[Fic Reborn Yaoi] Out of Hitory's Pages

ตอนที่ 17 : บทที่ 12 องค์หญิงทั้งสองกับเทพนิยายที่แตกต่างกัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 97
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    14 มิ.ย. 59

บทที่ 12  องค์หญิงทั้งสองกับเทพนิยายที่แตกต่างกัน


                “สรุปคือ.....คุณฮิบาริยังไม่ฟื้นสินะคะ”

                ใช่แล้วล่ะ  ตอนนี้งานต่างๆเลยอาจจะส่งไปหน่วยวาเรียเยอะหน่อย  ยังไงก็ฝากบอกแซนซัสให้ด้วยบทสนทนาของกับอลิสและสึนะที่อยู่อีกฝ่ายหนึ่งของโทรศัพท์ดังขึ้นมาในห้องที่เงียบสงบของเธอ  เด็กสาวถอนหายใจให้กับคำพูดของคนที่อาจจะกลายเป็นบอสของเธอในอนาคตอย่างเหนื่อยใจ  พร้อมปิดหนังสือในมือลง


                “เดี๋ยวจะบอกรองผ.บ.สควอโล่ให้ดีกว่าค่ะ  เพราะเขารับผิดชอบเรื่องงานทั้งหมด”

                งั้นสินะ  ยังไงก็ฝากด้วยล่ะ  เพราะทางเราเองก็ต้องส่งคนไปดูแลคุณฮิบาริไปเป็นระยะใหญ่ๆ


                “โดนยิงคนเดียว  แต่วอดวายทั้งแฟมิลี่เลยนะคะ”

                ฮะฮะฮะ  ทำไงได้ล่ะ  คุณฮิบาริคือผู้พิทักษ์ที่แข็งแกร่งที่สุดของเรา  ถ้าขาดเขาไป  วองโกเล่อาจพบจุดจบเร็วกว่าที่คาดแน่ๆคำพูดติดตลกของสึนะทำเอาอลิสยิ้มออกมาบางๆ  ก่อนเธอจะตัดสายอีกฝ่ายทิ้งอย่างไม่ใยดี  แล้วปิดตาใต้เรือนผมของตัวเอง  ทบทวนเหตุการณ์ที่เผชิญที่คาบัคโลเน่ เมื่อสัปดาห์ก่อน....


.......สรุปของพาเมฆาไปถึงมือหมอทันสินะ.......


                แอ๊ด!


                “อลิสจัง  รองผ.บ.เรียกประชุมคร้าบบบบบบ”ฟรานเปิดประตูออกมาพร้อมกับเสียงอันเป็นเอกลักษณ์  ทำเอาเด็กสาวผมทองต้องเลิกคิ้วเล็กน้อย


                “แต่ฉันไม่ใช่คนของวาเรียนี่  ไม่เห็นต้องไปประชุมเลย”

                “มันเป็นคำสั่งมาจากบอสครับ  เน้นแรงๆเลยว่าอลิสจังต้องประชุมด้วย  ไม่งั้นปราสาทนี้ได้พังอีกรอบแน่ๆ”อลิสกระเด้งตัวเองขึ้นทันทีที่อีกฝ่ายพูดจบ  มือของเธอคว้าเอาเสื้อนอกที่เป็นเครื่องแบบของวาเรียมาใส่(เธอได้มันมาจากเบล)  แล้วเดินออกจากห้องไปตัวเองไปด้วยท่าทีไม่เร่งรีบอะไรมาก


                ปึง!


                “ทำไมถึงเรียกประชุมโดยมีคนนอกอย่างฉันด้วยล่ะ ฟรานคุง”

                “เห็นบอกว่าเกี่ยวกับสงครามที่กำลังจะปะทุขึ้นกับรีพอสซ่าแฟมิลี่ครับ  บอสสึนะแจ้งมาว่าคุณเองก็เอี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย”อลิสแทบจะแช่งสึนะในใจทันที ที่ฟรานอธิบายสาเหตุตามความเข้าใจของเขามาคร่าวๆ  เด็กสาวระบายยิ้มออกมา  พร้อมกับเอามีดไปปักหัวฟราน  เพื่อระบายอารมณ์


                ฉึก!


                “เจ็บนะคร้าบบบ”

                “อ่ะจ่ะ”อลิสรับคำง่ายๆ  แต่ก็ยังเอามีดปักหัวอีกฝ่ายไปเรื่อยๆตลอดทางอยู่ดี  ด้วยความสนุกและโรคจิตส่วนตัว  ที่ได้รังแกคนรักหัวกบของตัวเอง....







