[นิยายแปล]เกิดใหม่เป็นนางร้ายในโอโตเมะเกมกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้ติดตามและเหล่าหนุ่มสุดยันเดเระ!!!

ตอนที่ 9 : Ch 9 | ผู้ติดตามของฉันกับการเล่าเรื่องหญิงสาวในอุดมคติ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 832
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 91 ครั้ง
    15 มิ.ย. 63

Chapters 9 | ผู้ติดตามของฉันกับการเล่าเรื่องหญิงสาวในอุดมคติ

 

แอชลีย์ยังคงถามฉันเกี่ยวกับสิ่งที่เขียนในจดหมายฉบับนั้น แต่ฉันก็ไม่ยอมบอกเขาทันใดนั้นก็มีชายคนหนึ่งเข้ามาในห้องอย่างตื่นตกใจ

 

“เซชิล! พ่อขอโทษนะที่ไม่ได้อยู่เพื่อต้อนรับลูกกลับบ้าน” ท่านพ่อกล่าวพร้อมกับดึงฉันเข้าไปในอ้อมกอดแน่นจนแทบหายใจไม่ออก ท่านอยู่ในชุดลำลองตามปกติที่ท่านสวมยามเดินไปรอบๆเมือง ฉันมั่นใจว่าเขาต้องรีบวิ่งมาแน่ๆ

 

“ดีใจที่ได้พบท่านนะคะ ท่านพ่อ”

 

เราหอมแก้มกันและกัน จากนั้นเขาก็กลับมามองที่ใบหน้าของฉันที่ยิ้มราวกับได้ยกภูเขาออกจากอก

 

“ทันทีที่พ่อได้ยินว่าลูกกลับมาบ้าน พ่ออยากจะทิ้งทุกสิ่งและรีบมาที่นี่ แต่ก็ทำไม่ได้เพราะตอนนั้นพ่อทำงานกับท่านดยุคแรนดอล์ฟอยู่ โอ้จริงสิ เหมือนพ่อได้ยินมาว่าลูกสนิทกับลูกชายของเขานิ”

 

แอชลีย์ลุกขึ้นจากเก้าอี้ หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงของมันกระทบกับพื้นด้านหลังเขา เขาเป็นแบบนี้อยู่บ่อยครั้งเมื่อไม่นานมานี้ เห็นแบบนี้ฟังแล้วเหมือนกับว่าเก้าอี้พร้อมจะพังได้ทุกเวลา

 

“ยินดีต้อนรับกลับครับนายท่าน”

 

เขาเอ่ยพร้อมกับหันไปหาท่านพ่อ จากนั้นก็เดินไปช่วยถอดเสื้อคลุมของท่านพ่อ และจากนั้นก็หันมาจ้องมองที่ฉันราวกับว่ามีบางอย่างที่เขาอยากจะพูด ท่านพ่อก็พูดแบบนั้นทันทีหลังจากที่ฉันบอกกับแอชลีย์ไปว่าเราไม่ได้สนิทกันมากฉันเดาว่าข่าวลือเกี่ยวกับฉันและรุ่นพี่ไปถึงหูของท่านดยุกแล้วเหมือนกัน

 

“ท่านพ่อ ลูกชายของท่านดยุกเป็นแค่รุ่นพี่ค่ะ เหมือนว่าเขาเรียกชื่อของลูกในการพูดคุยกันและตอนนี้ทุกคนก็จินตนาการว่ามีบางอย่างระหว่างเราค่ะ”

 

ทำไมมันถึงหูท่านพ่อได้นะ? ฉันจินตนาการไม่ออกเลยว่าอะไรที่ทำให้เขาพูดเรื่องของฉัน

 

“ต้องมีมากกว่านี้สิ ท่านดยุกบอกกับพ่อว่าลูกชายของเขาน่ะเขียนจดหมายรักหาลูกเมื่อเร็วๆ นี้”

 

ขณะที่ท่านพูด ดวงตาของท่านเหลือบมองไปที่จดหมายที่ยังคงอยู่ในมือของฉันอย่างมีนัยยะ อย่าบอกฉันนะว่าคนที่เฉยเมยแบบนั้นเขียนจดหมายต่อหน้าพ่อของตัวเอง! ไม่เขาไม่ประมาทหรอก... เป็นไปได้สูงที่พ่อของเขาจะเห็นหลังจากที่รุ่นพี่ส่งจดหมายให้พ่อบ้านของเขาแล้ว พ่อของเขาต้องสังเกตเห็นคำว่า ‘เซชิลที่รักของข้า’ และจดจำมันไว้

 

“ลูกกำมันแน่นมากเหมือนกับว่าลูกไม่อยากวางมันลง....”

