สัญญารักพรางใจ วางแผงแล้ว สนพ Touch

  • 100% Rating

  • 3 Vote(s)

  • 63,526 Views

  • 413 Comments

  • 208 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    15

    Overall
    63,526

ตอนที่ 3 : ตอนที่ 2...100%(ลงใหม่)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1844
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    25 ส.ค. 57

 

ตอนที่ 2          

 

สองแม่ลูกกำลังช่วยกันล้างจาน โดยมีเผือกคอยเช็ดจานให้แห้ง ส่วนพิมพ์ใจเพิ่งเข้านอนไปเมื่อครู่ ลมเย็นพัดผ่านมาทางบานเลื่อน มัทนาเป็นคนล้างน้ำแฟบ แม่คอยรับจานไปล้างน้ำสะอาดในอ่างพลาสติก ถึงจะอยู่บ้านสวนแต่ระบบประปาเข้าถึงแล้ว แต่ยังต้องใช้น้ำจากบ่อบาดาลสูบไปรดต้นไม้ในสวนอยู่

            “มัทเจอสามคนนั้นตั้งแต่ตอนไหนน่ะลูก”

            มัทนายิ้มแห้งๆ พลางมองไปยังเผือก รายนั้นรู้งานทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ “เอ่อ...พวกนั้นมาถามทางมัทน่ะค่ะ ไม่มีอะไรหรอก มัทแค่ตกใจที่สามคนนั้นมาโผล่ที่บ้านเท่านั้นเอง”

            พิมพ์อรมองลูกสาวที่ก้มหน้าก้มตาตั้งใจล้างจานก็เลยไม่อยากถามจู้จี้ ลูกโตแล้ว ที่สอนสั่งมาย่อมรู้อะไรถูกอะไรผิด ถ้าดินทร์ยังอยู่...  อย่าคิดอีก! ลูกไปอยู่ในภพภูมิที่ดีแล้ว

            “วันมะรืนมัทจะไปสัมภาษณ์งานแล้วนะคะ มีบริษัทเห็นคุณค่าที่มัทคู่ควรแล้วค่ะ งานนี้นอกจากความสามารถสงสัยต้องพึ่งไสยศาสตร์บนให้หนักๆ ”

            “พูดไปนั่น เจ้าลูกคนนี้ เอ แล้วพี่เราจะกลับมาตอนไหนล่ะ”

            พิมพ์อรถามยังไม่ทันจบโทรศัพท์ของมัทนาก็ดังลั่น เจ้าตัวล้างมือแล้วเช็ดมือกับกางเกงเลยถูกตีก้นเบาๆ โทษฐานผ้าขี้ริ้วใกล้ๆ มีไม่ใช้ พอเห็นว่าใครโทรมาก็หัวเราะร่า

            “ตายยากชะมัด โทรมาพอดีเลยค่ะ”

            พิมพ์อรล้างจานอีกไม่กี่ใบต่อ เผือกเข้ามาช่วยแม่ล้างจานแล้วเช็ดให้ พอใกล้เสร็จมัทนาก็เดินกลับมาสีหน้าไม่ค่อยดีนัก แต่ยังพอยิ้มได้ ไม่อย่างนั้นได้ยิ้มไม่ออกกันทั้งบ้าน

            “เดี๋ยวมัทไปโรงพยาบาลก่อนนะคะ ไม่ต้องตกใจ พี่ไม้ไม่ได้เป็นอะไรมาก ตอนกลับดันมีความสุขล้นอกจนขี่มอเตอร์ไซค์ลงข้างทาง ขาหักกำลังเข้าเฝือก ส่วนอื่นๆ ยังอยู่ดี”

            ใจของคนเป็นแม่วาบด้วยความห่วงขึ้นมาทันที แต่ความที่ผ่านเรื่องร้ายๆ ในชีวิตมาพอสมควรจึงพอมีสติไม่กังวลจนเกินเหตุ ถ้าเรื่องใหญ่ร้ายแรง ลูกสาวคงไม่ยิ้มอย่างนี้

            “แม่ไปด้วยไหมลูก”

            “แม่อยู่กับยายเถอะค่ะ เดี๋ยวมัทไปกับเผือกเอง”          

            เผือกรีบวิ่งตามลูกพี่ไป แต่ปัญหามันเกิดจนได้เพราะรถกระบะดันอยู่ที่อู่ สองเกลอเลยต้องเดินกลับไปที่อู่เพื่อเอารถขับไปที่โรงพยาบาลซึ่งห่างออกไปเกือบสิบกิโลเมตร ที่อู่เงียบกริบ ไม่มีตำรวจหรือคนแปลกหน้า รถของคนพวกนั้นคงถูกลากไปแล้ว แถวนี้ไม่มีบ้านใครไม่อย่างนั้นคงได้ออกมาถามเธอว่าเกิดอะไรขึ้นตอนหัวค่ำ กลางดึกรถกระบะแล่นเข้าสู่เมือง เผือกหาวอยู่หลายครั้ง แต่มันรักพี่มัทเลยถ่างตานั่งรถเป็นเพื่อนจนถึงโรงพยาบาล

           

            โรงพยาบาลค่อนข้างเงียบ แต่พอเดินเข้าไปก็มีคนหันมาทักทาย อยู่ชุมชนเดียวกัน เห็นหน้ากันมาแต่เด็ก บางคนเรียนด้วยกันมาตั้งแต่ประถมด้วยซ้ำไป บำรุงทำเฝือกเสร็จแล้วและนั่งอยู่บนรถเข็น บุรุษพยาบาลที่ดูแลก็เพื่อนๆ กันทั้งนั้น มัทนานั่งลงมองพี่ชาย ไม่บุบสลายยังหล่อเหมือนเดิม ยกเว้นตรงโหนกแก้มที่มีรอบแดงช้ำๆ ขาขวาเข้าเฝือกตั้งแต่เข่าลงไป ทีนี้อย่างนี้ล่ะโทรหาน้องนุ่ง ทำไมไม่โทรหาแฟนจะได้ทำคะแนนอ้อนได้สมใจ

