Forest of Memories [ Fic Creepypasta ]

ตอนที่ 3 : The eyes

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 156
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 23 ครั้ง
    30 ส.ค. 63

กึก...


 

เด็กสาวหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง ทบทวนประโยคที่ได้ยินก่อนจะยิ้มกับตัวเองเล็กๆแล้วเดินต่อ


 

"ห้ามหายไปนะ งั้นหรอ? ฮะๆ ดูท่ายัยนั่นจะฝังใจกับข่าวนั่นน่าดูเลยแฮะ..."


 

"แต่เอาจริงๆก็น่ากลัวใช่ย่อยเลยนะนั่นน่ะ ช่วงนี้งดไปเดินเล่นก่อนแล้วกัน" เด็กสาวพูดพร้อมเกาแก้มตนเองเบาๆ


 

ก่อนจะนึกได้ถึงความจริงอีกเรื่องที่น่าหวั่นใจเล็กน้อย


 

"........"


 

"ป่านั่นทางผ่านบ้านเรานี่นา..."


 

.

.

.

.


 

เดินไปเรื่อยๆ จากพื้นคอนกรีตกลายเป็นถนนเส้นเล็ก ตึกราบ้านช่องต่างๆก็เริ่มถูกแทนที่ด้วยธรรมชาติ สองข้างทางเปลี่ยนกลายเป็นสายป่าที่คุ้นเคย มีเสียงนกน้อยร้องเพลงเบาๆลอยมาตามสายลม


 

เด็กสาวผิวซีดหยุดยืนพักเหนื่อยชั่วครู่ สูดหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์บนที่ลาดสูงเข้าไปเต็มปอด


 

"จากโรงเรียนไปบ้านเนี่ย...เดินยังไงก็เหนื่อยแฮะ.."


 

ระหว่างยืนพัก สายตาก็เหม่อมองไปยังทิวทัศน์ของธรรมชาติที่คนเมืองหลายคนคงไม่มีวันได้สัมผัส


 

"ถ้าไม่นึกถึงคดีนั่น ที่นี่คงเหมือนกับสวรรค์ย่อยๆเลยนะเนี่ย.."


 

นึกไปก็พาลโกรธคนก่อคดีขึ้นมา ที่ทำให้ชื่อของป่าแห่งนี้ต้องแปดเปื้อน


 

แต่ถึงโกรธไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรอยู่ดี เด็กสาวจึงตัดสินใจผละจากที่ยืนพักและ

สะพายเป้เตรียมเดินต่อ


 


 


 

[กรอบ]


 


 


 

เสียงกิ่งไม้หักดังขึ้นข้างหลังเด็กสาว ด้วยความตกใจ เธอจึงรีบหันไปหาคนที่อาจจะตามมาทำร้าย


 

แต่สิ่งที่เธอเห็นนั้นเป็นสิ่งที่ใช้คำว่าน่ากลัวยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ...


 


 

ดวงตาสีแดงเลือดดวงใหญ่กำลังจ้องมองเธอจากเงาของต้นไม้สูง ความรู้สึกน่าสะอิดสะเอียนมากมายหลั่งไหลเข้ามาในตัวของเธอ


 


 

ขาเล็กอ่อนแรงลงทันที เด็กสาวทรุดลงกับพื้นถนน ขนบนร่างกายลุกชันขึ้น เธอจ้องมองไปยังดวงตาสีแดงฉาน ก่อนที่มันจะหายไปในชั่วพริบตา


 

"........" เธอพูดอะไรไม่ออก ยังคงนั่งอยู่บนพื้นกรวดและจ้องมองไปที่ที่เห็นดวงตานั่นเมื่อครู่


 


 


 

พลันภาพสะท้อนบางอย่างก็ซัดเข้ามาในหัว...


 


 


 


 

"อะไรกัน เป็นใบ้รึไง?"


