Forest of Memories [ Fic Creepypasta ]

ตอนที่ 7 : Familiar Stranger

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 143
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    30 ส.ค. 63

      ภายใต้เงาของกริ่งฉุกเฉินสีแดง ร่างบางเจ้าของดวงตาสีเขียวถูกรัดและยกขึ้นไว้เหนือพื้น สายตาของเธอเริ่มพร่ามัว ใบหน้าที่ขาดเลือดรับรู้ถึงเพียงเศษเสี้ยวของความรู้สึกในสิ่งที่เกิดขึ้น

       เส้นใยแข็งแรงสีดำค่อยๆคืบคลานจากร่างของพยาบาลคนนั้นขึ้นไปบนหน้าของเธอ สติที่เลือนรางของเด็กสาวยังพอสามารถที่จะบอกได้ว่า พวกของน่าขยะแขยงนั้นกำลังค่อยๆพันขึ้นมาจนรู้สึกขนลุกไปทั้งตัว 

     มันค่อยๆคืบคลานลงไปในปากของเธอเรื่อยๆ..
 

 

' มัน.. เย็น.... '


 

         ถึงจะรู้สึกอยากอาเจียนมากสักเพียงใด ร่างกายของเธอก็ไม่ยอมขยับตามคำสั่ง เหมือนกับว่านอกจากความรู้สึกแล้ว เธอไม่ได้เป็นเจ้าของร่างกายนี้เลยแม้แต่น้อย

 

          แม้สมองจะขาดอากาศจนใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีฟ้าอ่อนๆ มือของเด็กสาวก็ยังคงไม่ยอมยกขึ้นแกะเส้นพวกนั้นออกไป

  

                     ' พอ.. แล้ว.. '

 

        สติของเธอเลือนรางลงเรื่อยๆ เธอรับรู้ได้ถึงความตายที่เข้าไปตามลำคอแห้งเผือก ทุกๆอย่างเริ่มมืดลง.. 

 

แต่ทันใดนั้น

 

 

[ ฉึก ]

 

 

      สติที่ดำมืดของเธอทำให้ไม่สามารถรับรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ทันใดนั้น มือของเธอก็ค่อยๆขยับได้ และยกขึ้นแกะเส้นใยเหล่านั้นออกไปอย่างง่ายดาย

 

[ ตุบ ]

 

       ร่างบางร่วงลงกับพื้น เธอหายใจเหมือนดั่งจะเอาอากาศทั้งหมดในโลกเข้าไปในปอด และไอออกมาอย่างรุนแรงติดๆกัน

 

" แค่ก!! อึก... แค่กแค่ก!! "

 

        ทั้งน้ำตาและน้ำลายหยดลงที่พื้น สัมผัสแข็งเย็นที่น่ารังเกียจยังคงค้างอยู่ในลำคอของเธอ ถึงแม้ประสาทสั่งการจะยังกลับมาได้ไม่หมด แต่เธอมั่นใจว่าได้ยินเสียงบางอย่างตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

 

[ ฉึก ]

 

[ ฉั๊วะ ]

 

   เสียงเหล่านั้นดังขึ้นต่อเนื่องอย่างไม่ขาดสาย พร้อมกับเสียงบ่นบางอย่างที่เธอได้ยินมาเป็นพักๆ

 

     สายตาที่พล่ามัวของเซฟไฟร์เริ่มค่อยๆเป็นปกติ เธอเพ่งมองไปยังต้นเสียงที่ได้ยิน ภาพสีแดงเหล่านั้นหายไปแล้ว อาการปวดหัวเองก็ทุเลาไปมาก แต่เพราะความมืดก็ยังทำให้เธอมองเห็นเป็นเงาเคลื่อนไหวอยู่

 

 

' หนึ่ง.. สอง... สาม.. '

 

 

' สาม.. คน..? '

 

    เธอมองไปยังเงาเหล่านั้นด้วยความงุนงง ถ้าเป็นตำรวจคงไม่มากันแค่นี้ ถ้าอย่างนั้นใครกัน? คุณพ่อเองก็ยัง.. 


