[นิยายแปล]เกิดใหม่เป็นนางร้ายในโอโตเมะเกมกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้ติดตามและเหล่าหนุ่มสุดยันเดเระ!!!

ตอนที่ 4 : Ch 4 | เพราะเราต้องสู้ ฉันจึงตัดผมของตัวเอง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 950
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 111 ครั้ง
    3 พ.ค. 63

Chapters 4 | เพราะเราต้องสู้ ฉันจึงตัดผมของตัวเอง

 

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้ติดตามของฉันห่างเหินจากการทำงานล่ะ

 

“เจ้าแปลกไปนะ แอชลีย์”

“ท่านขาดคอมมอนเซ้นส์นะครับ คุณหนู”

 

แอชลีย์จ้องมองมาพร้อมใบหน้าที่ฉายความเป็นกังวล

 

“ปีนี้ท่านอายุเท่าไหร่แล้วครับ?”

“แอชลีย์ เจ้าหมายถึง เจ้าลืมอายุของข้าไปแล้วจริงๆ งั้นเหรอ? ข้ายังไม่เคยลืมอายุของเจ้าเลยนะ”

“ท่านไม่มีความตระหนักในตัวตนของตัวเองสักนิดเลยเหรอครับ? ท่านอายุ12ปีแล้วนะ ท่านคงมีความสุขมากถึงยังคงทำตัวเป็นเด็กๆแบบนี้”

 

แอชลีย์เริ่มเข้าสู่วัยแรกรุ่นเมื่อเขาอายุสิบปี มันไม่เร็วไปหน่อยเหรอ? อย่างน้อยฉันอยากให้เขาน่ารักแบบนี้จนกว่าจะถึงอายุ 15! ต่อจากนั้นบทสนทนาเหล่านี้ก็เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเรา

สองสามเดือนที่ผ่านมาเสียงของเขาก็เริ่มเปลี่ยน แถมตัวสูงกว่าฉันอีก แม้ว่าในเกมเข้าจะอ่อนไหวต่อคำว่า(เตี้ย)ตัวเล็ก เนื่องจากเขาเป็นเป้าหมายในการจีบที่(เตี้ย)ตัวเล็กที่สุดจากเป้าหมายทั้งหมด เขาสูงโดยเฉลี่ยจากที่สูงอยู่แล้วไม่เกินสักสองสามนิ้ว แต่เป็นเพราะเป้าหมายคนอื่นๆ สูงเกินไปต่างหาก

 

“แต่อายุสิบสองก็ยังเป็นเด็กอยู่ใช่ไหมล่ะ? นอกจากนี้ คิดถึงสิ่งที่เจ้าทำเมื่อตอนเป็นเด็กสิ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราต้องลองทำก่อนโตขึ้นนะ!”

“ถ้าพูดถึงอายุสิบสอง นั่นก็หมายความว่าเหลือเวลาเพียงแค่สามปีก่อนที่จะเข้าโรงเรียน นั่นเป็นก้าวแรกของการเป็นผู้ใหญ่เชียวนะครับ ท่านน่าจะทราบดี”

“นั่นหมายความว่าเหลืออีกตั้งสามปี ใช่ไหม? งั้นมานอนกันเถอะ”

 

“เหลือเวลาเพียงแค่สามปีเท่านั้นนะครับ” แอชลีย์กล่าวซ้ำพลางใช้สายตาดูแคลน ซึ่งบอกได้เลยว่าเขากำลังดูถูกฉันอยู่ หากใครมาเห็นเข้า พวกเขาจะไม่คิดว่าเขาคือผู้ติดตามของฉัน หรือฉันเป็นเจ้านายของเขาแน่ๆ การดูถูกคนอื่นถือว่าเป็นการหยาบคายนะ แต่แววตาทั้งหมดนี้ไม่สามารถเป็นอย่างอื่นได้

 

“แต่.......”

