สาวน้อยโลลิกับโลกแฟนตาซี

ตอนที่ 1 : บทนำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    10 ธ.ค. 61

บทนำ

บทนำ


“ออมม่าาาาา”


เสียงตะโกนของเด็กสาวตัวป้อมทั้งที่อยู่มัธยมต้น

ปี3แล้วแต่ส่วนสูงของเธอก็ยังไม่เกิน160เลยแม้แต่น้อย. กำลังวิ่งเข้าไปหาเด็กร่างหนาที่สูงกว่าตนราว

10เซน




(ออ้ม)


“อะไรอีกยัยสเมิฟ”


ฉันทักทายร่างเล็กตรงหน้า. พอมองไปด้านหลังก็เจอเพื่อนอีก3คนกำลังเดินมา


“นึกว่าไม่มาแล้วนะออม”


มินเด็กสาวหน้าหมวยสุดสวยและสวยสุดในกลุ่ม

(ตามความคิดของฉัน)เอ่ยขึ้นมา


“หยุดจนจะหมดสิทธิสอบแล้ว. ถ้ากล้าหยุดก็ตกแล้วมั้ง”


ภาพฟ้าเด็กสาวผู้ดูเรียบร้อยสุดในกลุ่มเอ่ยขึ้นมายิ้มๆ


“เข้าแถวกันได้แล้วมั้ง. เพลงชาติขึ้นจนจบแล้วเนี่ย”


ตาลเด็กสาวหน้านิ่งดูสวยแบบสาวไทยเอ่ยขึ้นมา

ทำให้รินสาวน้อยที่วิ่งมาหาฉันหันไปพยักหน้าให้

แล้วพวกเราก็พากันเดินไปเข้าแถว


ฉันมองตามหลังเพื่อนอีก4คนที่เดินนำไป.

จู่ๆก็รู้สึกแปลกๆขึ้นมา

มันก็เป็นแบบนี้เสมอ. ฉันมักเดินอยู่ด้านหลังพวกเขา

พร้อมกับความรู้สึกที่ว่า. …


ฉันเป็นส่วนเกิน


งี่เง่านะว่าไหม


ฉันเมื่อก่อนนะไม่มีเพื่อนหรอก. เป็นแบบนี้ตั้งแต่ประถมแล้วเพราะคุยไม่เก่ง. ส่วนใหญ่ก็คุยกับเด็กใหม่แรกๆดูไปได้ดีพอปรับตัวได้เขาก็หา

กลุ่มอยู่ซึ่งแน่นอนตรงนั้นไม่มีที่ให้ฉัน


ฉันเป็นเด็กสาวที่ค่อนข้างอ้วน. หน้าก็ไม่แย่แต่ก็ไม่ได้สวย.  ส่วนกลุ่มที่ฉันอยู่ตอนนี้ก็มีแต่คนสวยๆ

จนฉันรู้สึกแปลกแยก.


ถ้าถามว่าฉันมาอยู่กลุ่มนี้ได้ไงก็คงเป็นเมื่อปึที่แล้ว

ฉันนั่งคนเดียวตามปกติเหมือนทุกวันแต่มีวันหนึ่ง

จู่ๆ  ริน สาวร่างป้อมดูน่ารัก ก็เข้ามาคุยไม่สิเรียกว่า

มาแย่งขนมมากกว่า แต่เป็นแบบนั้นไปสักพักพอรู้ตัวอีกที่ก็กลายเป็นเพื่อนกันแล้ว. หลังจากนั้นเพื่อนสนิทของรินหรือก็คือภาพฟ้านั้นแหละก็ได้

ไปบอกเบลสาวสวยในห้องว่ารินแอบด่าเบล

ลับหลังทำให้เบลโมโหจนมาถามรินตรงๆพร้อมคลิป

เสียงของภาพฟ้า. รินโมโหมากเลยมาคุยกับฉัน

เพราะโกรธภาพฟ้า. นานวันไปฉันรู้สึกว่าเราสนิทกันมากขึ้นเรียกว่าไงดีล่ะ. รินนะชอบพูดส่วนฉันนะ

ชอบฟังเลยทำให้รินดูสบายใจเมื่ออยู่กับฉันเธอบอกว่าเธอไม่ชอบภาพฟ้าตรงที่หวงเพื่อนภาพฟ้าชอบให้เพื่อนสนใจตนยิ่งเพื่อนสนิทด้วยแล้ว. และรินก็ชอบ

อิสระทำให้รินอึดอัด. เวลาผ่านไปฉันก็ได้รู้จักกับ

เพื่อนอีกสองคนคือ. มินและตาลฉันไม่ค่อยสนิทกับพวกเธอเท่าไรเพราะนิสัยพวกเราต่างกันมาก

จนจบปีการศึกษาปีที่2เราขึ้น ม.3แล้วและภาพฟ้าก็

ได้เข้ามาในกลุ่มเพราะภาพฟ้าคืนดีกับรินแล้ว

ทั้งสองคนดูเข้ากันดีนะ. รินไม่ค่อยพูดกับฉัน

เหมือนเมื่อก่อน มันงี่เง่ามากที่ฉันดันมาน้อยใจเพราะเรื่องแค่นี้  เลยพยายามเก็บความรู้สึกเอาไว้

ไม่แสดงออกมาโดยมักแทนที่มันด้วยรอยยิ้มหรือไม่ก็ทำเป็นไม่สนใจ



“ออม. เลิกเรียนแล้วนะ. เป็นอะไรรึเปล่าเงียบมาตั้งแต่เช้าแล้วนะ”


รินถามออกมา. อ่า..การที่ฉันเงียบทั้งวันคงแปลกสินะ


“ไม่มีอะไรหรอก แค่ปวดหัวนิดหน่อย”


ฉันตอบไปพร้อมยิ้มบางๆ.