 

                “รีพอสซ่าแฟมิลี่.....แฟมิลี่ไร้บอส  เดาไม่ถูกเลยว่าจะมายังไงเนอะ  สควอโล่จัง”เสียงของลุสซูเรียดังเปิดการประชุมขึ้นมาทันทีที่สมาชิกทั้งเก่าและใหม่มาครบองค์ประชุมเป็นที่เรียบร้อย 


                “เห~  แต่แฟมิลี่นั่นก็มีผู้พิทักษ์ธาตุนภานี่  ทำไมถึงไม่ให้ขึ้นเป็นบอสล่ะ  อุชิชิชิชิชิ”เบลเสริมข้อมูลต่อจากลุสซูเรียเล็กน้อย  แล้วถามด้วยความสงสัยในครั้งเดียวไปเลย  ทำเอาคนที่ต้องมาเป็นหัวหน้าการประชุมอย่างสควอโล่รู้สึกเครียด  ไม่รู้ว่าจะตอบกลับไปยังไง


                “MEรู้อีกอย่างนะคร้าบ  รีพอสซ่าไม่มีผู้พิทักษ์วายุเลยสักคนคร้าบบบ”

                “นั้นสิ  แต่ทางเรามี......สามหน่อผู้นำวายุเลย  แถมหัวทองเหมือนกันอีกต่างหาก  สควอโล่จัง”ลุสซูเรียเห็นด้วยกับคำพูดฟราน  แล้วชี้ไปยังสามหน่อวายุหัวทองที่ดูเหมือนจะให้ความสนใจกับการประชุมอยู่นิดนึง.....

 

                “โอ๊ะ!  หรือคนใดคนหนึ่งในพวกหนูสามคนย้ายไปอยู่รีพอสซ่าดีคะ?  จะได้เท่าเทียม”

                “โว้ยยยยยย!!!  ไม่ตลก  ยัยเด็กที่เหมือนเบลยังกับแกะ!”ทันทีที่อลิสพูดออกมาบ้าง  สควอโล่ก็ตอบกลับด้วยเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองในที่สุด  ทำเอาเด็กสาวแอบหัวเราะเบาๆที่ได้ปั่นหัวคนอื่นเล่น


                “สรุปเรามาคุยเรื่องอะไรกัน.....ตอบราชาออกมาสิ”

                “ใครเป็นราชาห่ะ  ไอ้พี่ชายตกบัลลังก์”เบลสวนกลับคำพูดของราซิเอลทันทีที่อีกฝ่ายพูดออกมาบ้าง  ก่อนสองศรีพี่น้องจะควักมีดออกมาเตรียมจะเชือดกันเอง.....ถ้าสคอโล่ไม่แหกปากออกมาซะก่อน


                “โว้ยยยย!!!  ใครเป็นคนต้นคิดให้เอาไอ้โรคจิต สติไม่เต็มสามตัวนี้มาประชุมพร้อมกันวะ!!!!

                “บอสคร้าบบบบ  รองผ.บ.”ฟรานตอบคำบ่นที่เสียงดังผิดปกติของสควอโล่ทันที  ก่อนจะโดนมีดจากไอ้โรคจิตสติไม่เต็มสามตัวปักเข้ากลางหัวกบๆพร้อมกัน.....


                ฉึก! ฉึก! ฉึก!


                “มันเจ็บนะครับ”เด็กหนุ่มหัวเขียวเอ่ยหน้าตาย  ก่อนจะดึงมีดออกมาจากหัวแล้วทิ้งลงบนพื้นอย่างไม่สนใจสายตาใคร  แล้วทั้งห้องประชุมก็ตกอยู่ในความสงบอีกครั้ง  ความจริงจังที่ควรจะมีมาตั้งนานจึงเริ่มขึ้น.....


                “ไอ้เด็กสวะซาวาดะ  บอกว่าจะให้วาเรียเป็นแนวรบหน้าสุด.....เพราะทางเจ้าหนูผู้พิทักษ์เมฆายังไม่ออกมาจากห้องไอซียู”

                “ตายแล้ว!  หนูเมฆาคนสวยคนนั้นอ่ะนะ!  เป็นอะไรซะล่ะ!


                “โดนยิง.....”สามหน่อโรคจิตบวกกับฟรานตอบออกมาพร้อมกันด้วยใบหน้าตายด้าน  ก่อนวาเรียทั้งหลายจะเงียบกันอีกครั้งหนึ่ง  แล้วฉลามคลั่งก็พูดต่อ


                “แต่คำสั่งของไอ้เด็กสวะซาวาดะ  บอกให้วายุทั้งหมดรั้งท้ายของแนวหน้า”

                “อะไรกัน~  เจ้าชายอยากเชือดเหมือนกันนะ~


                “นั้นสิๆ  ทำไมพวกเราต้องรั้งท้ายด้วย”

                “ปฏิวัติๆ!”เบล ราซิเอล  และอลิสเอ่ยตอบกันราวกับซักซ้อมมาดี  แถมเด็กสาวยังมีธงที่เขียนตัวใหญ่ๆว่า วายุเจ๋งสุด โบกไปมา  ให้คนในห้องประชุมปวดประสาทเล่นอีกต่างหาก


                “โว้ยยยย!!!  พวกแกจะจริงจังสักสิบนาทีได้มั้ย!!

                “แค่สิบนาทีนะ!”วายุทั้งสามตอบพร้อมกัน  แล้วเอามือมาทำเหมือนรูดซิบปิดปากตัวเอง  จนคนที่เหลืออดถอนหายใจออกมากับความกวนประสาทที่ดูเหมือนจะยกกำลังมากขึ้นของเหล่าวายุไม่ได้


......แค่ไอ้เบลคนเดียวประสาทก็จะแตกแล้ว  นี่ยังพ่วงพี่ชายกับเด็กหน้าเหมือนกันเด๊ะๆมาทำให้ประสาทแตกกว่าเดิมอีก......


