Forest of Memories [ Fic Creepypasta ]

ตอนที่ 18 : It's raining somewhere else

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 45
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    13 ก.พ. 64

     เมื่อเสียงของไซเร็นดังขึ้น ความโล่งใจที่ถูกกดทับไว้ด้วยความหวาดกลัวก็เริ่มหลุดออก ขาเรียวใต้กางเกงสีน้ำเงินค่อย ๆ หย่อนลงด้วยความเหนื่อยล้า ศีรษะของเด็กสาวค่อย ๆ เอนลงและพิงเข้ากับกระจกที่บานประตูของรถตู้สีขาวน้ำเงิน เซฟไฟร์หลับตาเบา ๆ แต่ใบหน้ายังคงเกร็งอยู่ด้วยความกังวลจากเรื่องที่เกิดขึ้น จนถึงตอนนี้ก็ไม่อยากจะเชื่อว่ามันเกิดขึ้นจริง

 

     เด็กสาวแนบหน้าผากไปกับประตูเหล็กเย็นที่สั่นด้วยแรงกระแทกจากพื้นถนน ต้องขอยอมรับเลยว่าการสั่นของรถยนต์ที่วิ่งด้วยความเร็วคงที่นั้นช่วยทำให้เธอใจเย็นได้มาตั้งแต่เด็ก คงจะเป็นความชอบบางอย่างของเธอละมั้ง..

 

     ทันใดนั้นศีรษะเล็กก็ผุดเงยขึ้นอย่างรวดเร็ว สมองประมวลผลคำพูดที่กล่าวขึ้นกับตนเมื่อครู่

 

          ความเร็ว.. คงที่.. ?

 

     ดวงตาสีเขียวเบิกกว้างขณะมองผ่านไปยังกระจกหน้ารถ ภาพของรถตำรวจทั้งสองคันซึ่งจอดขวางถนนไว้อยู่นั้นเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ ความเร็วของรถคันนี้ยังคงวิ่งอยู่เท่าเดิมและไร้ท่าทีว่าจะลดลง เด็กสาวเริ่มตื่นตระหนก ขนบนผิวกายลุกชันขึ้นอีกครั้ง

 

     เสียงโทรโข่งของเจ้าหน้าที่ที่ดังผ่านหูของเธอไปดังขึ้นเมื่อระยะทางเริ่มลดลง สมองของเด็กสาวนึกคิดอย่างรวดเร็ว ที่จริงแล้วเธอสามารถกระโดดลงจากรถได้โดยมีบาดแผลเพียงเล็กน้อยซึ่งเป็นผลดีมาจากการเรียนป้องกันตัว แต่แล้วไมล่ะ คงจะดีกว่านี้ถ้าเพื่อนสาวไม่ได้หมดสติอยู่ เธอสามารถช่วยไมหาทางเปิดประตูหรือที่กำบังได้ แต่ก็อย่างว่า เพราะความตกใจจากเสียงที่ดังสนั่นอย่างไม่ทันตั้งตัวทำให้เธอหมดสติไปแล้ว

 

     ฉับพลันความคิดที่ดูบ้าบิ่นสิ้นดีก็ไหลเข้ามาในหัวของเธอ

 

     เซฟไฟร์หายใจเฮือกใหญ่ด้วยความประหลาดใจ ไม่เคยนึกว่าตนจะมีความคิดแบบนี้ทั้ง ๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรอบมาโดยตลอด หากนี่ไม่ใช่สถานการณ์ฉุกเฉินเธอคงคิดอะไรได้มากกว่านี้ แต่ว่าอีกนิดเดียวเท่านั้น ระยะทางระหว่างรถตู้และรถตำรวจนั้นห่างกันเกินครึ่งกิโลมาแค่นิดเดียว ถ้าไม่ตัดสินใจทำอะไรตอนนี้ทุกอย่างก็จะสายเกินแก้ แต่ว่า..

 

          ' ชู่ว.. ไม่ร้องนะ..'

 

     ...

 

          ' มันไม่ใช่ความผิด.. ของเธอหรอก..'

 

     ...

 

          ' ดูแลตัวเอง.. ด้วยล่ะ..' 

