สัญญารักพรางใจ วางแผงแล้ว สนพ Touch

  • 100% Rating

  • 3 Vote(s)

  • 63,523 Views

  • 413 Comments

  • 210 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    12

    Overall
    63,523

ตอนที่ 2 : ตอนที่ 1...100% (ลงใหม่)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2898
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    25 ส.ค. 57

 

ตอนที่ 1

 

เสียงถอนใจตามมาด้วยลมหายใจเจือความกังวลและกลัวสิ่งที่รู้คำตอบมาตั้งแต่หมอบอกว่าการผ่าตัดมีความหวังเพียงแค่สิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่มันก็เพียงพอให้ยังไม่หมดหวังไม่ใช่หรือ เก้าสิบหกสามชั่วโมงแล้วหลังจากการผ่าตัดจบลง ความหวังค่อยๆ น้อยลงไป ทว่าอีกคำตอบในใจค่อยๆ ชัดเจนตามเวลาที่เดินไป

            ...ลมหายใจ

            นั่นแหละความหวังที่ยังเหลืออยู่ ขอแค่ยังมีลมหายใจ แม้จะแผ่วเบา ลมเย็นจนหนาวสะท้านร่างบอบบางยกแขนขึ้นมากอดอกไว้ หนาวทั้งหายและหนาวทั้งใจ เมื่อไหร่หนอความหวังจะเป็นจริง เพียงแค่ลืมตาแล้วยิ้มให้แม่ เท่านี้เองที่ต้องการ ทว่าวินาทีนั้นยังไม่เกิดขึ้น น้ำตากี่หยดหยาดไหลรินและไม่รู้จะหมดลงเมื่อไหร่

            การร้องไห้ในโรงพยาบาลส่วนมากก็มาจากการเสียใจเพราะคนที่เรารักกำลังจะจากไป แต่เราช่วยเหลืออะไรไม่ได้

            ใครกันหนอที่บอกไว้ ไม่มีสิ่งใดที่หัวอกคนเป็นแม่จะโต้แย้งคำพูดนี้ได้ แต่ขอได้ไหม ขอเพียงลูกฟื้นขึ้นมา ไม่ใช่ค่อยๆ บอกคำตอบให้แม่ปวดร้าวไปทั้งร่างและหัวใจ หมอต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ รู้ไหมแม่อยากรู้ว่าคำตอบนั้นหมายถึงอะไร เกือบแล้วเกือบที่แม่จะสูญเสียลูกไป อย่าทำแบบนั้นกับแม่ได้ไหม พ่อของลูกจากไปโดยไม่มีโอกาสจะบอกลาแม่สักคำ ได้โปรดเถิด ลูกอย่าทำแบบนั้น แม่ไม่ได้ต้องการคำอำลา แต่ว่าต้องการเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม ทุกความทรงจำที่ลูกเคยมีกลับมา แล้วกลับบ้านของเรา

            ความตายมาหาเราเสมอ ถ้าคิดแง่ในของบุญกรรมก็อาจจะเพราะลูกชายของคุณทำบุญมาเพียงเท่านี้ มีสองทางให้เลือกว่าจะยื้อให้เขาอยู่กับเรา หรือว่าปล่อยเขาไปในวิถีทางของเขานะครับ การปล่อยวางได้ย่อมนำความสุขใจมาให้เสมอ

            ไม่มีใครหนีความตายพ้น พิมพ์อรรู้ซึ้งเมื่อเพิ่งสูญเสียสามีไป บอกให้ปล่อยวางหรือ ต้องทำอย่างไร ในเมื่อลมหายใจของลูกยังอยู่ แม้อ่อนเบาจนเกือบวัดไม่ได้ แต่อีกไม่นานลูกจะลืมตาแล้วบอกว่า...ผมกลับมาแล้ว แต่เมื่อไหร่หนอ แม่รอ...และรอ เมื่อเช้าหมอบอกให้แม่ตัดสินใจ หัวใจของแม่แหลกสลาย แม่ทำไม่ได้ ลูกรู้ใช่ไหม ว่ามันหมายถึงอะไร

            ผ่านไปอีกวัน สองวัน สามวัน จนแม่เริ่มทำใจ การมีชีวิตหมายถึงอะไร การที่แม่ยื้อไว้เพื่อให้ตัวเองยังมีชีวิตต่อไป หรือว่าการยอมให้ลูกจากไปอย่างสงบ แม่คิด แม่เสียใจ แต่เพื่อให้ก้าวเดินต่อไปได้ เราทั้งครอบครัวต้องเริ่มทำใจใช่ไหม แม่ควรหยุดและเลิกหวัง แล้วยอมรับและปลงให้ได้ คำพูดสั้นๆ

            ปล่อยให้ลูกจากไปอย่างสงบ

            แต่แม่แทบพูดออกมาไม่ได้ ลาก่อนดินทร์ลูกรัก ขอให้แม่ได้เป็นแม่ของลูกทุกชาติ แม่คงทำได้เพียงเท่าที่ทำไป เรื่องสำคัญที่ลูกต้องการ แม่จะสานต่อให้ หลับเถิดนะ แม่จะพาลูกกลับบ้านของเรา ไปหาน้องสาว ไปหายาย พ่อคงรอลูกสักที่ใดที่หนึ่งบนโลกใบนี้

 

หนึ่งปีต่อมา เสียงแม่แรงถูกไสกลับเข้าไปในอู่ขนาดสองคูหากลางเก่ากลางใหม่ พื้นทำจากปูน ผนังทำจากไม้ หลังคามุงด้วยกระเบื้องมีรอยปะที่ทำให้รู้ว่าผ่านการซ่อมมาหลายครั้ง รถยนต์คันสุดท้ายเพิ่งแล่นออกจากอู่ เหลือมอเตอร์ไซค์สองคันที่รอเจ้าของมารับไป ในชุมชนเล็กๆ มีแต่อู่ไม้เมืองที่อยู่ใกล้ทำให้มีงานอยู่เรื่อยๆ ไม่เคยขาดมือ

ลมพัดเข้ามาทำให้ใบหูกวางที่ปลูกริมทางปลิวว่อน เด็กน้อยร่างอ้วนท้วน ผมเป็นระเบียบแบบเด็กประถมวิ่งไปหยิบไม้กวาดทางมะพร้าวมากวาดใบไม้ออกจากอู่ ร่างเพรียวเจ้าของผมซอยสั้นเลยติ่งหูมานิดหนึ่งนั่งลงปาดเหงื่อพลางยิ้มให้น้องชายคนเล็กของบ้าน ในขณะที่คนตัวโตกว่าหน้าตาไทยแท้ๆ ไสมอเตอร์ไซค์เข้ามาเก็บในอู่ก่อนจะเดินไปช่วยเผือกกวาดใบไม้ หญิงสาวที่มองเผินๆ อาจเหมือนหนุ่มหน้าสวยสักคนเดินไปหยิบปุ้งกี๋มาช่วยเก็บใบไม้มาใส่แล้วเดินไปเทที่ถังขยะเทศบาลซึ่งวางอยู่ข้างทาง งานเสร็จแล้วเหลือเพียงปิดอู่ก็เป็นอันจบงานของวันนี้