 

"เฮ้อ ถ้าไม่กรีดร้องบ้างก็ไม่สนุกสิ"
 


 

"ถึงจะมีเลือดมีเนื้อแต่ไม่แสดงความรู้สึกเนี่ยนะ? อยากรู้จริงๆว่าพวกมันสร้างไอ้ของแบบนี้ขึ้นมาเพื่ออะไร"


 

"แต่เอาเถอะ...จะยอมเก็บไว้ก็ได้ อย่างน้อยเธอก็เป็นเหมือน ของเล่นที่ไม่มีวันพัง ล่ะนะ"


 


 


 


 

".....เมื่อกี้........."เธอพูดออกมาเบาๆด้วยความหวาดกลัว น้ำย่อยรสเปรี้ยวแสบทะลักออกมาจากปากอย่างไม่ได้ทันตั้งตัว เธอนั่งหายใจหอบอยู่สักพัก ก่อนจะรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งตรงกลับบ้านไปในทันที


 

.


 

.


 

.


 

.


 

[ปึง!]


 

เสียงกระแทกประตูบ้านทั้งตอนเปิดและปิดดังลั่นไปทั่ว ทำให้3ชีวิตที่อยู่ในบ้านต้องรีบละจากสิ่งที่ตนกำลังทำเพื่อออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น


 

"เซฟไฟร์ อย่าปิดประตูเสียงดั-- เซฟไฟร์!!"


 

มารดาผู้มาถึงที่เป็นคนแรกส่งเสียงหวีดร้องและรีบวิ่งเข้ามาพยุงตัวลูกสาวที่ทรุดลงไปนั่งอยู่กับพื้น

ทำให้ฝ่ายพ่อและพี่ชายรีบตามมาสมทบ


 

"เกิดอะไรขึ้น!" ผู้เป็นพ่อถามขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่ได้คำตอบอะไรนอกจากภาพของลูกสาวที่ตัวสั่นเทาคล้ายกับลูกนกตกน้ำ ทำเอานายตำรวจเก่าทำอะไรไม่ถูก


 

.


 

.


 

ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แม้แต่พี่ชายผู้ซึ่งสนิทกับเด็กสาวมากที่สุดก็เดาไม่ออก ทั้งสามได้แต่พาตัวเด็กสาวผิวซีดไปนั่งที่โซฟา เธอกอดเอวของผู้เป็นมารดาไว้แน่น


 

"เซฟไฟร์ เกิดอะไรขึ้น" คิวมัสเอ่ยปากถามน้องสาวด้วยความเป็นห่วง ขณะพยายามกุมมือของเธอไว้


 

ผู้ถูกถามไม่พูดอะไร ในดวงตายังเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกที่ไม่มีท่าทีว่าจะสงบลงเลย


 

".........." ทุกอย่างอยู่ในความสับสน ดูเหมือนว่ามีเพียงมารดาที่เริ่มจะตั้งสติได้


 

"พ่อว่า พ่อพาลูกไปหาหมอดีกว่า" ผู้เป็นบิดาลุกขึ้นเเละเดินไปหยิบกุญแจรถยนต์อย่างรีบร้อน


 

"เดี๋ยวค่ะคุณ" ภรรยาของเขาขัดขึ้น เธอมองหน้าเขาเหมือนจะพยายามสื่ออะไรบางอย่าง


 

"......" เขาหยุดชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าเข้าใจและหันไปคุยกับลูกชาย


 

"คิวมัส ลูกพาน้องไปนอนในห้องแล้วอยู่เป็นเพื่อนน้องซะ ล็อคประตูหน้าต่างทุกบานให้เรียบร้อย ห้ามออกไปไหนจนกว่าพ่อกับแม่จะกลับมา เข้าใจไหม?"


