[Fic Reborn Yaoi] Out of Hitory's Pages

ตอนที่ 26 : บทที่ 20 เบื้องหลังรอยยิ้มที่วาดไว้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 115
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    30 มิ.ย. 59

บทที่ 20  เบื้องหลังรอยยิ้มที่วาดไว้


                ดวงตาของเบลจ้องมองจดหมายในมือที่เขารับมาจากฟรานอย่างงงๆ  ก่อนเจ้าเด็กหัวกบจะเดินออกจากห้องประชุมไป  ทิ้งให้เขารับมือกับความอยากรู้อยากเห็นของคนที่เหลือเอง


                “เปิดอ่านเลยเถอะ เบล”ราซิเอลที่นั่งอยู่ข้างๆเบลเอ่ย  พร้อมกับมือตบไหล่น้องชายคนสำคัญเบาๆเป็นกำลังใจให้  เบลพยักหน้าตอบรับคำของพี่ชายตัวเองเล็กน้อย  แล้วคลี่จดหมายสีขาวในมืออ่านด้วยเสียงดังพอให้ทุกคนได้ยิน




“ถึง ปะป๊า และมะม๊า


                จดหมายฉบับนี้  หนูแอบพวกรีพอสซ่าเขียนไว้  คาดว่าตอนที่ปะป๊ากับมะม๊าได้เปิดอ่านหนูจะตายไปแล้ว  และน่าจะตายเพียงลำพังท่ามกลางเพลิงที่ปะป๊ากับมะม๊ามอบให้ด้วยความเกลียดชังด้วยสินะ  คิกคิกคิก  ที่จริงเด็กเลี้ยงแกะขี้โกหกอย่างหนูก็ไม่ควรพูดอะไรที่จะดูเหมือนข้อแก้ตัวหรอกนะ  แต่ว่า.........สำหรับการที่หนูทรยศพวกคุณทั้งสองที่หนูรักยิ่งนั้น  อืม.....จะเรียกว่าโดนบังคับมาก็ได้  แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลทั้งหมด  เหตุผลแรกที่หนูทรยศ  เพราะหนูสงสารรีพอสซ่าผู้ที่นภาถูกลงทัณฑ์จากวองโกเล่ด้วยความผิดที่ยังไม่กระจ่างชัด  แน่นอนว่าหนูไม่ใช่พวกที่เอาแต่พูดว่าสงสารแล้วไม่ลงไปช่วย  เพราะงั้นหนูจึงยอมรับการเป็นบอสให้รีพอสซ่าด้วยเหตุนี้เป็นประการที่หนึ่ง  ส่วนประการที่สองอาจจะฟังดูไม่น่าเป็นเหตุผลที่ดี  แต่ทุกสิ่งที่ทำไปถูกกำหนดมาตั้งนานแล้ว  ตั้งแต่เรื่องบ้าๆนี่เริ่มต้นขึ้น..... อัลโกบาเลโน่นภาเป็นคนบอกหนูมาเอง.......เพราะงั้นหนูจึงเลือกที่จะไม่ฝืนชะตาของตัวเอง


                เหตุผลประการสุดท้าย คือปะป๊ากับมะม๊า  เพราะตอนแรกที่หนูไม่รู้เองของนภารีพอสซ่าทำให้หนูปฏิเสธที่จะช่วยพวกเขาไป  พวกเขาจึงใช้ปะป๊ากับมะม๊ามาเป็นข้อตกลง  ยาพิษที่ปะป๊ากับมะม๊าได้รับตอนแรกสุดนั้นคือยาพิษที่แท้จริง  อาการทรมานของปะป๊ากับมะม๊าทำให้หนูลังเลกับทางเลือกของตัวเอง  แต่พอได้รับฟังเหตุผลของทางรีพอสซ่าหนูจึงเต็มใจเข้าช่วยเขา  ส่วนยาที่ปะป๊ากับมะม๊าได้รับต่อหน้าหนู  ที่จริงมันเป็นยาแก้พิษ  แต่ช่วงแรกมันจะออกฤทธิ์คล้ายๆยาพิษนิดหน่อย........แค่นี้เหตุผลก็ครบแล้วสินะคะ


                จดหมายฉบับนี้ไม่ได้ถูกเขียนด้วยเจตนาที่แก้ต่างให้กับตัวเอง  เพราะหนูรู้ดีว่าทันทีที่หนูเลือกที่จะเป็นเด็กเลี้ยงแกะย่อมไม่ใครเชื่อคำพูดของตัวเอง  แต่ที่เขียนจดหมายฉบับนี้ก็แค่อยากจะบอกให้ปะป๊ากับมะม๊าทราบเอาไว้ ว่าที่หนูทำ  ไม่ใช่เพื่อความปรารถนาที่จะแก้แค้นของหนู.......เพราะหนูยอมที่จะทรยศโลกทั้งใบ  เพื่อที่จะช่วยปะป๊ากับมะม๊า......เพื่อที่จะช่วยคนที่บริสุทธิ์  แม้ตัวหนูต้องแปดเปื้อน  เอาเถอะๆ  ปะป๊ากับมะม๊าไม่เชื่อหนูก็ไม่ว่าหรอกนะ


                อันที่จริง  ตอนที่ถูกมะม๊าตะคอกใส่หนูเองก็พยายามฝืนยิ้มออกมาแทบตายรู้มั้ย?  แต่พอทำแบบนั้นไปหลายครั้ง  มันก็เริ่มชินซะแล้วสิกับการใส่หน้ากากเปื้อนยิ้มเอาไว้บนใบหน้า  ตอนนี้ก็เลยต้องมารับกรรมที่ทำตัวเป็นคนเสแสร้งซะเอง  แต่ว่าต่อให้ต้องตายหนูก็ยินดี สำหรับการที่มีพวกคุณอยู่ในช่วงสุดท้ายของอายุขัยของตัวเอง......