 

      เด็กสาวเบิกตากว้าง หันไปโดยรอบเพื่อมองหาบิดาอย่างสุดชีวิต ความสงสัยทุกอย่างเมื่อครู่เลือนหายไปโดยสิ้นเชิง เธอลืมไปได้ยังไงกัน?


 

      เมื่อสายตาชินกับความมืด เซฟไฟร์มองเห็นร่างสูงของบิดาที่นอนอยู่บนพื้น ศรีษะของเขามีเลือดไหลออกมาอย่างน่าเป็นห่วง 

 

       สองขาเรียวลุกขึ้นอย่างไม่สนความเจ็บปวดของตน รีบปรี่เข้าไปพยุงบิดาขึ้นทันที 

 

            " พ่อ! พ่อ! ตั้งสติไว้ก่อนนะคะ!! "

 

     เซฟไฟร์ยกฝ่ามือขึ้นวัดการหายใจและชีพจรของบิดา แล้วก็โล่งใจเมื่อรู้ว่าเขาแค่เพียงสลบไปเท่านั้น

 

      เเต่เรื่องแผลบนหัวเป็นสิ่งที่เธอกังวลที่สุด ต้องหยุดเลือด.. เธอนึกพลางมองหาผ้าเพื่อมาห้ามเลือดบนศรีษะของบิดา แต่การจะเดินออกไปหาผ้าพันแผลเองโดยทิ้งให้คนเจ็บอยู่คนเดียวนั้นออกจะอันตรายไปเสียหน่อยในความคิดของเธอ

 

         เซฟไฟร์มองแขนเสื้อของเธอ

 

ถึงอย่างนั้นก็เถอะ มันจะไม่สกปรกไปหรอ..?

 

    เธอนิ่งเงียบและนึกถึงช่วงที่ลงไปคลุกอยู่กับพื้น แถมยังมีทั้งเลือดทั้งน้ำตาเปื้อนอยู่อีก จะให้ใช้พันแผลมันก็..

 

        แต่ยังไงก็ต้องห้ามเลือด ถ้าเกิดปล่อยทิ้งเอาไว้ผู้มีพระคุณของเธออาจจะเสียชีวิตก็ได้ เซฟไฟร์จึงไม่มีตัวเลือกนอกจากพยายามฉีกแขนเสื้อของตัวเองออก

 

        ในตอนที่เธอกำลังจะลงมือฉีกผ้าสีขาวนั้น สิ่งของบางอย่างก็ตกลงตรงหน้าเธอ

 

                 "..... ผ้าพันแผล..? "

 

          เด็กสาวพูดอย่างฉงนแล้วเงยหน้าขึ้นมองที่มาของผ้าม้วนเล็ก ก่อนจะต้องตกใจจนหน้าซีดเผือก ผงะถอยออกมาจากที่ในทันที

 

 

เธอลืมไปเสียสนิทว่าเธอไม่ใช่คนคนเดียวที่นี่


 

 

          หน้ากากสีขาวและเสื้อกันหนาวสีเหลืองส้มเป็นสิ่งของเพียงสองอย่างที่เด่นชัดในความมืด เธอเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกเมื่อสังเกตุเห็นของเหลวสีดำแดงบนตัวของคนคนนี้ เขากอดอกแล้วมองลงมาที่เธอ

 

        " ที่จริงไอ้นั่นน่ะเตรียมไว้เผื่อเกิดเธอบาดเจ็บ แต่ถ้าหมอนั่นไม่ได้รักษาเธอก็คงไม่ยอมมาด้วยกัน งั้นก็ใช้ๆไปเหอะ "

 

             เขาพูดด้วยภาษาเป็นกันเอง ไม่ใช่คำพูดของคนที่เพิ่งเจอกันเมื่อกี้ แต่เป็นคำพูดของคนที่รู้จักกันมานานนับปี นั่นทำให้เธอแคลงใจเล็กน้อย

 

                 " ....ทำไม? ..นายเป็นใคร .. "

 