 

ไม่นะ เหมือนว่าสายตาของท่านพ่อเริ่มชั่วร้ายเสียแล้ว

 

“พ่อเดาว่าลูกวางแผนที่จะทิ้งพ่อไปในสักวัน”

 

ในความเป็นจริงฉันจะไม่ทิ้งท่านพ่อเพียงเพื่อไปอยู่ข้างๆ รุ่นพี่

พอมาถึงจุดนี้แอชลีย์มองมาที่ฉันอย่างเจ็บปวด แม้ว่าฉันจะปฏิเสธความสัมพันธ์แบบนี้ แต่ดูเหมือนว่าทั้งสองจะไม่ยอมรับมัน ตั้งแต่ที่ท่านพ่อเข้ามามีส่วนร่วมในบทสนทนาฉันรู้สึกเหมือความสงสัยที่แอชลีย์มีมันแย่ลงเรื่อยๆ และฉันไม่ได้โกหกอะไรเลยนะ! (แค่นิดๆ หน่อยๆ ในบางที....)

 

“จดหมายนี้....”

 

แม้ว่ารุ่นพี่จะเขียนมันเป็นภาษาญี่ปุ่น และแม้ว่าจะมีข้อมูลอย่างดีในการรายงาน....มันทำให้แอชลีย์หึงสงสัยฉันและท่านพ่อเข้าใจผิด! ไม่คุ้มเลยสักนิด!

 

แล้วก็มีเสียงฉีกกระดาษสามแผ่นนั่นเล็ดลอกออกมา แขวก แขวก แขวก

 

ฉันฉีกจดหมายที่นี่และเดี๋ยวนี้ ท่านพ่อกับแอชลีย์ต่างจ้องมองมาที่ฉันอย่างตกตะลึง แต่ฉันไม่สนใจพวกเขา ฉันฉีกมันซะไม่เหลือชิ้นดีแล้วโยนทิ้งลงถังขยะ

 

“.....ไม่มีอะไรน่าสนใจเลยค่ะ”

 

ใบหน้าของท่านพ่อหันมาแบบไม่แยแสหลังจากที่ได้ยินแบบนั้น แต่แอชลีย์มองมาที่ฉันอย่างไม่มั่นใจ

 

***

 

ไม่นานแอชลีย์ชวนฉันออกไปดูสวน ดังนั้นนี่เป็นครั้งแรกที่เรากำลังเดินไปรอบๆ และชื่นชมดอกไม้ด้วยกัน ราวกับว่าในตอนที่ฉันไม่อยู่แอชลีย์ก็ยังคงดูแลดอกไม้พวกนี้อย่างทะนุถนอม แถมตอนนี้ก็เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิอย่างเป็นทางการ สวนแห่งนี้จึงเต็มไปด้วยดอกไม้ที่บานสะพรั่ง

ท่านพ่อเคยบอกกับเราว่าการรดน้ำและกำจัดวัชพืชจะทำได้ง่ายขึ้นถ้าเราใช่เวทมนต์ ตอนเด็กๆ เราจะปฏิเสธความคิดนั้น เราบอกกับท่านไปว่ามันจะไม่มีความหมายถ้าเราไม่ทำเองกับมือ ดังนั้นเราเลยเลือกที่จะไม่ใช้เวทมนต์