                120 ปีที่หนูเกิดมาจนถึงเดี๋ยวนี้  เรียกว่าครบอายุขัยสูงสุดของมนุษย์เชียวนะ!  น่าภูมิใจมากใช่มั้ยล่ะ! คิกคิกคิก  อา.....เรื่องบ้าๆที่หนูต้องเจอมาตั้งแต่สี่ขวบ.......115ปีกับความเดียวดาย......มันเหมือนกลายเป็นแค่ฝันร้ายที่พบเจอในยามหลับไปเลยล่ะ  เมื่อเทียบกับหนึ่งปีที่หนูได้อยู่กับพวกคุณอีกครั้ง......


                เขียนมาถึงตรงนี้ก็ดูเป็นการพร่ำเพ้อเนอะ!  อ้อ!  จริงสิ  จากนี้ไปฝากเอคโค่ด้วยนะคะ  เด็กคนนั้นอยู่กับหนูมาตั้งแต่หนูสี่ขวบ......ว่าง่ายๆตั้งแต่หนูโดนสาปนั้นแหละ  เป็นเพื่อนคนเดียวของหนูเลยนะ  ดูแลดีๆด้วย  อา....เขียนไปเขียนมา  ดวงตะวันก็จะขึ้นแล้วสิ  นี่หมายความว่าวันเกิดและวันตายของหนูมาถึงแล้วสินะ  เอาล่ะ  จดหมายนี้คงได้แต่จบลงเพียงเท่านี้......คนตายไม่อาจจะฟื้นกลับมาได้  มะม๊าเคยพูดไว้ใช่มั้ยคะ?  เพราะงั้นยึดถือคำพูดนี้ดีๆล่ะ  อย่าหลงทางแบบหนู  ปะป๊าเองก็ต้องดูแลมะม๊าดีๆนะ..........ราตรีสวัสดิ์ค่ะ


อลิส  วาเลนติน่า  เวลส์


ป.ล. กล่องที่หนูมีหนูให้ทั้งหมดนะคะ


ป.ล. 2. ถ้าหากได้เกิดใหม่อีกครั้งล่ะก็.........ถ้าเป็นตอนนั้น.....ขอให้ได้เป็นลูกของปะป๊ากับมะม๊าอีกครั้งนะคะ!

 



                แปะๆๆ!


                น้ำตาสีใสหลั่งรินลงมาจากดวงตาของเบลอย่างไม่ขาดสาย  ร่างของเขาสั่นสะท้านด้วยความรู้สึกผิดดและทรมานจากการสูญเสียอลิสและความรักอันบริสุทธิ์ของเธอไปเพียงเพราะความเข้าใจผิดที่ไม่กระจ่างชัดระหว่างพวกเขาสามคน


                “อย่าร้องนะ  เบล”ราซิเอลดึงน้องชายของตัวเองมากอดเบาๆ  ในขณะที่เขาเองก็พยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้เช่นกัน  จิตสำนึกของราซิเอลคนก่อนและความรู้สึกในอกทำให้เขาทรมานไปกับข้อความในจดหมายไม่ต่างจากน้องชายฝาแฝดที่รักของเขาเลยแม้แต่น้อย


                เหล่าคนที่เหลือในห้องประชุมจ้องมอสองพี่น้องที่กอดกันอยู่ด้วยความรู้สึกเห็นใจและความรู้สึกผิดที่แล่นทะลุขึ้นมาจากหัวใจ  ก่อนจะค่อยๆพากันเดินออกจากห้องไป  ทิ้งให้ราซิเอลกับเบลเฟกอร์ปลอบกันเอง......


                “จ-จิล....ยัยนั่นทรมานขนาดนั้น  แต่เรากลับ....เรากลับ......”

                “มันผ่านไปแล้ว เบล  มันผ่านไปแล้ว”แฝดผู้พี่รั้งอ้อมกอดของตัวเองในแน่นขึ้น  ในขณะที่ภาพความทรงจำต่างๆที่มีร่วมกับอลิสแล่นผ่านดวงตาอีกครั้ง นั้นยิ่งทำให้เขากอดเบลเฟกอร์เอาไว้แน่นกว่าเดิม  เพราะคิดว่าอีกฝ่ายคงจะอาการไม่ต่างจากเขา.....


                “จิล......ยั....เด็กนั่น  ลูกของเรา...ตอนนี้จะยังยิ้มอยู่มั้ย...”คำพูดราวกับไม่ได้มาจากเบลเฟกอร์ดังออกมาอย่างแผ่วเบา  ซึ่งราซิเอลได้แต่เงียบ แล้วเอามือไปลูบแก้มที่เปื้อนน้ำตาของน้องชายคนสำคัญอย่างแผ่วเบาเท่านั้น


                “ต้องยิ้มอยู่สิ  ลูกของเราต้องยิ้ม  และกำลังขอให้เรายิ้มอยู่แน่ๆ”แฝดผู้พี่เอ่ยพร้อมฉีกรอยยิ้มกว้างๆออกมาให้กับเด็กขี้แยในสายตาของเขา  ก่อนเบลจะยิ้มตามออกมา  พร้อมกับน้ำตาที่ยังรินไม่หยุดหย่อน.....