            บำรุงจ่ายเงินค่ารักษาตัวเองไปแล้วเลยไม่ต้องทำเรื่องอะไรอีก เผือกช่วยเข็นรถให้พี่ชายมาที่รถ ส่วนมัทนาเดินไปดูรถมอเตอร์ไซค์พร้อมบุรุษพยาบาลเพื่อจะได้ช่วยกันเข็นมาขึ้นที่กระบะท้ายรถ รถมอเตอร์ไซค์ไม่เสียหายเท่าไหร่ แค่กระจกข้างหักไปข้างหนึ่งและมีรอยสีถลอกอีกนิดหน่อยเท่านั้น

เพื่อนของบำรุงช่วยเข็ญขึ้นรถกระบะ มัทนาบอกขอบคุณก่อนจะเดินมาที่นั่งคนขับ พลันสายตาก็ดันไปเห็นคนที่เพิ่งหนีตายมาด้วยกัน ไม่เห็นมีใครถูกยิงเสียหน่อย แล้วมาที่โรงพยาบาลทำไม หรือว่าถูกยิง แต่ไม่พูด ช่างเถอะ มันไม่ใช่เรื่องของเธอ

            “มีอะไรล่ะมัท มองหาใคร” บำรุงมองตาม

            “ไม่มีอะไร ง่วงแล้ว รีบกลับไปนอนดีกว่า” มัทนาสตาร์ทรถ แล้วขับออกมาจากโรงพยาบาล เช่นเดียวกับคนแปลกหน้าที่พบกันเมื่อตอนค่ำ เพียงแต่ไปกันคนละทาง

            “พรุ่งนี้ฝากอู่หน่อยสิ ใจอยากไปเปิดอู่ แต่สังขารมันไม่ไหว”

            “ทีง้อแฟนล่ะไม่บ่น เดี๋ยวดูแลให้ก็ได้ ระบมไปทั้งตัวล่ะสิท่า ยังดีที่แค่ขาหัก ไม่หัวแตก ม้ามพัง หลังเดาะ”

            บำรุงทำหน้าเหยเกรีบยกมือห้าม “พอเลย ยิ่งพูดยิ่งเสียว”

            เผือกเปิดปากหาวแล้วหลับพับไปกับเบาะ มัทนาขับรถเร็วขึ้นเมื่อถนนโล่งจะได้กลับถึงบ้านเร็วๆ แม่ยังไม่นอน พอเห็นสภาพลูกชายนอกจากปลอบใจแล้วยังตีแขนดังเพี๊ยะโทษฐานไม่ระวัง ผู้ชายตัวโตประจบกอดเอวผู้หญิงตัวเล็กที่เขาเรียกว่าแม่ แม้ว่าจะไม่มีสายเลือดเดียวกันเลย แต่เขารักแม่ เหมือนกับที่รักน้องสาว รักยาย รักเผือก เราเป็นครอบครัวเดียวกัน

 

            เกือบเที่ยงคืนรถคันหรูได้ขับเข้าสู่บ้านหลังใหญ่ที่คนในละแวกนี้เรียกว่าคฤหาสน์สีน้ำเงินซึ่งมีที่มาจากชื่อบริษัท Blue Enterprise หรืออาจเป็นการล้อเชิงกระทบ สีน้ำเงิน...เงิน บ้านที่สร้างจากเงินมหาศาลซึ่งเบื้องหลังเคยเกิดโศกนาฏกรรมกับคนที่อยู่ในนั้น ลูกชายและลูกสะใภ้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ หลังจากย้ายเข้ามาอยู่บ้านหลังนี้ไม่ถึงเดือน แต่ข่าวถูกปิดเงียบ เช่นเดียวกับลูกชายกำพร้านอนโรงพยาบาลอยู่เป็นเดือนกว่าจะรู้ว่าพ่อแม่ตายไปแล้ว

            คิมหันต์เห็นไฟที่ชั้นสองของบ้านยังคงเปิด เดาได้ไม่ยากว่าใครยังรออยู่ บ้านหลังนี้ใหญ่โตเกินกว่าจะอยู่กันแค่ปู่กับหลาน แต่มันก็เป็นอย่างนี้มาเป็นปีแล้วจนเขาชินกับความเงียบ ร่างสูงเปิดประตูลงไปมาจากรถก่อนที่พ่อบ้านจะช่วยเปิดประตูให้เสียอีก

            “คุณท่านรออยู่ครับ”

            เรียวปากหนาเม้มปิดเมื่อรู้อยู่แล้วว่าปู่รอเขาด้วยเรื่องอะไร อย่างน้อยก็ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อตอนหัวค่ำ เขากำชับคนของปู่ที่เป็นคนขับรถไปรับแล้วว่าห้ามรายงานเรื่องลอบยิงเด็ดขาด

            “พวกคุณไปพักได้ อย่าพูดเรื่องที่เกิดขึ้นกับใคร”

            “ครับคุณคิม/บอส” รหัทเอ่ยพร้อมกับปวร

            คิมหันต์เดินเข้าไปในบ้านผ่านห้องโถงใหญ่ แชนเดอเลียร์ยังเปิดไฟไว้ให้สว่างพอที่จะเดินต่อผ่านห้องนั่งเล่นไปยังบันไดสู่ชั้นสองของบ้าน รูปมากมายติดที่ฝาผนังราวกับย้ำเตือนว่าไม่ใช่เพียงเขากับปู่ที่อยู่บ้านหลังนี้ พ่อกับแม่ก็เคยมาอยู่เหมือนกัน  