                “เอ่อ  สควอโล่จัง  ต่อเลยนะจ๊ะ”

                “เออ!  พวกแกสามตัวต้องรั้งท้าย!  ห้ามเถียง!  ต้องรั้งท้ายเท่านั้น!  ส่วนพวกที่เหลือฟังให้ดี  ไอ้หัวกบนำเมฆากับสายหมอกในสังกัดทั้งหมด  อยู่ถัดจากวายุเข้าใจมั้ย!!!!


                “เข้าใจคร้าบ!!

                “ดี!  ถัดจากเมฆา และสายหมอก  จะเป็นพิรุณ  ตามด้วยอัสนี  แล้วหน้าสุดจะเป็นพิรุณกับพกที่เหลือ.....”


                “เบรก  แล้วบอสล่ะจ๊ะ?”

                “แล้วแต่อารมณ์มัน”


                ฟิ้ว! เปรี้ยง!!


                ทันทีที่สควอโล่พูดจบ  เก้าอี้ไม้แสนบอบบางก็ลอยข้ามมาจากด้านหน้าสุด  ตรงเข้ากระแทกหัวของเขาอย่างตรงเผง  จนคนโดนกระแทกถึงกับเซไปข้างหน้าเล็กน้อย  ก่อนจะหันกลับไปด่าคนปา


                “ไอ้บอสสวะ!!!  เก้าอี้มันแพงรู้มั้ย!!!!


                ฟิ้ว! เพล้ง! เปรี้ยง!!


                สิ้นเสียงตะโกนของรองผ.บ.ฉลามคลั่ง  ข้าวของก็ถูกปากข้ามห้องมาอีกระลอกหนึ่ง  จนคนที่ได้แต่มองรู้สึกเห็นใจ  แต่ก็ไม่อยากจะเข้าไปห้ามคนปา....


........เรื่องของผัวเมียทะเลาะกัน  เราไม่ขอยุ่ง  เดี๋ยวเพลิงพิโรธจะเผากบาล........


                “งั้นทุกคนจ๊ะ!! ประชุมเลิกแค่นี้นะจ๊ะ!”ลุสซุเรียประกาศออกมาทันที  เมื่อเห็นว่ายังมีของอีกมากมายลอยเข้าใส่หัวของสควอโล่  ทุกคนยิ้มออกมาน้อยๆเหมือนรอเวลานี้มานาน  ก่อนจะเผ่นออกจากห้องไปทันที  จนเปลือแค่สามหน่อหัวทองกับฟรานที่ยังคงนั่งอยู่กับที่....(เรียกว่าเจ๊ลุสกับเลวี่เผ่นไปดีกว่าเนอะ)


                “เฮ้อ!  MEว่าเรากลับดีกว่าครับ”

                “คิกคิกคิก  นั้นสิน้า~”อลิสตอบกลับฟรานที่มาสะกิดเธอเบาๆด้วยรอยยิ้ม  ก่อนเธอจะหันไปสะกิดเบลกับราซิเอลที่กำลังนั่งหาวกันอยู่บ้าง


                “กลับกันเถอะค่ะ  ประชุมจบแล้ว”

                “หวาๆ~  ยังไม่ได้เคลียร์เรื่องที่เราต้องรั้งท้ายเลยนะ”เบลเอ่ยออกมาอย่างเจ็บใจเล็กน้อย  ทั้งๆที่รอยยิ้มกว้างยังคงวาดอยู่บนใบหน้า  ก่อนเขาจะลุกขึ้นบิดตัอย่างขี้เกียจ  และเดินนำออกไปจากห้องพร้อมกับราซิเอลที่ยังหาวไม่เลิก.....


                “เราก็ไปเถอะครับ  อลิสจัง”

                “อืม”เด็กสาวรับคำแฟนของตัวเองง่ายๆ  แล้วเดินออกไปจากห้องพร้อมอีกฝ่าย  ปล่อยให้สามีภรรยาสุดแสนจะเก่งกาจของวาเรียทะเลาะกันต่อไป







 

                “พรุ่งนี้เริ่มแล้วนะ....พร้อมมั้ย  อลิสจัง”

                “ก็เรียกได้ว่าพร้อมมานานจนจะไม่อยากรอแล้วก็ได้ค่ะ”อลิสตอบกลับคำพูดของสึนะที่นั่งอยู่เบื้องหน้าเธอด้วยรอยยิ้ม  ก่อนจะเอามือลูบหัวฟินิกซ์วายุที่ไม่ได้จุดไฟอยู่อย่างอ่อนโยน  เมื่อมันอ้อนเธอด้วยการเอาหัวมาถูกไถกับแก้มของเธอเบาๆ


                “ที่จริง  ทางคุณต่างหากที่น่าจะถูกถาม  พร้อมแล้วหรือคะ?  เมฆายังไม่หายดีเลยนิ”

                “ฮะฮะฮะ  ไม่เป็นไรหรอก  เปิดศึกน่ะ  แค่วาเรียน่าจะรับไหวอยู่แล้ว”บอสวองโกเล่เอ่ยออกมาพร้อมกับรอยยิ้มมั่นใจ  จนเด็กสาวอย่างจะเอ่ยขัดมันสักทีสองที


........อย่ามั่นใจในหลักการที่ไร้เหตุผลและไม่เกิดขึ้นของตัวเองสิคะ.........