“ข้าซาบซึ้งจริงๆ นะครับที่ท่านเป็นห่วงข้า แต่ข้าสบายดี บาดแผลของข้าได้รับการเยียวยาจากที่แล้วนี่ครับ”

 

วันนี้เป็นวันครบรอบการเสียชีวิตของพ่อแม่ของแอชลีย์ วันครบรอบครั้งแรกแอชลีย์ต้องประสบกับฝันร้าย เพราะแบบนั้น ในทุกๆ ปีฉันจึงเสนอว่าเราควรนอนด้วยกัน ดูเหมือนว่าจะเป็นทางออกที่สมบูรณ์แบบ เพราะสิ่งนี้ทำให้ฉันหันเหความสนใจของเขาได้เล็กน้อย

 

“นอกจากนี้ ถ้าข้านอนบนเตียงเดียวกับท่านแม้ว่าจะไม่ฝันร้ายแล้ว ข้าก็จะรู้สึกไม่สบายตัวเพราะนอนไม่หลับแทนครับ”

“ฮะ? อะไรนะ?”

“ไม่มีอะไรครับ”

 

ฉันเดินไปจนถึงห้องของแอชลีย์พร้อมกับหมอนที่อยู่ในมือ เพราะงั้นฉันจะไม่ยอมกลับไปตอนนี้แน่

 

“หมู่นี้เจ้าดูห่างเหินนะ แอชลีย์”

“เฉพาะสิ่งที่สมควรเท่านั้นครับ และมันก็เหมาะสำหรับอายุของเรา”

“ได้โปรดน้า~”

“อย่าคิดว่าถ้าท่านพูดคำว่า ‘ได้โปรด’ ตอนไหนก็ได้ตามที่ท่านต้องการแล้วทุกอย่างจะเป็นไปแบบที่ท่านต้องการนะครับ ข้าไม่อยากทำร้ายท่านนะ แต่ข้าก็ไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรถ้าท่านยังทำตัวแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ”

 

ทำไมเหมือนธงความตายจะปรากฏขึ้นกะทันหันตอนนี้ทุกครั้งด้วยนะ?

 

“อะไรนะ? แอชลีย์ เจ้าจะทำร้ายข้าเหรอ?”

“ข้าเป็นผู้ชายนะครับ ท่านก็รู้...”

“เจ้าควรขอขมาชายทุกคนบนโลกนะ หากทุกคนกระทำผิดทางอาญาเพียงเพราะพวกเขาเป็นผู้ชายล่ะก็ โลกนี้ถึงคราวต้องแตกล่มสลายแล้วล่ะเจ้าคิดว่ามันจะเป็นยังไงถ้าเจ้าเป็นแค่ผู้ชายอยู่ดีๆ แล้วต้องกลายมาเป็นฆาตกร?”

“ประการแรกข้ายังไม่ได้พูดว่าจะไปฆ่าใครเลยนะครับ ประการที่สองเหมือนว่าจะมีการเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวงบางอย่างนะครับ”

 

ในตอนนี้แอชลีย์ลดการป้องกันของเขาลง เขาจ้องมองไปยังมุมอับด้วยสายตาที่เหมือนกับตายแล้ว ดังนั้นฉันก็เห็นโอกาสเดียวของตัวเอง ฉันปีนขึ้นไปบทเตียงของเขาอย่างรวดเร็ว

 

“คุณหนู!”

“หากต้องกลับไปที่ห้องของข้า ทั้งที่ยังมีหมอนอยู่บนมือชัดเจนแบบนี้ มันน่าอายนะแอชลีย์”

 

ไม่บ่อยนักที่จะเห็นแอชลีย์ขึ้นเสียง ฉันหวังจะอัดเสียงนี้ไว้ โลกที่ไม่มีเครื่องมือที่มีประโยชน์นี่ไม่สะดวกเลยสักนิด แถมฉันยังใช้เวทย์อัดเสียงไม่ได้

 

“ข้ารู้ครับ ว่าท่านไม่ได้มองข้าในฐานะที่เป็นเพศตรงข้าม แต่....”

 

แอชลีย์ปีนขึ้นไปบนเตียงด้วยใบหน้าที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกในที่สุด... ฉันไม่คิดว่าเขาจะขึ้นมาจริงๆ เขาอยู่ใกล้กับขอบเหมือนว่าเขาจะหล่นไปได้ทุกเวลา

 

“เจ้าเขยิบเข้ามาใกล้ข้าอีกก็ได้นะ”

“ข้ายังยึดมั่นในเหตุผลของข้าต่อไปครับ ดังนั้นได้โปรด...ปล่อยข้าไว้แบบนี้เถอะครับ”

 

ฉันไม่แน่ใจว่าเขากำลังพูดถึงเรื่องอะไรนะ แต่ฉันไม่ใช่คนแปลกหน้ากับคำว่า ‘เหตุผล’ นะ มันจะดีถ้าไม่ผลักเขาตกล่ะนะ

