจที่นี่แล้วเป็นฝ่ายมาหาพวกเราบ้าง”

          แม้จะเลือนรางแต่จิราเห็นความเชื่อมั่นจากดวงตาของดารกาที่มองมายังเขา ชายหนุ่มอยากทำทุกอย่างให้สำเร็จในเร็ววัน แต่ความหนาวช่างเป็นอุปสรรคจนต้องกอดตัวเองไว้แล้วพักกายตรงนี้ก่อน

“ผมหนาวจัง เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยเล่าเรื่องวันนั้นต่อได้ไหม”

          “ได้สิคะ ฉันอยากให้คุณจิราหลับแล้วเหมือนกัน” 

ดารกาขยับเข้าไปใกล้แล้วอ้อมแขนไปกอดร่างหนาของจิราไว้อย่างน้อยก็น่าจะทำให้เขาคลายหนาวได้บ้าง ร่างของจิราแข็งทื่อเพราะไม่ชอบให้ใครมาถูกตัวกำลังจะปัดแขนของดารกาออกไปอยู่แล้วถ้าไม่ได้ยินความจริงใจจากคำพูดของเธอเสียก่อน

“บอกไว้ก่อนนะคะว่าฉันไม่ได้มีเจตนาลักหลับ แค่อยากทำให้คุณจิราอุ่นเท่านั้นเอง”

          ร่างกายของจิราราวกับถูกมนต์บันดาลเมื่ออาการแข็งทื่อกลับมาอ่อนยวบยอมรับความอุ่นจากอ้อมกอดของดารกาอย่างพอใจอีกทั้งแขนของเขายังกอดเธอกลับราวกับว่ายังอุ่นไม่พอ

“ขอบใจมากนะ แต่ระวังผมจะให้ความร่วมมือ”

          “เรื่องอะไรหรือคะ” ดารกาถามเสียงซื่อยังไม่ทันคิดอะไรจริงๆ

          เรียวปากหนายิ้มกว้างทำเสียงล้อๆ ก่อนจะตอบว่า “ลักหลับไงล่ะ”

ดารกาเม้มปากไม่ยอมหลงกลจิราแล้วเผลอพูดอะไรให้เขาเอาไปคิดเข้าข้างตัวเองแบบนั้น ความร้อนผ่าวก่อเกิดที่อ้อมอกของเธอทั้งที่เป็นฝ่ายพยายามทำให้เกิดไออุ่น ครั้นจะคลายกอดก็ทำไม่ได้เสียแล้วเมื่อเธอกลายเป็นฝ่ายที่ถูกเขากอดเหมือนกัน ดารกาผ่อนลมหายใจพยายามหลับ แต่จะหลับลงไปได้ยังไงเมื่อลมหายใจของเขาเป่าอยู่ที่ลำคอ ช่างเป็นความห่วงใยเขาที่แสนจะทำร้ายตัวเองอย่างที่สุด

 

แล้วจะมาอัพต่อนะคะ ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่านค่ะ  

อัมราน&บรรพตี


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #157 satamsomtua (@satamsomtua) (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2561 / 12:47
    ดาริกาเคยช่วยจิรามาก่อน
    #157
    0