                “คงจะไม่ว่ากันหรอกนะ  ที่ฉันบอกให้พวกเธอสามคนอยู่ท้ายสุดของกลุ่มน่ะ”

                “อา....แช่งไปนานแล้วล่ะค่ะ”สึนะสะดุ้งเฮือกให้กับคำพูดพร้อมรอยยิ้มของอลิส  ก่อนจะยิ้มแห้งๆออกมาให้  แต่ที่เขาสั่งให้อีกฝ่ายกับพวกวายุไปอยู่ท้ายสุดก็มีสาเหตุจริงๆนะ


                “น่าเศร้านะคะ  คุณฮิบาริยังไม่ดีขึ้นเลย นี่ก็ผ่านมาสองอาทิตย์แล้ว”จู่ๆเด็กสาวก็พูดถึงคนที่กำลังนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงสีขาว  พร้อมกับเครื่องช่วยหายใจที่มีไอจับบางๆเป็นสัญญาณเพียงหนึ่งเดียวที่ทำให้รู้ว่าอีกฝ่ายยังคงมีชีวิตอยู่....


........ทั้งๆที่ประชุมของพวกเธอก็ผ่านมาอาทิตย์หนึ่งแล้ว  รวมกันได้สองอาทิตย์  แต่ฮิบาริก็ยังไม่ฟื้น..........

...........ราวกับองค์หญิงที่ต้องรอการจุมพิตจากองค์ชายให้พ้นคำสาป............


                “แต่สำหรับคุณ  องค์ชายคงไม่อาจจะมีสินะคะ  คุณฮิบาริ”สึนะเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย  เมื่อเด็กสาวพูดอะไรแปลกๆกับร่างที่ยังแน่นิ่งอยู่ของเมฆาแห่งวองโกเล่  เมื่ออลิสรู้สึกว่าถูกมอง  เธอก็ละสายตาจากร่างของฮิบาริแล้วหันมายิ้มให้กับสึนะแทน


                “ก็แค่คำพูดไร้สาระของคนแก่ร้อยกว่าปี  อย่าไปสนใจเลยค่ะ”บอสวองโกเล่หัวเราะให้กับคำพูดของเด็กสาวผมทองเล็กน้อย  ก่อนจะปล่อยให้อีกฝ่ายหันกลับไปมองฮิบาริดังเดิม


                ทั้งคู่เบื้องหน้าเขาราวกับองค์หญิงที่กำลังให้กำลังใจกันอยู่  ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความงามที่หากพินิจดีๆแล้วอาจจะสะกดทุกคนได้  หรือว่าออร่าความสง่างามที่แผ่ออกมาจากอลิสกับฮิบาริกันนะ


..............หนึ่งกล้าหาญ  และเข้มแข็ง  หากแต่กลับซ่อนความเจ็บปวดเอาไว้ข้างในหน้ากาก.............

...........หนึ่งเก่งกล้า  หากแต่งดงามด้วยความเดียวดายมาหลายสิบปี............

.........เจ้าหญิงทั้งสองที่แสนแตกต่างกัน......


                “คิดอะไรของฉันกันเนี่ย....”สึนะพึมพำออกมาเบาๆ  เมื่อจู่ๆหัวของเขาก็คิดอะไรที่แปลกสุดๆเข้าไปให้  ทำเอาอลิสต้องหันมามองเขาเล็กน้อย  ก่อนเจ้าตัวจะหันกลับไปมองฮิบาริด้วยแววตาราบเรียบดังเดิม....


                สึนะเหลือบตามองเด็กสาวอีกคราหนึ่ง  ก่อนจะถอนหายใจออกมา  เมื่ออีกฝ่ายยิ้มกว้างออกมาเหมือนปกติ  รอยยิ้มที่ดูโรคจิต  และน่าหวาดหวั่น  แต่ก็ซ่อนความเจ็บปวดเอาไว้ภายใน.....


........ดูยังไง  อลิสจังก็ไม่น่าจะเป็นเจ้าหญิง.....เราสิคิดอะไรแปลกๆ........


                แอ๊ด!


                “ขอโทษนะ เคียวยะ  ที่วันนี้ฉันมาหาช้า”จู่ๆก็มีคนเปิดประตูห้องเข้ามาใหม่  พร้อมกับเสียงที่คุ้นหูสองคนที่นั่งอยู่ก่อนหน้าได้เป็นอย่างดี  รอยยิ้มกว้างบนใบหน้าของอลิสหุบลงสักครู่หนึ่งเมื่อเสียงนั้นดังขึ้นมา  ก่อนเธอจะเผยรอยยิ้มสมเพชและดูถูกออกมา...