มัทนาเดินไปล้างคราบน้ำมันจากมือ ด้วยความกระหายจึงเปิดตู้เย็นหยิบน้ำโอเลี้ยงที่ซื้อจนลืมมาดื่มยังดีที่พี่ชายเอามาแช่ตู้เย็นไว้ ไม่อย่างนั้นคงละลายหมดแล้ว เผือกคว้าบานตู้เย็นไว้ก่อนจะหยิบไอติมมานั่งกินใกล้ๆ ลูกพี่ วันนี้มีลูกค้าหลายคน ทำให้มีรถหลายคัน แต่พอเราช่วยกันก็เสร็จไว ถึงเด็กน้อยจะซ่อมรถไม่เป็น แต่ก็พอรู้ว่าอะไรเรียกว่าไขควง อะไรเรียกว่าประแจ ช่วยหยิบเครื่องมือให้พี่ๆ ได้

บำรุงรับน้ำโอเลี้ยงจากน้องสาวมาดูดบ้าง เขาหรี่ตาทำหน้าเหยเกเมื่อความเย็นขึ้นตา คนเป็นน้องหัวเราะชอบใจ บำรุงเป็นผู้ชายที่อายุมากที่สุดในบ้าน แทนที่จะเป็นพ่อ แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว พ่อโมกข์ตายไปปีก่อน แต่เธอยังคงนึกถึงการสูญเสียที่ทำให้รู้ว่ามันหมายถึงอะไร เวลาผ่านไปเร็ว แต่ความทรงจำยังคงอยู่ราวกับเรื่องราวต่างๆ เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

            “กลับบ้านเร็วสักวันเถอะมัท ป่านนี้แม่กับยายรอกินข้าวแล้ว เดี๋ยวพี่จะไปบ้านลุงผลสักหน่อย ได้ข่าวว่าแกจะทำบุญบ้าน เผื่ออยากจะให้ช่วยอะไร”

            มัทนาได้ยินแม่กับยายคุยกันเรื่องนี้เมื่อวาน พี่ไม้เป็นคนชอบช่วยเหลือมาแต่ไหนแต่ไร ในละแวกนี้คนเก่าคนแก่รู้จักกันมานาน จนไม่ใช่ญาติก็เหมือนญาติกัน มีอะไรมักจะช่วยเหลือกันตามแต่กำลังเสมอ

            “ถ้างั้นพี่ไม้ไปบ้านลุงผลก่อนแล้วกัน เดี๋ยวมัทเช็คพวกอะไหล่ก่อนกลับ พรุ่งนี้เข้าเมืองจะได้ซื้ออะไหล่มาด้วยเสียเลยจะได้ไม่เสียเที่ยว เอาไอ้แก่ไปนะ น้องนุ่งจะได้ขับลุงริชาร์ดกลับ”

            ไม้มอง ไอ้แก่ก่อนจะเบิร์ดกะโหลกน้องสาวไปทีหนึ่ง ถึงมอเตอร์ไซค์เวสป้าที่เขาเก็บตังซื้อตั้งแต่ตอนที่เรียนช่างกลจะอายุมากแล้ว แต่มันไม่แก่ ยังหล่อเฟี้ยว ถ้าไม่ได้เวสป้าคันนี้เขาคงไม่ได้ยุพามาเป็นแฟนหรอก เทียวไล้เทียวขื่ออยู่เป็นปีกว่าสาวเจ้าจะยอมรับรัก ส่วนลุงริชาร์ดเป็นมรดกตกทอด ห้ามลบหลู่เด็ดขาด

            “ก็ได้ ถ้างั้นไปเจอกันที่บ้านแล้วกัน พี่ไปหาลุงผลแล้วจะได้กลับบ้านเลย วันนี้ล้าจริงๆ รถมาให้ซ่อมเยอะเหลือเกิน แต่ก็ดีจะได้มีเงินไปขอแฟนเร็วๆ เผือกดูแลลูกพี่ด้วยล่ะ” ประโยคหลังฝากไปยัง น้องอีกคน แม้จะเป็นน้องร่วมโลก แต่ก็รักเหมือนน้องจริงๆ

            เผือกเงยหน้าจากถ้วยไอติมยิ้มร่าหัวเราะแหะๆ “พี่มัทต่างหากที่ต้องดูแลผม”

            บำรุงมองสภาพของน้องสาวที่มองเผินๆ ใกล้จะเหมือนน้องชายเข้าไปทุกวันแล้วหัวเราะตาม

            “ก็จริงของแก”

            คนถูกนินทาต่อหน้าค้อนใส่ทั้งพี่ทั้งน้อง มาช่วยพี่ชายซ่อมรถที่อู่จะให้ใส่ชุดแซกกับรองเท้าส้นสูงหรือไง แล้วว่ากันตามจริงเธอก็แต่งตัวแบบนี้มาตลอด รองเท้าผ้าใบ เสื้อยืด กางเกงขาสั้นแค่เข่าตัวใหญ่ๆ ใส่สบาย ใครจะไปสวยเฉิดฉายเป็นนางงามอย่างยุพาเล่า รายนั้นเทพีสงกรานต์สามปีซ้อน

 

            พระอาทิตย์ลาลับของฟ้าไปสองชั่วโมงก่อน สองข้างทางที่เป็นสวนผลไม้ของชาวบ้านละแวกนี้มืดแล้ว แม้จะมีไฟส่องทางระยะห่างๆ ก็ช่วยอะไรไม่ได้มากเมื่อรถที่ขับมาตามถนนลาดยางน้อยลงเรื่อยๆ จนเหลือเพียงรถที่รหัทกำลังขับอยู่โดยมีปวรช่วยบอกทางเท่านั้น เลขาหนุ่มหน้าตี๋ตรวจสอบเส้นทางจาก GPS ก็พบว่าถนนเส้นที่บอดี้การ์ดของบอสกำลังขับไม่พบในแผนที่จากโทรศัพท์ จึงได้แต่ขับไปตามทางเรื่อยๆ และมองหาถนนใหญ่เท่านั้น การที่ออกเดินทางช้ากว่าแผนไปมากทำให้กว่าจะมาถึงที่นี่ก็ปาไปหกโมงกว่า