 

“ราตรีสวัสดิ์จ้ะ แอชลีย์ ฝันดีนะ”

“ครับ ขอบคุณ แม้ว่าข้าจะไม่ได้นอนตลอดทั้งคืนนี้ก็เถอะ”

 

***

 

ต่อมาสิ่งที่ฉันรับรู้ แรงโน้มถ่วงทำให้ฉันตื่น : ฉันลอยอยู่ในอากาศ ทันได้นั้นอาการปวดตื้อก็กระจายไปทั่วทั้งร่างของฉันจากการหล่นลงสู่พื้น ฉันตกจากเตียง เหมือนว่าแอชลีย์จะ(ถีบ)ดัน ฉันหล่นลงมานะ เพราะงั้นฉันจึงนอนอยู่บนพื้นอยู่ครู่หนึ่งด้วยความตกใจ

นาฬิกาได้บอกเวลาว่าตอนนี้ 4 ทุ่มแล้ว (22.00น.) ไม่เคยคิดเลยว่าฉันจะบุ่มบ่ามตื่นขึ้นมาหลังจากที่นอนได้แค่เพียงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น

 

“แอชลีย์....”

“ขอประทานโทษครับ คุณหนู”

 

จากคำตอบของเขา ดูเหมือนว่าเขายังไม่เคลิ้มหลับนะ

 

“ข้าไปทำอะไรให้เจ้าไม่พอใจรึเปล่า?”

“คือ...ข้าควบคุมตัวเองไม่ได้ครับ...ด้วยนิสัยการนอนแย่ๆ ของท่านจะถูกตำหนิเอานะครับ คุณหนู...”

“ชัดเลยว่าเจ้าเป็นคนที่(ถีบ)ผลักข้าตกเตียงสินะ....?”

“อาจจะจริงที่ข้าทำให้ทานหล่น.....แต่มันก็เป็นความผิดของท่านที่เขาใกล้ข้านะครับ.....”

 

ถึงขั้นต้อง(ถีบ)ผลักฉันตกเตียงเลยเหรอ?

 

“ท่านอยู่ใกล้ขนาดนี้...ในเวลานี้....ใบหน้าของท่าน....กลิ่นที่หอมเหมือนดอกไม้....นั่นมัน....รู้สึกดี....ข้าอดใจไม่ไหวแล้วล่ะครับ....”

 

ดูเหมือนว่าเขากำลังพึมพำบางสิ่งบางอย่าง แต่เสียงของเขาเบาเกินไป ฉันเลยไม่ได้ยินในสิ่งที่เขากำลังพึมพำออกมา

 

“....คุณหนู ข้อต้องขอประทานโทษนะครับ แต่ท้ายที่สุดแล้วท่านก็เป็นคนผิดอยู่ดี”

“มันเป็นความผิดของข้าได้ยังไงอ่า?”

 

ฉันเป็นคนที่เจ็บนะเฮ้ย!

 

“ตั้งแต่แรกที่ข้าไม่อยากนอนกับท่าน แต่ท่านไม่ฟังคำเตือนของข้าเลย แถมยังปฏิเสธมันอีก เพราะงั้นท่านไม่มีสิทธิบ่นกับผลลัพธ์ที่มันเกิดขึ้นนะครับ”

“แต่จริงๆ แล้ว เจ้าต้องขอโทษกลับมาไม่ใช่เหรอ?”

 

“ขอโทษทั้งๆ ที่ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด...ท่านไม่เกลียดคนรับใช้ประเภทนี้หรอกใช่ไหมครับ” แอชลีย์ถามพลางใช้สายตาจ้องมอง การใช้ถ้อยคำแบบนั้นด้วยท่าทางแบบนั้น เข้าคงไม่ได้พูดเกินจริงหรอกใช่ไหม? พูดออกมาแบบนั้นมันทำให้รู้สึกว่าเขาดูดีขนาดไหน ไม่สิ โคตร ดู ดี เลยต่างหากล่ะ

 

กี่ครั้งแล้วที่ฉันถูกล่อเข้าถ้ำด้วยใบหน้าที่หล่อเหลานี่?

 

“แล้วก็ คุณหนูครับ ท่านคงไม่ใช่คนที่ชื่นชอบผู้รับใช้ที่เชื่อฟังและโค้งคำนับเสมอพวกนั้นใช่ไหมครับ?”