                “สวัสดีค่ะ  ดอนคาบัคโลเน่”

                “อ-อลิสจัง!  สึนะ!”ดีโน่ที่พึ่งเห็นคนในห้องสะดุ้งเล็กน้อย  ก่อนจะส่งยิ้มแห้งๆแทนคำขอโทษที่เขาไม่ทันมองให้กับคนทั้งสอง  ซึ่งสึนะก็ยิ้มกลับให้เขาง่ายๆ  ผิดกับอลิสที่จู่ๆก็ลุกขึ้นยืน  เตรียมจะเดินออกจากห้อง


                “อา....หนูเองก็มาเยี่ยมนานเกินไปแล้ว  คงต้องขอลากลับก่อนนะคะ”เด็กสาวเอ่ย  พร้อมกับก้มหน้าเป็นการเคารพสึนะเล็กน้อย  ทำเอาอีกฝ่ายแปลกใจว่าเธอไปเรียนรู้วัฒนธรรมแบบญี่ปุ่นมาตอนไหน.....


                อลิสที่กำลังจะเดินออกจากห้อง  หยุดลงข้างๆดีโน่ครู่หนึ่ง  ก่อนจะยืดตัวขึ้นไปกระซิบเบาๆข้างๆหูของอีกฝ่าย


                “สำนึกบาปของตนเป็นด้วยหรือ  หนูนึกว่าคุณเป็นก็แค่โทษความผิดให้คนอื่น  ทำร้ายคนอื่น......และทำตัวงี่เง่าเท่านั้นซะอีก”


                ดวงตาสีอำพันเบิกกว้างกับคำเสียดสีของอีกฝ่ายเล็กน้อย  ก่อนอลิสจะเดินออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว  ราวกับไม่อยากจะใช้อากาศร่วมกับใครบางคน......







               

                “อย่าลืมนะ  รั้งท้ายเท่านั้น”

                “คร้าบๆ”เบลและราซิเอลตอบกลับออกมาอย่างพร้อมเพรียง  ด้วยเสียงยานคางรากับคนเบื่อเต็มที่  ในขณะที่อลิสหาวออกมาเป็นรอบที่เท่าไหร่ของวันแล้วก็ไม่อาจทราบได้


                ทั้งๆที่ตอนนี้สงครามและการฆ่าฟันระหว่างวองโกเล่และพันธมิตร กับ รีพอสซ่าก็เริ่มต้นแล้ว......แต่ก็นะ  ได้อยู่รั้ง้ทายของกลุ่มก็มีความหมายอีกแบบว่า


                “ให้นั่งรออยู่หน้าปราสาทาเรียเนี่ย......น่าเบื่อจังเลยค่ะ”อลิสพูดออกมา  พร้อมกับเอามือไปเล่นกับฟินิกซ์ของตัวเอง  แบบเดียวกับที่เบลเล่นอยู่กับมิ้งของตัวเอง


                “เฮ้อ!  นั้นสิๆ  ขนาดไอ้หัวกบที่อยู่ถัดออกไปยังบอกเลยว่าไม่มีอะไรให้ทำ”ราซิเอลพูดออกมาบ้าง  พร้อมกับพาดพิงถึงฟรานที่รับมืออยู่เบื้องหน้าพวกเขาราวๆไมล์......


                “แข่งกันเล่านิทานดีมั้ยคะ?”

                “ห่ะ?”เบลและราซิเอลร้องออกมาพร้อมกัน  เมื่อเด็กสาวมีความคิดแปลกๆในการแก้เบื่อ  แต่พอพวกเขาคิดไปคิดมาแล้ว  ก็ยอมพยักหน้าตกลงไป  เพราะยังดีกว่าไม่มีอะไรทำแก้เบื่อ...


                “งั้นหนูเริ่มก่อนนะ!  ชื่อเรื่องของหนูคือ เจ้าหญิงที่แตกต่างทั้งสอง!’.....”

                “เออ”เบลรับคำง่ายๆ  ก่อนจะดึงให้พี่ชายตัวเองนั่งลงบนกิ่งไม้เป็นเพื่อนตัวเอง  รอฟังนิทานจากคนที่มีชีวิตมาร้อยกว่าปี  อลิสผ่อนลมหายใจออกมาเล็กน้อย  ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่อง


                “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว....  ยามที่โลกยังสงบสุขอยู่นั้น  ที่ประเทศเล็กๆแห่งหนึ่ง  ได้มีเจ้าหญิงอยู่สองพระองค์ที่ไม่เกี่ยวดองกันโดยสายเลือด 


                คนแรกเป็นเจ้าหญิงผู้แข็งแกร่ง  หากแต่ต้องคำสาปร้ายของนางแม่มดให้เจ้าหญิงไม่รู้จักรัก และไม่เข้าใจถึงวิธีการรักใครสักคน  เหมือนสาปให้องค์หญิงต้องจมอยู่กับชะตากรรมอันเดียวดายตลอดไป.... แต่ในที่สุดเจ้าหญิงก็ตกหลุมรักกับเจ้าชาย  แต่เจ้าชายกลับเกลียดชังเจ้าหญิง  เพราะครั้งหนึ่งเจ้าหญิงเคยทำให้คนที่เจ้าชายรักไปรักกับคนอื่น  เจ้าชายทำร้ายเจ้าหญิงมากมายหลายครั้ง  แต่มีครั้งหนึ่งที่ทำร้ายเจ้าหญิงจนองครักษ์มิอาจทนได้  เตรียมจะไปล้างแค้นแทนเจ้าหญิงที่เป็นครอบครัวของตัวเอง  แต่เจ้าหญิงไม่ให้ไป.....ท้ายที่สุดแล้วเจ้าหญิงได้สละตัวเอง เข้ารับคำสาปของแม่มดแทนหญิงที่เจ้าชายรัก  และหลับไปตลอดกาล......ไม่อาจจะมีใครมาปลุกจากภวังค์แห่งฝันร้าย  ไม่มีจุมพิตของเจ้าชายองค์ใดช่วยเธอได้......


