Forest of Memories [ Fic Creepypasta ]

ตอนที่ 17 : No matter what

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 55
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    30 พ.ย. 63

          " ไม . . ? "

     เสียงเรียบเบาของเซฟไฟร์สูญหายไปในอากาศ สูญหายไปพร้อม ๆ กับเพื่อนสาวที่เดินตามหลังมาเมื่อก่อนหน้า

     เด็กสาวหายใจเข้าออกอย่างตื่นตระหนก ดวงตาสีเขียวกวาดส่องไปทั่วบริเวณอย่างลุกลี้ลุกลน แม้จะรู้ว่าควรใจเย็นไว้ก่อนแต่ก็ทำไม่ได้ ทำยังไงดีล่ะ ทำยังไงดี

          ใจเย็น.. ไมอาจจะแค่เห็นร้านน่าสนใจเลยถูกดึงดูดไป และอาจจะเรียกเธอแล้วแต่เสียงนั้นถูกกลบไปท่ามกลางฝูงชนพวกนี้ก็ได้..


 

     มือเรียวขาวทาบอยู่บนเสื้อเชิ้ตเรียบบริเวณหัวใจของเธอ พยายามกดทับและบีบบังคับให้อัตราการเต้นค่อย ๆ ช้าลง เด็กสาวใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะควบคุมอาการสั่นได้สำเร็จ

 

          แต่ไม่เลย ไม่มีวี่แววของไมที่ไหนเลย..

 

     ทันใดนั้นหัวใจก็กลับมาเต้นเร็วอย่างตื่นตระหนกอีกครั้ง รถตู้คันใหญ่สีขาวฟ้าของบริษัทโทรคมนาคมวิ่งสวนมาอย่างรวดเร็ว แหวกผ่านฝูงคนที่กำลังจับจ่ายถ่ายรูปกันมาดั่งหนีอะไรที่น่ากลัวเกินทน รองเท้าผ้าใบของเด็กสาวรีบดันตัวให้เจ้าของกระโดดหลบไปข้างทางก่อนที่จะโดนเจ้ารถไร้มารยาทเฉี่ยวเข้าจนเกิดแผล

 

          " บ้าเอ๊-!! "

 

     เสียงสบถของเธอดังขึ้นขณะพ้นจากเส้นทางอันตรายแล้ว เอาจริง ๆ ก็ไม่ได้มีแค่เธอหรอกที่ก่นด่าคนขับบนรถคันนั้น แต่ตอนนี้สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือการตามหาเพื่อนสาวที่หายตัวไป

 

     พลันเส้นผมสีร้อนก็ต้องสะบัดเต็มแรงเมื่อศีรษะเล็กหันกลับไป เปลือกตาสีซีดเบิกกว้างเมื่อมั่นใจในสิ่งที่เห็น ไม่ผิดแน่

 

     สายกระเป๋าสีประหลาดที่โผล่พ้นมาบริเวณประตูรถซึ่งดูท่าจะปิดไปอย่างเร่งรีบดึงความสนใจของเซฟไฟร์ไปได้เต็มประดา เธอจำลักษณะที่ราวกับต้องสาปของกระเป๋าซึ่งเพื่อนสาวยอมทุ่มเงินซื้อมาได้ขึ้นใจ ไอ้ของน่าตาพิลึกที่มีขายอยู่ใบเดียวนั่นน่ะ

 

     ขาเรียวยาวดีดตัวพุ่งตามรถคันนั้นไปทั้ง ๆ ที่สมองยังไม่ทันจะประมวลผลเสร็จดี เธอไม่คิดอะไรทั้งนั้นว่านั่นอาจจะเป็นกระเป๋าของใครสักคนที่สายสะพายดันมาเหมือนกันหรืออาจจะมีขายที่อื่น โลจิคทั้งหมดในการคิดถึงความเป็นเหตุเป็นผลหายไปทันทีที่ลองเดาว่าไมอาจจะอยู่ในนั้น

 