“ข้าหมายถึงว่ามันเป็นเรื่องจริง แต่... แต่ว่า! มันจะไม่เป็นการดีเหรอ ถ้าหากเจ้าขอโทษคนที่เจ้า(ถีบ)ผลักลงพื้นน่ะ?”

“ถ้าข้าทำอย่างนั้นล่ะก็จะไม่เป็นการบอกว่าเป็นความผิดของข้าแทนใช่รึเปล่าครับ? คุณหนู ท่านคงไม่ได้พยายามบ่ายเบี่ยงความผิดหรอกนะครับ? หลังจากที่ท่านเข้ามาในห้องของข้า ท่านไม่คิดที่จะขอโทษเลยสักคำเหรอครับ?”

“สองอย่างนี้มันต่างกันนะ”

 

“มันเหมือนกันครับ” เขาตอบกลับมาทันทีโดยไม่เว้นว่างให้ฉันได้(เถียง)คัดค้าน ขณะที่เขายื่นมือออกมาดึงฉันให้กลับขึ้นไปที่เตียง หลังจากที่เขาเห็นฉันดูสบายแล้วเขาก็ลุกออกจากเตียงของตัวเอง เขาพับผ้าปูที่นอนเป็นครึ่งหนึ่งแล้วปูลงกับพื้น จากนั้นก็คว้าผ้าห่มและโยนตัวลงบนเตียงใหม่ชั่วคราวของเขา

 

“อย่าบอกนะว่าเจ้าจะนอนตรงนั้นน่ะ”

“มีปัญหากับเรื่องนี้เหรอครับ?”

“เจ้า(เกลียด)ไม่อยากนอนกับข้ามากขนาดนั้นเลยเหรอ.....?”

“นั่นมันก็ไม่เชิงครับ......บางครั้งท่านก็น่า(รำคาญ)หงุดหงิดจริงๆ ครับคุณหนู”

 

เมื่อยังเห็นฉันนั่งอยู่บนเตียง แอชลีย์ก็บอกให้ฉันล้มตัวลงนอน จากนั้นเขาก็ซุกตัวใต้ผ้าห่มทันทีแล้วห่อตัวเองเหมือนกับบูร์ริโต*

 

(ผู้แปล : บูร์ริโต เป็นอาหารแบบเม็กซิโก ประกอบด้วยแป้งข้าวสาลีผสมแป้งข้าวโพดหยาบ ทำเป็นแผ่นแล้วห่อเป็นรูปแท่งกลม โดยมีไส้ข้างในค่า ขอบคุณข้อมูลจากวิกิด้วยนะคะ)

 

ฉันจ้องที่เขาอยู่ครู่หนึ่ง แต่ตาของฉันก็เริ่มแสบดังนั้นฉันจึงละสายตาไปอย่างท้อแท้ ฉันนอนลงและจ้องมองเพดานสักพักแล้วก็ลองหลับตาดูอีกครั้งแต่ก็ไม่เป็นผล ฉันย้อนกลับไปคิดถึงความจริงที่ว่าฉันอยู่ที่ห้องนี้แถมแย่งเตียงของแอชลีย์ บีบบังคับให้เขาต้องลงไปนอนที่พื้น ฉันรู้สึกว่ามันจะดีกว่านี้ ถ้าฉันกลับไปที่ห้องของตัวเอง แต่มันก็สายเกินไปคฤหาสน์ในตอนกลางคืนก็มืดมาก....ฉันไม่กล้าพอที่จะเดินผ่านห้องโถงที่สะท้อนเงาของตัวเอง ได้ด้วยตัวคนเดียว

 

“ข้าจะนอนตรงนั้นแทน”

“มีคนรับใช้ที่ไหนที่จะให้นายของตัวเองนอนที่พื้นกันครับ?”