          เซฟไฟร์ถามออกไปโดยที่ยังใช้ตนเองกั้นชายน่ากลัวคนนี้กับบิดาเอาไว้ เธอไม่รู้จักพวกเขาด้วยซ้ำ แถมถ้ามองไม่ผิด พวกเขานี้ล่ะคือคนที่ไล่ฆ่าสัตว์ประหลาดพวกนั้น ดังนั้นก็ไม่มีเหตุจำเป็นอะไรที่จะต้องช่วยเธอ เผลอๆอาจจะควรฆ่าเธอทิ้งด้วยซ้ำ แล้วไหนจะยังคำพูดสนิทสนมพวกนั้นอีก

 

           แล้วเธอก็ต้องแปลกใจเข้าไปอีก เมื่อชายสวมหน้ากากชะงักไป ก่อนจะถอนหายใจออกมาช้าๆ  และถ้ายึดตามความเห็นของเธอ ชายคนนี้ดูจะเศร้าไม่น้อยเลยด้วยซ้ำ

 

                " อ่า.. นั่นสินะ.. "

 

         เขาพึมพัมออกมาเบาๆ ก่อนจะสูดหายใจเข้าอีกครั้ง

 

                " อีกเดี๋ยวเธอก็รู้เอง "

 

           ชายร่างสูงพูดตัดประโยค ทำให้เด็กสาวเปลี่ยนจากความกลัวมาเป็นความไม่พอใจเอาเสียมากๆ  คนบ้าอะไรแค่พูดคำเดียวก็น่าหงุดหงิดได้ขนาดนี้..


 

             แต่ในความไม่พอใจนั้น กลับเป็นเหมือนความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างที่เธอไม่ได้รู้สึกมานานเหลือเกิน

 

                   " ช่วยตอบมาดีๆทีเถอะ- "

 

                 " รีบๆเข้าได้แล้ว เราไม่มีเวลามากนักหรอกนะ "

 

               เขาพูดขึ้นขัดเธอแล้วหันไปมองอีกสองคนข้างหลังที่ยังจัดการกับพวกที่เหลืออยู่

 

               เซฟไฟร์มองชายแปลกหน้าสลับกับแผลบนศรีษะของบิดา เธอจะมั่นใจได้อย่างไรว่าคนพวกนี้เชื่อถือได้ ถ้าเกิดพวกเขามาเพื่อฆ่าพ่อของเธอล่ะ? คำถามมากมายดังอยู่ในหัวของเด็กสาว ก่อนที่เธอจะตัดสินใจแกะห่อพลาสติกออก

 

                หากไม่ได้ห้ามเลือด พ่อก็มีโอกาศตายสูงอยู่ดี ดังนั้นเธอจึงจำเป็นต้องลองเสี่ยงดู ไม่ว่ายังไงชีวิตของบิดาก็สำคัญที่สุดในตอนนี้

 

                   " ..ช่วยฉันทำไม? "

 

         เธอเหลือบมองชายน่าสงสัยไปพลางๆในระหว่างที่เริ่มห้ามเลือดให้บิดาที่ยังคงสลบอยู่ ถึงจะยอมรับความช่วยเหลือแต่ก็ไม่ได้แปลว่าเธอจะเชื่อใจพวกเขา 100%

 

              ชายสวมหน้ากากตอบเธอด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์

 

             " ก็บอกแล้วว่าถ้าหมอนี่ตายเธอคงไม่ยอมมากับเรา "

 

               " ฮะ? "

 

         เซฟไฟร์แสดงความแคลงใจผ่านเสียงในลำคอ เธอพอจะเข้าใจว่า เรา หมายถึงเขาและพวกอีกสองคน แต่ มากับเรา นั้นหมายความว่าจะให้เธอไปกับพวกเขา? ที่ไหน? ยังไง? ทำไม?