ทะว่าในความเป็นจริง ฉันไม่ได้มีความสามารถถึงขั้นร่ายเวทย์ดังกล่าวโดยที่มันจะไม่สูบพลังงานทั้งหมดของฉัน ดังนั้นฉันจึงดื้อดึงที่จะกำจัดวัชพืชและรดน้ำด้วยสองมือของฉันต่อไป ฉันแน่ใจว่าแอชลีย์ก็ตระหนักถึงความจริงในข้อนั้น และทำตามความดันทุรังของฉันอย่างกังวล รอยตำนิคือสิ่งที่ได้จากความดันทุรังของการลงมือทำด้วยตัวเองในทุกๆ ปี และถึงแม้ว่าแอชลีย์จะใช้เวทย์ในการดูแลได้หลังจากที่ฉันไม่อยู่ ฉันคิดว่าเขาคงนึกถึงความรู้สึกของฉันเกี่ยวกับเรื่องนี้และตัดสินใจดูแลต่อไปด้วยตัวเอง แล้วก็ตอนนี้ขณะที่เราเดินผ่านสวน เขายังคงใช้มือดึงวัชพืชออกจนมือสกปรกเมื่อเราผ่านมาเห็น

 

“มันคือ....สิ่งสำคัญสินะครับ?” แอชลีย์ถามโดยไม่สนใจเสียงที่ดังขึ้นแล้วเงียบในตอนท้าย แต่ถึงอย่างนั้นฉันกลับได้ยินสิ่งที่เขาพูด

 

“สิ่งสำคัญอะไรเหรอ?”

“จดหมาย.....”

 

เหมือนว่าเขาจะไม่สบอารมณ์อีกรอบนะ แต่ค่อนข้างใจลอยเหมือนใจเขาไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

 

“ท่านควรเก็บสิ่งที่มีค่าอย่างระวังเพื่อนที่ท่านจะได้ไม่เสียสิ่งเหล่านั้นไป นั่นคือจดหมายฉบับแรกที่คุณหนูได้รับจากคนที่ท่านรัก หากท่านแค่โยนมันทิ้งไปในอนาคตท่านจะได้ไม่เสียใจกับมันครับ”

“หนึ่ง เขาไม่ใช้คนที่ข้ารัก สองข้าฉีกมันเป้นชิ้นๆ ไปแล้ว”

“มันยังเป็นไปได้ที่เราจะนำชิ้นส่วนกลับมารวมกันอีกครั้งนะครับ”

 

ฉันเข้าใจ ใจความสำคัญของจดหมายแล้ว.... หรือคิดว่าฉันจะลืมข้อมูลสำคัญในจดหมายนี่? จุดๆ นี้ ฉันไม่จำเป็นต้องเก็บจดหมายนั่นไว้แล้ว นอกจากนี้แม้ว่าแอชลีย์และท่านพ่อจะไม่เห็นสิ่งที่ฉันอ่านจากจดหมาย และบีบบังคับให้ฉันต้องฉีกมันทิ้งที่นั่นทันที เป็นสิ่งที่ฉันต้องกำจัดเพื่อไม่ให้ตกอยู่ในมือของคนผิด

 

“มันไม่สำคัญพอที่จะเก็บมันไว้ หากเป็นจดหมายของเจ้าหรือจดหมายของท่านพ่อ แน่นอนว่าข้าต้องรักษามันไว้อย่างหวงแหน แต่ข้าไม่อยากที่จะทำแบบนั้นกับจดหมายฉบับนี้”

 

ฉันกำลังจะบอกเขาว่าบางครั้งฉันก็อยากกลับไปอ่านจดหมายที่แอชลียืส่งถึงฉันอีกครั้ง ดวงตาของเขาเบิกกว้างเล็กน้อย

 

“นายท่านต้องเก็บจดหมายทั้งหมดที่คุณหนูส่งถึงเขาอย่างทะนุถนอมด้วยสินะครับ”

“ข้าว่าเขาเป็นผู้ปกครองที่คิดมากเกินไป”

 

แอชลีย์ยังบอกฉันอีกว่าท่านพ่อเก็บทุกอย่างไว้ในห้องนิรภัย แต่ฉันก็แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินในส่วนนั้น ฉันคิดว่ามันจะเป็นการหยาบคายกับท่านพ่อที่ได้ยินว่าเขารักฉันมากเกินไปสำหรับฉันล่ะนะ..... เพราะงั้นฉันจะทำเป็นว่าไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้นก็แล้วกัน!