 

เขาพูดถูก ไม่มีตรงไหนที่ฉันจะ(เถียง)แย้งได้เลย

 

“แอชลีย์ เจ้าอยู่ไกลเกินไปแล้วนะ”

“แล้วก็นะ ท่านพูดอย่างกับว่ามันเป็นประวัติที่ไม่ดี”

“เพราะมันคือเรื่องจริงนี่! เจ้าเมินข้า เจ้าเคยพึ่งพาข้ามากกว่านี้... แม้ว่าตอนนั้นจะออกหน้าด้านไปหน่อยก็ตาม”

 

ระหว่างที่ฉันยังคงจ้องมองเพดานต่อไป ฉันรู้สึกเหงานิดหน่อย สงสัยจังว่านี้คือความรู้สึกในฐานะของพี่สาวรึเปล่าที่เห็นว่าน้องชายของเธอกำลังพยายามตีตัวออกห่าง

 

“ข้าพยายามเลิกทำตัวเป็นเด็กอยู่ครับ มันถึงเวลาที่ข้าต้องหยุดพึ่งท่านและให้ท่านคอยดูแลข้าแล้ว ข้าเป็นผู้ติดตามของท่าน ข้าไม่ใช่คนที่ควรไว้วางใจท่าน : ท่านควรจะพึ่งพาข้า มันเป็นหน้าที่ของข้าที่ควรทำและเพื่อปกป้องท่านครับ”

“อย่าพูดเรื่องที่ฟังดูโดดเดี่ยวแบบนั้นสิ ข้าอยากให้เจ้าเป็นแอชลีย์ที่น่ารักอยู่กับข้าแบบนี้”

 

ฉันไม่อยากให้เขาพูดในสิ่งที่เหมือนกับว่าเขาต้องผ่าฟันทุกอย่างเพียงลำพัง

แอชลีย์มองค้อนอย่างไม่พอใจกับเรื่องนี้ แต่อย่างนั้นก็ไม่ได้พยายามที่จะระงับน้ำเสียงที่ดูขุ่นเคืองของเขาเลยแม่แต่น้อย

 

“ข้าอยากพูดเรื่องนี้มาสักพักแล้วครับ แต่การที่บอกข้าว่า ‘น่ารัก’ อยู่ตลอดเวลานี่มันทำให้ข้าปวดหัว ข้าเป็นผู้ชายนะครับท่านก็รู้”

“นั่นก็เพราะว่า.....นั่นมัน....ยังไงก็ตามที่ข้ามองเจ้าก็จบลงด้วยการที่พลั้งปากออกไป...ขอโทษนะ”

“ท่านไม่เข้าใจข้า”

 

ฉันได้ยินเสียงผ้าห่มของแอชลีย์ราวกับว่าเขากำลังพลิกตัวอยู่บนเตียงชั่วคราวนั่น

 

“คุณหนู ท่าน(โง่)ช้าในบางเรื่องนะครับ”

“อะไรที่ว่าฉัน(โง่)ช้า!? พูดให้มันชัดๆ เลยนะ!”

 

ฉันร้องออกมาด้วยอารมณ์ที่ขุ่นเคือง ส่วนแอชลีย์ก็ช่วยถอนหายใจออกมามากกว่าปกติ

 

“ท่านไม่เข้าใจความรู้สึกของผู้ชาย ยิ่งไปกว่านั้นท่านไม่รู้ซึ้งถึงอันตรายของผู้ชายเลย ข้าจะพูดอีกครั้งนะครับ ข้าเป็นผู้ชายท่านก็รู้ ใช่ไหม?”

“ข้ารู้ นั่นเป็นเหตุผลที่ข้าต้องขอโทษแบบจริงจังที่บอกว่าเจ้าน่ารักใช่ไหมล่ะ?”

“ท่านไม่รู้ว่าทำไมท่านถึงถูก(ถีบ)ผลักตกจากเตียงใช่ไหมครับ? ท่านไม่เข้าใจในสิ่งที่ข้าพยายามบอกเลย.....”

“..........”

“คุณหนู?”

“...........”

“นี่ท่านหลับ......?”

 

***

 

แอชลีย์อารมณ์ไม่ดี

เมื่อเขาตื่นนอนในยามเช้า เขาไม่แม่แต่ที่จะชายตามองฉัน แม่ว่าเขาจะกล่าวอรุณสวัสดิ์ฉันก็ตาม ขณะที่เขากำลังพาฉันไปยังห้องของฉัน เขาก็ทำตัวห่างเหินไม่สนใจฉันเลย ทันทีที่เรามาถึงหน้าประตูห้อง เขาก็หันหลังเดินออกไป และ(ทิ้ง)ปล่อยให้ฉันยืนอยู่คนเดียว ตลอดทั้งวันเขาไม่สบตาฉันแม้แต่ครั้งเดียว

 

“อึก! นี่เจ้าโกรธข้าอยู่ใช่ไหม?”

“เปล่านิครับ”

“งั้นมองตาข้า!”