......เพราะแน่นอนว่า  คำสาปร้ายที่ทิ่มแทงเจ้าหญิงมาแต่แรกนั้น  ทำให้เจ้าหญิงไม่อาจมีเจ้าชายของตนได้......”

 

                “สตอป!!  เรื่องของเจ้าหญิงคนแรกมันคุ้นๆนะ  เอาเรื่องของเจ้าหนุเมฆามาแต่งใช่ป่ะเนี่ย!”เลเอ่ยออกมา  หลังจากที่เด็กสาวเว้นวรรคไปช่วงหนึ่ง  อลิสยิ้มแห้งๆให้กับคนที่ฟังเรื่องเล่าของเธอ  ก่อนจะโมเมเล่าเรื่องต่อไป....

               

                “เจ้าหญิงองค์ที่สอง  ไม่ได้โดนคำสาปร้าย  ไม่ได้โดนเจ้าชายทำร้าย  แต่เธอเลือกที่จะครองความเดียวดายมาเป็นเวลานาน  เพราะเธอเลือกที่จะรักเพียงครอบครัวของเธอเท่านั้น  อา.....แม้แม่มดร้ายจะไม่ย่างกรายมาทำร้ายเธอ  หากแต่ชะตากรรมกลับทำให้เธอถูกพระผู้เป็นเจ้ารังเกียจ  เจ้าหญิงผู้น่าสงสารได้แต่เก็บความทรมานเอาไว้ในอก  ไม่อาจจะบอกใครได้ว่าเธอนั้นโดนอะไรมา  มีเพียงแค่รอยยิ้มที่ประดับขึ้นมาบนใบหน้า  รอยยิ้มเสแสร้งที่สร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องความสุขของครอบครัวคนสำคัญ......และท้ายที่สุดแล้ว.....เจ้าหญิงนั้น.....”

               

                ตูม!!!


                เสียงของอลิสที่กำลังเล่าเรื่องอยู่ถูกขัดด้วยเสียงของระเบิดที่ดังขึ้ยมาจากด้านข้างของพวกเขาทั้งสาม  เมื่อหันไปมองลูกน้องมากมายในสังกัดของเบลกำลังทรมานอยู่กับแรงระเบิดที่อัดใส่ร่างเมื่อครู่ 


                ท่ามกลางหมอกควันจากระเบิด  ได้มีเงาดำหนึ่งโผล่ขึ้นมา  ก่อนมันจะกลายเป็นร่างของคนในชุดสีดำสนิท  พร้อมกับปืนที่มีไฟธาตุพิรุณแผดเผาอยู่


                “หวา!  เรามาเชือดกันได้แล้วล่ะค่ะ!”อลิสละทิ้งนิทานของตัวเองอย่างไม่ใย  ก่อนจะเริ่มเปิดฉากโจมตีชายชุดดำที่มาเพียงคนเดียวเป็นคนแรก  ทำเอาราซิเอลกับเบลที่ตกใจอยู่นั้นได้สติกลับมา  จึงรีบพุ่งเข้าไปโจมตีบ้าง


......กลายเป็นว่าสามรุมหนึ่งซะงั้น......


                เคร้ง!


                มีดสั้นสลักลายที่อลิสไม่ได้หยิบมาใช้นาน  ปะทะเข้ากับมีดสั้นที่อีกฝ่ายเอาออกมาใช้  เด็กสาวอดที่จะยิ้มออกมากว้างๆไม่ได้.....


                ฟิ้ว! หมับ!


                ชายชุดดำรับเอามีดที่เบลปามา  ด้วยการทิ้งปืนของตัวเอง  แล้วใช้มือนั้นรับมัน  ราวกับมันไม่ได้เร็วอะไรมากนัก  ทำเอาเบลผงะ  เพราะไม่เคยมีใครรับมีดของเขาทัน  นอกจากฮิบาริ  เคียวยะที่กำลังนอนซมอยู่ที่โรงพยาบาลเท่านั้น


                “ผมมารับองค์หญิงแล้วครับ”ชายชุดดำเอ่ยออกมาเบาๆ  ให้เพียงเด็กสาวเบื้องหน้าได้ยินเท่านั้น  ฟันของอลิสขบกันแน่นด้วยความสงสัย  ก่อนจะนึกย้อนไปยังเรื่องที่สึนะเคยพูดกับเธอก่อนหน้านี้ไกลๆ


........พวกมันต้องการตัววายุ  แล้วจะต้องได้ไม่ว่าจะต้องทำอะไรก็ตาม!........


                “ฉันไม่ใช่เจ้าหญิงของพวกแก!!”เด็กสาวเอ่ยออกมาพร้อมกับฉีกยิ้มกว้าง   ในขณะที่เธอถอยกลับไปเกาะที่ต้นไม้  ไม่งั้นคงได้ดิ่งพสุธาลงพื้น


.....นี่แหละนะ  ข้อเสียของคนที่ไม่สามารถบินได้.....