 

“ข้าก็.....ยังไม่ได้ทิ้งจดหมายของคุณหนูที่ส่งมาถึงข้าเหมือนกันครับ”

“ขอบใจนะจ้ะ”

“จากมุมมองของข้ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องทำครับ”

 

“ยังไงก็ตามมันทำให้ข้ามีความสุข” ฉันเอ่ย แม้ว่าฉันจะรู้ว่าเขาไม่ใช่เด็กดีในตอนนั้นอีกแล้ว ฉันก็ทำอะไรไม่ได้ด้วย แต่เขาก็ไม่ได้ทำมันจนติดเป็นนิสัย

 

คิ้วของเขาขมวดเล็กน้อยขณะที่เขาจับมือของฉันและเอามันออกจากหัวของเขา ฉันคาดว่าในที่สุดเขาก็จะต้องผ่านช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแล้วล่ะตอนนี้

 

“ข้าไม่ใช้เด็กอีกต่อไปแล้วนะครับ”

 

“จริงสิ” ฉันกล่าวพลางพยายามจะขอโทษ แต่แทนที่จะใจเย็นลงแอชลีย์กลับตัวแข็งทื่อและกลั้นหายใจอยู่ครู่หนึ่ง เขายังคงจับแขนฉันไว้ การเคลื่อนไหวแบบกะทันหันของเขาทำให้ฉันเสียสมดุลและกระตุกให้ฉันเข้าหาตัวเขา เป็นการเตือนว่าเขาน่ะแข็งแกร่ง ฉันไม่สามารถปฏิบัติกับเขาเหมือนว่าเขาเป็นเด็กได้อีกต่อไปแล้ว ฉันอดไม่ได้ที่จะชื่นชมความแข็งแกร่งของเขาเลยจริงๆ

 

“ถ้าหากท่านไม่ระวังตัวตอนที่สัมผัสข้าจะเป็นปัญหาเอาได้นะครับ ข้าแข็งแกร่งพอที่จะฉุดท่านลง ข้าสามารถทำให้ท่านแปดเปื้อนได้ ข้าไม่ใช่เด็กที่ว่านอนสอนง่ายอีกต่อไปแล้วนะครับ คุณหนู”

 

ฉุดฉันลง? ทำให้ฉันแปดเปื้อน? นี่เขาบ้าไปแล้วจริงๆ เหรอ? ถ้าเขาฉุดฉันลงในสวน ฉันเดาว่าฉันต้องเปื้อนอยู่แล้ว

 

“ถึงจะเป็นเวลาที่ดีที่สุด ในช่วงนี้ไม่อยากให้ท่านได้เห็นถึงจิตใต้สำนึกที่แย่ๆ ของข้า ไม่อยากคิดเลยครับ ตอนที่ข้าไม่อาจควบคุมตัวเองได้”

 

เขาบ้าไปแล้วจริงๆ เพราะฉันไม่ได้กลับบ้านนานเกินเหรอ? ท่านพ่อก็เหมือนจะทำใจไว้แล้วนี่ ท่านลูบหัวฉันและตำหนิว่าฉันควรกลับมาบ้านบ้าง

แต่แอชลีย์ดูซีดเซียวมากเลยตอนนี้ ราวกลับว่าเขาอาจสแนป [1] ได้ตลอดเวลา สีหน้าของเขามันดูเจ็บปวดจนแทบฉุดรั้งไว้ไม่อยู่แล้ว

 

“แอชลีย์ได้โปรดอย่าทำหน้าแบบนั้นสิ ร่าเริงหน่อย!”

“พอท่านเจอคนที่มีค่า ถ้าท่านไม่รักษาไว้ท่านต้องเสียใจแต่ด้วยเหตุผลบางอย่างๆ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นข้าก็รักษาไว้ไม่ได้ และแม้ว่าจะผ่านไปหนึ่งปีพวกเขาก็กลับมาอยู่ข้างๆ ข้า แต่ข้าก็ยังควบคุมตัวเองและอดทนได้ ข้าไม่มีที่ให้ใส่....ข้าไม่มีที่ที่จะเก็บพวกเขาไว้ ดังนั้นสิ่งที่ข้าทำได้คือการอดทนต่อไป....”