            “ผมคิดว่าเรากำลังหลงทางแล้วครับ คงต้องถามทางชาวบ้านแถวนี้ก่อน” รหัทเอ่ยขึ้นเมื่อเริ่มไม่แน่ใจว่าควรไปเส้นทางไหนต่อ อีกทั้งก็มืดค่ำแล้ว ป้ายบอกทางอาจหลงหูหลงตา

            “โทรเลื่อนนัดให้ด้วยปวร วันนี้ผมคงไปตามนัดไม่ทันแล้ว”

            “ครับบอส”

            ปวรรีบทำตามที่คิมหันต์บอก พอเรียบร้อยทั้งเลขาและบอดี้การ์ดก็รีบมองหาคนที่พอจะถามทางได้ การขับรถมายังชนบทที่ยังคงความเป็นวิถีชาวบ้านอยู่มากทำให้บ้านส่วนใหญ่หรือแม้กระทั่งร้านค้าพากันปิดไฟปิดบ้านกันเร็ว ขับไปได้สักพักก็เห็นแสงไฟลิบๆ จากป้ายที่บอกชื่ออู่ไม้เมือง น่าจะขายต้นไม้มากกว่าซ่อมรถ รหัทชะลอรถกำลังจะจอดข้างทาง แต่กลับเปลี่ยนใจเมื่อเห็นบางอย่าง

            “เราน่าจะถูกตามครับ”  บอดี้การ์ดที่เสี่ยงตายกับคิมหันต์มาหลายครั้งบอกด้วยใบหน้าเรียบเฉย ในมือเตรียมปืนไว้รออย่างไม่ประมาท

            คิมหันต์ไม่ได้หันไปมองข้างหลัง ในมือของเขามีปืนรอไว้เช่นกัน การทำธุรกิจสุจริตไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยเสมอไป เมื่อธุรกิจที่ทำมีคนโลภมากมายต้องการใช้ช่องโหว่ของสายตามนุษย์ทำเรื่องผิดกฎหมาย บางทีอาจเพราะเขาแกล้งโง่ไม่ทำตามข้อเสนอที่ยั่วใจของใครบางคนก็ได้ เงินไม่น้อยใครบ้างอยากมองข้าม ถ้ามันจะไม่ได้มาจากเงินสกปรก

            รถที่ขับตามมาเปิดไฟเลี้ยวแล้วขับผ่านไปโดยที่ไม่มีอะไรน่าสงสัย บอดี้การ์ดหนุ่มถอนใจโล่งอกพลางหันไปมองนายที่มีทีท่าปกติ

            “ผมอาจจะคิดมากไปเอง”

            “ก็ดีกว่าคิดน้อย”

            เมื่อหมดเรื่องแล้วรหัทจึงเร่งเครื่องก่อนจะเหยียบเบรกจอดหน้าร้านซ่อมรถที่ประตูแง้มไว้นิดเดียวเท่านั้น แต่ไฟยังเปิดอยู่ แสดงว่ายังมีคน

            “ผมลงไปถามคนในอู่นะครับ” ปวรเอ่ยสายตากังวลนิดๆ

            รหัทพยักหน้า แต่เพื่อความไม่ประมาทปืนในมือยังอยู่และพร้อมยิงทุกเมื่อ เขาละสายตาจากปวรแล้วมองไปทั่วถนนเส้นนั้น ประตูรถเปิดออกคิมหันต์ก้าวลงมา นายนั่งในรถมาเกือบสามชั่วโมงคงเมื่อยขา รหัทเดินตามและคอยระวังอันตรายให้นายไม่ห่างระหว่างที่ปวรกำลังถามทาง

 

            บรรยากาศโดยรอบเงียบกริบ ไม่มีเสียงเพลงหรือเสียงพูดคุย ปวรพยายามมองเข้าไปในอู่ ไม่กล้าเข้าไปใกล้นักเพราะเดี๋ยวจะเป็นการบุกรุกไป เผือกเห็นคนมาเมียงมอง แต่ความที่ถูกสอนมาว่าอย่าเข้าใกล้คนแปลกหน้าทำให้เด็กน้อยปิดประตูเหล็กยืดที่เหลือช่องอีกน้อยนิดแล้วคล้องสายยูไว้ก่อนจะวิ่งไปหาลูกพี่ที่กำลังง่วนอยู่ที่ชั้นวางอะไหล่

            “พี่มัท...ใครก็ไม่รู้มายืนอยู่หน้าอู่”

            มัทนาวางสมุดจดรายการอะไหล่ที่ต้องซื้อเมื่อเช็คจากสต๊อกจริง แล้วหยิบไฟฉายติดมือไป ไม่ได้จะเอาไว้ส่องอะไรเพราะไฟหน้าอู่ก็สว่างดี แต่ถ้าไม่ชอบมาพากลไฟฉายนี่แหละอาวุธอย่างดี หญิงสาวเอาสายยูออกแล้วแง้มเลื่อนประตูเหล็กยืดไม่เดินออกไป แต่ตะโกนถามคนที่กำลังหันรีหันขวาง หน้าตาไม่คุ้นไม่น่าใช่คนแถวนี้

            “มีอะไรหรือคุณ  อู่ปิดแล้ว มีอะไรค่อยมาพรุ่งนี้นะ”

            ปวรยิ้มอย่างเป็นมิตร ไม่ขยับเข้าไปใกล้เพื่อความสบายใจกันทั้งสองฝ่าย เขามองเจ้าของอู่ไม่แน่ใจว่าผู้หญิงหรือผู้ชายแต่เสียงแหลมๆ แบบนี้น่าจะผู้หญิงกระมัง

            “ขอถามนิดเดียวนะครับ จากตรงนี้ถ้าจะไปถนนเส้น 331 ต้องขับต่อไปยังไงน่ะ เดี๋ยวผมให้ค่าเสียเวลา”

            มัทนากอดอกมองอย่างประเมิน ที่แท้ก็คนหลงทางเท่านั้น “ขับรถตรงไปเรื่อยๆ จนเห็นปั๊มน้ำมันที่อยู่ตรงข้ามกับเรือนไทย คุณก็เลี้ยงขวาขับต่อไปสักสองกิโลเมตรก็เลี้ยวซ้าย แค่นี้ก็ถึงถนนเส้น 331 แล้ว”

            เลขาหน้าตี๋ตัวสูงพอๆ กับบำรุงพยักหน้าพลางหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาจากเสื้อสูทเพื่อหยิบเงินเป็นค่าตอบแทนให้คนบอกทาง มัทนายกมือว่าไม่ต้องกำลังจะเลื่อนปิดประตูเหล็กยืดเสียงของคนหลงทางเปรยขึ้นยิ้มๆ

            “ขอบใจมากนะครับ”

            หญิงสาวพยักหน้าให้พลางเลื่อนประตูเหล็กมาสนิทกันทั้งสองฝั่งเสร็จแล้วคล้องสายยู ยังไม่ทันเดินไปหลังอู่ด้วยซ้ำ สิ่งที่ไม่เคยเกิดในละแวกที่สงบสุขมานานก็ดังขึ้น

            “ปึ๊ก ปึ๊ก...!