 

             "โถ่เว้ย! ทำๆไปเหอะน่า! เดี๋ยวก็รู้แล้ว! "

 

        เขาตะคอกใส่เธออย่างอารมณ์เสีย เด็กสาวมองไปที่ชายแปลกหน้าด้วยทั้งความตกใจ ไม่พอใจ และสับสน

 

                 " นี่คุณ!-- "

 

        ในขณะที่เธอจะตอบกลับ คนสวมหน้ากากอีกคนในกลุ่มของเขาก็เดินเข้ามาจับไหล่ชายขี้โมโหให้สงบใจไว้

 

      " ม..ไม่เอาน่า (tics) พ.. เพื่อน ใจเย็น ..นไว้สิ "

 

       เสียงของชายคนนั้นดูขาดห้วงและติดขัด แต่จากน้ำเสียงแล้วเขาไม่ได้กลัว และดูเหมือนจะเกิดขึ้นเป็นปกติด้วยซ้ำ นั่นทำให้เซฟไฟร์เดาได้ในทันทีว่าเขามีอาการผิดปกติทางร่างกาย

 

        ทั้งสองมองหน้ากันสักพัก ก่อนชายคนแรกจะเป็นฝ่ายถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายแล้วเดินหลบไปอีกฝั่งของห้องโถงใหญ่

 

          ชายอีกคนร้อง เฮ้อ ออกมายาวๆ ก่อนจะหัวเราะเบาๆแล้วหันหน้ามาหาเด็กสาว

 

        " เ..ขาใจ ร ร้อนไปหน่อย (tics) น่ะ ย..อย่าถือสาเลย "

 

        เขาพูดขึ้น ชายคนนี้สวมแว่นตานักบินสีเหลือง กับผ้าปิดปากลายทางที่ทำให้นึกถึงคนตัดฟืน

 

            " ฉ..ฉัน โทบี้  ดีใจที่ (tics) ได้เจอ "

 

       ถึงแม้เสียงของเขาจะขาดไปมา แต่ด้วยน้ำเสียงแบบนั้นทำให้รู้สึกเหมือนกับว่าเขายิ้มอยู่ตลอดเวลา และนั่นทำให้เธอรู้สึกแปลกเข้าไปอีก

 

             " อ่า.. "

 

         เธอติดกลัดเข้าที่ผ้าพันแผล รู้สึกว่านี่ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสำหรับการแนะนำตัวเท่าไหร่นัก

 

           " ฉัน ข.. ขอโทษจริงๆนะ แต่ตอน (tics) นี้ยังบอก..ไม่ได้ หร..หรอกว่าไปทำอะไร.. ย..อย่างที่หมอนั่น (tics) พูดนั่นแหละ.. พ..พอไปถึงแล้วเธอจะเข้าใจ (tics) เอง "

 

             โทบี้พูด เป็นคำเดียวกับที่นายหน้ากากนั่นใช้ แต่ด้วยความน้ำเสียงที่ค่อนข้างแสดงความรู้สึกผิด ทำให้เซฟไฟร์พอจะเข้าใจได้

 

            " ฉันไม่รู้หรอกนะว่าพวกคุณต้องการจะพาฉันไปที่ไหน แต่ฉันทิ้งพ่อไปไม่ได้หรอก และฉันยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกคุณเป็นใครกันแน่ "

 

         เธอพูดด้วยความเกรงๆ เปลี่ยนมาใช้น้ำเสียงที่ดูสุภาพมากขึ้น

 

             โทบี้ฟังแล้วก็ถอนหายใจออกมา มันเป็นการถอนหายใจที่ดูเหนื่อยที่สุดที่เธอเคยได้ยิน และในขณะที่กำลังเงียบกันอยู่ หางตาของเด็กสาวก็เหลือบไปมองที่มือของเขา มือที่กำขวานสีสดเอาไว้แน่น...

 

           เซฟไฟร์เริ่มเขยิบถอยออกมาทีละนิด ถ้าเกิดคนพวกนี้ตั้งใจจะมาทำอันตรายเธอหรือพ่อ เธอจะต้องรีบพยุงพ่อหนีออกไปให้ไกลที่สุดแล้วหาทางออกซะ

 

               เธอสดุ้งเล็กๆ เมื่อชายตรงหน้าค่อยๆย่อตัวลงนั่งข้างหน้าเธอ เขาหายใจเข้า ก่อนจะวางขวานนั้นลงและกุมมือข้างซ้ายของเธอเอาไว้

 

