โอวสายลม แสงแดด กลิ่นไอของพื้นดินและพื้นหญ้าช่างรู้สึกดีอะไรขนาดนี้นะ >.< เฮ้อ เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าการนอนเดี้ยงอยู่โรงพยาบาลเป็นอะไรที่ไม่สะดวกสบายอะไรสุดๆ ให้ตายสิ รู้ซึ้งคราวนี้เลยว่าอิสรภาพในโลกภายนอกช่างแสนสุขอะไรขนาดนี้
นึกไพล่ไปถึงเหตุการณ์ที่ทำให้ฉันต้องระเห็จตัวเองไปอยู่โรงพยาบาล วันที่ 15 มี.ค. 2549 [จำไปจนตายเลย] ซึ่งเป็นวันประกาศผลสอบปลายภาคของโรงเรียนที่ฉันอยู่ เหอๆๆๆ เห็นเกรดแล้วไม่อยากกลับบ้านเลยให้ตาย 3.82 >.< ทำไมได้แค่นี้ฟ่ะ เฮ้อ ฉลองปิดภาคเรียนด้วยการที่ให้กล้วยเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวเรื่อ เอาล่ะ ^^ พออิ่มท้องก็ถึงเวลากลับไปทำศึกแล้ว สู้ๆ
เมื่อเดินออกจากร้านก็ไปขึ้นมอเตอร์ไซค์รับจ้าง โหะๆ กลับบ้านเรา~~ พอกระโดดขึ้นขี่มอเตอร์ไซค์ปุบ ออกตัวไปได้นิดนึงก็รุ้สึกหมือนโดนกระแทกอย่างแรง จากนั้นก็จำไม่ได้อีกเลย
ไปรู้สึกตัวอีกทีที่โรงพยาบาล มึนหัวสุดยอด แสบที่หน้าแล้วแล้วเจ็บที่หัวมากๆ ได้ยินเสียงหมอคุยกันบอกว่าสมองอาจกระทบกระเทือน ทำให้มีเลือดคั่ง อาจต้องผ่าตัด แต่ตอนที่ได้ยินตอนนั้นรู้สึกเหมือนว่าจะทำอะไรก็รีบทำเถอะปวดจะตายอยู่แล้ว จากนั้นก็อ้วกไปสามสี่รอบ เหอๆๆ หนูไม่ได้อยากทำพื้นห้องไอซียูสกปรกหรอกนะค่ะหมอ >.< แต่จะให้ทำยังไงล่ะ ก็คนมันคลื่นไส้จนทนไม่ไหวนี่นา จำได้ว่าจากนั้นก็โดนเข็นเตียงไปเอ็กซเรย์ แล้วก็หลับไปเลย
ตื่นมาอีกทีตอนที่คลื่นไส้รอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ จะว่าไปก็นึกเสียดายก๋วยเตี๋ยวเรือที่กินไปเหมือนกันนะเนี่ย แย่จัง ออกมาเกลี้ยงเลย ตอนดึกมีคนมาเยี่ยมเยอะแฮะ ไม่ทราบว่ามาดูใจกันหรือไงค่ะ หนูไม่เป็นไรมากซะหน่อย[มั้ง] ก็แค่ความดันต่ำ แล้วก็ต้องใช้สายอ็อกซิเจนช่วยหายใจ เออ แล้วก็ต้องตรวจเลือดและความดันชั่วโมงล่ะครั้ง ตรวจความดันน่ะแค่นิดหน่อย ยังพอทน แต่ว่าเลือดเนี่ย ตกลงว่าเจ๊พยาบาลเอาเลือดหนูไปตรวจหาค่าความเข็มข้นหรือว่าหนูกำลังบริจาคเลือดกันแน่ค่ะ อยากร้องดังๆให้ก้องโรงพยาบาลเลยว่า
/มันเจ็บนะโว้ย/
/มันเจ็บนะโว้ย/