 

บทสนทนานี่เริ่มจะออกทะเลมากเรื่อยๆ แล้วนะ ฉันไม่รู้ว่าเขากำลังพูดถึงเรื่องอะไร

 

“ข้าทำอะไรผิดไปเหรอครับ? ถ้าข้าละสายตาไปจากพวกเขาเพียงครู่เดียวพวกเขาอาจถูกช่วงชิงไปจากข้า” เขาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ทนทุกข์ทรมานราวกับว่าคำที่ฝืนออกมาจากปากเป็นความตั้งใจของเขา ในขณะเดียวกันแอชลียืจับที่แขนของฉันพร้อมกับก้าวเข้ามาหาหลังจากนั้นก็แนบใบหน้ายังผมของฉัน

 

“แต่ข้าไม่มีความสามารถ ไม่เห็นหนทางที่จะรักษาพวกมันไว้ตลอดได้ ดังนั้นก่อนที่พวกมันจะถูกช่วงชิงไปจากข้า ข้าไม่ควรทำลายพวกมัน? ทำลายพวกมัน? ทิ้งพวกมันไว้ในความทรงจำทั้งๆ ที่มันยังเป็นของข้าอยู่เหรอครับ?”

“แอชลีย์? เกิดอะไรขึ้น? เจ้าตัวสั่น”

“อย่าทิ้งข้าเลยนะครับ”

 

ด้วยที่ปากของเขานั้นอยู่ใกล้กับหูของฉัน ฉันสามารถได้ยินคำพูดของเขาอย่างชัดเจน

 

“ได้โปรดอย่าทิ้งข้าไปเลย”

“ทำไมเจ้าถึงพูดอย่างนั้นล่ะ? ไม่มีทางที่ข้าจะทิ้งเจ้าไป ข้าจะอยู่กับเจ้าตราบใดที่เจ้ายังต้องการข้าจ้ะ”

 

แอชลีย์ผละออกไปอย่างช้าๆ ดวงตาของเขาหรี่ลงขณะที่จ้องมองมาที่ฉันใบหน้าของเขามีท่าทีดูสับสน

 

“บางทีการอยู่เคียงข้างข้าคงไม่เพียงพอ”

 

เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาๆ เหมือนกับเมื่อก่อน แต่คราวนี้ปากของเขาไม่ได้อยู่ข้างหูฉันอีกแล้ว ฉันเลยไม่ได้ยินในสิ่งที่เขาเอ่ยเลย เขาเอ่ยออกมาอย่างเงียบๆ จนฉันต้องตั้งใจฟัง มันคงไม่ได้สำคัญอะไร

 

“อย่าเศร้าไปเลยนะแอชลีย์ แบบนั้นมันทำให้ใบหน้าของเจ้าหมดความน่ารักนะ”

“.....ข้าบอกท่านไปแล้วนะครับว่าข้าไม่ชอบให้ท่านบอกว่าน่ารัก การถูกบอกว่าน่ารักไม่ดีเท่าไหร่”

 

ฉันยกมือขึ้นอีกครั้งเพื่อลูบหัวเขา แต่เขาก็รีบคว้ามันเอาไว้อย่างรวดเร็ว มือของเขาที่ทบกับผิวของฉัน มันเจ็บไม้น้อยเลยนะแอชลีย์

 

“แล้วลูกชายของท่านดยุกแรนดอล์ฟ......”

“เรายังพูดถึงเขาอยู่อีกเหรอ เราแค่’ ทักทาย’ ถ้าเราเดินผ่านกันให้ห้องโถง แต่เกี่ยวกับเรื่องนี้ นั่นคือความสัมพันธ์ของเรา หากเจ้าไม่เชื่อคำของข้า เจ้าควรยืนยันด้วยสายตาของตัวเองนะ เพราะว่าเจ้าจะมาเรียนกับข้าพอช่วงปิดเทอมจบลงนี่”

 

แอชลีย์โยนเจ้าไส้เดือนที่ดิ้นไปมาจากหญ้าแล้วโยนไปยังแปลงดอกไม้ ใบหน้าเขากลับไปไร้อารมณ์ตามเดิมและยังคงสนทนาต่อไปราวกับว่าไม่แยแสในตอนนี้

 

“ท่านไม่ได้วางแผนที่จะกำจัดข้าด้วยการที่ผลักไสข้าไปหาผู้หญิงคนอื่นใช่ไหมครับ? ผู้หญิงคนนั้นที่ท่านเขียนถึงในจดหมายนั่น”

“.....?”

