[นิยายแปล]เกิดใหม่เป็นนางร้ายในโอโตเมะเกมกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้ติดตามและเหล่าหนุ่มสุดยันเดเระ!!!

ตอนที่ 2 : Ch 2 | หลังจากร้องไห้ด้วยกันปุ๊บก็สนิทกันปั๊บ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,190
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 138 ครั้ง
    15 เม.ย. 63

Chapters 2 | หลังจากร้องไห้ด้วยกันปุ๊บก็สนิทกันปั๊บ

 

ระหว่างทางกลับไปที่ห้องของฉันหลังจากที่ทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉันสังเกตเห็นว่าแอชลีย์กำลังมองไปยังสวนที่ท่านพ่อและฉันดูแลเพื่อให้ท่านแม่ได้มองผ่านทางหน้าต่าง เราคิดว่าในตอนที่ท่านแม่ป่วยอยู่บนเตียง ถ้าอย่างน้อยท่านสามารถมองไปยังสวนผ่านทางหน้าต่าง จิตใจของท่านอาจจะผ่อนคลายลง

 

“สนใจเหรอจ๊ะ?”

“.....”

 

แอชลีย์หันมามองทางฉันอย่างช้าๆ จากนั้นก็หันศีรษะเล็กๆ นั่นไปทางอื่น

 

“ข้าคิดว่าเจ้าน่าจะชอบดอกไม้...”

“ข้าไม่ได้เกลียดดอกไม้พวกนั้นหรอกครับ....”

 

คิดดูอีกที...ฉากที่แอชลีย์และนางเอกพบกันครั้งแรกคือที่สวนของโรงเรียนนิ ฉันคิดว่าแอชลีย์เอง ในเวลานั้นก็ไม่ได้จ้องมองไปที่ดอกไม้หรอก

 

“แล้ว เจ้าอยากช่วยเรา*ดูแลดอกไม้พวกนี้ไหมล่ะจ๊ะ?”

“นี่เป็นคำสั่งเหรอครับ....?”

 

(ผู้แปล : คำว่า เรา ในที่นี้หมายถึง เซชิลกับท่านพ่อนะคะ)

 

“ไม่ใช่จ้ะ... แค่ชวนน่ะ คนตัดสินใจคือเจ้าว่าอยากช่วยหรือไม่ช่วยจ้ะ”

 

ไร้ซึ่งคำพูดใดๆ แอชลีย์เพียงผงกหัวของเขายกใหญ่แค่นั้น

 

“เยี่ยมเลย ท่านแม่ต้องมีความสุขแน่ๆ!”

 

ด้วยที่ฉันบอกกับเขาว่าเราดูแลสวนเพื่อท่านแม่ แอชลีย์ก็ถามฉันว่าคุณหญิงท่านชอบดอกไม้เหรอครับ

 

“เป็นปกติของผู้หญิงไม่ใช่เหรอ? แล้วท่านแม่ของเจ้าล่ะชอบดอกไม้รึเปล่า?”

“อ่า..... ครับ......”

 

เมื่อสิ้นสุดคำพูดของแอชลีย์ ในที่สุดฉันก็กลับมามีสติ ฉันลืมไปได้ยังไง? เขาเพิ่งเสียพ่อแม่ไปทั้งคู่! เมื่อคิดได้ดังนั้นแก้มทั้งสองข้างของฉันก็ร้อนขึ้น

 

“อา......ข้าขอโทษ......”

“ไม่ ไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นหรอกครับ....”

 

จะไม่ให้ฉันกังวลได้ยังไง? เด็กคนนี้เพิ่งอายุ 6 ปีเองนะ!

 

“ข้าขอโทษ......! จริงๆ นะ.....ฮึก”

“ไม่ครับ ไม่เป็นไร.....เอ่อ....ท่าน....ร้องไห้......?”