                “ขออยู่แบบนี้อีกหน่อยนะครับ  ท่านพี่”แฝดผู้น้องเอ่ยออกมาอย่างอ้อนๆ  ก่อนจะฝังใบหน้าของตัวเองลงบนไหล่กว้างของพี่ชายตัวเองเบาๆ  เรียกเสียงหัวเราะเอ็นดูปนรักใคร่จากราซิเอลได้ง่ายๆ


                “ได้สิ  น้องรัก  แต่แลกกับ****** คืนนี้นะ!


                เปรี้ยง!


                ด้วยวิธีปลอบน้องที่ไม่เหมือนชาวบ้านของราซิเอล  ทำเอาเขาโดนหมัดงามๆจากเบลเฟกอร์ฟาดเข้าเต็มใบหน้าที่ยังมีแผลจากการต่อสู้อยู่  ก่อนเจ้าชายคนน้องรัวหมัดใส่อีก ด้วยใบหน้าที่ขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความอาย


                “ไอ้แมลงสาบ!!!  อย่ามาพูดอะไรหื่นๆแบบนั้นดิ!!!!

                “โอ๊ะ!  เอาน่าๆ  เบลที่รัก”ราซิเอลเอ่ยอออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม  ในขณะที่กระโดดหลบการโจมตีจากน้องชายขี้อายของตัวเองอย่างคล่องแคล่ว  แต่เบลก็ยังคงไล่ตามเชือดเขาต่อไป  เพื่อเป็นการล้างอาย(?)


                “ไปตายซะ!!  ไอ้พี่งั่ง!!

                “ไม่ได้!!!  จะตายไม่ได้จนกว่าได้แอ้มนายจนพอใจนะจ๊ะ  น้องรัก!


                “ย้ากกกกกกก!!!”เบลที่ตอนนี้แทบไม่เหลือน้ำตาบ่นใบหน้า  แหกปากเสียงดังลั่น  พร้อมกับคว้าทุกอย่างที่มีในห้องปาใส่พี่ชายของตัวเองอย่างไม่ยั้ง  เมื่ออีกฝ่ายยังมีหน้ามาพูดหื่นๆใส่เขาอยู่อีก


                เพล้ง!   โครม! ตูม! ปัง! เปรี้ยง!


                ข้าวของมากมายในห้องแทบจะไม่เหลือเค้าความงามอย่างที่มันเคยเป็น  แต่เบลก็ยังไม่เลิกทำลายข้าวของ  เพราะราซิเอลยังคงปลอดภัยไร้รอยขีดข่วนจากการโจมตีของน้องชายตัวเอง.......


                “เหวอ!” 

                “เบล!


                โครม!


                เบลที่ลื่นน้ำที่นองอยู่บนพื้นหลุดเหวอเสียงดังลั่น  ในขณะที่ราซิเอลพุ่งมารับตัวเขา  แต่กลายเป็นว่าลื่นไปด้วยอีกคน  จนต้องลงมากองอยู่ที่พื้น  โดยที่ราซิเอลคร่อมเบลเอาไว้ในสภาพล่อแหลมเต็มที่.....


                “อู้ย!......ลุกไปเลยนะ  ไอ้พี่งั่ง!

                “ไม่เอาอ่ะ!”ราซิเอลตอบกลับคำพูดของเบลในทันที  พร้อมกับใช้มือของตัวเองถอดเสื้อผ้าของเบลออกอย่างคล่องแคล่ว  เล่นเอาแฝดผู้น้องหน้าขึ้นสีหนักกว่าเก่า


                “แกจะมา*******อะไรตรงนี้!!!

                “พูดอย่างนี้แสดงว่า *******ที่เตียงดีกว่าใช่มิจ๊ะ?”แฝดผู้พี่ดัดเสียงหวานในขณะที่กระซิบข้างๆหูน้องชายตัวเอง  แล้วเบาลมใส่เบาๆ  ทำเอาเบลดิ้นหนักกว่าเดิม  แต่ไอ้พี่ชายมันดันหนังหนาเกินไปเลยไม่ใส่ใจกับแรงที่เบลใช้


                “เหวอ!”ด้วยเพราะจู่ๆก็โดนอุ้มขึ้นมาในท่าเจ้าสาว  ทำให้เบลเผลอตะครุบชายเสื้อของพี่ชายตัวเองเอาไว้แน่น  เพราะกลัวจะตกลงไปที่พี่  เรียกเสียงหัวเราะเบาๆจากราซิเอลได้เป็นอย่างดี  ก่อนเขาจะโยกย้ายร่างของเขากับเบลไปที่ห้องนอนทันที  โดยไม่รู้เลยว่ามีคนๆหนึ่งมองเหตุการณ์มากตั้งแต่ต้น....


                “เอคโค่......ME ไม่คิดเลยว่าสองคนนั้นจะกล้า******กันโดยไม่กินข้าวเย็น.....”
                “แกว๊ก”ฟินิกส์ร้อยกว่าปีส่งเสียงร้องตอบกลับฟรานที่ยืนเกาะประตูน้อยๆ  ก่อนมันจะผละออกจากไหล่ของเด็กหนุ่ม  เมื่อเขาเริ่มขยับตัวอีกครั้งหนึ่ง


                “ไปเถอะ เอคโค่  เดี๋ยวไปหาอะไรกินกัน”

                “แกว๊ก!”เ อคโค่ส่งเสียงร้องตอบกลับคำพูดของฟรานอย่างอารมณ์ดี  ก่อนมันจะรีบบินตามนายใหม่ของตัวเองไปอย่างรวดเร็ว  โดยที่สร้อยที่ร้อยเข้ากับแหวนบนคอของมันเคลื่อนไปตามแรงลมน้อยๆ