 

"หา? หมายความว่าพ่อกับแม่จะออกไปข้างนอกหรอครับ? ในเวลาแบบนี้เนี่ยนะ?" ลูกชายถามด้วยความสับสน


 

คู่สามีภรรยามองหน้ากันแล้วหันมายิ้มปลอบใจลูกชาย


 

"พ่อกับแม่จะไปหาวิธีช่วยน้องจ้ะ" มารดาพูดขึ้นพร้อมกับค่อยๆแกะมือลูกสาวออกจากเอวของตน เธอก้มลงจูบหน้าผากของเด็กสาวที่ยังคงหวาดกลัว คล้ายคำปลอบประโลมว่า 'ไม่เป็นไรนะ'


 

"แต่แค่โทรเรียกหมอก็ได้ไม่ใช่หรอครับ? ทำไมถึงต้องออกไปเองล่ะ?" ลูกชายยังคงถามต่อ


 

ทั้งคู่ได้แต่นิ่งเงียบ ก่อนที่พ่อจะกำชับบุตรของตนด้วยประโยคเดิมและเดินออกจากบ้านไป


 

ทิ้งให้ชายหนุ่มวัย 23 ปีได้แต่นึกสงสัยแต่ก็ปฏิบัตตามที่บิดาสั่งทุกประการ


 

.


 

.


 

.


 

"นี่ เซฟไฟร์ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่" เขาถามน้องสาวที่นอนอยู่บนเตียงในห้องไม้ขนาดเล็กด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสับสนและกังวล


 

"......." ยังคงไม่มีเสียงตอบกลับมาจากเด็กสาวผิวซีดที่นอนอยู่บนเตียง


 

"เฮ้อ....."ชายหนุ่มถอนหายใจ รู้สึกเหมือนมีแค่เขาที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น


 

 

ที่จริงแล้ว เหตุการณ์แบบนี้ไม่ใช่ครั้งแรกหรือครั้งเดียวที่เกิดขึ้น มันเคยมีเหตุการณ์คล้ายๆกันกับตอนนี้ เกิดขึ้นเมื่อตอนที่เขามีอายุได้เพียงสิบปี


 

.


 

.


 

.


 

วันนั้นเป็นวันที่ท้องฟ้าสดใส เขาในวัยสิบปีกำลังจะพาเซฟไฟร์วัยห้าขวบไปเดินเล่นที่สวนหลังบ้าน แต่อยู่ดีๆแม่ก็วิ่งออกมาด้วยท่าทีตื่นตระหนก และอุ้มเด็กทั้งสองกลับเข้าไปในบ้านด้วยความรีบร้อน ตัวเขาในตอนนั้นไม่ค่อยเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่มันดูจะเป็นเรื่องจริงจัง เขาจึงปล่อยให้แม่อุ้มเข้าบ้านแต่โดยดี


 


 


 

ไม่นานนักฝนก็เริ่มตก...

 

มันน่าประหลาดใจนะ ที่อยู่ดีๆฝนก็ตกทั้งๆที่ท้องฟ้าแทบจะไม่มีเมฆเลยด้วยซ้ำ ในวันนั้น พอแม่ปล่อยพวกเขา ผู้เป็นมารดาก็รีบหยิบเสื้อคลุมที่ใส่เป็นประจำแล้วออกไปนอกบ้านทันที คิวมัสในวัยสิบปีตะโกนถามออกไป แม่จะไปไหนน่ะ?


 

หญิงสาวนิ่งเงียบ เพียงแต่หันมายิ้มให้เด็กทั้งสองแล้วรีบปิดประตูออกไป

ไม่นานชายหนุ่มก็วิ่งออกไปหาเธอ เด็กชายได้ยินเสียงทั้งสองคุยกัน หรืออาจจะเป็นการทะเลาะก็ไม่แน่ แต่ไม่นานพ่อก็เปิดประตูกลับเข้ามาด้วยสีหน้าที่มีทั้งความเคร่งเครียดบวกกังวลผสมกันอยู่ และพาทั้งคู่ไปที่ห้องนอน เขาถามพ่อด้วยคำถามเดียวกัน


 

แม่จะไปไหนฮะ?