     โชคร้ายที่ขาของมนุษย์ไม่มีทางเร็วได้เท่ารถยนต์ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเครื่องจักร แม้จะพยายามวิ่งเต็มแรงแต่ก็เหมือนว่าจะห่างจากเป้าหมายเข้าไปทุกที ความไม่แน่ใจเริ่มซึมออกมาจากต่อมความรู้สึกของเธอ เจ้าของร่างสูงเริ่มผ่อนความเร็วพลางหายใจหอบ ถ้าหากว่าเธอแค่เข้าใจผิดล่ะ ถ้าหากว่าทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่คิดล่ะ


 

          [ ตุบ! ]

 

     แม้เสียงความวุ่นวายของผู้คนโดยรอบจะทำให้การได้ยินของเธอแย่ลง แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเสียงกระแทกกับกระจกรถถึงดังเข้ามาในโสตประสาทของเธอได้

 

     ดวงตาสีเขียวเงยขึ้นมองที่มาของเสียง แม้ตอนแรกจะคิดว่าคงไม่มีหวังเพราะฟิลม์ของกระจกรถนั้นมืดจนเกิดเงาสะท้อน แต่ต่อให้สีดำที่เคลือบอยู่นั้นหนาเพียงไร หากมีผิวหนังของมนุษย์มาแนบด้วยแล้วล่ะก็ไม่มีทางที่จะไม่เห็นแน่ ๆ

 

          [ พรึ่บ ]

 

          [ ปึก!! ]

 

     สเกตบอร์ดของชายที่ขณะนี้ยังคงยืนซื้อฟิชแอนด์ชิพอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวถูกกระแทกลงกับพื้นและขึ้นเหยียบโดยเด็กสาวที่บัดนี้ไม่สนแล้วว่าตนจะทำผิดอย่างไร แม้จะเป็นแค่ครึ่งใบหน้าเธอก็มั่นใจเต็มร้อยว่านั่นคือเพื่อนของเธอที่อยู่บนรถคันนั้น

 

     ดูเหมือนว่าโชคจะเข้าข้างเธอ เมื่อพ้นจากร้านเซเรมิกมือสองถนนก็กลายเป็นทางลาดยาว ขอแค่เพียงทรงตัวให้ดีบนกระดานไม้ ล้อเล็กทั้งสี่อันก็จะพาเธอไปให้เร็วได้เท่ากับรถยนต์ในเวลาไม่ช้าเอง

 

          [ หมับ! ]

 

     มือเรียวซีดคว้าเข้าที่ปลายบรรไดลิงซึ่งยื่นออกมาจากด้านบนรถตู้ทันทีที่ทำได้ แต่เมื่อเท้าข้างแรกถูกยกออกจากสเกตบอร์ดการทรงตัวก็เสียสมดุลทันที เด็กสาวหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความหวาดผวาเมื่อเกือบจะตกจากที่มั่นหลังจากยกเท้าขึ้นมาเหยียบบนแท่นเหยียบหลังรถได้ทันเวลาพอดี

 

     เซฟไฟร์เพ่งมองเข้าไปในรถทันทีที่ทรงตัวอยู่ ในตัวรถนั้นไม่มีเค้าโครงของอุปกรณ์ไฟฟ้าหลงเหลืออยู่เลย เห็นได้ชัดว่าเป็นเพียงรถที่ถูกขโมยมาดัดแปลงเท่านั้น เท่าที่พอจะมองออกได้ลาง ๆ บริเวณส่วนหน้าของรถมีคนอยู่สองคน ส่วนท้ายของรถมีเพียงแค่ไมและชายรูปร่างค่อนข้างใหญ่อีกหนึ่งคนซึ่งกำลังหันหน้าไปทางที่นั่งข้างคนขับและพูดคุยกับอีกคนอยู่

 

     เด็กสาวกัดฟัน แม้จะตั้งสติให้พยายามนึกหาทางช่วยเพื่อนสาวได้อยู่บ้างแต่ก็ใช่ว่าเธอจะไม่ตื่นกลัว ดวงตาของไมจ้องมองมาที่เธอ ใบหน้าที่ถูกปิดปากไว้แสดงให้เห็นถึงความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด เซฟไฟร์บีบมือตัวเองแน่น ต้องช่วยให้ได้ ไม่ว่ายังไงก็ต้องช่วยให้ได้


 

          แต่จะทำได้ยังไงล่ะ..