 

เมื่อเห็นน้ำตาที่ไหลอาบแก้มของฉัน แอชลีย์ก็ตกใจ อา นี่คงเป็นครั้งแรกสินะที่เขาเห็นใครสักคนแสดงความรู้สึกแบบนี้ออกมาสินะ อึก หน้าของฉันในตอนนี้ต้องน่าเกลียดมากแน่ๆ

 

“ฟืด.....ฮึก.....”

“เอ่อ ไม่เป็นไรจริงๆ ครับ....ไม่จำเป็นต้องร้อ---”

“ข้าขอโทษษษษ......แง”

 

เกิดความตกตะลึงไปชั่วขณะ หลังจากที่แอชลีย์ได้สติ เขาก็รีบวิ่งไปรอบๆ เพื่อมองหาใครสักคนที่สามารถช่วยได้ อ๊า! ให้ตายเถอะ! นี่ฉันกำลังทำอะไรอยู่เนี่ย? ก่อนตายก็อายุปาไป 24 แล้วนะ พระเจ้า! แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็เถอะแต่ระดับอารมณ์ฉันกลับเป็นของเด็กอายุ 7 ปี เพราะฉันไม่สามารถกลั้นน้ำตาของตัวเองได้ ฉันไม่ควรให้เด็กผู้ชายอายุ 6 ปีมาปลอบแบบนี้สิ! น้ำตาบ้า....หยุดสักที!

 

“ทำไมคุณหนูถึงร้องไห้ล่ะครับ....?”

“เพราะว่า.....ข้าทำให้เจ้านึกถึง....สิ่งที่เจ็บปวด....ฮึก”

“.....ข้า...ร้องออกไปแล้วล่ะครับ....”

 

แอชลีย์ยังคงเดินกลับไปกลับมา สงสัยจังว่าเขาจะทำยังไงต่อไป ทันใดนั้นเขาก็หยุดและพยายามเช็ดน้ำตาของฉันออกไปอย่างช้าๆ หลังจากนั้นบรรยากาศก็มีกลิ่นอายของความทุกข์ คิ้วของเขาขมวด และเขาก็เขย่งปลายเท้าเพื่อที่เขาจะได้ลูบหัวฉัน

 

“แงงงงงงงง!!” ฉันเริ่มร้องไห้หนักขึ้นอีก

“หวา!?”

“ทำไมข้าต้องเป็นคนที่ถูกเจ้าปลอบกันเล่า!? ข้าขอโทษน้าาาา.....!”

“ข้า---....ฮึก!!”

 

สุดท้ายก็ทนต่อไปอีกไม่ไหว แอชลีย์เอาแขน(กอด)โอบรอบร่างของฉันไว้ แล้วเริ่มร้องไห้ออกมา หลังจากที่เสียงร้องไห้ของพวกเรานั้นดังขึ้นเรื่อยๆ ท่านพ่อที่ทำงานใกล้บริเวณนั้น รวมทั้งคนใช้บางคนก็รีบวิ่งมาตรงนี้ เพราะคิดว่าต้องเกิดเรื่องอะไรสักอย่างเกิดขึ้นเป็นแน่

แอชลีย์ตาโตด้วยความตื่นตระหนกกับสิ่งที่ตนได้กระทำอยู่และรีบขอโทษขอโพย แต่อารมณ์ของฉันก็ยังไม่สงบลงอยู่ดี

 

“ข้าไม่เป็นไร จริงๆ นะครับ ดังนั้น....!”

 

ท้ายที่สุดเขาก็โพล่งออกมาเป็นประโยค นั่นทำให้ฉันประหลาดใจจนหยุดน้ำตาตัวเองไม่ให้ร้องไห้ออกมาอีกได้ แต่เมื่อฉันมองไปที่ใบหน้าของแอชลีย์ ใบหน้าของเขากลับไม่หลงเหลือความดูดีเลยสักนิด

ดูเหมือนว่าเขายังคงอยากร้องไห้ออกมาอีก

 

“ดังนั้น...เรา....ควร—ฮึก! แงงงง!”