 

เจ้าหน้าที่หนุ่มเงียบไปเหมือนกำลังคิดคำตอบที่เหมาะสม แต่ก็พูดเพียงแค่เดี๋ยวแม่ก็กลับมา


 


 


 

ประมาณชั่วโมงให้หลังหญิงสาวผมบลอนด์ก็กลับมา เธอกลับมาพร้อมใบหน้าที่ดูเหนื่อยล้า เสื้อคลุมของแม่เป็นรอยข่วนนิดหน่อย ชายหนุ่มรีบออกไปคุยกับเธอข้างนอกห้อง แล้วค่อยเดินมาบอกกับคิวมัสว่า แม่กำลังเพลียๆ อย่าเพิ่งไปรบกวนแม่นะ


 


 


 

ดึกวันนั้น เด็กชายเข้าไปหาแม่ที่ห้อง เธอยังไม่หลับ แต่กำลังนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง เขาเดินเข้าไป เมื่อเธอหันมาเห็น จึงยิ้มให้แล้วอุ้มเขาขึ้นไปนั่งบนตัก คิวมัสเอ่ยถาม แม่ไปไหนมา ท่านยิ้ม แล้วจึงตอบว่า "แม่ยังบอกลูกตอนนี้ไม่ได้ ไว้รอลูกโตพอจะเข้าใจทุกอย่างแล้วแม่จะเล่าให้ฟัง"


 

หลังจากวันนั้นก็ไม่มีใครพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีกเลย


 


 

เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกประมาณสองครั้ง และทุกครั้งแม่ก็มักจะมีสีหน้าเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งก็จะได้ยินแม่พูดเปรยๆกับพ่อว่าจะย้ายบ้านดีไหม แต่จนถึงตอนนี้ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น และเขาก็ยังไม่ได้คำตอบว่าในวันนั้นมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ด้วยความกลัวว่าแม่จะไม่สบายใจ จึงได้แต่เงียบและรอให้แม่บอกเขาเองในวันใดวันหนึ่งที่เหมาะสม


 

.


 

.


 

.

 

ชายหนุ่มวัย 23 ปี ดึงสติตัวเองกลับมาในปัจจุบัน ตอนนี้น้องสาวของเขาหลับไปแล้ว แต่ดูเหมือนความกังวลของเธอจะไม่ได้หลับไปด้วย มือเรียวซีดยังคงกุมมือเขาไว้แน่น เขาได้แต่นึกสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ในตอนนี้คงต้องรอให้พ่อกับแม่กลับมาก่อน หรือไม่ก็ให้เจ้าตัวเล่าเรื่องทั้งหมดเอง


 


 


 


 


 


 

เช้าวันรุ่งขึ้น เด็กสาวลืมตาตื่น ดวงตาสีเขียวหม่นกระพิบขึ้นลง มองไปรอบๆห้องด้วยความเหนื่อยอ่อน แล้วจึงเห็นพี่ชายของตนที่กำลังฟุบหน้าหลับอยู่ที่ข้างเตียง


 

อา....จริงด้วยสิ.....


 

เรื่องเมื่อวาน...


 


 


 


 

เธอจำได้เพียงเมื่อตอนที่เธอกำลังวิ่งกลับมาบ้าน อยู่ๆก็เกิดปวดหัวขึ้นมาอย่างรุนแรง เหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนด้วยความเร็วอย่างน่ากังวล สมองคิดอะไรไม่ออก มีเสียงวิ้งๆดังวนไปมาอยู่ในหู เธออาเจียนไปหลายรอบก่อนถึงบ้าน รู้สึกเหมือนจะมีอะไรบางอย่างทะลักออกมาทางปากและดวงตา พอผลักประตูเปิดเข้าไปได้ก็ล้มลงไปอยู่ที่พื้น จากนั้นเธอก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย..


 


 


 


 

เด็กสาวกลืนน้ำลายอึกใหญ่ กังวลว่าเธออาจจะเป็นโรคอะไรเกี่ยวกับสมองรึอะไรทำนองนั้น แต่ก็ได้แต่ส่ายหัวไปมาให้กับตัวเอง เธอไม่ได้เป็นโรคอะไรสักหน่อย ไม่เห็นต้องกังวลเลย


 


 

เธอถอนหายใจด้วยสีหน้าหม่นหมอง ก่อนจะมองไปที่นาฬิกาบนโต๊ะตามปกติ


 

10:36....