 

 

          [ เคล้ง! ]

 

     เสียงบันไดลิงเหล็กกระทบกับหลังคารถเกิดเป็นเสียงแหลมฟังดูแสบแก้วหู รองเท้าหนังสีดำปีนขึ้นเหยียบขอบกระจกหลังรถในขณะที่มือก็เกาะราวบันไดที่ยื่นออกมาเอาไว้ เด็กสาวยกตัวขึ้นและถีบส่งตัวเองขึ้นไปบนหลังคารถได้สำเร็จ

 

          ไม่ว่ายังไง.. ก็จะไม่ให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นเด็ดขาด

 

     ลมที่พัดรุนแรงปะทะเข้ากับใบหน้าเนียนของเธอ ดวงตาสีเขียวปิดลงครู่หนึ่งเมื่อรู้สึกว่ามีบางอย่างถูกพัดมาเข้าตา แต่แล้วก็ฝืนตนลืมมันขึ้นและไต่ตามบันไดแนวราบไปด้านหน้าอย่างไม่หวาดกลัว เธอรู้สึกเหมือนจะได้ยินเสียงโทรโข่งดังขึ้นเพื่อพูดอะไรบางอย่าง แต่บางอย่างที่ว่านั้นกลับฟังดูอื้ออึงไม่เป็นคำ ตอนนี้สมาธิทั้งหมดถูกใช้เพื่อเพ่งไปที่เป้าหมายด้านหน้าเท่านั้น

 

          จะเป็นฝันหรือลางร้ายอะไรช่าง 

 

     มือเรียวด้านเอื้อมไปจับบันไดซี่สุดท้ายและดึงมืออีกข้างตามไป ร่างบางค่อย ๆ พลิกฝั่งและหันหลังไปทางด้านหน้ารถ ก่อนจะค่อย ๆ เหยียบกระจกรถไต่ลงไปจนถึงจุดที่ตั้งเป้าเอาไว้

 

          อะไรก็มาทำร้ายไมไม่ได้ถ้าเธอยังอยู่ตรงนี้

 

     เซฟไฟร์บีบราวบันไดแน่นและดันขาให้กระโดดขึ้น ทิ้งน้ำหนักร่างลงกระแทกเข้าที่กระจกหน้ารถจนแตกละเอียด แววระยิบระยับของแสงที่สะท้อนเข้ากับเศษกระจกนับร้อยทำให้ภาพดูเหมือนจะเคลื่อนไหวช้าลง

 

          [ เพล้ง! ]

 

     รองเท้าหนังส้นแข็งทะลุผ่านกระจกเข้ามาและกระแทกเข้ากับเบาะด้านบนของคนขับ ศีรษะของชายสวมหมวกไหมพรมปะทะกับมันเข้าเต็ม ๆ แต่เขากลับดูไร้ท่าทีตื่นตกใจหรือเจ็บปวด 

 

     แม้จะนึกสงสัยกับความถึกเกินมนุษย์ของเขาอยู่ชั่วครู่ แต่สิ่งที่ทำให้เธอตกใจได้จริง ๆ คือดวงตาของเขาต่างหาก

 

          ดวงตาสีแดง

 

     โดยอัตโนมัติ เด็กสาวหันหน้าหนีก่อนจะตั้งสติของตนอีกครั้ง ตอนนี้เธอจะต้องเหยียบเบรกและหยุดรถ แต่การจะหยุดรถที่วิ่งมาเร็วขนาดนี้ในเบรกเดียวนั้นคงทำให้ได้สิ้นชีพกันหมดแน่ โชคดีที่ชายคนขับเหมือนจะไร้สติ เธอน่าจะสามารถผลักเขาและค่อย ๆ เหยียบเบรกให้ทันการได้

 

     เซฟไฟร์เหวี่ยงตัวไปที่ด้านข้างคนขับ พยายามกัดฟันไม่สนใจบาดแผลที่ขาซึ่งถูกกระจกขูดเป็นแนวยาวและมีเลือดไหลซึม เธอออกแรงผลักคนขับชายและเบียดเขาไปเพื่อจะเตะขาเขาให้ออกจากคันเร่ง แต่ก่อนที่เธอจะได้แตะเบรกนั้นเอง

 

          [ ปึก! ]

 

          " อึก- ! "

 

      สติของเด็กสาวแตกกระเจิง ลำแขนหนาของชายที่เธอนึกว่าจะไม่ขยับแล้วรัดเข้าที่ต้นคอของเธออย่างเต็มแรง ริมฝีปากของเธออ้าออกด้วยพยายามจะหายใจ มือเรียวตะปปเข้าที่แขนของเขาตามสัญชาตญาณ ไม่มีผล

 