 







                “ทริปคู่รักครั้งนี้  ได้ไปเที่ยวบ้านเกิดของอลิสจังด้วย~”เสียงพูดอย่างอารมณ์ดีดังขึ้นมาจากร่างของกล้วยไม้ขาวแห่งมิลฟีโอเล่  ที่กำลังนั่งอยู่ในเครื่องบินของวองโกเล่ที่กำลังตรงไปยังทางตอนใต้ของไซบีเรียอยู่


                สงครามกับรีพอสซ่าจบมาได้สามปีแล้ว  ตอนนี้ชีวิตของเบลและราซิเอลก็มีการแสดงตัวอย่างเปิดเผยแล้วว่าคบกันในฐานะแฟนอย่างเป็นทางการ  ส่วนฟรานเองก็เอาแต่เทคแคร์นกฟินิกส์ของเด็กสาวผมทองที่จากไปนานอย่างดี  จนหักอกสาวๆไปหลายคน  ด้วยเพราะเขารักเดียวใจเดียวเท่านั้น


                “อุชิชิชิชิชิ  ไม่ทราบว่าใครไปเชิญพวกมันมาเนี่ย”เบลเอ่ยออกมาเบาๆ  ในขณะที่เหม่อมองหน้าต่างอยู่ข้างๆราซิเอล  สาเหตุที่เขาพูดอย่างนี้  เพราะเกือบทุกคู่รักของวองโกเล่และวาเรียหอบขบวนตามเขากับราซิเอลมาที่บ้านเกิดของอลิส  ด้วยข้ออ้างว่าเป็นทริปเที่ยวของคู่รักสไตล์วองโกเล่


                “เอาน่า  น้องรัก   แค่ไม่มาขัดเราก็พอแล้ว  ชิชิชิชิชิ”ราซิเอลตอบกลับเบลเฟกอร์แบบไม่คิดอะไรมาก ก่อนจะปิดหนังสือในมือของตัวเองทิ้งไปอย่างไม่ใยดี  แล้วดันหัวเบลให้มาซบไหล่ของตัวเองเบาๆ


                “หลับสักงีบดีกว่านะ  ตื่นมาจะได้เตรียมรับสงครามกับวิญญาณตาแก่ได้”

                “ก็ดีเหมือนกัน”เบลตอบพี่ชายของตัวเองอย่างไม่คิดมาก  แล้วปิดตาของตัวเองลงอย่างเหนื่อยหน่าย  ทั้งๆที่บนเครื่องบินเต็มไปด้วยเสียงโวยวายมากมาย  แต่เหมือนเขาได้ยินเสียงเพลงกล่อมเด็กดังมาจากที่ไกลแสนไกล  ช่วยกล่อมให้เขาเข้าสู่นิทราได้โดยง่าย


                “ว้าว!  นอนซบไหล่กันด้วย  ฉันเองก็อยากทำแบบนี้มั้งอ่ะ มุคุโร่คุง”

                “งั้นก็ไปทำกับลุสซังเลยครับ......”มุคุโร่ตอบกลับสามีของตัวเองด้วยรอยยิ้ม  แต่พอจะกลับไปสนใจหนังสือต่อ  เบียคุรันก็เอาหัวของตัวเองมาวางซบไหล่ของเขาให้หนักเล่นซะก่อน


                เปรี้ยง!


                “โอ๊ย!  เอาหนังสือฟาดหัวสามีได้ไงอ่ะ!”เบียคุรันร้องออกมาพร้อมกับตีหน้างอน  ที่มุคุโร่ดูกี่ทีก็อดขำไม่ได้ใส่  แต่ชายหนุ่มผมสีน้ำเงินเข้มกลับเลือกทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ซะงั้น


                จุ๊บ!


                กล้วยไม้ขาวอาศัยช่วงที่ภรรยา(?)ของตัวเองเผลอ  หอมแก้มนิ่มๆนั่นเบาๆ  เรียกสีระเรื่อขึ้นมาบนใบหน้าของมุคุโร่ได้เป็นอย่างดี


                “เคียวย้า~  ฉันเองก็อยากหอมแก้มเตียวยะมั้งอ่ะ!”ดีโน่ที่แอบลอบมองสามีภรรยา(?)อย่างเบียคุรันและมุคุโร่เอ่ยขึ้นมาอย่างอารมณ์ดี  พร้อมกับหันไปทำตาเป็นประกายใส่ฮิบาริที่กำลังหนังอ่านหนังสืออยู่อีกคน.....


                “ทีเดียวนะ”

                “จริงหรอรักเคียวยะที่สุดเลยยยยย จุ๊บ!”ดีโน่ยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดี  ก่อนจะจุ๊บแก้มขาวๆของฮิบาริอย่างอ่อนโยน  ทำเอาเจ้าของแก้มหน้าขึ้นสีเพราะอายได้เล็กน้อย  ก่อนจะกลับเป็นปกติอย่างรวดเร็ว


                “ดูสิ  มีแต่คู่รักหวานใส่กัน เราเองก็ทำบ้างดีมั้ย  ฮายาโตะ”

                “เชิญแกทำไปคนเดียวเลย  ไอ้บ้าเบสบอล”ชายหนุ่มผมเงินยวงตอบกลับแทบจะในทันที  ก่อนเอามือของตัวเองยันหน้าสามีอย่างยามาโมโตะเอาไว้  โดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะพยายามเนียนมากอดเขาอยู่ก็ตาม.....