ภายนอกสำหรับคนอื่นคุณทีปต์ดูเกรงขามจากอดีตนักเลงที่รอวันตายข้างถนน แต่กลับตัวกลับใจทำมาหากินค่อยๆ เปลี่ยนชีวิตตัวเองจนเด็กเรือ กลายเป็นไต้ก๋งเรือ ซื้อเรือเก่ามาทำให้ดูใหม่ ปล่อยขาย ปล่อยเช่าจนกิจการรุ่งเรืองมาถึงรุ่นพ่อของเขา และมาถึงช่วงเวลาของเขา ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ ในชีวิต และการสูญเสียพ่อแม่ไปพร้อมๆ กัน การผ่านความเศร้ามาไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่เพราะเขามีปู่คอยให้สติ ให้กำลังใจ เขาถึงทั้งรักและเคารพปู่มากกว่าใคร

            หลานยกมือไหว้ปู่แล้วนั่งลงกับพื้น เขากับปู่เหมือนกัน เราจะเป็นใครก็ได้นอกบ้าน แต่พอเข้าบ้านเราก็เป็นแค่ปู่กับหลานในบ้านหลังใหญ่เท่านั้นเอง

            “หาบุษบันพบหรือยังล่ะคิม”

            ชายชราวัยเลยเกษียรมาสองปีถามขึ้น แม้ว่าจะอายุมากแล้ว แต่เค้าของความสู้ชีวิตยังอยู่ในดวงตาของทีปต์ ดวงตาของคิมหันต์ถอดแบบมาจากปู่ ทว่าริมฝีปากเหมือนแม่ จมูกเหมือนพ่อ ทำให้เวลาเห็นหลานทีไร เขามักจะคิดถึงลูกชายและลูกสะใภ้เสมอ

            “ยังครับ ทำไมปู่ถึงได้อยากพบคนชื่อบุษบันนักนักหนา รู้แต่ชื่อ รูปถ่ายสักใบก็ไม่มี ผมต้องใช้เวลา”

หมอนบนโซฟามาถูกคว้ามาหนุนหัวนอนกับพื้นพรม ก่อนกลับมาเขาแวะโรงพยาบาลเผื่อว่าจะมีคนชื่อบุษบันไปรักษาตัวที่นั่น แต่ก็ไม่พบอยู่ดี

            “ก็เพราะปู่อยากให้คิมเป็นคนตามหาผู้หญิงคนนั้นด้วยตัวเองน่ะสิ ห้ามใช้นักสืบ ใช้เพียงข้อมูลที่ปู่ให้เท่านั้น”

            “แล้วปู่จะรู้ได้ยังไงล่ะครับว่าผมหามาให้ถูกคน”

            ทิปต์คลี่ยิ้ม คิมหันต์เป็นนักต่อรอง เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเลยสักนิด การทำให้หลานชายได้รู้จักบุษบันผ่านการตามหาด้วยตัวเองต่างหากที่เขาต้องการ พบง่ายๆ ก็ไม่สนุกน่ะสิ

            “ปู่รู้แล้วกัน มาเหนื่อยๆ ก็อาบน้ำพักผ่อนเถอะ ขอบใจมากที่ให้ความสำคัญในสิ่งที่ปู่ต้องการ”

            “ผมเหลือแค่ปู่คนเดียวนี่ครับ” ดวงตาแข็งกร้าวอ่อนลงยามมองปู่อย่างอ่อนโยน

            มือเหี่ยวย่นยื่นไปลูบหัวหลานเบาๆ แล้วสั่งให้ลุกขึ้น ขืนปล่อยให้นอนตรงนี้คงได้นอนจนถึงเช้า คิมหันต์ยอมลุกขึ้น แต่ยังไม่กลับไปห้อง ร่างสูงใหญ่เดินไปส่งชายชราที่ยังเดินได้สง่าผ่าเผยเหมือนตอนหนุ่มๆ ที่ห้อง ช่วยห่มผ้าแล้วปิดไฟให้ ก่อนจะกลับไปห้องนอนของตัวเอง

พออาบน้ำเสร็จแทนที่จะนอน คิมหันต์กลับเดินไปที่โต๊ะทำงาน แต่ถึงสายตาจะอ่านเอกสารในไอแพดสมองกลับยังสงสัยว่าบุษบันที่ปู่ให้เขาตามหานี่เป็นใคร หรือว่าเป็นกิ๊กเก่าของปู่สมัยแตกเนื้อหนุ่ม เรียวปากหนายิ้มขัน ถ้าเป็นเรื่องจริงล่ะก็ปู่ของเขาเสน่ห์แรงจริงๆ ตั้งแต่หนุ่มยันหนุ่มใหญ่มาก

              

            ปวรเดินออกมาจากห้องเลขาเป็นอันรู้กันว่า บอส กำลังจะเดินทางมาถึงแล้ว ทุกอย่างเป็นไปตามกฎยามใดที่พนักงานทำผิด คนอย่างคิมหันต์ไม่เคยยอมให้เกิดเรื่องผิดไม่ว่ากฎหมายหรือศีลธรรมภายใต้การบริหารงานของเขา Blue Ship เป็นบริษัทลูกของ Blue Enterprise ทำธุรกิจให้ซื้อและเช่าเรือทุกประเภทที่น่าชื่อถือเพราะคุณทีปต์กับลูกชายวางพื้นฐานการทำงานและลูกค้าเอาไว้ดี แล้วยิ่งคิมหันต์เข้ามาบริหารและหาลูกค้าจากต่างประเทศเข้ามาเสริม บริษัทยิ่งมีความมั่นคง แผนงานในปีหน้า Blue Enterprise คือเปิด Blue Ship สาขาสองที่ภูเก็ต

            รถคันหรูสีดำสนิทแล่นเข้ามาจอดหน้าบริษัท ปวรมายืนรอพร้อมรับคำสั่ง คิมหันต์เห็นความผิดปกติบางอย่างจากสายของเขา ทำให้เช้าวันนี้ห้องประชุมจะเป็นห้องทำงานแรก  

            “เรียกประชุมผู้จัดการและหัวหน้าแผนกทุกคน”        