                เคร้ง!!


                ดูเหมือนชายชุดดำจะไม่อยากฟังคำพูดของเด็กสาวสักเท่าไหร่  เพราะเข้าพุ่งใส่เธออีกที  แต่ยังดี ที่มีดของราซิเอลที่ปามา  ทำให้เขาต้องหันไปปัดมันเล็กน้อย  อลิสจึงสามารถเคลื่อนตัวหลบการโจมตีของอีกฝ่ายได้...


                “มิ้งวายุ!”เบลสั่งสัตว์ของตัวเอง  ในขณะที่เกาะต้นไม้เอาไว้แน่น  เจ้ามิ้งวายุรับคำเล็กน้อย  ก่อนมันจะหายไปในเงามืดของพืชพรรณในป่า  จนเด็กสาวเกิดสงสัยว่าเบลสั่งให้สัตว์ของตนไปทำอะไร


                “ไม่มีใครสอนหรือไง  ว่าห้ามละสายตาจากคู่ต่อสู้.....”


                เคร้ง!


                มีดของอลิสปะทะกับมีดของชายชุดดำอีกทีหนึ่ง  เมื่อฝ่ายนั้นพุ่งใส่เธอไม่เลิก  ก่อนทั้งสองคนจะไล่เชือดกันอย่างเมามันส์  จู่ๆเพลิงสีแดงสดก็ลุบพรึ่บออกมารอบๆลานต่อสู้ของพวกเธอทั้งสามกับศัตรู...


                “อ้ากกกกกกกกก!!!”เสียงกรีดร้องที่ดังมาจากเพลิงที่กำลังมอดไหม้  ทำเอาเด็กสาว และกลุ่มของเธอฉีกยิ้มออกมาอย่างบ้าคลั่ง


......อา.....นี้แหละ BGM ที่ดีที่สุดของพวกเรา!!.......


                “รู้ว่าศัตรูซ่อนอยู่ตรงไหนบ้างได้ไงคะ  มะม๊า”

                “ก็ฉันเป็นเจ้าชายนี่  อุชิชิชิชิชิ”เบลพูดออกมา  พ้อมกับปามีดใส่ชายชุดดำเบื้องหน้าเด็กสาว   แต่ชายคนนั้นก็หลบได้  ราซิเอลจึงอาสัยจังหวะหลบนั้น  ปามีดใส่เข้าไป


                ฉึก! ฉึก! ฉึก!


                มีดสีเงินของราซิเอล  อาบด้วยเลือดจากชายในชุดสีดำ  ก่อนเขาจะดึงมันออกมาราวกับไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดใดๆทั้งสิ้น  ทำเอาอลิสอดทึ้งไม่ได้ 


                “เอาล่ะ......เรามาจบการต่อสู้นี้กัน  เอคโค่”เด็กสาวเอ่ยกับสัตว์กล่องของตัวเอง  ก่อนจะปล่อยให้มันลอยขึ้นไปบนฟ้า  แล้วใช้อาวุธกล่องที่เธอไม่ค่อยอยากจะเปิดมาใช้บ้าง


                พรึ่บ!


                ดาบแบบขุนนางโผล่ออกมาทันทีที่เด็กสาวเปิดอาวุธกล่องของตัวเอง  คมของมันอาบไปด้วยเพลิงวายุที่โหมกระหน่ำ  แล้วเธอก็บุกโจมตีชายชุดดำทันที


                “เฮ้!  อย่ามาแย่งเหยื่อฉันสิ!”เจ้าชายฝาแฝดเอ่ยอกมาพร้อมกัน  แต่เด็กสาวกลับไม่สนใจ  เพราะสิ่งที่เธอสนใจมีแค่เหยื่อเบื้องหน้าเธอเท่านั้น


                เคร้ง!


                มีดสั้นที่อาบเพลิงพิรุณปะทะกับดาบที่อาบเพลิงวายุ  ในขณะที่ปะทะนั้น  ทำให้ผมที่ปิดตาของเด็กสาวเปิดออก  และพลิ้วไปตามสายลมจากแรงปะทะ  ดวงตาสีแดงสดราวกับจะสะกดทุกสรรพสิ่งให้หยุดนิ่ง  จ้องศัตรูเบื้องหน้าอย่างไม่เกรงกลัว


                “ดวงตาสีสวยนะครับ องค์หญิง”

                “ฉันบอกแล้วว่าไม่ใช่องค์หญิงของพวกแก!!!ความเกลียดชังถ่ายทอดผ่านดวงตาของเด็กสาวอย่างเด่นชัด  ที่จริงเธอก็ไม่รู้หรอกนะว่าอะไรที่ทำให้เธอรู้สึกเกลียดชังอีกฝ่ายได้มากขนาดนี้


......เรียกว่าเกลียดขี้หน้าแต่แรกพบก็ได้......