 

จดหมายที่ฉันเขียนถึงแอชลีย์มักเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงฤดูกาล อาหารหรือการเรียนของฉันที่กำลังเกิดขึ้น.....ฉันไม่เคยเขียนเกี่ยวกับผู้หญิงคนไหน.....ฉันไม่มีเพื่อนผู้หญิงด้วยแถมฉันยังจำไม่ได้เลยว่าเคยคุยเรื่องโรแมนติกกับแอชลีย์เลยนะ

 

“ผมสีดำ ตัวเล็ก เหมือนกับสัตว์ตัวเล็กๆ”

“โอะ....อ๋อออ!”

 

ไลลา มอร์ตัน!!

 

“ข้าไม่อยากเชื่อเลยว่าเจ้ายังจำได้ ข้าเป็นคนเขียนมันแท้ๆ แต่กลับลืมไปเสียสนิทเลย”

“ข้าจำทุกประโยคที่ท่านเขียนถึงข้าได้ครับ มันเป็นจดหมายจากนายของข้านิครับ”

 

ฉันรู้สึกเหมือนว่าแอชลีย์เป็นคนรับใช้เพียงคนเดียวที่ให้ความสำคัญกับการจดจำทุกตัวอักษรของจดหมายนั่น ฉันสงสัยว่าคนใช้คนอื่นจะทำแบบนี้ไหม

 

“นั่นมันไม่ได้มีความหมายลึกซึ้งอะไรเลย...”

“แล้วท่านตั้งใจจะเขียนอะไรเมื่อท่านเขียนมันล่ะครับ?”

 

นั่นไม่ใช่สิ่งที่ฉันจะบอกออกไปได้จริงๆ ฉันจะบอกนายได้ยังไงว่าฉันกังวลว่าสุดท้ายแล้วพอนายได้เจอกับเด็กผู้หญิงที่น่ารักคนนั้นเจ้าจะเปลี่ยนไปไม่ใช่เหรอ?

พูดออกไปไม่ได้อย่างแน่นอน....งั้นฉันควรตอบเขาไปว่ายังไงดี....?

 

“ข้าอยากรู้ว่าเจ้าชอบผู้หญิงแบบไหน”

 

นั่นไม่ได้โกหกนะ แน่นอนฉันอยากรู้ ในฐานะที่เป็นพี่สาวการดูแลน้องชายที่น่ารักมันเป็นหน้าที่ของฉันที่ต้องทำให้แน่ใจว่าเขาจะไม่เจ็บปวดจากความรักที่ไม่สมหวัง

 

“!”

“แอชลีย์?”

 

สีหน้าเขาดูดีขึ้นไหมนะ? หาความแตกต่างไม่ได้เลยแต่ก็น่าจะอย่างนั้นนะ....

 

“งั้น...หมายความว่าท่านสนใจข้าเหรอคับคุณหนู?”

“จ้ะ ข้าว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น”

 

หรือบางทีแทนที่ฉันจะบอกว่าดูแลเขาเพราะความสนใจ มันจะดีกว่าถ้าฉันบอกว่ามันเป็นเพราะความรักที่ฉันมีต่อเขา ฉันว่าฉันต้องไม่เคยได้บอกเขาก่อนหน้านี้

แม้ว่าแอชลีย์จะไม่แสดงอะไรออกมา แต่บรรยากาศรอบๆ ตัวเขาก็ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น ในที่สุดเขาก็เลิกอารมณ์เสียซะที

 

“ข้า.....รู้.....งั้นผู้หญิงที่ท่านพูดถึงเป็นแค่ตัวอย่างไม่มีอะไรมาก ที่ท่านพูดถึงเธอเพราะท่านอยากรู้เกี่ยวกับรสนิยมของข้า? เพราะท่านอยากรู้เรื่องของข้าอีกสินะครับ?”