            ปวรเดินตามคิมหันต์ไปที่ห้องประชุม สั่งแม่บ้านให้เตรียมกาแฟและของว่าง ส่วนตัวเองรีบทำงานตามที่บอสเพิ่งสั่ง ไม่ถึงสิบห้านาที ทั้งผู้จัดการและหัวหน้าแผนกต่างๆ ก็มาพร้อมกัน สาเหตุของการประชุมเร่งด่วนกำลังฉายจากโปรเจคเตอร์ ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน แต่กลับไม่มีผู้จัดการสักคนโทรมาแจ้ง

            “ผมต้องการข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น น้ำมันที่รั่วลงทะเลมาจากบริษัทอะไรที่เช่าเรือ ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองแล้ว แต่ผมกลับไม่ได้รับรายงานเหตุการณ์ทั้งสองครั้ง”

            “ของเสี่ยทรงชัยครับ” ผู้จัดการฝ่ายการตลาดตอบโดยที่ไม่ต้องเปิดแฟ้มหาข้อมูลด้วยซ้ำ

            คิมหันต์มองตรัยคุณอย่างไม่พอใจนัก ทั้งที่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น แต่จงใจปิดบัง ถ้ามันเกิดขึ้นอีกครั้ง เขาจำเป็นต้องมีผู้จัดการฝ่ายการตลาดคนใหม่ ถึงจะให้เช่าเรือไปแล้ว แต่ต้องมีการติดตามการใช้ หากเรือมีปัญหาก็ส่งเรื่องต่อให้ผู้จัดการฝ่ายซ่อมบำรุง แต่ไม่มีการแจ้งตามที่เขาดึงข้อมูลในคอมพิวเตอร์จากฝ่ายต่างๆ มาดูระหว่างรอประชุม

“ผมต้องการยกเลิกการเช่าตามสัญญาข้อสาม ระบุไว้ว่าหากผู้เช่าทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อผู้ให้เช่า ผู้ให้เช่าสามารถยกเลิกสัญญาได้ทันที”

“แต่ว่าอาจมีปัญหาตามมานะครับ บริษัทเพิ่งยกเลิกการเช่าเรือของเสี่ยทรงชัยไปสองลำเมื่อเดือนก่อน”

คิมหันต์กอดอกเลิกคิ้วมองตรัยคุณ เหตุผลนี้เองน่ะหรือที่ทำให้เขาไม่ได้รับรายงาน การคิดว่าเรื่องเล็กน้อย หรือการคิดว่าอาจผิดใจ เสียผลประโยชน์ เกิดปัญหา สุดท้ายใครเป็นผู้มีอำนาจในการต่อรอง

            “ไปทำตามที่สั่ง แล้วถ้าผมรู้ว่าใครก็ตามในห้องประชุมรู้เห็นเป็นใจให้เกิดการมักง่ายแบบนี้อีก โทษมีเพียงข้อเดียว...ไล่ออก! อย่าลืมว่าปู่ของผมก่อตั้งบริษัทนี้อย่างถูกกฎหมายเพื่อทำเรื่องถูกกฎหมาย แต่ถ้าใครคิดจะทำเรื่องผิดกฎหมาย ขอให้รู้ไว้ว่าผมไม่มีวันยอม แล้วโทษของคนแบบนั้นไม่ใช่แค่ไล่ออก แต่ผมจะพาไปส่งตำรวจให้อีกด้วย พวกคุณเข้าใจที่ผมพูดใช่ไหม”

ทั้งผู้จัดการและหัวหน้าแผนกพากันก้มหน้าเพราะรู้เต็มอกว่าคิมหันต์ไม่เคยขู่ เมื่อสองเดือนก่อนพบการใช้เรือเพื่อขนน้ำมันหนีภาษี โดยมีพนักงานรู้เห็นเป็นใจ นอกจากคิมหันต์จะไล่พนักงานที่ทำผิดออกจากงานแล้วยังส่งให้ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมาย  

            “ครับบอส”

            “เลิกประชุม”

            คิมหันต์เดินออกไปจากห้องประชุมเป็นคนแรก พนักงานค่อยๆ ทยอยออกไป ปวรเดินไปตบไหล่ตรัยคุณเบาๆ  ไม่ใช่เพราะเห็นใจ แต่เพื่อเตือนว่าอย่าทำอะไรผิดกฎของบริษัทอีก ก่อนจะเดินออกไปจากห้องอีกคน เมื่อไม่มีใครแล้วคนที่ทำหน้ากังวลกลับส่งข้อความหาเสี่ยทรงชัย ถ้าวันนึ่งถูกไล่ออก เขายังมีที่หมายใหม่

 

            มัทนาเพิ่งกลับมาจากไปซื้ออะไหล่ในเมือง พอเห็นพี่ชายหน้าซีดๆ เลยขอให้ไปพักที่บ้านสวน ส่วนเธออยู่โยงเฝ้าอู่ ยังไม่มีใครสังเกตเห็นว่าลำต้นของต้นหูกวางมีรอยกระสุนชำแรกผ่าน ไม่มีตำรวจมาตรวจที่เกิดเหตุ เลยไม่แน่ใจว่ามีการแจ้งความหรือไม่

ตอนบ่ายยังไม่มีลูกค้า มีแต่รถมอเตอร์ไซค์สองคันรอเจ้าของมารับไปเพราะซ่อมเสร็จแล้วตั้งแต่เมื่อวาน อะไหล่ที่เพิ่งซื้อมาถูกนำเข้าไปเก็บในชั้น ระหว่างนี้เธอยังช่วยพี่ชายได้ แต่ถ้าได้งานเมื่อไหร่ก็คงต้องปิดอู่ชั่วคราวจนกว่าบำรุงจะถอดเฝือกออก หรือไม่ก็ทำแต่พอไหว