     เซฟไฟร์ดีดดิ้นไปมาในรอบแขนของเขา กลิ่นบุหรี่และเสื้ออับชื้นจากสเวตเตอร์สีน้ำตาลเก่า ๆ ทำให้เธอมึนหัว ถึงอย่างนั้นสติเพียงน้อยนิดก็ยังพยายามจะให้เธอเอื้อมแขนลงไปจับที่เบรกหลังจากพยายามแตะด้วยเท้าไม่สำเร็จ ใบหน้าสีซีดยิ่งดูซีดลงกว่าเดิม ร่างบางกระเสือกกระสนพยายามจะหนีออกจากแขนหนาซึ่งอาจจะเป็นจุดจบของชีวิต

 

          “ หนีไม่พ้นหรอก แม่ตุ๊กตาน่าเบื่อ ”

 

     เด็กสาวสะดุ้งสุดตัว ลำคอเย็นยะเยือกเพราะขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง แต่ถึงกระนั้นก็กลับรู้สึกว่าน้ำเสียงที่ได้ยินข้างใบหูนั้นช่างเยือกเย็นเสียจนอยากจะหนีไปให้ไกล มันเป็นเสียงที่เธอได้ยินมาหลายครั้งคราวเสียเหลือเกินในช่วงนี้

 

          น่ารังเกียจ

 

     [ เอี๊ยดด!!! ]

 

     เสียงล้อยางหนาเสียดสีกับถนนเกิดเป็นเสียงสั่นประสาทที่ใครหลายคนไม่พึงใจจะฟัง มือสั่นเทาของเด็กสาวนิ่งค้างอยู่บนอากาศ ในเมื่อแม้จะพยายามเอื้อมลงจนสุดแขนแล้วก็ยังทำให้รถหยุดไม่ได้ ทำไมถึงไม่ลองปัดมือขึ้นแทนล่ะ?

 

     นิ้วเรียวได้รูปปัดขึ้นไปยังพวงมาลัยของรถซึ่งตอนนี้ไร้การควบคุม ไม่จำเป็นต้องใช้แรงมากในการทำให้รถตู้คันใหญ่หักหัวเลี้ยวพุ่งเข้าที่ข้างทาง เวลาและภาพรอบกายดูเหมือนจะช้าลงดั่งว่าเธอกำลังเดินทางด้วยแสง สติของเด็กสาวเริ่มล่องลอยออกจากร่าง คงจะจริงที่ว่าเมื่อความตายเฉียดใกล้เข้ามาทั้งภาพของอดีตและสิ่งที่คิดว่าคงลืมไปแล้วจะพุ่งผ่านเข้ามาในหัวเหมือนวิดีโอตัดต่อ แรงเหวี่ยงของรถไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกตื่นตระหนกเมื่อไร้สติ ใบหน้าที่เริ่มเป็นสีม่วงอ่อน ๆ ลอยไปกระแทกที่อีกฝั่งของคันรถเกิดเป็นเสียงดัง แต่ก็คงจะสู้ไม่ได้กับเสียงปะทะที่จะเกิดต่อไป

 

     ถึงอย่างนั้น.. เธอก็ไม่มีสติอยู่ทันได้รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปอยู่ดี

 

     เมื่อสมองขาดออกซิเจน แม้จะเป็นเวลาแค่ชั่วครู่ก็ทำให้คนหมดสติได้ แม้ตาจะไม่ได้ปิดแต่กลับเหมือนว่าดวงอาทิตย์ได้หายไปจากระบบสุริยะ เสียงสุดท้ายที่แม้จะได้ยินแต่ก็อุดอู้เหมือนอยู่ใต้มหาสมุทรไหลแล่นเข้ามาในหัว

 

          “ …กายมนุษย์… … …อ่อนแอ.. ..”

 

     และแล้วเธอก็หมดสติไป

 

. . . . . . 

 

     อากาศเย็น.. แสงสลัว.. และกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ..

 

     เปลือกตาสีซีดของเซฟไฟร์เลื่อนขึ้นเปิดออกอย่างเชื่องช้า เป็นครั้งที่สองแล้วในรอบเดือนที่เธอตื่นขึ้นและพบกับสัมผัสอันเป็นเอกลักษณ์ของโรงพยาบาลสีนวล เด็กสาวนอนนิ่งอยู่กับเตียงผู้ป่วยชั่วครู่ก่อนจะยันตัวลุกขึ้นนั่งพร้อมกับลำคอที่แห้งผาก เวลาผ่านมาเท่าไหร่แล้วนะ

 

          น้ำ..