            ต้นหูกวางตรงหน้าอู่ถูกกระสุนชำแรกจนแหกกระจุยด้วยปืนเก็บเสียง มัทนาเห็นชัดกับตาตัวเองพร้อมๆ กับที่รถคันหนึ่งแล่นเข้ามาแล้วถล่มคนที่มาพร้อมกับคนถามทาง

            “หลบเร็วเผือก!

มัทนาตะโกนบอก ตัวเองก็ก้มหลบไปด้วย รีบเดินเข่าไปประตูหลังอู่แล้วเปิดออก เผือกถูกเรียกซ้ำ เธอมองซ้ายมองขวาสั่งเสียงเบาแต่เร็วอีกรอบ

            “รีบวิ่งไปจากอู่ก่อนเร็ว เดี๋ยวโดนลูกหลง”

            เผือกวิ่งไปตามแนวสวนหลังอู่ที่เป็นสวนมะม่วงสลับกับต้นมะพร้าว แต่พอหันมากลับเห็นลูกพี่กำลังละล้าละลัง ในมือยังถือไฟฉายไว้ด้วยความตกใจ เจ้าตัวลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามีมันอยู่ในมือ

            “ไปสิพี่มัท เดี๋ยวก็โดนลูกหลงหรอก”

            มัทนานึกเป็นห่วงคนถามทางเมื่อครู่ เธอมองกลับไปที่อู่ก็ไม่เห็นคนที่มากับรถแล้วจึงคิดในแง่ดีว่าอาจจะหนีเข้าสวนไปแล้วเหมือนกันเพราะรถยังอยู่ เธอหันหน้ากลับกำลังจะวิ่งตามเผือกไป ฝีเท้าของใครบางคนกำลังวิ่งตามมา เสียงของคนถามทางดังขึ้นก่อนจะถึงตัว

            “เดี๋ยว ผมจ้างหาที่หลบให้พวกเราที”

            “เงินสะพัดอะไรตอนนี้” มัทนาบ่นพึม “เอ๊า! ตามมาเร็วๆ เข้า”

            คนพื้นที่วิ่งนำ  เผือกรออยู่พอเห็นว่าตามกันมายกใหญ่ก็ชักจะกลัว มัทนาไม่แน่ใจว่าคนอีกกลุ่มที่บุกมาถล่มตามมาอีกหรือว่าแค่มายิงแล้วขับรถหนีไปเพราะใช้ปืนเก็บเสียง รหัทกับคิมหันต์ยังไม่ยิงสวนไปเพราะจะกลายเป็นบอกตำแหน่งว่าอยู่ตรงไหน วิ่งมาได้สักพักบอดี้การ์ดหยุดวิ่งเอาหูแนบพื้นดินพอลุกขึ้นมาก็รีบบอกนายซึ่งเป็นเป้าหมายของพวกมัน

            “มันยังตามมาอยู่ครับ น่าจะสี่คน”

            ปวรเหงื่อแตกพลั่กไม่เคยวิ่งหนีลูกปืนตับแลบแบบนี้มาก่อน เผือกหอบเบาๆ มัทนาไม่ไว้ใจคนพวกนี้นัก ชักไม่แน่ใจว่าช่วยคนผิดหรือเปล่า คนดีๆ ที่ไหนถูกไล่ยิง

            “ควรแยกกันเป็นสองกลุ่ม ถ้าไปกลุ่มใหญ่แบบนี้มันตามมาถูกแน่ๆ ครับ”

            “ถ้างั้นเผือกไปกับพี่ ส่วนพวกคุณวิ่งไปทางนั้น” หญิงสาวชี้ไปทางสวนมะม่วงที่วิ่งไปเรื่อยๆ จะเจอบ้านร้างรกๆ ที่พอหลบได้  

            “คุณสองคนไปทางนั้น แยกกันตรงนี้ พอปลอดภัยแล้วค่อยโทรหากัน”

“ทำอย่างนี้ไม่ได้ครับ” รหัทจะแย้ง เขาไม่ควรแยกกับนาย

            “ผมสั่ง!

รหัทยอมทำตามคำสั่งวิ่งไปตามทางที่เห็นโดยมีปวรตามไปด้วย เผือกรีบวิ่งไปสวนลุงเพิ่มซึ่งใหญ่พอที่จะหลบได้สบายๆ มัทนากำด้ามไฟฉายเอาไว้แน่น คิมหันต์กระชับปืนให้แน่ใจว่าจะใช้มันได้ทันที ปวรมีรหัทดูแลความปลอดภัยแล้ว ส่วนเขาก็ดูแลเด็กสองคนนี้ที่ไม่น่าหลงเข้ามาในช่วงที่เขากำลังมีเรื่องพอดี

มัทนารู้สึกได้ถึงแรงสั่นก่อนที่เสียงของโทรศัพท์จะดังลั่น เธอรีบดึงโทรศัพท์มากดรับพลางวิ่งไปด้วย กลัวแทบแย่เผื่อว่าคนร้ายจะได้ยินแล้วตามมา

            “มีอะไรพี่ไม้ กำลังยุ่งอยู่”

            “พี่ไปบ้านลุงผลเรียบร้อยแล้ว แต่คงไม่กลับบ้านนะจะไปหายุพาน่ะ ไม่รู้งอนอะไร ฝากบอกแม่ด้วยล่ะ ถ้าดึกมากคงค้างกับไอ้พลเลย”

            “โอเค มัทจะบอกแม่ให้ แค่นี้ก่อนนะ”

มัทนารีบวางสายแล้ววิ่งตามเผือกไป ถ้าบอกพี่ชายว่าถูกตามยิง คงได้ซิ่งมอเตอร์ไซค์กลับมา ถ้าคนร้ายยังอยู่แย่แน่ เธอหันไปมองข้างหลังน่าแปลกขนาดวิ่งช้าลงยังไม่ถูกแซง ยังไงก็ไม่น่าไว้ใจ  สบโอกาสเมื่อไหร่จะโทรบอกตำรวจทันที

            เผือกหยุดวิ่งหอบแฮกๆ ไม่ต่างจากลูกพี่ของมัน มีเพียงผู้ชายตัวโตที่หอบเบาๆ พร้อมกับถอดสูทออกแล้วย่อตัวลงเอาหูแนบพื้นดิน เขาไม่ได้ยินเสียงผิดปกติ พอมองฝ่าความสลัวของคืนพระจันทร์เต็มดวงก็ไม่เห็นเงาตะคุ่มอะไร นอกจากเงาของกิ่งไม้ที่โล้ลม