            อู่เงียบ มัทนาเลยเปิดโน้ตบุ๊กที่เก็บเงินซื้อตอนเรียนมหาลัยแล้วหางานต่อ จดหมายสมัครงานกับ Resume มีอยู่ในโปรไฟล์ของแต่ละเว็บที่สมัครไว้แล้ว เธอสมัครงานไปอีกสองที หลังจากนั้นก็เปิดเมล์เผื่อว่า อังเคิลเค จะติดต่อมา เป็นเรื่องดีๆ อีกเรื่องในชีวิตของเธอหลังจากมีการสูญเสียครั้งใหญ่

อังเคิลเคเหมือนเทวดาที่มีอยู่จริง ในยามที่บ้านของเธอสูญเสียและถูกคนใกล้ชิดโกง ลำพังผู้หญิงสองคนและเธอก็ยังเด็ก ส่วนพี่ไม้เปิดอู่ทำงานส่งเธอเรียนแล้วยังต้องช่วยกันใช้หนี้ ในเวลานั้นเองอังเคิลเคได้ติดต่อมาทางเมล์ เธอคิดว่าเป็นพวกมิจฉาชีพก็เลยไม่ได้สนใจ แต่เมล์ยังส่งมาเรื่อยๆ จนเกือบหนึ่งเดือนผ่านไป เธอถึงยอมตอบเมล์และถามว่าต้องการอะไร อังเคิลเคตอบว่าไม่ได้ต้องการอะไร แค่อยากช่วยในฐานะที่รู้จักคนในครอบครัวของเธอเท่านั้น

แม่ตัดใจขายที่เพื่อเอาเงินมาใช้หนี้ อังเคิลเคส่งตัวแทนมาเป็นธุระให้ เธอกับแม่ยังแปลกใจว่าคนแปลกหน้ามาช่วยกันเพราะอะไร เวลาได้พิสูจน์ว่าการเข้ามาของคนแปลกหน้าไม่ได้มีอะไรแอบแฝง เธอจึงติดต่อกับอังเคิลเคเรื่อยมาจนถึงตอนนี้ หนี้ก้อนนั้นหมดไปนานแล้วก็จริง แต่อังเคิลเคยังคงเป็นผู้มีพระคุณที่คอยช่วยเธอเสมอ ทั้งที่ไม่เคยพบกันสักครั้ง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหน้าตาอย่างไร แต่เธอกลับรักเขาเสมือนญาติผู้ใหญ่ใจดี อังเคิลเคคงอยู่ไกล อาจแก่มากแล้ว บางทีอาจจะอยู่ต่างประเทศ ทำให้เราพบกันลำบาก

            ขอบใจสำหรับของขวัญ ขอให้สิ่งดีงามเกิดขึ้นกับเด็กจิตใจดีอย่างหนูมัทนะ ลุงอวยพร

            สัปดาห์ก่อนมัทนาส่งของไปยังตู้ไปรษณีย์ที่อังเคิลเคบอกว่าจะมีคนส่งต่อไปให้ตนอีกที เธอจะส่งของขวัญไปให้อังเคิลเคทุกเดือน ไม่มีอะไรต้องซื้อหา บางครั้งเป็นขนมแห้งๆ ที่เก็บไว้กินได้นาน หรือไม่ก็ของประดิษฐ์ทำมืออย่างที่ใส่รูป แจกันดินเผา สิบเอ็ดเดือนแล้วที่เธอกับอังเคิลเคคุยกันผ่านเมล์แบบนี้ เธอจะส่งเมล์หาทุกๆ สามวัน หรืออาจจะบ่อยกว่านั้น จะมีเมล์ตอบกลับมาเสมอ เป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้โลกใบนี้ไม่โหดร้ายเกินไป

 

            มัทรักอังเคิลเคที่สุดเลยค่ะ ของขวัญมีค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบสิ่งที่อังเคิลเคทำให้กับมัท จนถึงตอนนี้มัทไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่ไม่รู้จักกันถึงดีกับมัทและครอบครัวได้ขนาดนี้ โดยไม่เรียกร้องขอสิ่งตอบแทนเลยสักครั้ง บอกได้เสมอนะคะถ้าวันใดก็ตามที่อังเคิลเคต้องการให้มัททำอะไร มัทจะทำให้โดยไม่ถามสักคำ

รักเสมอ มัทนา

 

            เธอแนบไฟล์รูปวันที่ไปเฮฮากับเพื่อนในวันสุดท้ายของการสอบ จากวันแรกที่รู้จักกันผ่านตัวหนังสือจนถึงวันนี้ก็เกือบปีแล้ว บางทีเรื่องมหัศจรรย์อาจเกิดกับเธอเพื่อชดเชยความสูญเสียในอดีตกระมัง เธอเชื่อว่าโลกใบนี้จะนำสิ่งดีๆ มาสู่ชีวิต ส่วนสิ่งที่ไม่ดีก็แค่มองผ่านไป ว่าแต่รถที่เพิ่งขับมาจอดหน้าอู่ แล้วมีคนหน้าตาคุ้นๆ ก้าวลงมานั้น โลกกำลังทำร้ายเธออยู่ใช่ไหม   

            “พวกคุณอีกแล้วเหรอ”

            ไม่เคยมีใครทำเสียงแบบนี้ใส่คิมหันต์มาก่อน แล้วยังคำพูด สีหน้า บอกชัดว่าไม่อยากเสวนาด้วย ถ้าไม่มีเรื่องจำเป็นเขาคงไม่อยากฟังเสียงแบบนี้เหมือนกัน

ปวรทำหน้าเหมือนอยากบอกน้องทอมดวงซวยว่าไม่ควรทำให้บอสของเขาโมโห เดี๋ยวจะลำบากเปล่าๆ แต่พอมองหน้าบอสแบบผ่านๆ ไม่กล้าจ้อง คงไม่มีอะไรน่าห่วงเท่าไหร่...มั้ง

            “ฉันมีเรื่องจะถามเธอไม่กี่คำ แล้วก็จะไป ไม่อยากมารบกวนเวลาทำงานของเธอนักหรอก”