 

     การทุบกระจกจะเรียกให้พวกคนในรถหันมาสนใจ ตัวผนังรถเองก็หนาเกินไปที่จะหาอะไรมาเจาะ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงยางรถยนต์ซึ่งเเค่ทำให้ขีดข่วนได้ก็ยากแล้ว..

 

     ทันใดนั้นเด็กสาวก็นิ่งไป เธอมองไปยังเพื่อนซึ่งยังคงอยู่ในนั้น ใบหน้าของไมไม่ได้มีเพียงความหวาดกลัวซักหน่อย.. ในตอนนี้น่ะ ไม่ได้มีแค่เธอคนเดียวที่รู้วิธีเตะคน

 

          [ ปึง! ปึง! ปึง! ]

 

          " คืนเพื่อนฉันมานะไอ้พวกส้นเท้าหมา!!! "

 

     เซฟไฟร์ทุบกระจกเข้าเต็มแรงและตะโกนขึ้น ในครั้งแรกมันดึงความสนใจได้แค่ชายที่ด้านหลัง ต่อมาก็เป็นทั้งคันรถ

 

     ชายที่อยู่บริเวณด้านหลังตรงเข้ามาที่กระจกทันที เขาดูตกใจอยู่ชั่วครู่แต่แล้วก็ยิ้มเยาะเมื่อเห็นว่ามีแค่เธอซึ่งเป็นเพียงเด็กผู้หญิงธรรมดา ๆ เท่านั้น เขาหันไปหาเพื่อนอีกคนเพื่อจะกล่าวประมาณว่าไม่มีเรื่องต้องห่วงหรอก

 

     ที่จริงสิ่งที่พวกเขาต้องห่วงน่ะไม่ใช่เธอหรอก แต่เป็นส้นเท้าที่รอเขาอยู่ต่างหาก

 

     โชคดีที่มีแค่มือของไมเท่านั้นที่ถูกมัด เมื่อเขาหันไปเด็กสาวก็เหวี่ยงเท้าขึ้นฟาดหน้าชายร่างใหญ่ทันที และต่อให้แข็งแรงแค่ไหนหากโดนรองเท้าหนังส้นไม้กระแทกหน้าเข้าไปเต็ม ๆ ก็ต้องมีเจ็บกันบ้างนั่นแหละน่า

 

     ชายร่างใหญ่กุมหน้าตนเองด้วยทั้งความตกใจและเจ็บปวด แต่เขาควรจะต้องห่อตัวให้ดีกว่านี้หากรู้ว่าจะโดนถีบเข้ากลางหว่างขาอย่างต่อเนื่อง แม้จะแรงไม่เยอะและไม่เคยเรียนศิลปะการป้องกันตัว แต่คนที่อะดรีนาลีนกำลังหลั่งเพราะตกใจกลัวน่ะยกตู้เย็นได้เลยนะ

 

     เมื่อเห็นเพื่อนร่วมขบวนการลงไปนอนกับพื้นรถชายข้างคนขับก็หันขวับมาทันที ...แต่ก็แค่เขา

 

     เซฟไฟร์ชะงัก โดยปกติแล้วคนขับรถควรจะหันมากระวนกระวายด้วยเหมือนกับเพื่อนของเขาหรือไม่ก็หยุดรถ แต่ไม่เลย ชายสวมหมวกไหมพรมที่กำพวงมาลัยอยู่นั้นไม่มีท่าทีว่าจะวอกแวกหรืออยากหยุดลงมาจัดการเรื่องทั้งหมดแม้แต่น้อย ใบหน้ายังตั้งตรงและมือยังบังคับพวงมาลัยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

     ไม่ใช่แค่เธอที่แปลกใจ แต่ชายอีกคนก็เช่นกัน เขาหันกลับไปยังคนขับรถและตะโกนอะไรบางอย่าง แต่เมื่อเหมือนจะไม่มีหวังเขาก็พุ่งเป้ามาที่ไมแทน

 

     ชายร่างผอมกว่าพยายามที่จะยกขาปีนข้ามเบาะมา เป็นจังหวะเดียวกับที่เพื่อนแสนฉลาดของเธอใช้ของมีคมแถว ๆ  นั้นตัดเชือกที่ข้อมือได้สำเร็จ 

 