 

     ดวงตาสีมรกตที่ดูจะหม่นลงกวาดมองไปรอบ ๆ ห้องด้วยความกระหาย ยังคงรู้สึกสลึมสลือเหมือนเพิ่งตื่นนอนจากราตรีอันยาวนาน เซฟไฟร์หันไปทางขวา ด้านบนของโซฟาตัวนุ่มข้างเตียงมีกระเป๋าถือของคุณแม่พิงพนักไว้อยู่ 

 

     เสียงเปิดน้ำจากอ่างล้างหน้าในห้องน้ำดึงความสนใจของเธอไป หลังจากนั้นไม่นานประตูบานใหญ่ของมันก็เลื่อนเปิดออก ร่างของหญิงสาวผมบลอนด์เดินออกมาเงียบ ๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นและหยุดชะงักเมื่อเห็นว่าผู้ป่วยบนเตียงได้สติแล้ว

 

          “ เซฟไฟร์.. ”

 

     ลิเลียเรียกชื่อของลูกสาวด้วยสีหน้าที่ค่อย ๆ เริ่มตกใจก่อนจะรีบรุดเข้ามาหาเธอพร้อมสายตาเปี่ยมด้วยความเป็นห่วง เธอจับมือเด็กสาวเอาไว้ อ้าปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็มีเรื่องที่คิดจะพูดเยอะเกินจนไม่รู้จะเริ่มอย่างไรดี

 

          “ ..เป็นยังไงบ้างลูก ”

 

     แม้จะดูเหมือนมีเรื่องอยากจะพูดมากมายแต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่มารดากล่าวถามขึ้นก็คือถ้อยคำแสดงความเป็นห่วง คิ้วของเธอตกลง ดวงตาอันแสนอ่อนโยนจ้องมองใบหน้าของเด็กสาวซ้ำไปซ้ำมา พยายามทำให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

 

          “ ..หนู.. ขอน้ำ.. ” หลังจากพยักหน้าให้คุณแม่เบา ๆ เธอก็เอ่ยคำขอขึ้น เสียงที่เปล่งออกมาแหบแห้งกว่าที่คิด

 

     ลิเลียหันไปหยิบขวดน้ำอุณภูมิพอเหมาะให้เด็กสาวแทบจะทันทีและเปิดฝาให้ เซฟไฟร์อยากจะแหย่มารดาว่าเธอไม่ได้เป็นง่อย แต่เสียงของเธอตอนนี้นั้นไม่พร้อมที่จะกล่าวถ้อยคำใด ๆ ทั้งนั้น

 

     หลังจากดื่มน้ำแทบจะหมดขวดในคราวเดียวเธอก็รู้สึกดีขึ้น ความรู้สึกและภาพรอบ ๆ ตัวเริ่มกลับมาดูชัดและสดใสกว่าเก่า เด็กสาวนั่งนิ่งอยู่อีกชั่วครู่ ก่อนจะรู้สึกได้ว่ามารดายังคงจ้องมองเธออยู่

 

          “ . . . ”

 

     ริมฝีปากที่ดูเหมือนจะสั่นเล็กน้อยของหญิงสาวเปิดออก เหมือนว่าถ้อยคำบางอย่างจะถูกกล่าวออกมาหากเจ้าตัวไม่ได้กลืนมันกลับไปเสียก่อน ใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความกังวลในตอนแรกเปลี่ยนเป็นค่อย ๆ ยิ้มให้เธอ แม้ไม่ได้กล่าวอะไรเซฟไฟร์ก็รับรู้ได้ว่าแม่เป็นห่วงเธอแค่ไหน แน่ล่ะ หากได้รู้ว่าต้องมาหาลูกสาวในโรงพยาบาลถึงสองครั้งในเวลาไล่เลี่ยกันคนเป็นแม่ก็คงใจหายไม่น้อย

 

          “ ..เซฟไฟร์ เล่าให้แม่ฟังได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น ”

 

     หลังจากอ้อยอิ่งอยู่นานในที่สุดคำถามที่เธอกังวลที่สุดก็ถูกกล่าวออกมา ดวงตาสีเขียวหม่นหลบไปทางซ้ายอย่างกระอักกระอ่วน แม้จะจำเรื่องราวไม่ค่อยได้นักแต่ก็รู้สึกว่าจะทำให้มารดาเป็นห่วงแน่หากพูดออกไป

 

