Daopanejorn
ดู Blog ทั้งหมด

เลือดXน้ำตาXความรักของแม่

เขียนโดย Daopanejorn

เลือดXน้ำตาXความรักของแม่

>>
>>ตึกเซนต์หลุยส์มารี โรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถม ราวกลางปี พ.ศ.2539

>>
>>"มิสคะ ช่วงพักเที่ยงจะมีผู้ปกครองมารอพบสองท่านที่หน้าห้องรับรองค่ะ"

>>
>>โทรศัพท์แจ้งจากห้องประชาสัมพันธ์ทำให้มิสอุไรพร นาคะเสถียร

>>ครูสาวประจำระดับชั้นป.4

>>รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยเพราะจำได้ว่ามีการโทรนัดหมายจะมาพบจากคุณแม่ท่านหนึ่งเพียงท่านเดียวในวันนี้

>>เอ...ใครล่ะนี่ จะมีเรื่องอะไรรึเปล่านะ

>>เมื่อมิสอุไรพรเดินมาถึงหน้าห้องประชาสัมพันธ์

>>ครูสาวก็แทบยกมือรับไหว้จากสุภาพสตรีทั้งสองท่านไม่ทัน

>>หากก็รู้สึกแปลกใจที่เห็นคุณแม่ท่านหนึ่งยกมือไหว้แต่เพียงแขนข้างเดียว

>>อย่างไรก็ตามมิสได้เชิญคุณแม่ท่านแรกเข้าไปคุยก่อนตามลำดับการนัด

>>โดยเก็บงำความแปลกใจไว้

>>

>>หลังจากคุยกับคุณแม่ท่านแรกเสร็จ

>>มิสจึงเชิญคุณแม่อีกท่านเข้ามาคุยในห้องรับรอง

>>ภาพแรกที่ได้เห็นชัดๆทำให้ครูสาวตกใจเล็กน้อย

>>แขนซ้ายของคุณแม่เป็นแขนเทียม

>>คุณแม่มาปรึกษาเรื่องการเรียนของลูก

>>เพราะไม่ได้มาในวันนัดพบผู้ปกครองประจำปีเมื่อต้นปีการศึกษาที่ผ่านมา

>>"ลูกเขาไม่อยากให้มา เขาว่าเขาอายที่แม่ใส่แขนเทียมกลัวโดนเพื่อนล้อ

>>แม่มาที เพื่อนก็ล้อกันประจำว่าแม่แขนเดียว

>>แม่เป็นหุ่นยนต์เหรอ อะไรนี่น่ะค่ะ เลยไม่ได้มา"

>>น้ำเสียงของคุณแม่แฝงแววเอ็นดูมากกว่าที่จะโกรธหรือไม่พอใจ

>>มิสอุไรพรขออนุญาตซักถามเกี่ยวกับสาเหตุที่คุณแม่ต้องใส่แขนเทียม

>>เมื่อได้ทราบความจริงทั้งหมดครูสาวก็ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะต้องจัดการเรื่องที่ลูกไม่ยอมรับ

>>และไม่เข้าใจแม่นี้โดยเร็วหากปล่อยเรื่องนี้ไป...ก็จะเป็นบาปอันหนักยิ่งติดตัวเด็กไปในภายหน้า

>>ทั้งตัวลูกชายและคนที่ล้อเพื่อนด้วย

>>

>>ช่วงเย็นวันนั้นมีชั่วโมงลูกเสือแต่ฝนตกหนัก

>>มิสอุไรพรจึงได้โอกาสนำเรื่องนี้มาเล่าให้นักเรียนฟังในห้องเรียน

>>เรื่องราวที่ว่านั้น มีดังต่อไปนี้

>>วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2536

>>หลังวันแม่เพียงไม่กี่วัน...

>>ครอบครัวหนึ่งได้เดินทางไปเที่ยวนากุ้งที่จังหวัดสตูล

>>ครอบครัวนี้ประกอบด้วยคุณพ่อ คุณแม่ และลูกชายอีกสามคน

>>พวกเขาเดินชมนากุ้งไปตามทางเดินซึ่งเป็นคันดิน

>>ท่ามกลางบรรยากาศสดชื่นของธรรมชาติ

>>โดยคุณพ่อเดินนำหน้ากับลูกชายคนโตสองคน

>>ส่วนคุณแม่เดินตามหลังมากับลูกชายคนเล็ก

>>ทางเดินที่เป็นคันดินนั้นมีการแบ่งเป็นท้องร่องเพื่อติดตั้งระหัดวิดน้ำ

>>ซึ่งมีใบพัดทำจากเหล็ก สูงจากคันดินราว 25ซม.