            “เงียบไปแล้ว”

            มัทนาพยักหน้าพลางนั่งหมดแรงข้างๆ เผือก ไฟฉายยังถูกกำไว้อย่างเดิม จากเงาตะคุ่มที่เห็น ผู้ชายคนนี้ตัวโตกว่าเธอมาก ถ้าสู้กันด้วยแม่ไม้มวยไทยน่าจะลำบากเหมือนกัน จะโทรหาตำรวจหรือพี่ชายก็ไม่ได้ในตอนนี้ เขาอยู่ใกล้เกินไป คิมหันต์หันมามองคนช่วย แม้จะเห็นไม่ชัดเท่าไหร่

            “เป็นเด็กทำไมยังไม่กลับบ้าน กลางค่ำกลางคืนมันอันตราย” เขาประเมินจากรูปร่างและการแต่งตัวที่เห็นแวบๆ ตอนรอหน้าอู่

            “ก็ถ้าพวกคุณไม่หาตะกั่วมาให้ ฉันคงกลับบ้านไปนานแล้ว ไปมีเรื่องกับใครมา อย่าบอกนะว่าเป็นพวกค้ายา โห! ช่วยคนผิดหรือเปล่าเนี่ย” หญิงสาวเขยิบห่างออกไปเผื่อว่าจะเดาถูก ถ้าคิดจะทำอะไร เธอสู้ไม่ถอย

            “หน้าตาฉันเหมือนพ่อค้ายาตรงไหน” คิมหันต์ถามน้ำเสียงไม่พอใจนัก พอนึกได้ว่าสลัวแบบนี้จะมองเห็นชัดได้ยังไงว่าหน้าแบบไหนก็ไม่อยากเอาเรื่องเอาราวกับเด็ก       

            “แล้วพวกพ่อค้ายามันสักบอกอาชีพที่หน้าผากให้คนอื่นรู้หรือเปล่าล่ะ บอกมา ถ้าพวกคุณทำเรื่องผิดกฎหมาย ฉันไม่ขอยุ่งด้วย”

            คิมหันต์ถอนใจนั่งลงบ้าง มัทนากับเผือกเขยิบหนีไปนั่งเสียห่าง ไม่ได้กลัว แค่เพื่อความปลอดภัยเท่านั้น

            “ฉันไม่ใช่พ่อค้ายา สบายใจได้  ต้องเอาบัตรประชาชนให้ดูเลยไหม ถ้าฉันเป็นพ่อค้ายาคงฆ่าเธอปิดปากตั้งแต่ไม่ทันได้อ้าปากแล้ว” เขาขู่น้ำเสียงเข้มๆ ใส่ ยัยเด็กนี่ช่างวอนให้เขาโมโหเสียจริง “อยู่ตรงนี้ก่อน”

            มัทนามองตามก็เห็นร่างสูงใหญ่ลุกขึ้น เธอกำด้ามไฟฉายไว้ทั้งสองมือกะฟาดเต็มเหนี่ยวถ้าชายคนนั้นเข้ามาใกล้แล้วตามด้วยมวยไทย แต่เขากลับเดินแกมวิ่งไปทางที่เพิ่งวิ่งมา เธอถอนใจโล่งอก พอลุกขึ้นก็ดึงมือเผือกวิ่งไปด้วยกัน แต่วิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว ผู้ชายคนนั้นก็วิ่งกลับมา คนอะไรวิ่งเร็วอย่างกับเสือชีตาห์ แถมมาหยุดยืนใกล้ๆ หรือเขาว่าจะมาฆ่าปิดปากจริงๆ

            “ปลอดภัยดีแล้ว แต่ทางที่ดีไม่ควรกลับไปที่อู่  บางทีพวกมันอาจจะดักรออยู่”

            “ถ้างั้นฉันไปแล้วนะ” เธอรีบคว้าแขนเผือกให้วิ่งต่อ นาทีนี้ไว้ใจใครไม่ได้เด็ดขาด

            “เดี๋ยว!

            มัทนาสะดุ้งโหยง พอหันมาก็ชักเดือดปุด “อะไรอีกล่ะคุณ เจอกันหนเดียวจะฟาดเคราะห์ให้คุ้มเลยหรือไง”

            “ก็ไม่ได้อยากรั้งไว้ แค่จะบอกว่าโทรศัพท์ของเธอร่วง”

            คิมหันต์เดินกลับไปเก็บโทรศัพท์มาคืนให้ มัทนารับมาเดาว่ามันคงลื่นออกมาจากกระเป๋าตอนที่นั่ง เธอหันหลังกลับ แต่เปลี่ยนใจหันมาบอกอย่างหวังดี แม้จะไม่ไว้ใจก็ตาม

            “แถวนี้มีแต่บ้านของชาวสวน ไม่มีที่ให้แอบหรอก ทางที่ดีคุณรีบกลับเข้าไปในเมืองเถอะ”

            คิมหันต์เกือบจะพูดขอบใจ แต่ท่าทางเหมือนระวังตัวแจอย่างกับเขาเป็นคนร้ายทำให้นึกหมั่นไส้ขึ้นมา

            “รีบไปเถอะ  มันอันตราย”

            “เรากลับกันเถอะพี่มัท เหนื่อยจะแย่แล้ว” เผือกดึงแขนเร่งยิกๆ

            คิมหันต์เปิดกระเป๋าสตางค์แล้วส่งเงินให้เผือก แต่เด็กน้อยยืนมองเฉยๆ เพราะลูกพี่ไม่บอกให้รับ ชายหนุ่มคว้ามืออูมไปแล้ววางเงินลง

            “เอาไปกินขนมนะ”

            “พวกฉันช่วยเพราะตกกระไดพลอยโจน ถ้ารอดไปได้ก็เอาเงินไปทำบุญให้ตัวเองแล้วกัน แล้วก็ทำแต่เรื่องดีๆ ล่ะ คนทำเรื่องไม่ดีเท่านั้นแหละถึงจะถูกไล่ยิง”

            คราวนี้มัทนาไปจริงๆ ไม่หันหลังกลับ เผือกหันมาโบกมือให้ชายแปลกหน้า เรียวปากหนาเม้มปิดทั้งเอ็นดูระคนหมั่นไส้ เขาเดินกลับไปตามทางเดิม ไม่นานนักรหัทกับปวรก็มาสมทบ ก่อนที่จะเดินตามกันไปเพื่อรอคนมารับซึ่งคงต้องรอสักหนึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อย

 