                “ชิชะ  ใช่สิ  ME มันโสดนิ”ฟรานที่ไม่มีคู่อยู่คนเดียวเอ่ยออกมา  พร้อมกับเอามือลูบหัวเอคโค่ที่เป็นนเหมือนตัวแทนคนรักเบาๆ  แล้วเลือกที่จะมองไปนอกหน้าต่าง  แทนที่จะเป็นในเครื่องบิน  ที่เต็มไปด้วยความหวานฟรุ้งฟริ้งของคู่รักแห่งวองโกเล่


.....นี่ยังดีที่บอสกับรองผ.บ.  เลือกทริปไปฮันนีมูนที่ฮาวายแทน.....

 







 

                เบลโลลิต้า!!!!  มาให้ข้าแต่งตัวเร็ว~’แคทเธอรีนส่งเสียงทักทายเบลที่โผล่หัวออกมาจากป่าคนแรกด้วยรอยยิ้ม  เล่นซะเบลขนลุกไปทั่วทั้งตัว  ก่อนจะหลบหลังพี่ชายของตัวเองอย่างหวาดๆ


                “อา...คุณแคทเธอรีน  สวัสดีครับ”

                เรียกแม่ก็ได้น่า  ราซิเอลวิญญาณคนงามเอ่ยพร้อมหัวเราะคิกคักเบาๆ  นี่เธออุตส่าห์แอบฝังเศษเสี้ยววิญญาณของตัวเองไว้ที่แหวนวาเรียของเบลเลยนะ  เพื่อที่จะรู้ว่าอีกฝ่ายจะมาเยี่ยมเมื่อไหร่


                แล้วหลานข้าล่ะๆๆทุกคนในก๊วนการเดินทางที่รู้ข้อมูลดีหน้าซีดลงอย่างเห็นได้ชัด  ก่อนเบลและราซิเอลจะชวนแคทเธอรีนเข้าไปอธิบายในปราสาท  เพื่อให้กิลเดอเรสที่นั่งรออยู่รู้ข้อมูลไปด้วย.....







 

                อา....สรุปคือหลานข้าตายแล้วสินะ

                “ครับ”เบลตอบกลับคำพูดของแคทเธอรีนเล็กน้อย  ดวงหน้างามของวิญญาณสาวหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด  จนคนอื่นรู้สึกเศร้าใจตามไม่ได้  แต่ความจริงก็คือความจริง


                เอาเถอะ!  ว่าแต่ครั้งนี้จะค้างนานแค่ไหนล่ะ

                “ก็แบบครั้งก่อนครับ  รอจนหิมะแรกของปีตก  แล้วกลับไปบ้านเกิดของอลิส”ราซิเอลตอบกลับกิลเดอเรสที่พยายามทำให้บรรยากาศดีขึ้นอยู่  ด้วยรอยยิ้มเล็กน้อยบนใบหน้า  ก่อนวิญญาณชายหนุ่มจะเอ่ยบางอย่างขึ้นมา


                รู้มั้ย  ทำไมต้องเป็นวันที่หิมะแรกตก

                “ไม่รู้.....”


                มันเป็นวันที่เด็กคนนั้นเกิดไงล่ะ.......วันที่หิมะแรกตกที่นี่  เด็กคนนั้นถือกำเนิดมาพอดี.....กิลเดอเรสอธิบายออกมาด้วยรอยยิ้ม  ยามที่นึกไปถึงใบหน้าสดใสที่เล่าเรื่องราวของตัวเองของอลิสในความทรงจำที่แสนเลือนราง....


                เอาล่ะ!  เดินทางมาเหนื่อยๆ  เดี๋ยวไปพักกันก่อนเถอะ  เดี๋ยวก่อนจากกันหนึ่งวัน  เราจะจัดงานเลี้ยงอำลาให้ด้วยนะ!’แคทเธอรีนเอ่ยออกมาอีกครา  พร้อมกับลากสามีของตัวเองหายเข้าไปในกระจก  ปล่อยให้เบลกับราซิเอลที่สมควรเป็นแขกจัดการพาทุกคนแยกย้ายไปนอนตามห้องต่างๆของปราสาท







 

                เอาล่ะ!!  มาชมโฉมสาวๆกันเถอะ!’วิญญาณของแคทเธอรีนลอยออกมาจากห้องแต่งตัวอย่างสดใส  ในขณะที่เหล่าชายหนุ่มทั้งหลายยืนรอคู่ควงของตัวเองอยู่อย่างเท่ๆ


                ราซิเอลที่เคยประสบกับเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนครั้งหนึ่งแล้ว  แย้มยิ้มออกมาเล็กน้อย  ก่อนจะเดินตรงไปควงเบลที่เดินออกมาในสภาพผู้หญิงคนแรกอย่างสบายๆ  ไม่ต้องตกอกตกใจอะไรมากกับพวกที่เหลือ


                “มุคุโร่คุง  สวยจัง~”เบียคุรันออกอาการเพ้ออย่างเห็นได้ชัด  เมื่อภรรยาหัวสัปปะรด(?)ของตัวเองเดินออกมาเป็นคนที่สอง  มุคุโร่หน้าขึ้นสีเล็กน้อย  ก่อนจะตรงไปควงแขนเบียคุรัน  และเดินตามเบลกับราซิเอลไปที่งานเลี้ยงเต้นรำสำหรับอำลาพวกเขาที่อยู่ที่นี่มาได้เกือบสองสัปดาห์แล้ว.....