            “ก็ถามมาสิ เห็นไหมว่าฉันยุ่ง”

            คิมหันต์เลิกคิ้วใส่ เมื่อวานที่เข้าใจว่ายังเด็กคงไม่ใช่ จากท่าทาง การแต่งตัวและสำเนียงการพูด ดูออกว่าเป็นผู้หญิง แต่ถ้าห้าวขนาดสะพายปืนไปหาใครได้คงสรุปได้ง่ายๆ ว่าเขาพบทอมกวนโมโหเข้าแล้ว แล้วนี่ยุ่งกับการตบยุง ปัดฝุ่น เมาน้ำลายเพราะใกล้หลับน่ะสิ ไม่เห็นมีลูกค้าสักคน

            “ฉันมาถามหาคน เธอรู้จักคนละแวกนี้ที่ชื่อบุษบันบ้างไหม”

            เรียวคิ้วเข้มขมวดใส่คนถาม “เคยได้ยินนะ คุณมาถามหาทำไม”

            “ธุระส่วนตัว แล้วเธอช่วยบอกทางได้ไหม ฉันจะให้ค่าเสียเวลา”

            มัทนาแกล้งถอนใจ แผนการมีในใจเรียบร้อยแล้ว แต่พอได้ฟังอย่างนี้ไอ้ที่รู้สึกผิดอยู่หน่อยๆ เลยหายเรียบ เมื่อวานเธอยังเห็นหน้าเขาไม่ชัดเท่าไหร่ พอเห็นชัดๆ ก็หน้าตาดี หน้าขาวอย่างกับไม่เคยออกแดด ริมมีปากสวยจนผู้หญิงยังอาย ดวงตาสีดำสนิทของเขาดูไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่ สรุปรวมๆ ก็หล่อดี แต่หน้าหงิกจนความหล่อลดลงไปเศษสองส่วนสาม รวมความแล้วไม่ถูกชะตาเหมือนเดิม

            “นอกจากเสนอเงิน เสนออย่างอื่นเป็นไหมคุณน่ะ”

            “แล้วเธออยากได้อะไรเป็นการตอบแทน”

            “โห! แค่นี้ก็ต้องบอก เวลามีคนช่วยคุณ คุณสะบัดบ๊อบใส่แล้วหายกันหรือไง” มัทนาส่ายหน้ากวนเบื้องล่างแต่พองาม เกิดเขาองค์ลงจับเธอใส่จระเข้ฟาดหางได้หมดสนุกกันพอดี

            “ก็ลองให้ในสิ่งที่ฉันต้องการมาก่อนสิ”

            “รอเดี๋ยวนะ”

            มัทนาเดินไปหยิบกระดาษมาเขียนแผนที่ ปวรค่อยโล่งอกนึกว่าจะต้องพาใครไปโรงพยาบาลเสียแล้ว รหัทเงียบมาตั้งแต่ต้นและออกไปสังเกตการณ์กันประวัติศาสตร์ซ้ำรอยมาตั้งแต่จอดรถ จากยืนรอจนต้องนั่งรอเพราะแผนที่คิดว่าคงมีแค่แผ่นเดียวค่อยๆ เพิ่มเป็นสามแผน ก่อนจะตามด้วยแผ่นที่สี่ คนวาดแผนที่ก็วาดอย่างเมามัน พอหนำใจก็วางมือส่งกระดาษสี่แผ่นให้คิมหันต์หน้าตาซื่อที่สุดในชีวิต

            “นี่แหละแผนที่ไปบ้านคนชื่อบุษบัน”

            “หมดนี่เลยเหรอ” แค่ชุมชนไม่ใหญ่อะไร ใครจะไปคิดว่าจะมีคนชื่อบุษบันตั้งสี่คน

            “ก็ใช่น่ะสิ”

            “ขอบใจ” คิมหันต์เอ่ย “แบบนี้ใช่ไหมที่เธอต้องการ”

            มัทนายิ้มกลบเกลื่อนแผนร้าย ยืนมองคนแปลกหน้าที่เจอกันครั้งแรกก็หนีตายด้วยกัน เธอรู้ว่าทำแบบนี้มันไม่ดี แต่จู่ๆ คนแปลกหน้ามาถามคนแปลกหน้าเหมือนกันจะไปไว้ใจได้อย่างไรกันเล่า อย่างน้อยในนั้นก็มีคนชื่อบุษบันอยู่จริงๆ ล่ะน่า เพียงแต่ว่า...ไม่อยากคิดแทน เดียวพวกนั้นคงรู้เอง

 

            การหาบุษบันไม่ง่ายแม้ว่าจะมีแผนที่ซึ่งดูง่ายและปวรไปได้ถูกโดยที่ไม่หลง แต่บุษบันคนแรกตายไปแล้ว บุษบันคนที่สองแก่จำอะไรไม่ได้ตาฝ้าฟาง ไม่มีบุษบันคนที่สามและสี่ เพราะแผนที่พาคิมหันต์ไปยังวัดและสถานีตำรวจ นึกอยู่แล้วว่าสายตาของยัยทอมนั่นแฝงความสะใจเอาไว้ เขาคงให้โอกาสคนบางคนมากไป แทนที่จะเชื่อความรู้สึกของตัวเองว่างานนี้ไม่น่าจะได้รับการช่วยเหลืออย่างจริงใจ

            “สงสัยเราจะถูกหลอกแล้วล่ะครับ” รหัทเอ่ยทั้งโกรธทั้งขำ พวกเขาเสียเวลาเกือบสองชั่วโมงเพราะแผนที่บ้าๆ ที่ได้มา

            “ถ้างั้นวันนี้ผมคงไม่รีบกลับ” คิมหันต์ยิ้มร้าย

            ปวรหัวเราะอยู่ในลำคอ ยัยทอมเอ๊ย แหย่ใครไม่แหย่มาแหย่คนอย่างคิมหันต์ แล้วคำสั่งที่เขาได้รับก็ช่างแทบทรวงเหลือเกิน งานนี้เขาคงได้เห็นคนร้ายกาจพอกันหน้าเหวอไม่เกินชั่วโมงนับจากนี้ นับถอยหลังได้เลย