     ...แต่ยังไงไมก็เป็นแค่เด็กผู้หญิงธรรมดา ๆ ต่อให้จะโชคดีจนทำร้ายชายคนแรกให้สลบได้แค่ไหน หากเป็นอีกฝ่ายที่ตั้งใจจะสู้อย่างจริงจังล่ะก็ไม่มีทางรับมือไหวแน่

 

     ชายร่างผอมคว้ามีดออกมาชี้ไปที่เด็กสาวผมน้ำตาล ไมถอยออกทันที แน่นอนว่าเธอก็รู้ตัวดีว่าคงไม่มีทางสู้บุคคลตรงหน้าได้ เขาใช้มีดจี้ไปที่คอของไมและหันมามองเธอ นิ้วขาวผอมชี้ไปนอกรถขณะใบหน้ายกยิ้มอย่างผู้ชนะ เป็นการข่มขู่ให้เซฟไฟร์ออกไปซะก่อนที่เขาจะเชือดเพื่อนของเธอทิ้ง

 

     ดวงตาสีมรกตสั่นไหวด้วยทั้งความโกรธและความกลัว เธอทิ้งเพื่อนคนสำคัญไปไม่ได้ ถ้าหากกระโดดลงตอนนี้เธอจะไม่มีวันหารถคันนี้พบอีกเป็นแน่ เธอมองเห็นตั้งแต่ตอนที่วิ่งตามมาแล้วว่ารถคันนี้ไม่มีป้ายทะเบียน แถมหลังจากนี้ต่อให้ตามจนเจอรถทุกอย่างก็อาจจะสายไปแล้ว

 

          แต่เธอก็อยู่บนนี้ต่อไม่ได้เช่นกัน..

 

     ทุกครั้งที่รถสั่นเพราะหินขรุขระบนถนนและมีดเฉียดไปใกล้ลำคอของไมการหายใจของเธอจะขาดห้วงไปทันที ยังไงก็ตามเธอจะต้องลงไปตอนนี้...

 

     เซฟไฟร์มองหน้าเพื่อนสนิทผ่านกระจกหนา เป็นครั้งแรกที่เธอบอกไม่ได้ว่าเพื่อนสาวกำลังจะสื่อความหมายอะไรผ่านดวงตาคู่นั้น ความเสียใจหรือ? ความกลัวหรือ? การบอกลาครั้งสุดท้าย?

 

     เด็กสาวเจ้าของผมสีเพลิงกัดฟันแน่น หยดน้ำตาร่วงลงไหลไปตามใบหน้าเนียนอย่างช่วยไม่ได้ ถ้าหากพวกเขาตั้งใจจะลักพาตัวไมก็คงจะไม่ฆ่าให้ตายในเร็ว ๆ นี้ แต่การที่เขายกมีดขึ้นขู่เช่นนี้ก็อาจจะเป็นไปได้ที่จะฆ่าจริง ๆ ถึงอย่างนั้นการให้พาตัวไปก็คงจะมีโอกาสรอดมากกว่าที่เธอจะดันทุรังอยู่ตรงนี้

 

     เซฟไฟร์ปาดน้ำตากับแขนของตัวเอง แต่ก่อนที่จะปล่อยมือออกจากที่จับนั้น..

 

          [ ปัง!! ]

 

     ลูกกระสุนสีเงินพุ่งออกจากปลอกด้วยแรงจากดินปืนภายในกระบอกเหล็กสีทมิฬซึ่งหันมาจากฝั่งคนขับรถ ตรงเข้าเจาะกลางกระโหลกศีรษะของมนุษย์เป็นเสียงดังสนั่นจนประสาทการได้ยินของเด็กสาวทั้งสองดับหายไป ภาพรอบกายดูเหมือนจะค่อย ๆ เคลื่อนไหวช้าลงเรื่อย ๆ ดวงตาของเซฟไฟร์เบิกค้างเมื่อเสียงกระแทกของร่างที่ร่วงหล่นลงบนพื้นรถดังขึ้นเรียกสติ

 

          กระจกกลายเป็นสีแดง.. จุดสีแดง..


 

          ...สีแดง..?