“นั่นคือคำสั่งเหรอครับ?”

“........อ่า!”

 

จนถึงตอนนี้ฉันยังไม่เคยออกคำสั่งกับเขาเลย ฉันพยายามที่จะควบคุมมันอยู่เสมอ มันเป็นคำขอ หรือข้อเสนอแนะ หรือไม่ก็สัญญา แต่ไม่เคยมีคำสั่งเลย ฉันแล้วแต่แอชลีย์เสมอเพื่อตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะทำอะไร หรือไม่ทำอะไร และมันก็เป็นแค่เพียงช่วงเวลาหนึ่ง เมื่อเขาถามฉัน และฉันก็พยายามถามความสมัครใจจากเขา หากฉันออกคำสั่งฉันเกรงว่ามันจะแตกหักได้ง่ายๆ ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านาย/ผู้ติดตามที่เราสร้างมาจนถึงตอนนี้อาจพังได้ง่ายๆ ฉันเป็นสาเหตุที่ฉันไม่ทำมัน เลยแม้แต่ครั้งเดียว

แอชลีย์เองก็เข้าใจในเรื่องนี้ดี ด้วยเหตุนี้เขาจึงกล่าวแบบนั้นออกมา แต่ถ้าฉันไม่สั่ง.....ถ้าฉันขอ แอชลีย์ต้องปฏิเสธมันแน่นอนถูกไหม?

 

“ถ้าข้าสั่ง เจ้าจะทำมันไหม?”

“.........นั่นคือคำสั่งเหรอครับ?”

“อ๊า! ลืมมันไปซะ!”

 

เมื่อเห็นน้ำตาที่ไหลอาบแก้มเหมือนกับเขื่อนแตก แอชลีย์ก็ตกใจ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาฉันแทบจะไม่เคยร้องไห้เลย เมื่อเห็นฉันที่ร้องไห้ตอนนี้แอชลีย์อาจจะรู้สึกอ่อนไหวอยู่ก็ได้

 

“ท่านเซชิล”

“ฮึก ข้าไม่รู้ด้วยแล้ว!”

 

แอชลีย์ยื่นมือมาหาฉัน แต่ฉันกลับหันหลังและวิ่งหนี ฉันคิดว่าจะกลับไปที่ห้องของตัวเอง แต่แล้วฉันก็รู้สึกเศร้ายิ่งขึ้นไปอีก แต่ฉันก็ไม่อย่าเดินไปรอบๆ บ้านให้ทุกเห็นว่าฉันกำลังร้องไห้

ที่เดียวที่ฉันนึกออกคือห้องของท่านแม่ เมื่อฉันไปถึงที่นั่นฉันก็เคาะประตู แต่ฉันก็ไม่รอคำตอบและรีบเปิดเข้าไปด้านใน เมื่อเห็นฉัน ดวงตาของท่านแม่ก็เบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ

 

“เกิดอะไรขึ้นจ๊ะเซชิล? อะไรที่ทำให้ลูกร้องไห้ได้ถึงขนาดนี้?”

 

เมื่อเห็นน้ำตาที่ไหลอาบแก้มเหมือนกับเขื่อนแตก แอชลีย์ก็ตกใจ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาฉันแทบจะไม่เคยร้องไห้เลย เมื่อเห็นฉันที่ร้องไห้ตอนนี้แอชลีย์อาจจะรู้สึกอ่อนไหวอยู่ก็ได้

 

“แอชลีย์น่ะ.....แอชลีย์ใจร้ายยยยยย” ฉันร้องไห้

 

ฉันเล่าให้ท่านแม่ฟังทั้งหมดว่าตั้งแต่เช้าที่เขาอยู่ในอารมณ์ที่น่ากลัว อย่างไรตอนนี้เขาก็ใจร้ายกับฉันมาก ตลอดเวลาท่านแม่เพียงแค่ลูบหัวของฉันเบาๆ และฟังอย่างเงียบๆ พลางพยักหน้าไปด้วย

 

“เซชิล ลูกพอจะนึกออกไหมว่าทำไมเด็กคนนั้นถึงทำแบบนั้น?”