วันต่อมาก็ยังมีคนไปเยี่ยมไม่ขาด เหอๆๆ พี่บู ฉันตกมอเตอร์ไซต์หัวกระแทกพื้นนะ จู่ๆมาเล่าเรื่องเขย่าประสาทให้ฟัง เล่นเอาคิดหนักชนิดที่ขอยาแก้ปวดแทบไม่ทัน แต่ก็ต้องขอบคุณพี่อยู่ดีที่คอยคุยเป็นเพื่อนยามเหงา แม้ว่าจริงๆแล้วพี่จะพูดอยู่คนเดียวก็เถอะ ขอบคุณพี่วูม[สุดหล่อ] สำหรับความเงียบสงบยามที่น้องสาวของเพื่อนคนนี้อยากพักผ่อน [พี่น่าจะไปเปิดสำนักฝึกสมาธินะรุ่งแน่] ขอบคุณพ่อกับแม่ที่คอยนอนเฝ้าทุกๆคืนตลอดเวลาที่อยู่โรงพยาบาล
พอวันที่สาม วันนี้เป็นวันแรกที่เห็นหน้าหมอที่รักษาฉันชัดๆ OoO อะโห หล่อมักมาก อายุน่าจะไม่ถึง 30 คงอยู่ราวๆ 26-27แต่พอเห็นหน้าหมอแล้วนึกไปถึงเรื่องที่หมอพูดเมื่อหลายวันก่อน เรื่องที่จะผ่าตัวสมองฉัน หมอน่าจะไปขอบคุณพระเจ้านะค่ะที่ปั้นหมอออกมาหล่อบาดใจสาวขนาดนี้ เพราะหนูกะว่าจะให้พี่สั่งเก็บหมออยู่พอดีค่ะ อยู่ๆดีๆคิดจะมาผ่าหัวคนอื่น
ถ้าถามว่าอยู่โรงพยาบาลแล้วมีแต่ความน่าเบื่อเหรอ มันก็ไม่ใช่ซะทีเดียวหรอก ตอนวันที่ 4 พ่อกลับไปทำงานเพราะว่าฉันไม่เป็นอะไรแล้ว พรุ่งนี้ก็กำลังจะกลับบ้านแล้ว ^U^ ส่วนแม่ก็ลงไปซื้อของ พี่บูไปนั่งเหล่พยาบาลแถวเคาวน์เตอร์ เหลือก็แต่พี่วูมที่นั่งเฝ้าฉันอยู่คนเดียว นึกสงสารพี่แกเหมือนกันนะเนี่ย ไม่ใช่กงการอะไรซักหน่อย อยู่ดีๆก็ดันต้องมาเฝ้าเด็กที่ได้ชื่อว่าเป็นน้องเพื่อน โฮะ รู้สึกปวดมวลในกระเพาะปัสสาวะ เอาไงดีเนี่ย พี่ตัวเองก็ไม่อยู่ แม่ก็ไม่อยู่ แต่เอาก็เอาวะ ฉันต้องบอกพี่วูมอย่างเสียไม่ได้ว่าอยากเข้าห้องน้ำ นี่เฮียคิดไรมาก ทำไมต้องหน้าแดงด้วยเนี่ย แน่นอนพี่วูมต้องเป็นคนพาฉันเข้าห้องน้ำ นี่ถ้าฉันเดินเองได้ก็ไม่อยากพึ่งพี่หรอกนา บ้าชะมัด
ตอนนี้ก็ออกจากโรงพยาบาลมาได้ 3 วันแล้ว^O^ แต่อาทิตย์หน้าต้องไปตรวจอีก -_- ฉันไม่ชอบกลิ่นโรงพยาบาลเอาซะเลย
แต่เพราะอุบัติเหตุครั้งนี้เองที่ทำให้ฉันรู้ว่า การที่เราคิดจะฝากฝังอะไรไว้กับวันพรุ่งนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่ากระทำเลย หากอยากทำอะไรก็ให้รีบทำซะ ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้ทำอีก หากอยากทำอะไรก็ทำซะเดี๋ยวนี้ โอกาสไม่ได้มีบ่อยๆ ตอนที่เกิดอุบัติเหตุใครจะรู้ว่าว่าเรารอดมั้ย ถ้าเราไม่โชคดีเหมือนครั้งนี้ล่ะ ใครบ้างที่ต้องเสียใจเพราะเรา เราไม่อยากให้พ่อแม่ต้องเสียใจ ไม่อยากให้พี่ต้องมาทำหน้าเศร้า อยากเห็นพี่หัวเราะแบบบ้าๆบอๆตามแบบฉบับ อยากโดนแม่ด่าที่ได้เกรดน้อย อยากให้พ่อตวาดที่ไม่ยอมกินข้าว
อยากเห็นภาพแบบนี้..
มากกว่าภาพแววตาเศร้าๆกับหยาดน้ำตา
-ดาวพเนจร-
ความคิดเห็น