                “เคียวยะ  ไปกับเถอะ!”ดีโน่ออกอาการระริกระรี้เมื่อเมฆาคนงามเดินออกมาจากห้องเป็นคนถัดไป  แล้วรีบตรงไควงอีกฝ่ายเข้าไปในงานตามสองคู่ก่อนหน้าอย่างอารมณ์ดี


                “ฮายะจัง~  เราก็ไปกันเถอะ”ยามาโมโตะเนียนเข้าไปจับเอวคอดๆของแฟนสุดที่รัก  จนอีกฝ่ายหน้าแดงเถือก  แต่ก็ยอมเดินตามๆกันไปที่งานเต้นรำอย่างว่าง่าย  ทิ้งให้แคทเธอรีนมองคนรุ่นลูกรุ่นหลานอย่างเอ็นดู

 







                เบลโลลิต้า  ครั้งนี้เต้นกับข้าได้มั้ยขอรับ?เบลที่ถูกวิญญาณขุนนางตนที่เท่าไหร่ไม่รู้มาเชิญไปเต้นรำถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย  ก่อนจะหันไปมองราซิเอลที่กำลังฉีกยิ้มอำมหิตออกมาอยู่


                “โทษทีครับ  นี้ เมียข้า”วิญญาณตนที่....เท่าไหร่ก็ไม่รู้ที่มาขอเบลเต้นรำหน้าจ๋อยลงทันทีที่ราซิเอลพูดจบ  ก่อนเขาจะเดินจากไป  ทิ้งให้เบลถอนหายใจออกมาอีกทีเพราะคำตอบเดิมๆที่ราซิเอลตอบใส่วิญญาณที่มาขอเขาไปเต้นรำ


                “ฉันไปเป็นเมียแกตอนไหน  ไอ้พี่งั่ง”

                “ก็เป็นตั้งแต่เด็กๆแล้วไง~  นั้นน่ะตอนสามขวบมั้งนายเป็นคนบอกเองนะว่าโตขึ้นแล้วจะมาเป็นเจ้าสาวให้ฉันน่ะ”


                “ฉันเคยพูดแบบนั้นด้วยเรอะ!”แฝดผู้น้องเอ่ยออกมาอย่างตกใจ  ในขณะที่ใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความอาย  ที่ตอนเด็กๆตัวเองพูดอะไรแบบนั้นออกไปได้ซะเต็มปากเต็มคำ......


                แก๊ง! แก๊ง! แก๊ง!


                ในขณะที่เบลกำลังอายอย่างเพลิดเพลินนั้น  นาฬิกาเรือนใหญ่ก็ตีบอกเวลาเที่ยงคืนขึ้นมา  เสียงของมันสะกดให้ทุกร่างหยุดนิ่งไปสักพัก  ก่อนจะกลับเข้าสู่การเต้นรำต่อ.....


                “วันนี้แล้วสินะ  วันเกิดของเด็กนั่น....ลูกของเราเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว”

                “ใช่แล้วล่ะ...เอาล่ะ  เบลที่รัก”จู่ๆราซิเอลก็ย่อตัวเองลงเบื้องหน้าน้องชายคนงามของตัวเอง   แล้วเอามือข้างหนึ่งมาจุมพิตเบาๆ  เรียกใบหน้าของเบลให้แดงซ่านกว่าเดิม.....


                “เบลที่รัก.....ในเมื่อเราก็คบกันมานานแล้วนะ......แต่งกันซะทีเถอะ”

                “บ้านเราไม่เคยสอนให้แกขอแต่งงานแบบนี้นะเฟ้ย!?!”แฝดคนน้องเอ่ยออกมาในขณะที่ยังไม่อายไม่เลิก  แต่ก็ยอมพยักหน้าเบาๆแทนคำตอบให้กับพี่ชายของเขาเอง  ทำเอาคนและวิญญาณที่มองอยู่ส่งเสียงแสดงความยินดีให้ยกใหญ่


                “เย้ๆ!  คู่สามีภรรยาคู่ที่สี่ของวองโกเล่~”เสียงแซวจากคนในแฟมิลี่เดียวกัน  ทำเอาเบลเฟกอร์แทบจะเป็นลมเพราะอาย  ราซิเอลเลยจัดการอุ้มขึ้นมาในท่าเจ้าสาว  ให้เบลได้เอนหัวมาพิงอก  เพื่อซ่อนใบหน้าแดงๆของตัวเอง


                ดูเหมือน  งานเลี้ยงอำลา  ต้องควบงานแต่งด้วยแล้วสิ  กิล

                นั้นสินะสองวิญญาณราชันและราชินีเอ่ยออกมาเบาๆ  ในขณะที่มองเบลและราซิเอลที่กำลังพยายามเดินออกจากกลุ่มกลางวงที่ร่วมแสดงความยินดีอย่างเอ็นดู


........บางที  วันที่หิมะแรกตกนี้  อาจจะมีปาฏิหาริย์อีกก็ได้.........

 






 

                “เหมือนเมืองร้างจังเลยนะ~”ดีโน่เอ่ยออกมาเบาๆ  เมื่อเขาเดินมาถึงเมืองบ้านเกิดของอลิสในที่สุด  หลังจากที่ฉลองการแต่งงานของเบลและราซิเอลยันเช้า  แล้วก็ออกเดินทางต่อทันที


                “ก็เมืองร้างนี่น่า  อุชิชิชิชิชิ”เบลตอบกลับอย่างอารมณ์ดี  ก่อนจะเดินนำหน้าขบวนเที่ยวไปพร้อมกับราซิเอล  ทิ้งให้พวกที่ชื่นชมกับความงามของเมืองร้างที่ปกคลุมด้วยหิมะต้องสาวเท้าตามเร็วๆก่อนจะหลงทาง


                “แกว๊ก!”จู่ๆเอคโค่ที่แกะไหล่ฟรานมานาน  ก็ส่งเสียงร้องออกมา  พร้อมกับโผบินขึ้นไปอยู่บนท้องฟ้าครู่หนึ่ง  สร้างความแปลกใจให้กับเจ้าของผมเขียวเป็นอันมาก


                “เอคโค่! ลงมาเร็ว  เดี๋ยวตามคนอื่นไม่ทันนะ!”ฟรานตะโกนเรียกเจ้าฟินิกส์ดังลั่น  แต่มันกลับบินวนหนึ่งรอบก่อน แล้วค่อยกลับลงมาเกาะไหล่ฟรานดังเดิม


                “แกว๊ก!