 

ถ้าฉันบอกว่าไม่รู้นั่นจะเป็นการโกหก ที่เขาโกรธฉันเมื่อวานนี้ เพราะว่าเขาเจ็บจากการนอนที่พื้นใช่ไหมล่ะ? หรือเป็นเพราะฉันพูดแล้วทำให้เขาไม่ได้นอน? แต่ฉันบอกท่านแม่ไม่ได้ว่าที่จริงฉันบุกเข้าห้องของแอชลีย์เมื่อคืนนี้ หรือเรื่องที่เขานอนบนพื้น คนเป็นนายไม่อาจยอมรับการกระทำที่น่าอับอายเช่นนี้ได้

เมื่อเห็นท่าทางลังเลของฉัน ดูเหมือนว่าท่านแม่จะรู้ว่าคำถามนั้นยากเกินไปสำหรับฉันในการพูดคุย ดังนั้นท่านจึงหัวเราะออกมาเบาๆ และใช้นิ้วมือสางผมของฉัน

 

“ถ้าแอชลีย์ไม่ใช้คนเดียวที่ผิด นั่นไม่ได้หมายความว่าลูกควรขอโทษเขาด้วยเช่นกันเหรอจ๊ะเซชิล? ไม่อยากให้ระหว่างเจ้าทั้งสองคนเป็นแบบนี้ใช้ไหม?”

“แต่หนูไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงใจร้ายแบบนี้.....และเข้าก็ใจร้ายมากกกกกก”

 

ต้องขอบคุณการปลอบของท่านแม่ ในที่สุดฉันก็สงบพอที่จะไตร่ตรองว่าฉันเห็นแก่ตัวในเรื่องของแอชลีย์ยังไง

 

“ถ้าลูกแสดงความจริงใจในแบบของลูกเอง แน่นอนว่าเด็กคนนั้นจะให้อภัยลูกจ้ะ สุดท้ายแล้วเขาเป็นเด็กดี ฉันไม่ใช่สิ่งที่ลูกบอกกับแม่เสมอเหรอ เซชิล?”

“แสดงความจริงใจในแบบของข้าเอง....”

 

ฉันจะแสดงความจริงใจต่อใครบางคนยังไงดี? ขณะที่ท่านแม่วาดนิ้วมือผ่านเส้นผมของฉัน ทันได้นั้นฉันก็เห็นทางสว่าง

 

“ท่านแม่ข้าเข้าใจแล้ว! ข้าจะไปเอากรรไกร!”

 

ขณะที่ฉันเดินออกจากห้องฉันได้ยินเสียงพึมพำอย่างงงงวยของท่านแม่จากด้านหลังว่า “กรรไกร.....?” อย่างชัดเจน

 

***

 

“แอชลีย์!”

“คุณหนู? ก่อนหน้านี้...ข้าขอ...ทะ.....ผมของท่าน.....!?”

 

ฉันเจอแอชลีย์อยู่ในห้องสมุดและเมื่อฉันเรียก เขาก็หันหลังกลับมาและเกือบตกเก้าอี้ที่เขานั่งอยู่

 

“เจ้าโอเครึเปล่า” ฉันถาม

“คุณหนู ผมของท่าน......!!”

 

แอชลีย์เอื้อมมือมาแตะที่เส้นผมของฉันแล้วก็เริ่มสั่นเทา

 

“นี่คือสิ่งที่เรียกว่าสัญลักษณ์ความจริงใจของข้าเองจ้ะ...จริงๆ แล้วข้าควรจะโกนหัว แต่แล้วข้าก็ไม่กล้าพอที่จะทำ...ขอโทษนะ”

“จริงใจ.....อะไรของท่านกัน....ผมของคุณหนู.....”

 

ฉันตัดมันไปแล้ว ผมของฉันที่เคยยาวลงมาถึงเอวตอนนี้มันกลับสั้นกว่ามาก ถึงแค่ไหล่ของฉันเอง แม้ว่ามันจะเสร็จสิ้นไปแล้ว ฉันก็ตระหนักได้ว่าโลกนี้อาจจะไม่เคยเห็นผมทรงบ๊อบมาก่อน แต่ฉันจะทำยังไงดี ฉันรู้ว่ามันสายไปแล้ว

 

“ข้าไม่ชอบความคิดต่างๆ ที่อึดอัดระหว่างเรา เพราะงั้น.....ข้าหวังว่าเจ้าจะยกโทษให้ด้วยการที่ข้าตัดผมของตัวเอง”

“เพราะท่าน.....ผมของท่าน.....คุณหนู ท่านยอมเสียผมที่แสนสวยของคุณเพื่อเรื่องนั้นเหรอครับ?”