     สุดท้ายแล้วความรู้สึกผิดก็ทำให้เธอเปิดปาก เหตุการ์ณค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นเมื่อได้เล่าให้ใครสักคนฟัง ที่จริงแล้วเธอเหนื่อยเกินกว่าจะย้อนนึกเรื่องราวทั้งหมดในเวลาสั้น ๆ ฉากของเหตุการ์ณต่าง ๆ ไหลออกมาโดยมีลิเลียรับฟังด้วยสีหน้าเป็นกังวลอยู่ใกล้ ๆ ถึงแม้อยากจะดุลูกสาวที่ทำเรื่องไม่เข้าท่าอย่างไรเธอก็ไม่ได้พูดมันออกมา

 

     ดวงตาของเซฟไฟร์เหม่อลอยไปในความทรงจำที่ดูบิดเบี้ยวพิลึก 

 

          “ ..จากนั้นไอ้บ้านั่นก็เอามีดจ่อคอไม.. เขาพยายามจะขู่ให้หนูปล่อยมือแล้วทิ้งไมเอาไว้ แต่สุดท้ายไมก็ไม่เป็นอะไร ก่อนที่หนูจะปล่อยมือผู้ชายคนนั้นก็.. ”

 

     เสียงที่กำลังเล่าเรื่องราวถูกตัดไปกลางคัน ภาพความทรงจำในวินาทีนั้นที่แล่นเข้ามาในหัวชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งเสียงที่ดังขึ้นอย่างกระทันหัน ร่างที่ล้มลง สีแดง..

 

     น้ำย่อยรสเปรี้ยวแสบพุ่งขึ้นมาที่ลำคอของเธอ เซฟไฟร์ยกมือขึ้นปิดปาก ลำไส้เหมือนจะบิดขย้อนเอาความรู้สึกหวาดผวาในตอนนั้นทิ้งไป ตาย.. นั่นคือความตายจริง ๆ ความตายที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตานั้นไม่เหมือนในหนังเลยสักนิด

 

          “ เขา..ล้ม.. แล้วก็เลือด.. เลือดมัน.. ”

 

     เสียงสั่นเครืองของเด็กสาวยังคงพยายามจะเล่าสิ่งที่ได้เห็นออกมา แต่ไม่นานนักก็ต้องหยุดหายไปเพราะริมฝีปากนั้นถูกเม้นแน่นเพื่อคอยกันไม่ให้เธออาเจียนและทำให้ทุกอย่างยุ่งยาก น้ำตาสีใสเอ่อขึ้นที่ขอบตา  เธอกัดฟันแน่นและปล่อยให้พวกมันไหลลงมาเมื่อความอบอุ่นจากอ้อมกอดของมารดาโอบร่างเอาไว้

 

     หญิงสาวผมบลอนด์เม้มปากแน่น เจ้าหน้าที่คนหนึ่งบอกเธอแล้วว่ามีผู้เสียชีวิต ศีรษะที่เป็นรูของเขาคงทำให้เดาได้ไม่ยากว่าสาเหตุการเสียชีวิตคืออะไร แต่สิ่งที่ทั้งเจ้าหน้าที่และเธอลืมนึกไปคือเด็กสาวทั้งสองอยู่ที่ตรงนั้นและน่าจะเห็นเรื่องสลดนี้ด้วยเต็มสองตา

 

     เซฟไฟร์ใช้เวลาอยู่สักพักในการสงบสติตัวเอง แม้ลิเลียจะเสนอแล้วว่าเธอไม่จำเป็นจะต้องเล่าต่อ เด็กสาวก็ยืนยันว่าเธอต้องบอกทุกอย่างให้ครบก่อนที่ความทรงจำนี้จะหายไป แน่นอนเธออยากลืมมันไปให้ได้เสียเดี๋ยวนี้ แต่หากตำรวจต้องการข้อมูลหรือสิ่งที่เกิดขึ้นเธอก็จะไม่สามารถตอบอะไรพวกเขาได้เลย

 

     เด็กสาวฝืนเล่าเรื่องทุกอย่างต่อไป เธอหยุดเว้นไม่กล่าวถึงดวงตาสีแดงนั่น มันแปลก แปลกเกินกว่าจะมีคนสติดีที่ไหนเชื่อได้ แต่เมื่อลองนึกดูหากแล้วเรื่องราวนี้ถูกเล่าไปมันคงจะเป็นการผจญภัยที่ดูตื่นเต้นน่าดู

 