 


 

".........."


 


 


 

'...โรงเรียน....'


 


 


 


 

"อา...วันนี้คง..ต้องลาแล้วสินะ.."


 

เธอยกมือขึ้นนวดขมับของตนด้วยความเหนื่อยใจ แค่นึกถึงว่าจะต้องเจออะไรบ้างวันพรุ่งนี้ก็ทำให้เธออยากฟุบกลับไปนอนเหมือนเดิมแล้ว เธอถอนหายใจยาวๆอีกครั้งด้วยความรู้สึกผิดต่อไม ก่อนจะรู้สึกได้ว่าพี่ชายของตนนั้นตื่นแล้ว


 

"..หืม....อ่า..ตื่นแล้วหรอเซฟไฟร์ เป็นไงบ้าง ดีขึ้นรึยัง"


 

ชายหนุ่มยืดตัวขึ้นและหาวฟอดใหญ่ แม้จะยังสลึมสลืออยู่บ้าง ก็ยังไม่ลืมหน้าที่ที่ต้องดูแลน้องสาว


 

"ค่ะ..ดีขึ้นแล้ว ขอโทษนะคะที่ต้องให้มาเฝ้า พี่เพิ่งกลับมาเองแท้ๆ..."


 

เด็กสาวกล่าวด้วยใบหน้าที่รู้สึกผิด


 

"ไม่ๆ ไม่ต้องขอโทษหรอกน่า เป็นหน้าที่ของคนเป็นพี่อยู่แล้วไม่ใช่หรอ ที่ต้องดูแลน้องน่ะ" ชายหนุ่มพูดขึ้นแล้วยิ้มกว้างให้เด็กสาว


 

แม้อายุจะห่างกันถึงห้าปี แต่พี่ชายยศพลตรีคนนี้ก็ไม่เคยทิ้งครอบครัวไปไหนเลย โดยเฉพาะน้องสาวบุญธรรมที่เค้าห่วงเป็นพิเศษ จนเธอจะเรียนจบพร้อมทำงานอยู่แล้ว เค้าก็ยังไม่วายต้องส่งข้อความมาถามไถ่ทุกครั้งที่ออกไปปฎิบัติภารกิจข้างนอกรัฐ นี่คงเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่มีแฟนเสียที


 

"โถ่ พี่คิว หนูก็ไม่ใช่เด็กอายุห้าขวบแล้วนะ"


 

"ให้อายุเท่าไหร่ก็ต้องดูแลน้องอยู่แล้วล่ะน่า ก็เราเป็นครอบครัวเดียวกันนี่นา"


 

ประโยคสั้นๆเพียงสองประโยคก็ทำให้เด็กสาวนิ่งเงียบไปนาน ความรู้สึกตื้นตันทำให้เจ้าของริมฝีปากบางยิ้มออก แม้เธอจะไม่ใช่ครอบครัวตามสายเลือดของพวกเขา แต่พวกเขาก็ไม่เคยปฏิบัติกับเธอเหมือนเป็นคนนอกเลย ตั้งแต่วันที่เธอได้เข้ามาอาศัยอยู่กับพวกเขา เธอก็มักจะลืมความจริงที่ว่าเธอเป็นเพียงคนนอกครอบครัวไปเสมอ


 

ไม่นานประตูไม้ในห้องเล็กก็เปิดออก


 


 

"อ้าว ตื่นกันหมดแล้วหรอเนี่ย" คุณพ่อโผล่หน้ามายิ้มให้แล้วถามนู่นนี่ตามปกติ


 

ก่อนจะปิดประตูคุณพ่อก็พูดเตือนขึ้นมาอีกเรื่อง


 


 


 

"อ้อ ไปอาบน้ำแปรงฟันกันให้ไวล่ะ เช้านี้มีเรื่องต้องคุยกันเยอะเลย"


 


 

================================================================

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 23 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10 ความคิดเห็น