 

มันเป็นความคาดหวังเล็กน้อยของฉันเอง แต่ดูเหมือนว่าเขาอยากจะร้องไห้ออกมา

 

“ข้ามันเห็นแก่ตัวครับ ข้าแค่โกรธที่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง เพราะข้าลืมเรื่องสถานะทางสังคม คนที่ควรจะขอโทษคือข้า....มันเป็นมันดูรบกวน ที่ท่านมานอนห้องเดียวกับข้าแบบไม่สนโลก....แต่ข้าเป็นแค่ผู้ติดตามของท่าน ข้าไม่ควรรู้สึกกับท่าน ข้าไม่ควรล้ำเส้นตำแหน่งที่ได้รับ.....”

“นั่นหมายความว่าเจ้าไม่โกรธข้าแล้วใช่ไหม? ขอบคุณพระเจ้า”

“......ท่านได้ฟังสิ่งที่ข้าพูดไปรึเปล่าครับ?”

“สรุปแล้วเจ้าไม่โกรธข้าใช่ไหม?”

“อ่า อยากร้องไห้ชะมัด ครับ ข้าไม่ได้โกรธ”

 

(ผู้แปล : good grief เป็นคำอุทานแสดงความประหลาดใจจ้า แต่คนแปลก็ไม่รู้จะแปลออกมายังไงดี ฮะๆ)

 

ปลายนิ้วของฉันสัมผัสเบาๆ ตรงไหล่ของแอชลีย์ที่ตกลง

 

“ผมท่าน.....”

“แอชลีย์ผมของข้าสั้นกว่าเจ้าใช่ไหม หืม?”

“ข้าจะตัดผมของข้าด้วยครับ”

“กังวลจังมันจะสั้นเกินไปเหรอ? ไม่ว่ายังไงข้าก็รับผมสีทองของเจ้าจ้ะ”

“นั่นคือคำขอเหรอครับ?”

“ใช่จ้ะ มันคือคำขอ”

 

แอชลีย์ก็เข้าใจแต่โดยดีและไม่ทำแบบนั้น แต่ฉันก็ได้รับคำขอบางอย่างจากเขา

 

“โปรดให้มันยาวอีกนะครับ ข้ารักผมของท่าน คุณหนู”

“ข้าคิดว่าผมยังยาวได้อีกอยู่นะ”

 

ไม่นานแอชลีย์ยังคงเล่นกับเรือนผมของฉันต่อไป

 

................................

 

ผู้แปล : สวัสดีค่าทุกท่าน ดำเนินมาถึงตอนที่ 4 แล้วค่า เย้~

อ่าปรับอารมณ์ตามไม่ทันเลยค่ะ 555

จริงสิ! เขามีดราม่าอะไรเกี่ยวกับแปลนิยายเหรอคะ 555

พอดีเป็นพวกที่มีทวิตไว้ประดับค่ะ กับบ่นนู่นนี่ไปเรื่อย

แต่มันดันไปกระทบการอ่านนิยายแปลของเราละค่ะ

นิยายแปลที่ชอบประกาศหยุดแปลเป็นว่าเล่นเลย

//หยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตา

อ่า! บ่นเยอะไปไม่ได้ๆ ยังไงก็เล่าให้ฟังหน่อยนะคะ

เจอกันตอนหน้าค่า

ปล. ไม่ได้ตั้งใจเน้นใช้คำว่า 'ถีบ' จริงๆน้าาา

03/05/20

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 111 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

82 ความคิดเห็น

  1. #71 knunkim (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2563 / 11:02
    เหนื่อยไหมแอช555
    #71
    0
  2. #47 Giharu (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2563 / 11:33

    นางเอกเราโง่นิดๆนะ สงสารแอช

    #47
    0
  3. #31 TTFUN (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2563 / 23:42
    อ่ยน้องงงง เริ่มรู้สึกสงสารแอช5555
    #31
    0
  4. #21 Winterrin (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2563 / 18:08
    ช่างไม่รู้อะไรเลยลูก
    #21
    0
  5. #20 FinFin2549 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2563 / 14:19

    มึนจริงๆยัยน้อน ถ้าเป็นแอชนี่คงกุมขมับแล้วกินยาวันละ3เม็ดไปแล้วแต่นะระดีค่ะ

    สู้ๆนะคะคูมไรท์ ภาษายังดีเหมือนเคย♥
    #20
    0