            สองเกลอเดินกันมาเรื่อยๆ ก่อนจะวกกลับไปทิศทางที่วิ่งหนีคนถือปืนมาตามถล่มกลุ่มคนถามทาง เรื่องอะไรจะให้ใครรู้ว่าบ้านอยู่แถวไหนล่ะ นานๆ ทีหรอกเธอจะมาช่วยพี่ชายที่อู่ เรียนจบมาเกือบสามสัปดาห์ งานก็เริ่มหาแล้ว เหลือแต่คนรับเข้าทำงานเท่านั้น ว่างๆ ไม่มีอะไรทำเลยมาอู่ช่วยซ่อมรถ

            เธอกลับไปที่อู่เพื่อดูให้แน่ใจว่ายังเรียบร้อยดี รถของคนถามทางยังอยู่ แต่แบนทั้งสี่ล้อ อู่ของพี่ชายไม่ได้เสียหายอะไร รถของลูกค้ายังอยู่ครบ เธอล็อคประตูหลังแล้วเดินกลับแทนการขับ Toyota Rn 10 ที่เก่ามากจนได้ชื่อว่าลุงริชาร์ด

            “ทำไมไม่รับเงินมาล่ะพี่มัท เป็นฟ่อนเลยนะนั่น” เผือกยังติดใจสงสัยแม้ว่าจะเดินกลับมาเกือบถึงบ้านสวนแล้วก็ตาม

            มัทนาหยุดเดินแล้วย่อตัวลง ก็จริงของเผือก เงินใครบ้างไม่ชอบ แต่ถ้ารับมาคงไม่สบายใจ

            “เงินที่ได้มาจากอะไรก็ไม่รู้ คนดีๆ ที่ไหนจะถูกไล่ยิง ถ้าไม่ไปมีเรื่องกับใคร รีบขึ้นเรือนเถอะ อย่าบอกแม่กับยายล่ะ ไม่งั้นหัวโนนะเผือก”

            เผือกรีบยกมือมาปิดหน้าผาก เวลาทำผิดพี่มัทชอบลงโทษ

            “จะโหดไปไหนน่ะพี่มัท”

            เด็กน้อยวิ่งหน้าตั้งขึ้นบ้านเรือนไทยใต้ถุนโล่ง ลักษณะเป็นเรือนแฝดมีนอกชานเชื่อมระหว่างเรือนสองฝั่ง มีโอ่งใส่น้ำใบเล็กๆ อยู่ตรงธรณีประตู เมื่อขึ้นบันไดมาจะเห็นมันก่อนทุกครั้ง ดูภายนอกเรือนไทยเหมือนจะเก่ามากแล้ว แต่ยังไม่มีส่วนไหนผุพังยกเว้นหลังคา การมีผู้ชายในบ้านทำให้งานซ่อมบ้านเป็นเรื่องที่ทำได้ทันที แต่บางทีที่พี่ชายไม่อยู่ มีลูกสาวก็ไม่ต่างจากมีลูกชายสักเท่าไหร่นัก

            พิมพ์อรนั่งรอลูกสาวอยู่กลางเรือนตรงชานระเบียงที่มีหลังคา โต๊ะตัวเตี้ยวางหมากพลู ที่หลังของพิมพ์ใจเอนพิงกับหมอนอิงใบใหญ่ เผือกยกมือไหว้แล้วนั่งลงใกล้ๆ แม่ มัทนาโหย่งเท้าเบาๆ เพราะพื้นเรือนอันเป็นไม้จะเกิดเสียงหากเดินแรงเข้าไปกอดยายที่ยังอุตส่าห์นั่งรอทั้งที่ตอนนี้เลยเวลานอนมาสักพักแล้ว

            “มาแล้วเรอะ ทำไมวันนี้กลับช้าจังล่ะลูก”

            มัทนาคลายกอดยายแล้วเข้าไปกอดแม่ประจบเสียงหวาน “หิวไส้แทบขาดแล้วจ้าแม่จ๋า แต่เหนียวตัว ขอไปอาบน้ำก่อนนะ”

            เท่านี้ก็ไม่ถูกถามต่อแล้วว่าทำไมกลับมาช้านัก ยังดีที่ทั้งแม่และยายไม่มีใครระแคะระคายอะไร เผือกตามลูกพี่ไปด้วยเพราะถ้าแม่ถาม ใครจะไปกล้าตอบ ผู้เป็นแม่มองตามลูกสาวไปทั้งรักและห่วง

การรอดตายจากการป่วยมาได้ทำให้มัทนาเป็นเด็กที่เข้มแข็งและทำทุกอย่างที่อยากทำ แม้ว่าหลังจากสามีและลูกชายจากไปแล้ว รายได้จะหายไปจนเกือบส่งลูกเรียนไม่ไหว แต่นางก็กดฟันสู้และมีบำรุงคอยช่วยส่งมัทนาเรียนอีกแรง เจ้าตัวยังขอทุนและทำงานพิเศษ จนเรียนจบมาได้ในที่สุด อย่างน้อยนางก็ยังมีแก้วตาหล่อเลี้ยงหัวใจที่แห้งผากให้ยังสามารถมีชีวิตต่อมาได้  

 

            รหัทเดินตามแสงไฟซึ่งเห็นลิบๆ จากสวนที่กำลังเดินอยู่ ถ้ารถไม่ยางแบนเราทั้งหมดคงเดินทางไปกันแล้ว ปวรบ่นอุบเพราะยุงชุมเหลือเกิน แต่บอสกลับไม่บ่นสักคำ เดินมาเงียบๆ โดยมีเสื้อสูทพาดอยู่ที่ไหล่ ในฐานะหลานชายคนเดียวของทีปต์ เกียรติธนานพ มาเฟียที่วางมือแล้วส่งต่อให้ลูกชายบริหารธุรกิจเช่าและผลิตเรือ โรงงานผลิตน้ำดื่ม ผลิตเฟอร์นิเจอร์ ค้าที่ดิน ซึ่งรวมๆ แล้วมีศัตรูทางธุรกิจไม่น้อย  พอลูกชายตาย หลานชายก็ต้องรับภาระดูแลธุรกิจทั้งหมด ให้อยากเป็นคนธรรมดาแค่ไหนคงเป็นไปไม่ได้

ถ้าเป็นเมื่อก่อนตอนที่คุณทีปต์ยังไม่วางมือ คนที่ทำงานมานานกว่าเขาคงบอกว่าไม่เกินสามวันต้องได้เรื่องว่าใครส่งมือปืนมา ก่อนจะตามด้วยการเอาคืนอย่างสม ไม่ถึงตาย แต่ต้องไม่มีโอกาสแก้แค้นได้อีก พอเป็นคิมหันต์ เรื่องคงถึงแค่ตำรวจเท่านั้น