     เสียงการเล่าเรื่องของเด็กสาวขาดห้วงไปอีกครั้ง ฉากสุดท้ายของเรื่องระทึกขวัญเมื่อครู่คงจบลงหากเธอไม่ทันนึกถึงเพื่อนสาวขึ้นมาได้เสียก่อน ในตอนที่รถตู้คันหนาพุ่งชนเข้ากับข้างทางเธอสลบไปพอดี แต่บนรถคันนั้นไม่ได้มีเพียงแค่เธอกับเจ้าโจรลักพาตัวนั่น ไมเองก็สลบอยู่ที่ด้านหลังของรถเหมือนกัน

 

          “ ไม.. ไมล่ะคะ!! ไมปลอดภัยดีรึเปล่า! ”

 

     เซฟไฟร์หันไปหามารดาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก รู้สึกโกรธแค้นตนเองเหลือเกินที่ไม่ทันได้นึกถึงเพื่อนสนิทที่อาจจะโดนลูกหลงกับการกระทำโง่ ๆ นั้นไปด้วย

 

     ฝ่ามืออบอุ่นของมารดาจับเธอเอาไว้ รอยยิ้มปลอบใจปรากฎขึ้นบนใบหน้าเนียนสวยของลิเลีย เธอเข้าใจความรู้สึกเป็นห่วงที่มากเกินพอดีนี้ของลูกสาว ความรู้สึกที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อปกป้องคนสำคัญเอาไว้

 

          “ ไมปลอดภัยดีจ้ะ เธออยู่ที่ห้องข้าง ๆ นี่เอง ”

 

     เสียงอ่อนนุ่มถูกกล่าวขึ้น เธอหวังจะพูดอะไรให้มากกว่านั้นแต่ก็ไม่ได้ทำ เซฟไฟร์แทบจะถลาลงจากเตียงเมื่อได้ยินคำบอกเล่าของมารดา ไม่ได้สนใจสายน้ำเกลือและที่วัดชีพจรเลยซึ่งติดรุงรังอยู่เลยแม้แต่น้อย

 

     ลิเลียรับร่างของลูกสาวเอาไว้ก่อนที่เธอจะตกเตียงได้อย่างทันท่วงที เด็กสาวมองหน้าเธอ แต่ก็รู้ได้ว่าหญิงสาวไม่ได้มีเจตนาที่จะห้าม มือบางบรรจงติดสายน้ำเกลือสีใสให้เข้าที่และนำเสาน้ำเกลือมาให้เด็กสาว เซฟไฟร์ยิ้มตอบขณะที่เดินออกจากห้องผู้ป่วยโดยมีมารดาคอยประคองไว้

 

. . . . . .

 

     ประตูห้องผู้ป่วยถูกเลื่อนเปิดออกหลังจากเสียงเคาะพอเป็นมารยาท บรรยากาศในห้องพักฟื้นของไมไม่ได้ต่างจากเธอเท่าไหร่นัก ม่านสีอ่อนที่เปิดกว้างออกเผยให้เห็นท้องฟ้าสีหม่น กลุ่มเมฆดำตั้งเค้ากันเป็นก้อน ดูท่าว่าอีกไม่นานสายฝนอาจจะร่วงหล่นลงมา ในตอนที่ตื่นขึ้นเธอไม่ได้สังเกตอะไรมากนัก คล้ายจะจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าม่านที่ห้องของเธอเปิดเอาไว้หรือเปล่า

 

     เส้นผมสีน้ำตาลเฮเซลนัทแผ่อยู่บนหมอนใบใหญ่ของโรงพยาบาล เพื่อนสาวยังคงหลับไหลอยู่บนเตียงสีขาว แพทย์ชายดูมีอายุและพยาบาลท่าทางใจดียืนอยู่ที่ข้างเตียงของเธอ เหมือนว่าพวกเขากำลังพูดคุยอะไรกันอยู่ก่อนจะได้ยินเสียงเคาะประตูจากเธอ

 

     เซฟไฟร์ก้าวเข้ามาในห้องอย่างกังวลนิดหน่อย แม้จะพอเข้าใจว่าไมคงจะยังไม่ตื่นแต่ก็ไม่นึกว่าจะมีคนอื่นอยู่ในห้องด้วย แพทย์ชายมองเธอด้วยใบหน้าสงสัยปนกังวลนิดหน่อย คิ้วของเขาขมวดขึ้นบนใบหน้าดูเหนื่อยล้า