                “เอคโค่!!  เพลิงฮิกันบานะ!!”อลิสตะโกนก้อง  ทำให้เจ้าฟินิกซ์ที่ลอยอยู่เหนือฟ้าขึ้นไปส่งเสียงร้องกลับมา  ก่อนมันจะค่อยๆสยายปีกของตนให้กว้างขึ้น


                “บอกที่อยู่ของท่าไม้ตายตัวเองมันไม่ดีนะครับ”ชายชุดดำเอ่ย  ก่อนจะพุ่งขึ้นไปยังเจ้าฟินิกซ์สีแดงสดที่กำลังสยายปีกของตัวเองอยู่  ก่อนจะเอามีดไปแทงมันเข้าที่ปีกจังๆ  โดยไม่กลัวเพลิงที่กำลังล้อมรอบมันอยู่แม้แต่น้อย


                “หึ.....ขอบคุณที่สนใจเอคโค่ของฉันนะ”อลิสเค้นยิ้มออกมา  ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง  ทำเอาแม้กระทั่งเบลและราซิเอลแปลกใจ


.....สัตว์กล่องโดนทำร้าย  แต่ทำไมเธอถึงหัวเราะราวกับถูกใจ.....


                “กริมฟ์!  เดอะ ไฟนอล เฟลม!!!”สิ้นเสียงของเด็กสาว  เพลิงวายุสีแดงสดก็ทะยานมาจากพื้น  ตรงเข้าไปปะทะร่างของชายชุดดำที่กำลังจะทำร้ายฟินิกซ์ทันที


                “อ้ากกกกกกก!!!”เสียงกรีดร้องอย่างทรมานของชายผู้นั้นดังขึ้นมา  ในขณะที่ร่างของเขาห่อหุ้มดวงเพลิงสีแดงสด  ทำเอาอลิสอดยิ้มไม่ได้  ก่อนเธอจะให้เอคโค่กลับเข้ามาในกล่องของเธอก่อน  แล้วกระโดดลงไปอยู่ที่พื้น


                ตุบ!  ตุบ! ตุบ!


                เบลและราซิเอลกระโดดลงมาตามเด็กสาว  ที่ตอนนี้กำลังลูบหัวสีมีชีวิตขนาดใหญ่อยู่


                “ว้าว!  นี่สินะ  บาซิลิกส์ของเธอ”ราซิเอลเอ่ย  ในขณะที่จ้องงูยักษ์เบื้องหน้าที่กำลังปล่อยให้เด็กสาวลูบหัวอยู่  อลิสพยักหน้าให้กับแฝดผู้พี่เล็กน้อย  แล้วจุมพิตเบาๆที่หัวของงูยักษ์แห่งวายุ


                “เด็กคนนี้ชื่อ กริมฟ์  หนูเรียกเขาออกมาพร้อมกับดาบเล่มนี้  แต่เพราะชายคนนั้นให้ความสนใจกับดาบของหนูมากไป  บวกกับความเร็วที่มากผิดปกติของกริมฟ์ทำให้เขาไม่เห็นมัน  และยิ่งตอนที่เขาถูกหลอกด้วยเอคโค่......กริมฟ์ก็ชาร์ตพลังเต็มที่พอดี......”


                “ชาร์ต?”เบลเอ่ยออกมา  เมื่อสงสัยจุดๆหนึ่งในคำอธิบายของเด็กสาว  อลิสยิ้มเล็กน้อย  ก่อนจะให้บาซิลิสก์ของเธอกลับลงกล่อง  แล้วค่อยตอบคำถามเบล


                “ก็สัตว์กล่องของหนูมันเป็นของเก๊ไงค่ะ  เพราะงั้นก็ต้องมีข้อแม้แบบที่หนูเคยบอก  สำหรับกริมฟ์จะใช้เขาหนึ่งทีต้องมีตัวล่อ  เพราะทันทีที่เปิดมาพลังของเขาแทบจะไม่มีเลย  ต้องรอให้เขาชาร์ตก่อน  ด้วยถ่ายพลังให้เขาเรื่อยๆ”


                “อา....งั้นสินะ  เอาเถอะ  เรากลับไปปราสาทรายงานบอสเถอะ”เบลพยักหน้า  แล้วตัดจบการต่อสู้ด้วยคำพูดง่ายๆ  ก่อนทั้งสามจะลากร่างที่ไม่ค่อยจะสะบักสะบอมเลยของตัวเองกลับไปยังปราสาทวาเรีย  ทั้งๆที่ในหัวของอลิสเต็มไปด้วยความสงสัยที่ประทังเข้ามาในคืนเดียว


......พวกมันเป็นใคร.....แล้วพวกมันต้องการแค่ให้เธอไปกับพวกมันจริงๆงั้นหรอ?......

.......แบบนั้นทำไมไม่ลักพาตัวไปทั้งๆที่ทำได้กัน.......


“ไม่เข้าใจเลยจริงๆ  รีพอสซ่าแฟมิลี่.....”


_____________________________________

ตอนนี้เนื้อหาดูมั่วๆซั่วๆเนอะคะ

มันเกิดจากอารมณ์อยากจะแต่งนิทานซ้อนนิทานขึ้นมา

เลยจัดไปตามอารมณ์ของตัวเองทันที...

มันเลยมั่วๆซั่วๆแปลกๆ

เอาเป็นว่า  เจอกันตอนหน้านะคะ!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

49 ความคิดเห็น