                “ไม่เอาน่า  เอคโค่”ฟรานเอ่ยเสียงเรียบ  พร้อมกับเอามือลูบหัวเจ้าฟินิกส์เบาๆ  เพื่อให้มันปิดปากลงซะที  ก่อนจะรีบเดินตามขบวนที่เดินนำเขาไปไกลอย่างรวดเร็ว


                “เราจะไปที่ไหนกันหรอครับ  เบลเฟกอร์”

                “คฤหาสน์นู่นไง!”เบลตอบกลับมุคุโร่  พร้อมกับชี้ไปทางคฤหาสน์ที่อลิสถือกำเนิดขึ้นมา  ทำเอาดวงตาของทุกคนเบิกกว้างเล็กน้อย  เพราะมันดูใหญ่และราคาแพงซะจนไม่น่าเชื่อ  ว่าเด็กที่เกิดจากคนที่หนีออกจากบ้านจะมีที่พักดีๆแบบนี้อยู่....


                “ฮัดชิ้ว!”จู่ๆเบลก็จามออกมาเสียงดังลั่น  ทำเอาทุกคนรวมไปถึงราซิเอลสะดุ้งด้วยความตกใจ  ก่อนแฝดผู้พี่จะถอดผ้าพันคอของตัวเองออก  แล้วเอาไปพันให้กับน้องชายที่พ่วงตำแหน่งภรรยา....


                “ขอบคุณ  จิล”

                “ด้วยความยินดี”ราซิเอลเอ่ยพร้อมกับรอยยิ้ม  ในขณะที่คู่รักที่เหลือแอบอิจฉาเล็กน้อย  แต่คนที่อิจฉาหนักสุดก็คือฟรานที่ไม่คู่แบบคนอื่นเขานั่นเอง....    


                “มุคุโร่คุง  เอาผ้าพันคอของฉันมั้ย  เดี๋ยวเป็นหวัดนะ”

                “ผมมีของผมอยู่แล้วครับ”มุคุโร่ตอบกลับสามีผมขาวของตัวเองที่อยากจะหวานแบบคู่ข้าวใหม่ปลามันแห่งวองโกเล่บ้าง  เล่นเอาเบียคุรันทำหน้าหงอยด้วยความผิด  ก่อนชายหนุ่มผมสีน้ำเงินจะถอนหายใจออกมา


                “ทำแบบนี้ดีกว่าครับ  จะได้อุ่นทั้งคู่”มุคุโร่เอ่ยออกมาพร้อมกับใบหน้าแดงเถือก  ในขณะที่เอาผ้าพันคอของเบียคุรันมาพันคอพวกเขาสองคนเอาไว้  ทำให้พวกเขาได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น


                “ฮึ่ย!”ดวงตาสีเขียวของฟรานเต็มไปด้วยไฟอิจฉาที่พร้อมจะลุกออกมาแผดเผาทุกคน  เนื่องด้วยฉากรักหวานๆของอาจารย์ผมสัปปะรดตัวเองกับกล้วยไม้ขาวแห่งมิลฟีโอเล่...


                “ม้าพยศ.....กุมมือได้มั้ย.....”

                “ได้สิ เคียวยะ!”ดีโน่ตอบกลับภรรยาของตัวเองอย่างอารมณ์ดี  พร้อมกับคว้ามือเล็กๆของอีกฝ่ายมากุมเอาไว้แน่นๆ  เพื่อถ่ายถอดความอบอุ่นให้ เผื่ออีกฝ่ายหนาว


                “กอดฉันทำไมเนี่ย!

                “เพื่อนายหนาวไง  ฮายาโตะ”ใบหน้าของโกคุเดระขึ้นสีแดงเล็กน้อย  แต่ก็ปล่อยให้จอมเนียนกอดต่อไป  ยิ่งทำให้ฟรานอิจฉาหนักกว่าเดิม.....


                “ถึงแล้ว!”ด้วยอิจฉาจนไม่มองทาง  ทำให้ฟรานชนกับขบวนที่หยุดเดินกะทันหันเต็มแรง  ก่อนเบลกับราซิเอลจะเปิดประตูคฤหาสน์ออกมาพร้อมกัน......


                “เอาล่ะ  จุดพร้อมกันนะ”ราซิเอลเอ่ยออกมา  ในขณะที่คว้าคบเพลิงที่ใช้เปิดไฟของคฤหาสน์ขึ้นมา ไฟสีแดงสดพุ่งขึ้นมาจากแหวนที่นิ้วมือของฝาแฝดทั้งสอง  ก่อนทั้งคู่จะเอามันไปจ่อที่คบเพลิงพร้อมกัน  แล้วยกคบเพลิงนั้นไปจุดที่วงจรของคฤหาสน์


                พรึ่บ!


                ไฟลามไปตามทางเส้นสายเปียโนที่ขึงเอาไว้ ก่อนมันจะไปรวมกันอยู่ตรงกลาง  ไม่ยอมระเบิดออกมาเหมือนที่อลิสเคยทำสักที  สร้างความแปลกใจให้เบลกับราซิเอลไม่น้อย


                “เกิดอะไรขึ้น?”