 

เสียงของเขาดูสูงกว่าปกติเล็กน้อย พอฉันพยักหน้าออร่าของเขาก็เปลี่ยนจากความสดใสไปเป็นอะไรที่ดูบางเบาและอ่อนโยน

 

“ถ้าอย่างนั้น...ข้าชอบหญิงสาวที่มีเรือนผมสีน้ำตาล และดูสูงศักดิ์กว่าคนทั่วไปเล็กน้อย ข้าชอบหญิงสาวที่มีความหนักแน่นไม่กล้าพูดความในใจและทำอะไรด้วยตนเองครับ”

 

นายบอกฉันไปแล้วในจดหมายอ่ะ แอชลีย์ แต่ก็ช่างมันเถอะเขากำลังพูดถึงเรื่องนี้อย่างจริงจังคงยากที่จะหยุดเขา แถมมันก็หายากมากเลยนะที่เห็นเขาพูดอย่างมีชีวิตชีวาแบบนี้

 

“นอกจากดวงตาที่กลมโตแล้ว จะดีกว่าถ้าหากมันเรียวและเป็นองศามากขึ้น ข้าคิดว่าการมีผิวสีขาวนั้นเป็นสิ่งที่สวยงาม และหญิงสาวที่พยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดนั้นน่าหลงใหลครับ ถ้าเธอห่วงใยครอบครัวก็มีเสน่ห์เช่นกัน เป็นหญิงสาวที่อ่อนไหวมาก พวกเธอยินดีที่จะร้องให้กับผู้อื่น รวมๆ แล้วข้าชอบหญิงสาวที่มีหัวใจที่งดงามครับ”

 

“อะ...โอเค...”

 

ไม่คิดมาก่อนเลยว่าเขาคาดหวังมากขนาดนี้ แต่ไม่เป็นไรไม่เหมือนกับเหล่าผู้ชายที่ฉันรู้จักอย่างน้อยเขาก็ไม่พูดถึงเรื่องหน้าอก ช่างน่ารักอะไรขนาดนี้

 

“แล้ว....ก็......”

“ข้าคิดว่านี่เพียงพอแล้วล่ะจ้ะแอชลีย์ ข้าเข้าใจแล้วจริงจรี๊งงงงงง”

 

ด้วยความหวังมากมายนี้ฉันเริ่มสงสัยแล้วว่าหญิงสาวในอุดมคติของเขามีอยู่จริงบนโลกใบนี้ด้วยเหรอ....

 

“เหนือคำอื่นใด หญิงสาวในอุดมคติของเจ้าไม่ใช่คนที่จะหาได้ง่ายๆ สินะ?”

“และเธอควรมีเรียวขาที่ดูดี”

 

เขาไม่ได้เอ่ยถึงน่าอก แต่เขาอยากให้เธอมีเรียวขาที่ดูดี...นั่นทำให้ฉันเศร้านิดหน่อยนะแอชลีย์ แต่เขาเป็นผู้ชายนี้เนอะ

 

“หน้าอกเธอควร---”

“เจ้าไม่จำเป็นต้องบอกข้า!”

 

แอชลีย์ตัวน้อยที่น่ารักของฉันหายไปไหน? ถ้าฉันยังฟังต่อมีหวังได้ลดขั้นเขาไปอยู่ระดับเดียวกับเพื่อนร่วมห้องผู้หยาบคายและรุ่นพี่ที่ชอบยั่วโมโหแน่ๆ

 

“ข้าคิดว่าไม่ดีเลยนะแอชลีย์ เจ้าไม่ควรตัดสินผู้คนจากรูปลักษณ์ภายนอก”

“.....? ที่บอกว่าข้าตัดสินจากรูปลักษณ์ภายนอกมันเป็นเรื่องที่ตลกมากเลยนะครับ...เพราะทั้งหมดข้าแค่อ้างอิงจากแบบจำลอง.... ถ้าคุณหนูมีดวงตาที่กลมโตข้าคงต้องบอกว่านั่นเป็นความชอบของข้า....”