            “บ้านหลังนั้นยังเปิดไฟอยู่ ผมจะลองไปถามๆ ดูก่อนนะคุณรหัท” ปวรบอกเสียงตื่นเต้นแล้วรีบเดินไปยังบ้านเรือนไทย ตอนขามาเขาเห็นบ้านเรือนไทยหลายหลัง แต่หลังนี้แปลก ยังใช้ตะเกียงเจ้าพายุมาแขวนไว้หน้าบ้าน หอมกลิ่นจางๆ จากดอกไม้ที่ไม่รู้ชื่อ ผสมเสียงนกกลางคืน ช่างสงบและไร้ความวุ่นวายจนคนกรุงนึกชอบ

            “ขอโทษนะครับ” ปวรป้องปากตะโกน

            พิมพ์อรได้ยินเสียงเช่นเดียวกับพิมพ์ใจ ผู้มากวัยกว่าเงี่ยหูฟังซ้ำแต่เสียงกลับเงียบไป แต่เพียงไม่ถึงอึดใจเสียงก็ดังขึ้นใหม่ คราวนี้หูไม่ฝาดแน่ๆ

            “เอ เสียงใครน่ะแม่อร ไปดูสิ มาดึกๆ ดื่นๆ”

            ผู้เป็นลูกลุกขึ้นหยิบไฟฉายที่ลูกสาววางทิ้งไว้ติดมือมาด้วย แล้วเดินเร็วๆ มายังระเบียงก่อนจะมองลงไปข้างล่างตรงแคร่ซึ่งอยู่ใกล้ใต้ต้นจามจุรีที่ปลูกมาตั้งแต่รุ่นพ่อ แต่มาโตให้ร่มเงาเอาตอนรุ่นลูกจนถึงรุ่นหลาน ชายแปลกหน้าสามคน แต่งตัวเรียบร้อย อยู่ที่ด้านล่าง ปวรยกมือไหว้   

            “มีอะไรหรือคะคุณ”

            “พวกผมกำลังรอคนมารับ เลยอยากจะขอพักที่ตรงแคร่ข้างล่างสักหน่อยเท่านั้น อีกเดี๋ยวจะไป ได้ไหมครับ”

            “ไว้ใจได้ไหมแม่อร ไล่ไปดีไหม” พิมพ์ใจออกปากเตือน เดี๋ยวนี้นิสัยใจคอคนไม่เหมือนสมัยก่อน ทำอะไรต้องคิดให้ดี

            พิมพ์อรเป็นคนขี้สงสาร แต่ก็ระวังตัวเสมอ แล้วที่สำคัญในบ้านหลังนี้ทุกคนยกเว้นเผือกยิงปืนเป็นและปืนก็แขวนอยู่ที่ข้างฝารอใช้งานอยู่ตลอดเวลา

            “แค่ข้างล่างคงไม่เป็นไรมั้งคะ ประตูเรือนของเราก็ปิดแน่นหนาแล้ว”

            “ตามใจ”

            “เชิญค่ะ น้ำตักกินจากตุ่มได้เลยนะคะ” พิมพ์อรชี้ไปที่ตุ่มน้ำเล็กๆ ข้างแคร่

            “ขอบคุณครับ”

คิมหันต์ก้มหน้าให้อย่างให้เกียรติแม้จะเป็นชาวบ้านธรรมดา รหัทใช้ขันตักน้ำมาให้นายที่รับไปดื่มอย่างไม่รังเกียจ เท่าที่ทำงานดูแลความปลอดภัยมา คิมหันต์เป็นคนกินง่ายเพราะไม่เคยบ่นเรื่องอาหารสักมื้อ แน่ละอาหารจากเชฟมือรางวัลที่ถูกจ้างมาเป็นพ่อครัว ทุกอย่างเลอเลิศ แต่บางครั้งอาหารแสนจะแย่ นายก็กินได้อยู่ดี ไม่รู้ชอบหรือว่ากินให้ผ่านไปในแต่ละมื้อเท่านั้น

            “ใครมาหรือคะแม่” มัทนาได้ยินเสียง แต่ไม่แน่ใจ

            “ไม่รู้เหมือนกันจ้า แค่มาขอพักที่แคร่หน้าเรือนบอกว่ารอคนมารับน่ะ”

            เอาแล้วไง บางทีเธออาจจะคิดมากไปเองก็ได้ แต่อย่างไรเสียก็ต้องถามเพื่อความแน่ใจ สวนแถวๆ นี้ติดกันไปหมด ถ้าเดินมาเรื่อยๆ ก็เป็นไปได้

            “สามคนใช่ไหมคะ”

            “จ้ะ มัทรู้ได้ยังไงลูก”

            ไม่ต้องเดาอีกแล้ว เวลานี้จะมีคนแปลกหน้าที่ไหนอีก เร็วเท่าที่คิดมัทนาเดินไปคว้าปืนลูกซองมรดกตกทอดตั้งแต่สมัยพ่อจากฝาผนังมาแล้วเดินไปยังประตู

            “จะไปไหน แล้วเอาลูกซองไปด้วยทำไมยัยมัท”

            “อย่าตามมาค่ะ มัทไม่ไว้ใจคนพวกนั้น”

            ประตูถูกปิดแล้วล็อคให้อย่างแน่นหนา ถึงบ้านจะเก่าแล้วแต่ประตูทุกบานใส่ลูกบิดลงกลอน ไม่ใช่ลั่นดาลอย่างสมัยก่อน ถ้าพี่ไม้อยู่ด้วยก็น่าจะดี คนพวกนี้ตามเธอมาแน่ๆ ไม่อย่างนั้นจะตามมาจนถึงที่นี่ได้ยังไง มัทนาประทับพานท้ายปืนเข้าร่องไหล่ กระสุนมีอยู่แล้ว แค่บรรจุเข้าไปลงในช่องคายปลอกกระสุน เลื่อนกระโจมมือไปข้างหน้าจนสุด เป็นอันเรียบร้อย เธอก้าวลงบันไดไปแล้วหันปากกระบอกปืนไปยังแขกยามวิกาล

            “พวกคุณตามมาที่บ้านของฉันทำไม”

            รหัทคว้าปืนจากซองที่ต้นขา แต่คิมหันต์กลับจับแขนเขาไว้แล้วส่ายหน้า แค่ฟังเสียงก็จำได้แล้ว เขารู้ยัยเด็กนั่นคงยิงเป็นจากท่าจับปืน ปากเชิด จมูกง้ำแบบนั้นคงดื้อไม่ใช่เล่น แต่เขาไม่ได้มาเพื่อก่อความเดือดร้อนให้ใคร รหัทยอมทำตาม แต่จับตาเจ้าของปืนลูกซองไม่วางตา