                “นั้นสิ”ฝาแฝดทั้งสองคุยกันเล็กน้อย  แต่เมื่อหันกลับไปมอง  เปลวเพลิงสีแดงสดก็ระเบิดออกมา  พร้อมกับไฟของคฤหาสน์ที่ติดขึ้นมาพร้อมกัน  แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนตะลึง  กลับเป็นห่อผ้าสีขาวที่กำลังร่วงลงมาจากอากาศที่ไม่มีอะไรอยู่ก่อนหน้าการระเบิดเลย


                หมับ!


                ฟรานที่ได้สติก่อนใครเพื่อน  รีบตรงไปรับห่อผ้าสีขาวที่ตกลงมาได้อย่างทันการ  ก่อนเขาจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก  ขณะที่เอคโค่บินลงมาเปิดห่อผ้าสีขาวในมือของเขาให้


                “แอ๊! แอ๊!”เสียงเล็กๆน่ารัก  ทำเอาทุกคนตกอยู่ในความตะลึง  ก่อนเบลกับราซิเอลจะรีบตรงมายังฟรานที่อุ้มห่อผ้าสีขาวเอาไว้อยู่ทันที


                มือของเบลยื่นออกมา  หมายจะสัมผัสสิ่งมีชีวิตในห่อผ้า  แต่มันกลับสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด  ราซิเอลจึงกุมมือของเบลอีกทีหนึ่ง  แล้วเลื่อนมันให้ไปสัมผัสกับแก้มสีขาวนวลของสิ่งมีชีวิตในห่อผ้า


                “แอ๊!”มือน้อยๆของ ทารกที่ฟรานโอบอุ้มเอาไว้  จับมือของเบลที่ลูบแก้มของตัวเองเล็กน้อย  ก่อนจะค่อยๆลืมตาขึ้นมาดูโลกอย่างเชื่องช้า


                “นี่เป็นปาฏิหาริย์ชัดๆ”ราซิเอลพึมพำออกมาอย่างดีใจ  ในขณะที่เบลพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ แล้วดึงตัวเด็กที่ฟรานอุ้มมากอดเบาๆ  ด้วยความคิดถึง

.......สามปีที่ไม่คิดว่าจะมีวันนี้........

.......สามปีที่จมอยู่กับความเศร้าและความเจ็บปวด.......

........สามปีที่ได้แต่คิดถึงเด็กสาวผู้เป็นเหมือนลูกแท้ๆของตัวเอง.........

                “อา....อรุณสวัสดิ์นะ  หลับฝันดีมั้ย?”เบลเอ่ยออกมาเสียงหวาน  ในขณะที่ลูบไปตามแก้มสีขาวนวลของเด็กทารกที่ตนอุ้มเอาไว้อยู่  ดวงตาสีฟ้าใต้เรือนผมมองดวงตาสี แดงสดที่จ้องเขาอย่างไม่วางตาด้วยความเอ็นดู  ในขณะที่ราซิเอลเองก็โอบกอดเขาเอาไว้เบาๆ


                “รุ่นพี่ครับ  ผมสู่ขอเด็กคนนี้เลยนะครับ.....”

                “ตบปากตัวเองไปเลย  ไอ้เด็กเปรต”ราซิเอลสั่งฟรานเสียงเข้ม  เมื่อเด็กหนุ่มหัวกบพูดจบ  ซึ่งฟรานก็ไม่คิดจะทำตาม  ทำเพียงแค่ยิ้มออกมาบางๆ  ขณะที่เอคโค่เกาะไหล่ของตัวเอง


                เบลค่อยๆยกร่างของเด็กทารักในอ้อมแขนมาจุมพิตเบาๆที่หน้าผาก  เป็นภาพที่งดงามในสายตาของเหล่าคู่รักแห่งวองโกเล่เป็นอันมาก  แล้วเจ้าชายผู้น้องก็เอ่ยออกมาพร้อมกับรอยยิ้มกว้างที่เต็มไปด้วยอบอุ่น


“ยินดีต้อนรับกลับมานะ  เด็กขี้เหงา”

 

~HAPPY  ENDDING~

_____________________________

ถึงตอนจบแล้วล่ะค่าาาา

มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นจริงๆด้วย

ไม่คิดว่าเรื่องนี้จะจบลงได้อย่างดงามแบบนี้มาก่อนเลย

หลังจากนี้จะเป็นตอนพิเศษสั้นๆอีกสักสามสี่ตอนนะคะ

อลิสของเราจะมาพร่ำพรรณาให้เราฟังกัน

เจอกันค่ะ!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

49 ความคิดเห็น

  1. #33 suphalukmaingam (@suphalukmaingam) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2559 / 21:35
    เราชอบอ่ะซึ้งโคตร อยากให้มีภาค2ต่อจัง อย่างเช่นอลิสโตมาแช้วเป็นยังไงอะไรยังงี้
    #33
    0
  2. #27 k.Qreen (@kunrutai) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2559 / 22:42
    โอ๊ยรอนานมาก คือแบบอัพปุปไม่สนอะไรแล้วคือแบบจะอ่านเลย จบแล้วหรอ ขอตอนพิเศษได้รึเปล่า แต่ถ้าไม่มีมีแพลนจะแต่งเรื่องอื่นต่อรึเปล่าเราอยากอ่านคือแบบอ่านแล้วเพลินตาดีเราชอบอ่ะ ยังไงบอกกันด้วยน้าาาาาา
    #27
    1