 

          “ เซฟิร่า เดวิด, หมอดีใจนะที่เธอได้สติแล้ว แต่เธอควรจะนอนพักมากกว่าออกมาเดินเยี่ยมเพื่อนแบบนี้ไม่ใช่หรอ ”

 

     คุณหมอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงดุ ๆ แต่แล้วก็ถอนหายใจและยิ้มออกมาในภายหลัง ดูเหมือนว่าเขาจะเข้าใจได้ว่าอะไรทำให้เธอลุกออกมาทั้งผ้าพันแผลแบบนั้น

 

          “ เอาเถอะ จะอยู่กับเพื่อนอีกสักพักก็คงได้ล่ะนะ ” คุณหมอกล่าวยิ้ม ๆ

 

          “ อ้อ จริงสิ คุณนายเดวิด เรื่องรายละเอียดน่ะ.. ”

 

     คุณหมอหันไปคุยกับคุณแม่เรื่องการแพทย์ซึ่งเด็กสาวไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่นัก ทั้งคู่เดินออกจากห้องไปในขณะที่พูดคุยกันไปด้วย พยาบาลสาวดูเหมือนจะเดินออกตามไปแต่ก็หันกลับมาหาเซฟไฟร์เสียก่อน

 

          “ เอ่อ.. คุณหมออาจจะลืมบอกเธอไปน่ะ เด็กคนนี้ได้รับผลกระทบทางจิตใจพอสมควรเลยกับเรื่องที่เกิดขึ้น คงจะทำให้จำเหตุการณ์พวกนั้นไม่ได้ทั้งหมดนะ ถ้าหากเธอตื่นแล้วดูเบลอ ๆ ไปสักพักก็ไม่ต้องคิดอะไรมากหรอก ”

 

     คุณพยาบาลยิ้มให้เธอเร็ว ๆ และเดินออกจากห้องตามผู้ใหญ่ทั้งสองคนไป ความเงียบเข้าครอบคลุมห้องสี่เหลี่ยมอยู่ชั่วครู่ เซฟไฟร์หันไปมองเพื่อนสาวซึ่งยังหลงอยู่ในห้วงนิทรา เธอไม่เสียใจเลยสักนิดกับสิ่งที่คุณพยาบาลบอกเมื่อครู่ โชคดีแค่ไหนกันที่ไมไม่ต้องตื่นขึ้นมาและใช้ชีวิตต่อไปโดยมีภาพพวกนั้นคอยติดตาอยู่

 

     เด็กสาวลากเสาน้ำเกลือมาที่เก้าอี้ข้างเตียงและนั่งลง หากใครได้เห็นภาพนี้ก็คงจะคิดว่าน่าขัน ผู้ป่วยที่นั่งเฝ้าผู้ป่วยด้วยกันเอง

 

     ขอบคุณสวรรค์ที่การหายใจทำให้ส่วนอกของมนุษย์พองขึ้นและยุบลง เธอไม่อยากนึกเลยว่าตนจะสติแตกขนาดไหนถ้าหากมองไปที่เพื่อนสาวและเห็นว่าเธอนอนแน่นิ่งไม่ขยับเขยื้อน เซฟไฟร์จับมือของไมเอาไว้ น้ำตาสีใสเอ่อขึ้นที่ขอบตาอีกครั้ง นึกไม่ออกเลยว่าเธอจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไรโดยไร้เพื่อนสนิทคนนี้

 

     แม้บรรยากาศจะชวนเศร้าขนาดไหน จู่ ๆ เสียงหัวเราะอย่างง่วงงันก็ดังขึ้นเบา ๆ ที่ข้างเธอ เซฟไฟร์เงยหน้าขึ้น มองเพื่อนสาวที่ขณะนี้หัวเราะอย่างอ่อนแรงอยู่บนเตียงสีขาว 

 

          “ ร้องไห้อะไรของเธอน่ะ ยัยบ้า ”

 

     ไมยังคงหัวเราะต่อไปทั้ง ๆ ที่แทบจะไม่มีแรงลุกจากที่นอนแนวราบ เซฟไฟร์ยิ้มตามทั้งน้ำตาขณะส่งขวดน้ำให้กับเธอ เข้าใจความกระหายในยามตื่นนอนเป็นอย่างดี

 

          “ เธอนั่นแหละ หัวเราะอะไรใส่คนร้องไห้เนี่ย ”

 