              " ม.. มันก็คงน่า กัง.. วลนั่นแหละ ก็มี (tics) ใครก็ไม่.. รู้ มาข..ขอให้ไปด้วย (tics) แล้วดันเป็นสถา..น การณ์แบบนี้ (tics) อีก.. "

 

            โทบี้พูดเป็นเชิงเข้าใจ และมองเธอผ่านแว่นสีเหลืองอันใหญ่ ถึงแม้จะถูกทั้งเลนส์หนาและความมืดบดบัง แต่เธอมั่นใจว่ารู้สึกอุ่นใจกับสายตาคู่นั้นมากเหลือเกิน

 

           " เรา.. มาเปลี่ยนหัว.. ข้อ (tics) คุยกันดีกว่า.. ป.. ปีนี้เธอ.. (tics) อายุเท่าไหร่.. แ.. แล้วนะ..? "

 

             " ..ปีนี้ฉัน 19 แล้ว "

 

        ถึงแม้จะงงๆกับการเปลี่ยนเรื่องกระทันหัน แต่เซฟไฟร์ก็ตอบกลับไปอยู่ดี

 

               " ง..งั้นหรอ.. อีกไม่นาน.. (tics) ก็จะอา..ยุ ท..เท่าฉันแล้ว... ส..สินะ.. "

 

           เขาหัวเราะแห้งๆ เด็กสาวทำหน้าประหลาดใจ ตอนดูแรกๆเธอเข้าใจว่าเขาอายุ 17 ด้วยซ้ำ

 

              เมื่อคุยกันไปเรื่อยๆ คำพูดแต่ละคำที่โทบี้พูดออกมาก็ยิ่งทำให้เซฟไฟร์รู้สึกแปลกใจมากกว่าเดิม    มันช่างเป็นคำที่ดูสนิทสนมอย่างน่าประหลาด จนสุดท้ายความสงสัยก็พังกำแพงแห่งความกังวลลง

 

            " นี่ โทบี้ " เด็กสาวเรียกชื่อเขาช้าๆ

 

       " ว..ว่าไง? "

 

       " ฉัน.. เคยเจอกับพวกนายมาก่อนรึเปล่า "

 

              แล้วความเงียบก็เข้าครอบคลุมทั้งห้องเย็น ชายหนุ่มเหมือนจะนิ่งไปชั่วขณะ เขาค่อยๆก้มหน้าลง แต่ก่อนที่จะได้พูดอะไร

 

           " ค..คือ-- "

 

[ ปัง! ]

 

       เสียงกระแทกดังขึ้นที่ประตูเหล็ก ตามมาด้วยเสียงพูดของใครหลายคน 

 

           " นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ถ้ามีใครอยู่ในนั้นให้ตอบด้วย!! " 

 

           เซฟไฟร์ตาลุกวาว รู้สึกถึงความหวังที่สว่างขึ้น เธอตะโกนตอบไปในทันที

 

          " มีคนบาดเจ็บค่ะ!! ไม่ทราบจำนวนของคนในตึกทั้งหมด! "

 

          " เด็กหรอ!? เข้าใจแล้ว! อยู่ให้ห่างจากประตูไว้ไอ้หนู!! " 

 

      เด็กสาวพยุงบิดาของตนให้ออกห่างจากประตูเหล็กอย่างกระตือรือร้น ต่างกับโทบี้ที่ผงะไป ก่อนเพื่อนของเขาอีกสองคนจะวิ่งมาจากคนละฝั่งของบันได

 

           " เอาล่ะ เราจะต้องไปแล้ว ตอนนี้ไม่ใช่แค่ตำรวจแล้วที่มาที่นี่ "

   

         ชายใส่หน้ากากในตอนแรกวิ่งมาพูดกับโทบี้ที่ตอนนี้กระชับขวานไว้แน่น 

 

             " เซฟไฟร์! "

 

       หนึ่งในคนใส่หน้ากากเรียกเด็กสาว เธอหันมาอย่างฉงน

 

              " มากับเรา ต้องไปกันแล้ว "

 

          " หะ? แต่.. "

 