วันนี้รินขอมาส่งฉันที่บ้านล่ะ. คงมีอะไรอยากจะคุย

ล่ะมั้ง


“ออ้ม. แกโกรธเค้าป่ะ”


จู่ๆรินพูดขึ้นมา


“โกรธเรื่องอะไรล่ะ”


ฉันแสร้งถามไปถึงแม้จะรู้อยู่แล้วก็เถอะว่าเรื่องอะไร


รินไม่ใช่คนโง่


“ก็เรื่องที่เค้าดึงแกเข้ามาในกลุ่มแต่ดันทิ้งไว้แบบนั้น”


รินรู้ทันฉันเสมอ


แต่ถึง...แบบนั้นฉันก็…


“ไม่โกรธหรอกน่าา. แกมีสิทธิของแกเค้าโกรธไม่ได้หรอก”


ฉันพูดไปพร้อมเปิดประตูบ้าน


“เค้ารู้นะว่าแกก็โกรธ. ที่เค้าทิ้งแกแบบนั้น…”


“งี่เง่า เค้าไม่เคยคิดแบบนั้นหรอก”


ฉันปฏิเสธไป. พร้อมทั้งยิ้มออกมา


“หรอ จริงๆนะหรอ?”


รินถามออกมา


“ฉันไม่คิดอะไร งี่เง่า แบบนั้นหรอกนะ”


“ออ้ม แกรู้สึกอะไรก็บอกดิ อย่าเงียบแบบนี้

แกดูเหมือนคนบะ….”


“ริน!!! เธอควรกลับบ้านได้แล้วนะ นี่ก็เย็นแล้ว”


ฉันบอกกับรินพยายามระงับความโกรธที่พุ่งออกมา


รินทำเพียงถอนหายใจแล้วเดินจากไป


“ดีแล้ว. ขืนปล่อยให้ยัยนั้นพูดจบฉันคงสติแตกพอดี”


ฉันพึมพัมพร้อมก้าวเข้ามาในบ้านที่เงียบสงบ

พ่อฉันไปทำงานต่างจังหวัด. ส่วนแม่ก็แยกจากพ่อไปตั้งแต่ฉัน ป.4แล้ว พี่สาวฉันก็ไปอยู่กับแฟน

น้องก็ไปอยู่กับน้า. หลานก็ไปอยู่กับป้า. ตอนนี้เลย

เหลือแค่ฉัน.  ตั้งแต่เกิดฉันนะไม่เคยงอแงหรือออ้น

พ่อแม่เลยคุณเชื่อไหม. ฉันนะทำงานตั้งแต่เด็ก

จนการออ้นหรืองอแงที่เด็กทั่วไปทำ มันทำให้ฉันรู้สึกออ่นแอ. สุดท้ายก็ไม่เคยออ้นหรืองอแงให้ใครเห็นง่ายๆ เพราะด้วยรูปลักษณ์แล้วก็ยิ่งทำให้ไม่กล้าแสดงท่าทีแบบนั้น


อ๋อ..จริงสิ  มีอีกอย่างฉันไม่ได้บอกพวกคุณเลย


ฉันคิดว่า ฉันเป็นบ้าล่ะ. ถึงแม้ไม่ชอบที่คนอื่นเคยว่าฉันบ้าแต่ลึกเเล้วฉันก็รู้..


ว่าฉันไม่ปกติ



ทำไมนะหรอ.


.ก็หลายๆครั้งฉันมักรู้สึกอยากลองฆ่าเพื่อนหรือไม่ก็ถลกหนังคนรอบข้างดูสักครั้ง. อยากลองใช้มีดกรีดแขนหรือไม่ก็แท่งตัวเองแต่ก็ดันไปนึกถึงเรื่องศีลธรรมที่ถูกสอนตั้งแต่เด็กก็ทำให้ไม่กล้าขึ้นมาซะงั้น


แต่มันมักควบคุมไม่ค่อยได้ตอนโกรธฉันเลยพยายามไม่โกรธพยายามระงับอารมณ์ตัวเอง

ถึงบางครั้งจะเพลอตวาดและมองเพื่อนด้วยสายตาอยากฆ่าไปบางก็ตามแต่พวกเขาคงไม่รู้สึกหรอก


เฮ้อ...ถ้าได้ไปโลกที่ฆ่าใครก็ได้ก็คงจะดีไม่น้อยเลย













วันนี้ฉันก็อาบน้ำทำงานตามปกติเข้านอนตามปกติ

แต่ที่ไม่ปกติคงเป็นเสียงที่ดังก้องในหัวฉันเหมือนทุก

ครั้งแต่มันแปลกออกไป


“นี่ สาวน้อย ได้ยินฉันไหม”


เพราะมันสามารถตอบฉันได้ไงล่ะ


“หึหึ  ได้ยินสินะ. ฉันนะได้ยินความปราถนาของเธอด้วยล่ะ….“


ความปราถนางั้นหรอ


“ใช่แล้วล่ะ. นิ อยากไปโลกที่ฆ่าคนแล้วไม่ผิดไม่ใช่หรอฉันพาไปได้นะ”


จริงหรอ


ฉันถามเสียงนั้นไป


“ใช่แล้ว. อยากไปไหมล่ะ”


ก็อยากนะแต่ว่า..


“อยากสินะงั้นก็ไปสิ”




หลังจากจบคำพูดของเขาฉันก็รู้สึกเหมือนตกจากที่สูง ลืมตาไม่ขึ้นเลยล่ะ


อึก. เจ็บจัง

.




0 ความคิดเห็น