>>คุณพ่อและลูกคนโตสองคนก็ข้ามท้องร่องแล้วเดินนำต่อไปข้างหน้า

>>ไม่มีใครฉุกใจคิดระวังถึงเหตุร้าย

>>แต่แล้วลูกชายคนเล็กกลับก้าวพลาดล้มลงไปในท้องร่อง

>>ขากางเกงเข้าไปติดกับร่องของ

>>ระหัดวิดน้ำที่กำลังหมุนอยู่และฉุดขาของลูกทั้งสองข้างเข้าไปในใบพัดเหล็ก

>>

>>"ถ้าเป็นพวกคุณ น้องตกลงไปอย่างนี้คุณจะทำอย่างไร"

>>มิสหยุดเรื่องไว้ก่อนเพื่อซักถาม

>>มองหน้าเด็กนักเรียนทั้งห้องที่นั่งเงียบกริบ

>>หน้าซีด โดยเฉพาะ "ลูกชาย" ของคุณแม่ท่านนั้น

>>

>>"ทุกคนตกตะลึงใช่มั้ย

>>คิดไม่ทันใช่มั้ยแต่นักเรียนรู้มั้ยว่าคุณแม่ท่านตัดสินใจทำอย่างไร"

>>คุณแม่ไม่ยอมเสียเวลาคิดอะไรเลย ท่านรีบเอามือขวายึดดึงตัวลูกเอาไว้

>>แล้วเอาแขนซ้ายที่ว่างอยู่เข้าไปขวางใบพัดเหล็กไว้ก่อน...ใบพัดจึงหมุนเอาแขนของคุณแม่เข้าไป

>>คนงานที่เห็นเหตุการณ์รีบปิดเครื่องทันที

>>แต่แรงเฉื่อยทำให้ใบพัดยังหมุนต่อด้วยกำลังแรง...แรงจนกระชากแขนซ้ายของคุณแม่

>>ขาดสะบั้นลง!

>>คุณแม่กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัสสติสัมปชัญญะดับวูบลงในทันที

>>ท้องร่องทั่วบริเวณแดงฉานไปด้วยเลือด...เลือดของแม่...

>>ใบพัดเหล็กยังหมุนต่อไปอีกเล็กน้อยและบดเอาขาทั้งสองข้างของลูกชายคนเล็กจนกระดูกหัก...แต่ไม่ขาด

>>ที่ไม่ขาด...เพราะแขนซ้ายของแม่ขาดแทน...

>>ที่ไม่ขาด...เพราะแม้จะไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะมือขวาของคุณแม่ก็ยังยึดตัวลูกเอาไว้แน่น...ไม่ยอมปล่อย

>>...

>>คุณพ่อและลูกคนโตทั้งสองคนหันกลับมามองตามเสียงตะโกนเอะอะโวยวายของคนงานพร้อมๆ

>>กับเสียงกรีดร้องของคุณแม่

>>ภาพที่เห็นทำให้พวกเขาช็อกจนแทบสิ้นสติ!

>>คุณพ่อกระโจนพรวดเดียวถึงตัวคุณแม่และลูกน้อย

>>แต่...มันสายเกินไปแล้ว!

>>สิ่งเดียวที่ทำได้คือรีบพาสองแม่ลูกส่งโรงพยาบาลทันที

>>ผลของการรักษาคือคุณแม่ต้องใส่แขนเทียมแทนแขนซ้ายที่ขาดไป

>>ส่วนลูกคนเล็กที่ขาหักต้องอยู่โรงพยาบาลนานราวสามเดือนจึงสามารถเดินเหินได้เป็นปกติ

>>

>>มิสอุไรพรกวาดสายตามองไปรอบๆห้อง ถามขึ้นอีกว่า

>>"นักเรียนคิดว่าคุณแม่ท่านนี้กล้าหาญมั้ยคะ"

>>

>>"กล้าหาญมาก"