 

            มัทนาขับลุงริชาร์ดไปตลาด ถึงจะเก่า แต่ชินมือ แล้วที่สำคัญยังไม่มีเงินซื้อคันใหม่ แต่ถึงมีเงินซื้อคันใหม่ ยังไงก็ไม่ทิ้งรถคันนี้เพราะพ่อรักมาก ถึงจะไม่เท่าอีกคันที่พังไปแล้วก็ตาม ถ้าได้งานแล้วคงต้องหาซื้ออะไหล่มาเปลี่ยนให้เสียที

ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงหญิงสาวก็ออกมาจากตลาดถือของมาพะรุงพะรัง เอาใจคนป่วยเสียหน่อย แล้วก็ขนมครกให้ยายอีกกระทงหนึ่ง ที่เหลือเป็นของสดอีกหลายอย่าง

            รถเก่าแต่สีดูใหม่เพราะสองพี่น้องช่วยกันทำขับเข้ามาตามทางดินที่มีหญ้าขึ้นประปรายระหว่างกลางในเวลาเกือบ หกโมงเย็น ทว่าที่จอดรถประจำกลับไม่ว่างเมื่อมีรถคันหรูสีดำจำง่ายของใครบางคนมาจอด เธอลงจากรถพร้อมของที่ซื้อมาแล้วไปลองมองๆ ดูในรถคันหรูกลับไม่เห็นใคร ด้วยความกังวลจึงรีบวิ่งขึ้นบันไดขึ้นไปบนเรือน แต่กลับไม่เห็นใครที่ชานเรือนสักคน

            “ไปไหนกันหมด” หญิงสาวตะโกนหา

            พิมพ์ใจแง้มบานประตูแล้วตะโกนบอก ในมือถือตะบันหมากกำลังจะตำหมากกิน

            “แม่อรอยู่ในสวนมะม่วงกับลูกค้าน่ะเจ้ามัท ส่วนเจ้าไม้กินยาแล้วหลับไปตั้งแต่บ่าย อีกเดี๋ยวค่อยไปปลุกคงระบมไปทั้งตัว”

            มัทนาเข่าแทบอ่อนเดินมากอดยายแล้ววางของที่ซื้อมาไว้ตรงหน้าประตู เธอไม่น่าหาเรื่องใส่ตัวเลย นี่ละน้าไปแกล้งเขาไว้ พอมาตอนนี้ก็กลัวว่าเขาจะมาเอาคืนจนคิดไปไกล ทั้งๆ ที่ไม่น่ามีอะไรแท้ๆ แต่ไปดูให้แน่ใจดีกว่า

            “ถ้างั้นเดี๋ยวมัทมานะคะยาย”

            หญิงสาววิ่งลงบันไดแล้วเข้าไปในสวนทันที เผือกน่าจะอยู่กับแม่ คงเบาใจได้ ถ้ามีเรื่องอะไรเจ้านี่คงส่งเสียงแปดหลอด พอวิ่งมาได้ครึ่งทางเธอละล้าละลัง

            “วิ่งกลับไปเอาปืนดีไหม ไม่ได้ๆ  เดี๋ยวแม่ด่า มาทำไมเนี่ย”

            เสียงของพิมพ์อรราวกับ GPS บอกทางทำให้มัทนาไม่เสียเวลา นั่นไงเห็นแล้ว แม่กำลังสอยมะม่วง โดยมีเผือกคอยถือตะกร้าให้ ในขณะที่อีตาหน้าโหดอยู่ตรงนั้นเหมือนกัน ทำยังไงดี

            “คุณมาทำไม หรือว่าจะมาเอาคืน” เธอใส่ก่อนทันที

            คิมหันต์ทำหน้าเฉยให้คนที่มาถึงก็ใส่ไม่ยั้ง วัวสันหลังหวะ ทำผิดไว้เลยกลัวจนวิ่งขาแทบขวิดกันเลยล่ะสิท่า

            “ฉันไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้น บ้านเธอมีสวนผมไม้ คิดว่าฉันจะมาซื้ออะไรได้ล่ะ แล้วไหนๆ มันก็เย็นแล้ว คุณป้ายังใจดีชวนฉันกินข้าว ใช่ไหมเผือก”

            “ครับพี่คิม” เผือกยิ้มแหยๆ ให้ลูกพี่

            “ขาดทุนนะแม่ ขายผลไม้ไม่กี่ร้อย แต่ต้องเลี้ยงแขกตั้งสามคน” ถ้าอีตาหน้าโหดอยู่ตรงนี้ แล้วอีกสองคนล่ะอยู่ที่ไหน กลุ้มใจจะบ้า มาทำไมกันก็ไม่รู้

            พิมพ์อรกำลังจะตอบลูกสาว แต่ไม่ทันแขกที่เอ่ยขึ้นเสียก่อน

            “ฉันไม่มากินอย่างเดียวสักหน่อย ฉันตรงไปตรงมา ไม่เหมือนเธอ วันนี้ฉันไปทักทายเจ้าของบ้านในแผนที่มาด้วยนะ ไม่ยักรู้ว่าเด็กสมัยนี้สมองตายไปเสียครึ่ง จำผิดไปไกลหรือจงใจ สงสัยจะอย่างหลัง”

            “อะไรกันหรือลูก”

            คนก่อเรื่องก่อนหน้าจ๋อยทั้งถูกว่ากลับ แถมยังถูกแม่ถาม ถ้าตอบไม่สวยมีหวังถูกอบรมผสมโกรธด้วย ก็ใครจะไปคิดว่าอีตานี่จะตามมา