 

     ตัวเธอในตอนนี้นั้นยังคงประมวลผลไม่ทันกับสิ่งที่เกิดขึ้น ดวงตาที่เบิกค้างแฝงความไม่เข้าใจเอาไว้เต็มเปี่ยม จะโทษเจ้าเสียงที่ดังจนร่างแทบลอยนั้นว่าเป็นต้นเหตุก็คงไม่ได้ ผิวกายเย็นเฉียบขึ้นฉับพลันและจังหวะการหายใจของเด็กสาวก็ผิดเพี้ยนไปทันที

 

     เมื่อภาพรอบกายกลับมาเป็นปกติ มือเรียวที่เคยจับขอบของบันไดลิงเอาไว้แน่นก็แทบจะอ่อนแรงลงและปล่อยให้ร่างของตนร่วงหล่นไปด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ ร่างของชายคนเมื่อครู่นอนสิ้นลมอยู่ที่พื้นสีเทา ของเหลวสีแดงไหลออกจากรอยแผลที่แทบจะมองไม่เห็นของเขามากขึ้นเรื่อย ๆ เซฟไฟร์ตัวสั่นสะท้าน แทบจะถอยกรูดไปด้านหลังหากนึกขึ้นไม่ทันว่าตนยังคงอยู่บนแท่นเหยียบของรถคันยาว นี่มันมากเกินไปสำหรับเธอแล้ว..

 

          [ ตึง! ]

 

     เด็กสาวหันขวับไปทางอีกด้านของภาหนะสี่ล้อทันทีที่เสียงทุ้มกระแทกดังขึ้น ดวงตาเบิกกว้างดั่งคนที่อยู่ในสภาวะช็อคจากสงคราม ร่างบอบบางของเพื่อนสาวในตอนนี้เองก็นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นรถเช่นกัน

 

     เจ้าของความคิดรีบส่ายหัวเพื่อเรียกสติ ไมแค่สลบไปเนื่องจากอาการตกใจก็เท่านั้น ร่างกายของเพื่อนรักยังคงไร้ร่องรอยที่บ่งบอกถึงแผลซึ่งอาจดูอันตรายถึงชีวิต ดังนั้นไม่ต้องเป็นห่วง.. ประโยคหลังนั้นเธอใช้บอกตัวเอง

 

     พลันเสียงแสบแก้วหูของไซเร็นตำรวจก็ดังขึ้นเป็นเหมือนสัญญาณของสวรรค์และการรอดชีวิต ดวงตาสีมรกตมองผ่านกระจกที่ประตูไปยังกระจกด้านหน้าคนขับโดยพยายามเลี่ยงสายตาจากร่างที่แค่เฉียดไปมองก็แทบจะเป็นลม รถตำรวจสีดำขาวสองคันจอดขวางทางสุดซอยซึ่งเป็นสี่แยกเอาไว้พร้อมกับตำรวจที่เธอเองก็ไม่แน่ใจว่ามีกี่นายกำลังใช้เครื่องขยายเสียงบอกให้รถคันนี้หยุดวิ่ง คงจะมีใครสักคนโทรไปแจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อเห็นเธอเกาะอยู่บนหลังรถเป็นแน่ แต่ด้วยเหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน ทำให้สมองของเด็กสาวรับรู้อะไรได้ไม่ดีนัก

 

     แต่ถึงทุกอย่างจะดูบิดเบี้ยวและอื้ออึงก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่เธอสัมผัสได้

 

     คือรถคันนี้ไม่ได้ลดความเร็วลงเลย

 

________________________

 

*สิ่งที่เกิดขึ้นในนิยายตอนนี้มีเรื่องไม่สมเหตุสมผลปนอยู่ด้วย กรุณาใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยนะคะ<3*

ภาพประกอบรถตู้เผื่อใครนึกภาพไม่ออก :

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10 ความคิดเห็น

  1. #10 โซระ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 / 23:23
    คิดถึงไรท์จังเลยค่ะ;_;
    #10
    1
    • #10-1 SilentRain(จากตอนที่ 17)
      1 ธันวาคม 2563 / 05:49
      แง;; ไรท์ก็คิดถึงรีดเหมือนกันค่ะ จะพยายามหาเวลามาอัพให้ได้เดือนละสองตอนดูน้า
      #10-1