>>เด็กๆพากันตอบเป็นเสียงเดียวกันพลางพยักหน้า

>>หลายๆคนยังหน้าซีดเซียวเมื่อนึกภาพเหตุการณ์ไปตามที่ครูเล่า

>>มิสมองหน้า"ลูกชาย" ของคุณแม่แล้วบอกต่อว่า

>>"นักเรียนทราบมั้ยว่าคุณแม่ท่านนี้เป็นคุณแม่ของเพื่อนเราในห้องนี้เอง

>>ไหน ใครเป็นลูกของคุณแม่ท่านนี้ ยืนขึ้นให้เพื่อนเห็นหน่อยสิ"

>>

>>เด็กนักเรียนคนนั้นยืนขึ้นท่ามกลางเสียงปรบมือของเพื่อนทั้งห้อง

>>"วันนี้เมื่อคุณกลับไปบ้านมิสฝากเรียนคุณแม่ด้วยว่าพวกเราชื่นชมและยกย่องท่านมาก จริงมั้ยพวกเรา"

>>

>>"จริงครับๆ ใช่ครับๆ" เสียงเล็กๆตอบมาเป็นทางเดียวกัน

>>

>>"มิสได้ทราบมาว่ามีหลายๆคนไปล้อเลียนเพื่อน

>>ไหนคนไหนบ้างคะที่เคยล้อคุณแม่เขา

>>ถ้ามี เราเป็นลูกผู้ชายต้องกล้ารับค่ะ"

>>

>>มีนักเรียน 3-4 คนยืนขึ้น สีหน้าของแต่ละคนซีดเซียวอย่างสำนึกผิด

>>มิสอุไรพรมองหน้าของเด็กกลุ่มนี้ อย่างอ่อนโยน ถามว่า

>>"ดีมากนักเรียน ตอนนี้คุณคงอยากพูดอะไรกับเพื่อนใช่มั้ยคะ"

>>

>>เด็กชายกลุ่มนั้นเดินเข้าไปโอบกอดคอแล้วกล่าวขอโทษเพื่อนด้วยความจริงใจ

>>ครูสาวน้ำตาคลอ ยืนมองภาพนั้นด้วยความปลาบปลื้มยินดี

>>หนักใจอยู่เหมือนกันว่า

>>หากถามขึ้นมาแล้วไม่มี ใครยอมรับว่าเคยล้อเพื่อน...จะทำอย่างไร?

>>

>>เธอไม่เคยผิดหวังในตัวนักเรียนอัสสัมชัญและจนถึงเวลานี้ก็ยังคงไม่ผิดหวัง

>>

>>ใครเล่า...จะเข้าใจความเจ็บช้ำขมขื่นในหัวใจเล็กๆของเด็กชายคนหนึ่งที่ถูก

>>เพื่อนล้อเลียนประสาเด็ก โดยไม่ทันคิด

>>หากบัดนี้...ความรักของแม่และน้ำใจของเพื่อนได้สลายปมด้อยในใจของเด็กคนนี้ลงจนสิ้นแล้ว

>>เหลือเพียงความรักและภาคภูมิใจในตัวคุณแม่เท่านั้น

>>

>>เมื่อหมดชั่วโมงเรียน มิสอุไรพรได้เรียกตัว "ลูกชาย"เข้าไปคุยอีกครั้ง

>>

>>"วันนี้เรามีอะไรในใจที่คิดว่าควรพูดกับคุณแม่มั้ยคะ"

>>

>>เด็กคนนั้นนิ่งคิดไปชั่วครู่ก่อนจะตอบเสียงสั่นปนสะอื้นไห้ว่า

>>"ผม...ผมจะไปขอโทษคุณแม่

>>แล้ว...แล้วบอกคุณแม่ว่าผมรักคุณแม่ที่สุดในโลกเลยครับ"

>>

>>

>>..........................................................

>>

>>รู้มั้ยน้ำนมหยดหนึ่งซึ่งไหลมาต้องใช้น้ำตาหยาดเหงื่อสักเท่าไหร่

>>

>>บอกแม่เถอะนะ บอกทุกวัน ว่ารักท่านมากมาย

>>

>>กอดแม่เถอะนะ ให้คุ้นเคย กอดเลยไม่ต้องอาย

>>

>>ก่อนไม่มีแม่ให้กอด...

>>

>>(เพลงก่อนไม่มีแม่ให้กอด)




-ดาวพเนจร-

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1

I like this story so much, when I was reading, I wanted to cry. It is sad but at the end of  this story, It is happy.