         เซฟไฟร์มองพวกเขาสลับกับประตูเหล็กหนา อีกฝั่งหนึ่งความช่วยเหลือกำลังจะมาถึง แต่พวกเขาเองก็มีความคุ้นเคยแปลกๆที่เธออยากจะเชื่อใจ

 

                  " ขอ..ร .ร้อง.. "

    

          โทบี้เรียกเธอ มันเป็นภาพที่เธอมองแล้วรู้สึกปวดหัวอย่างประหลาด เหมือนกับมีแสงวาบเข้ามาในหัวดั่งฟ้าแลป

 

            ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจ แต่ก่อนที่มือเรียวซีดจะคว้าแขนของพวกเขาไว้ได้ อาการปวดหัวก็พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วและรุนแรง..

 

 

              สิ่งที่เธอได้ยินเป็นอย่างสุดท้ายคือเสียงดังรุนแรงของการพังประตูเหล็กเข้ามา และเสียงวิ่งของรองเท้าหนักหลายคู่ที่ตะโกนบางอย่างไปด้วย 

 

     

             ก่อนที่ภาพจะกลายเป็นสีดำไปอีกครั้ง

 

 

==============

 

     ไรท์ Talk :

 

             อา.. บทของพวก proxy นี่เขียนยากจังเลยนะคะ..  เพราะเนื้อเรื่องจริงๆของพวกเขามันกลับตละปัดเลยนี่สิ.. ถ้าผิดพลาดยังไงก็ขออภัยด้วยนะคะ!

 

       แล้วก็! เพราะว่าน้อง ticci toby ของเราเป็นโรค Tics หรือกล้ามเนื้อกระตุก ทำให้บทพูดดูแปลกๆและอ่านยากหน่อยนะคะ อยากจะถามนักอ่านว่าอยากให้เขียนแบบปกติหรือเขียนติดๆขัดแบบที่เขียนในบทนี้หรือคะ พอดีไรท์เลือกไม่ถูก(และคิดว่าแบบนี้จะเขียนยากไปหน่อย) ให้นักอ่านทุกท่านช่วยโหวตแล้วกันค่ะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะ!

 

TBC.

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10 ความคิดเห็น

  1. #4 noofe. (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563 / 00:52
    อุแง แมสกี้ได้พูดเยอะมั่ก เราเมนแมสกี้นะคะ น้ำตาซึมแน้ว น้องมีบทสักที เอ็นดูในความโมโหร้ายและความพูดตัดบทของน้องเขา อธิบายให้นางเอกฟังดีๆหน่อยไม่ได้ ฉาก proxy เห็นบอกว่าเขียนยาก แต่เราว่าเขียนได้ดีแล้วนะ ไม่หลุดคาแรคเตอร์ด้วย วิธีพูดของโทบี้ เท่าที่อ่านตอนนี้ก็ไม่ได้ติดขัดอะไร แล้วแต่ไรท์เลยค่ะ ว่าสะดวกเขียนแบบไหน 555555

    แล้วคือตอนนี้ปมเพิ่มขึ้นอีกแล้ววว เซฟไฟร์เสียความทรงจำ หรือกลับชาติมาเกิด เอ้ะ แต่พวกครีปปี้พาสต้าน่าจะไม่มีวันตายสิ แปลว่านางเอกไม่ใช่ครีปปี้พาสต้ามาก่อน แล้วที่เหมือนจะเดาอนาคตได้อีกอะ เอ่อ... ไม่เดาอะไรแล้วค่ะ 55555555 น่าจะง่ายกว่า เอาเป็นว่า
    รออ่านตอนต่อไปอยู่นะคะ สู้ๆ
    #4
    1
    • #4-1 SilentRain(จากตอนที่ 7)
      23 กุมภาพันธ์ 2563 / 09:51
      คุคุคุ ขอบคุณที่อุตสาห์มานั่งวิเคราะห์นะครับ♡ รอดูบทคุณหน้ากากโมโหร้ายต่อได้เลยค่ะ รับรองว่ามีแน่ๆ (แต่อาจจะนานหน่อยนะ) และที่เห็นไรท์ผูกปมเยอะๆนี่ก็งงเองเหมือนกันครับ 55555
      #4-1