            “ใครตามเธอกัน ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธออยู่บ้านหลังไหน”

            มัทนาเพิ่งได้เห็นหน้าผู้ชายที่เธอตกกระไดพลอยโจนหนีกระสุนปืนมาด้วยกันตอนหัวค่ำ ตัวสูงใหญ่อย่างกับยักษ์ หน้าตาสะอาดสะอ้าน ริมฝีปากหนานิดๆ เม้มปิด คางบุ๋มตรงกลางคงเอาแต่ใจไม่น้อย จมูกโด่งมีรอยหยักสงสัยจะเคยจมูกหักมาก่อน ดวงตาสีดำคู่นั้นเหมือนคนมีความลับอยู่ตลอดเวลา ผมสีดำสนิทเช่นเดียวกับดวงตา รวมๆ แล้วคงออกมาเป็นคำว่า...ไม่ถูกชะตาเอาเสียเลย

            “ก็ที่นายยืนอยู่ตอนนี้นี่แหละ บ้านฉัน ตามมาทำไม” ถามว่ากล้ายิงไหม ตอบได้เลยว่าไม่ แต่ถ้าถึงคราวจำเป็นยังไงก็ต้องกล้า

            “พวกผมมาขอพักสักครู่ระหว่างที่รอรถมารับเท่านั้นเองครับ ไม่รู้จริงๆ ว่านี่น่ะบ้านของคุณ” ปวรรีบพูดให้อีกฝ่ายเข้าใจไม่อย่างนั้นเด็กนี่ได้ตายคามือของบอสหรือไม่ก็บอดี้การ์ดข้างกายแน่ๆ

            “ใจเย็นๆ ยัยมัท พวกคุณๆ แค่มาขอนั่งพัก กลับขึ้นเรือนมาเถอะลูก” พิมพ์อรร้องห้ามเสียงหลงครั้นจะเปิดประตูไปพาลูกขึ้นมา ไอ้ลูกบ้าดันเอาอะไรมาขัดไว้ไม่รู้

            “ฟังชัดไหม ไปกันเถอะ ถ้าเจ้าของบ้านไม่ให้อยู่ก็ไปดีกว่า”

             “ก็ได้ นั่งพักตามสบายจนกว่าคนของคุณจะมารับ แต่ห้ามพวกขึ้นไปยุ่งกับประตูบานนั้นเด็ดขาด ไม่งั้นที่วิ่งหนีตายคงได้ตายเพราะฉันนี่แหละ”

            เสียงโทรศัพท์ของปวรดังขึ้นพอดี เขารีบรับแล้วบอกนายทันที ผู้หญิงอะไรดุชะมัด ถ้าเป็นผู้ชายได้ถูกบอสสอยร่วงไปแล้ว

“รถมาแล้วครับ แต่เราต้องเดินไปที่ปากทาง”

คิมหันต์พยักหน้ารับรู้ก่อนจะเงยหน้าขึ้นแล้วยกมือไหว้เจ้าของบ้านอีกคน

“ขอบคุณนะครับคุณน้า”

“จ้า เดินกันดีๆ ล่ะระวังงูเงี้ยวเขี้ยวขอนะคะ” พิมพ์อรเตือน แถวนี้มีงูเหมือนกัน วันก่อนเข้าสวนนางยังเจอ ก็แค่ไล่ไป แล้วแผ่เมตตาให้ แต่ยัยลูกสาวนี่สิ เดี๋ยวต้องอบรมขนานใหญ่ “ยัยมัทขึ้นมาบนเรือนเดี๋ยวนี้”

“ค่ะแม่”

มัทนาหน้าจ๋อย สายตาคมแฉลบผ่าน ท่าทางห้าวเกินใครกลับหงอกลัวเพราะหญิงตัวเล็กๆ จากโมโหเลยเหลือแค่หมั่นไส้เท่าเดิม ทว่าคนกลัวหงอกลับส่งตาตาค้อนๆ ใส่ยังไม่วายประกาศศึก ก่อนจะขึ้นเรือนไป คิมหันต์ส่ายหน้าไม่อยากถือสา ถ้าวางเงินไว้คงถูกต่อว่าอีก เอาเป็นว่ากลับไปแล้วเขาจะคิดวิธีตอบแทนน้ำใจคนบ้านนี้ก็แล้วกัน

 “ไปกันได้แล้ว”

ปวรยกมือไหว้พิมพ์อรอีกรอบก่อนกลับ รหัทเดินรั้งท้าย วันนี้เขาทำพลาดจนนายลำบาก แต่กลับไม่ถูกต่อว่าสักคำ มัทนากอดประจบแม่ แต่ตายังมองแขกยามวิกาลสองคนหลังตัวใหญ่อย่างกับยักษ์ แต่พอหันมามองแม่ก็ถูกตีแขนจนร้องอูย ถูกบ่นปนสอนไปหนึ่งยกกว่าจะได้กินข้าวเอาตอนที่ชาวบ้านชาวช่องนอนกันหมดแล้ว

 

แล้วจะมา up ต่อนะคะ ขอบคุณสำหรับกำลังใจที่มีให้กันเสมอมาค่ะ

อัมราน_บรรพตี

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

9 ความคิดเห็น

  1. #40 Little (@peypey) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2557 / 15:43
    แหย่หนวด เสือแล้ว
    #40
    0
  2. #22 fsn (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2557 / 13:56
    รอตามต่อคะ ขอบคุณนะคะที่ลงผลงานให้อ่านเรื่อยๆ เลย
    #22
    0
  3. #15 www. (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2557 / 21:03
    น่ารัก
    #15
    0
  4. #14 Tuu (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2557 / 20:57
    ติด...ตามค่ะ
    #14
    0
  5. #13 แว่นใส (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2557 / 12:57
    ไม่ถูกชะตากันแต่ต้นเลยนะ
    #13
    0
  6. #12 แว่นใส (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2557 / 12:48
    ต่างกันอยู่แล้ว
    #12
    0
  7. #11 Chon (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2557 / 10:32
    ไม่ดูเหมือนกันค่ะละคร ไม่เป็นไรเหมือนกันได้
    #11
    0
  8. #10 www. (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2557 / 09:32
    ไม่ดูละครเหมือนกัน



    แต่จะได้อ่านจนจบมั้ยคะ



    #10
    0
  9. #9 น้ำทะเลสีฟ้า (@tarto048) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2557 / 11:46
    ตอนแรกก็ตื่นเต้นแล้ว เรื่องชื่อคงไม่แปลกหรอกค่ะ เพราะมัทนานี่โหลมาก555
    ว่าแต่ละครเรื่องอะไรหว่า ไม่รู่เรื่องเลย ไม่ค่อยได้ดูละคร
    #9
    0