            “ไม่มีอะไรค่ะ ถ้างั้นแม่ไปทำกับข้าวแล้วกันนะคะ เดี๋ยวมัทสอยมะม่วงต่อให้เอง”

            “ดีเหมือนกัน” พิมพ์อรส่งไม้สอยให้ลูกสาวอยากรีบไปทำกับข้าวเพราะมันชักจะเริ่มมืดแล้ว ไม่อยากให้แขกแขวนท้องรอนาน

            มัทนารอจนแม่เดินกลับไปแล้วก็หันมาค้อนใส่คนรู้ทัน เผือกชักปอดๆ เลยมายืนใกล้ๆ ลูกพี่

            “คุณจะเอายังไงบอกมาตรงๆ เลย”

            “เธอหลอกฉันทำไม” เขาย้อนกอดอกใส่หน้าตาเอาเรื่อง         

            “ก็คุณไม่น่าไว้ใจ”  

            ถ้าเป็นเหตุผลนี้ก็พอรับได้ แต่มันมีวิธีอื่นไม่ใช่หรือไง “ทีหลังก็บอกว่าไม่รู้ ไม่ใช่ทำแบบนั้น บอกตรงๆ ถ้าเธอไม่ใช่ผู้หญิง ฉันไม่ปล่อยให้มาฉอดๆ ใส่แบบนี้แน่”

“ทำไม ถ้าฉันเป็นผู้ชายคุณจะทำไม”

ถึงถามไปทั้งหน้าและน้ำเสียงแสนมั่นใจ แต่มือกลับกำด้ามไม้สอยไว้แน่น ถ้ากระโจนเข้าใส่ เธอฟาดไม่เลี้ยงเหมือนกัน เจอกันมาสามครั้งชื่อยังไม่รู้ด้วยซ้ำ ใครจะไปไว้ใจลง           

“ท่าทางฉันเหมือนผู้ชายทำงานออฟฟิศธรรมดาหรือไง” คิมหันต์ถอนใจยังไม่ได้โมโห แค่หมั่นไส้

คนก่อเรื่องเลิกคิ้วมองคิมหันต์อย่างพิจารณาอีกครั้ง โดยรวมนอกจากหน้าตาที่ไปวัดตอนเที่ยงๆ ได้ไม่อายใครแล้ว การแต่งตัวของเขาก็หรูเกินกว่าจะเป็นพนักงานธรรมดาๆ แต่เหมือนที่เคยเห็นในหนังพวกมาเฟียเก็บค่าคุ้มครองมากกว่า

“อืม เหมือนพวกมาเฟีย แต่กิ๊กก๊อกชะมัดถ้าเป็นมาเฟียจริงๆ ลูกน้องมีสองคนอย่างทำมาอวดเลยน่า”

“ช่างเถอะ เธอไม่รู้ ฉันจะไม่ถือสา” คิมหันต์ถอนใจเกือบๆ จะระอา  “เสร็จหรือยังล่ะ”

“เกือบแล้ว ลูกน้องคุณล่ะไปไหน ไม่อยู่ แต่รถอยู่” เธอถามไปพลางรีบสอยมะม่วงให้ได้สามกิโลกรัมตามที่เผือกกระซิบบอก

“อยู่ในครัว เธอคิดว่าฉันจะขอใครกินฟรีๆ ให้ถูกด่าลับหลังงั้นเรอะ ฝันไปเถอะ จำไว้ อย่าทำให้ฉันสนใจไม่ว่าใครก็ตามที่ทำดีกับฉัน ฉันตอบแทนอย่างจริงใจ แต่ถ้าทำไม่ดี ฉันตามและเอาคืนอย่างสาสม”

มัทนาหันไปสบตาสีดำสนิทคู่นั้น เป็นครั้งแรกตั้งแต่พบกันที่เธอรู้สึกกลัวเขา น้ำเสียง สายตาและคำพูดไม่มีอะไรที่เรียกว่าล้อเล่นได้เลย เขาเป็นมาเฟียจริงๆ หรือเปล่า ไม่ละมั้ง ถ้าเป็นมาเฟียจริงๆ คงยิงเธอทิ้งไปตั้งแต่เมื่อวานแล้วล่ะ ว่าแต่เขาเป็นใคร เผือกเรียกว่าคิม แล้วคิมอะไรหว่า อยากถาม แต่ไม่อยากเสียฟอร์ม

                   

                แล้วจะมา up ต่อนะคะ

            อัมราน_บรรพตี

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

11 ความคิดเห็น

  1. #91 8lek (@8lek8) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2557 / 06:02
    สนุกมากค่ะ ^^
    #91
    0
  2. #41 Little (@peypey) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2557 / 15:51
    เจอแล้วสินะ
    #41
    0
  3. #26 www. (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2557 / 21:58
    หนุกอ่ะ
    #26
    0
  4. #25 เมเปิ้ล (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2557 / 21:47
    เนื้อคู่ตุนางัน
    #25
    0
  5. #24 แว่นใส (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2557 / 20:53
    เหมาะสมกันมาก
    #24
    0
  6. #23 fsn (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2557 / 13:56
    เป็นไงละหนูเจอของจริงเข้าแล้ว
    #23
    0
  7. #20 Annie (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2557 / 13:13
    คู่นี้สนุก
    #20
    0
  8. #19 เมเปิ้ล (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2557 / 16:51
    เนื้อคู่กันจริงๆนะคู่นี้
    #19
    0
  9. วันที่ 10 สิงหาคม 2557 / 12:05
    รออ่านต่อนะคะ
    #18
    0
  10. #17 วนัน (@konwan) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2557 / 17:48
    น่าสนใจคะ
    #17
    0
  11. #16 น้ำทะเลสีฟ้า (@tarto048) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2557 / 15:31
    เริ่มเรื่องก็มีอะไรให้น่าติดตามแล้ว ลุ้นๆค่ะ อยากให้นิยายอัมรายได้เป็นละครสักเรื่องจัง ชอบๆ55
    #16
    0