     เด็กสาวถามพลางพยายามซ่อนยิ้มแต่ก็ล้มเหลว ไมดื่มน้ำก่อนจะหัวเราะต่อ

 

          “ ก็หัวเราะคนร้องไห้น่ะสิ! นึกว่าฉากกุมมือร้องไห้แบบนี้จะมีแค่ในหนังซะอีก ”

 

     เซฟไฟร์กุมมือตัวเองไว้ไม่ให้เผลอไปตีเพื่อนสาวที่ยังบาดเจ็บอยู่แต่ก็ส่งสีหน้าไม่พอใจไปให้แทน ไมหัวเราะอีกครั้งก่อนจะยันตัวลุกขึ้นนั่งและอ้าแขนออก

 

          “ โอ๋ ~ มานี่มา ”

 

     เด็กสาวหลุดหัวเราะออกมา เธอลุกขึ้นจากที่นั่งและสวมกอดกับเพื่อนซี้ พยายามไม่ทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บไปกว่าเดิม 

 

          “ เรื่องก่อนหน้านี้มันเบลอไปหมดเลย.. ไม่รู้สิ ฉันจำรายละเอียดไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ขอบคุณที่อยู่ตรงนั้นกับฉันนะเซฟ ”

 

          “ ฮะฮะ เงียบน่า ”

 

     เซฟไฟร์หัวเราะ เธอไม่อยากปล่อยมือจากอ้อมกอดนี้เลยแม้แต่วินาทีเดียว อยากจะลืมทุกเรื่องที่ทำให้หนักหัวและให้ความสำคัญกับแค่ความอบอุ่นนี้เท่านั้น

 

     หน้าต่างบานใหญ่ที่ไม่ได้ปิดม่านไว้แสดงให้เห็นถึงกลุ่มเมฆสีเทาที่ค่อย ๆ จางไป พระอาทิตย์คงกำลังจะกลับมาส่องแสงอีกครั้งในไม่ช้า

 

     ในขณะเดียวกัน.. ที่ทำการตำรวจซึ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกับโรงพยาบาลนัก คิวมัส, แมทธิว และซามูเอลกับตำรวจสืบสวนอีกหลายนายกำลังหัวหมุนกับข้อมูลซึ่งดูจะเป็นไปไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ชายผมบลอนด์ดูอ่อนวัยขมวดคิ้วพลางแตะนิ้วบนโต๊ะไปมาเพื่อแก้เครียด ตรงหน้าของเขามีแผ่นกระดาษข้อมูลของ อดัม แลร์รี่ คนขับรถและหัวหน้าแผนการลักพาตัวเด็กสาวซึ่งตอนนี้อยู่ในโรงพยาบาลวางเอาไว้อยู่

 

     คิวมัสส่งเสียงในลำคอด้วยความไม่เข้าใจ แมทธิวเดินมาแตะไหล่ลูกชายด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์พอ ๆ กัน

 

          “ ผม.. ผมแค่ไม่เข้าใจ คนที่ลงโลงไปแล้วตั้งสามปีฟื้นกลับมาก่ออาชญากรรมใส่คนที่ไม่รู้จักด้วยซ้ำเนี่ยนะ? ”

 

          “ พ่อรู้ แต่เราต้องค่อย ๆ ตามข้อมูลไปเรื่อย ๆ บางทีเอกสารกับร่างอาจจะเป็นของปลอม ถ้าอยากได้ข้อมูลเร็ว ๆ ก็ต้องรอเจ้า ยักษรอดชีวิต นั่นฟื้นก่อน ”

 

     คิวมัสขมวดคิ้ว “ ถ้าอย่างนั้นผมจะไปเอาน้ำมาราดให้มันตื่นเดี๋ยวนี้แหละ ”

 

          “ คิวมัส เราก็รู้กันดีว่ามีกฎห้ามทำอันตรายคนไม่ได้สติอยู่ แถมตอนนี้คงไม่ต้องรอแล้วล่ะ ”

 

     ซามูเอลเดินเข้ามาหาสองพ่อลูกพร้อมกับนายตำรวจอีกคนหนึ่ง

 

          “ อย่ามองฉันแบบนั้นสิ ใช่ จำเลยของเราตื่นแล้วและพร้อมสำหรับการให้การ ”

 

___________________________________

 

     : Happy New Year นะคะรีดเดอร์ผู้น่ารัก! ขอให้ปีนี้เป็นปีที่อ่อนโยนสำหรับทุกคนค่ะ <3

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10 ความคิดเห็น