“เจ้ากำลังพึมพำอะไรน่ะแอชลีย์?”

 

“เปล่าครับ!” เขาพูดพร้อมกับเอามือป้องปาก เขาก้มหัวลงด้วยสีหน้าที่ดูกลุ้มใจที่หน้าผากนั้นมีรอยย่นราวกับว่าถูกจารึกไว้บนหน้าผากของเขาอย่างไรอย่างนั้น

 

“ท่านเข้าใจสิ่งที่ข้าพูดใช่ไหมครับ ท่านเซชิล?”

“......?”

“ที่ข้าพูดแบบนั้นไม่ใช่ว่า.....”

 

---------------------------

 

ผู้แปล : อธิบายขนาดนี้เธอยังไม่รู้อีกเหรอ

ถ้าฉันเป็นแอชลีย์ฉันจะเอาหัวทุบกำแพงแล้วนะ

สวัสดีค่ามาต่อแล้ว ในตอนนี้คือรู้สึกแบบตัวเองแปลอิหยังวะ555+

ถ้าใครงงไม่ต้องหัวค่ะเราก็งง เขาตัดจบแบบนั้นเราก็ตัดจบแบบนั้น

อิ_อิ สำหรับใครที่ไปอ่านมังงะมาแล้วอย่าพึ่งส้มปอยล์เด้อ 555+

และขอขอบคุณที่แนะนำมานะคะ และขอโทษในการดำน้ำของเราด้วย

คาดว่าตอนหน้าแอชลีย์จะได้ไปโรงเรียนแล้วล่ะค่ะ คุณนางเอกก็คงได้

มีบบทบาท ทุกคนคิดว่านางเอกจะเป็นคนยังไงคะ? ส่งความคิดเห็นมาได้เลย

แต่เราจะไม่ขอออกเพราะแอบเห็นสปอยล์ ถ้าบอกในนี้มันไม่ตื่นเต้น กร๊ากกกก

15/06/20

 

--------------------------------------

 

[1] snap ขอเว้นไว้ก่อนนะคะ ไม่รู้ว่าจะแปลออกมาแบบไหนดี ใครคิดคำออกแนะมาได้นะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 91 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

82 ความคิดเห็น

  1. #76 knunkim (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2563 / 12:11
    เฮ้อ~~~~
    #76
    0
  2. #66 ohjesus (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2563 / 02:15
    โอ้ย ทั้งขำทั้งฉุนแทนแอชลีย์5555
    #66
    0
  3. #50 Giharu (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2563 / 12:55

    แอชจับนางจูบเลย เขาใบ้สุดๆละนะน้องซื่อบื้อไปแล้ว

    #50
    0
  4. #45 _victory_88 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 09:48
    คือแบบเค้าบอกชัดมากว่าใครอ่ะนะ555. ทำไมไม่รู่หล่ะ. ขนาดฉุดลงมาแปดเปื้อนยังเปื้อนดินหรอ555. โอยยยยยย. ถ้าไม่บอกชัดๆไปเลยคงไม่มีวันรุ้อ่ะ
    #45
    0
  5. #44 reddy2 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 00:18
    เมื่อไหร่แม่นางจะรู้ตัวคะคุรพี่่่่่่่
    #44
    0
  6. #43 Mock Orange (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 00:13
    คนอ่านรู้ คนแปลรู้ คนแต่งรู้ ทำไมเธอไม่รู้!!! สงสานแอชลีย์
    #43
    0
  7. #42 AiiLin (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 23:22

    รู้สึกตัวยังคะ? สงสารแอชลีย์ 555

    #42
    0
  8. #41 91250 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 23:21
    สู้ต่อไปนะแอชลีย์ เราเชียร์เธออยู่แม้เธอจะติดอยู่ในบราเธอร์โซนก็ตามสู้ๆ
    #41
    0
  9. #40 maruyama (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 23:12

    น้องซื่อมากก ขนาดนี้ยังไม่รู้เลยว่าแอชลีย์พูดถีงใครร คุณไรท์สู้ๆนะคะ
    #40
    0
  10. #39 AngoonJiaranai (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 23:09
    โอ้ยยยยัยน้องงงง
    #39
    0