 

แอชลีย์เริ่มร้องไห้ออกมาอีกครั้ง ดังนั้นฉันก็เริ่มร้องไห้ตามเขาไปด้วยอีกคน และพวกผู้ใหญ่ในห้องนี้ก็ไม่สามารถเข้าใจได้ว่าเกิดเรื่องบ้า*อะไรขึ้น นั่งจึงทำให้พวกเขายังคงยืนอยู่ตรงนั้น

 

(ผู้แปล : what on earth จากที่เราหาแล้วเหมือนว่าเป็นคำที่ใช้สบถเพื่อเลี่ยงคำที่หยาบค่ะ เราเลยใช้คำว่า บ้าแทนแล้วกันเพราะนึกคำไม่ออกแล้วค่ะ ฮือ T_T)

 

* * *

 

ในที่สุดท่านพ่อก็คลายความกังวลเมื่อพวกเรากลับไปยังห้องครัวเพื่อพักดื่มน้ำ ท่านโล่งใจที่ในที่สุดเราก็หยุดร้องไห้เสียทีและมันทำให้ท่านสามารถกลับไปสะสางงานของท่านได้ ส่วนเหล่าคนใช้ก็สามารถกลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง และ(ทิ้ง)ปล่อยให้เราอยู่ด้วยกันสองคนอีกครั้ง

 

“คุณหนู.....”

“คะ....?”

“ฮะๆ .....”

“!?”

 

เขาหัวเราะ.....!

แอชลีย์หัวเราะจริงๆ ด้วย.....! แอชลีย์ในเกมที่ไม่แสดงเคยอารมณ์ใดๆ แต่ดูตอนนี้สิ เขายิ้มออกมาจริงๆ แล้วก็มีเสียงหัวเราะเบาๆ ออกมาริมฝีปากของเขา ใบหน้าของเขาที่ถูกแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มช่างราวกับเทพบุตรและ(เจิดจ้า)สดใสจนละสายตาไม่ได้เลย

 

“คุณหนูเป็นคนที่ใจดีมากๆ เลยนะครับ”

 

แม้ว่าดวงตาของเขาจะแดงและบวมจากการร้องไห้ แต่บนใบหน้าของเขากลับมีรอยยิ้มกว้าง รอยยิ้มของเขาดูเป็นธรรมชาติและน่ารักเสียจนไม่อยากเชื่อว่า นี่เป็นเด็กคนคนเดียวกับที่แสดงท่าทางเฉยชาในตอนนั้น

มุมมองของเขาที่มีต่อฉันแบบนั้นช่างน่าแปลกใจ เช่นเดียวกันกับฉันที่คิดว่าตัวเองดันเผลอใส่เกลือลงในบาดแผล*ของเขาแบบไม่ได้ตั้งใจ แถมยังร้องไห้ออกมาเองอีกต่างหาก

 

(ผู้แปล : poured salt in his wounds จากที่เราหาแล้วมันคล้ายกับคำว่า Rub salt into the wound ซึ่งสำนวนเอาเกลือไปขัดแผลนั้นมีความหมายว่า: to make a bad situation worse หรือแปลว่าทำเรื่องที่แย่อยู่แล้วให้ยิ่งแย่ลงไปอีก ฝรั่งเค้าเปรียบเสมือนกับคนมีแผลอยู่แล้ว แล้วยังเอาเกลือไปขัดอีก ทำให้เจ็บแผลมากยิ่งขึ้นค่ะ)

 

“ไม่จริงหรอก....”

“จริงๆ นะครับ” แอชลีย์กล่าวพร้อมกับรอยยิ้มที่เขินอาย เขาดูเขินอายด้วยมือที่กำเสื้อของตัวเองแน่นและดวงตาขอเขาที่หลุบต่ำลงมองไปที่พื้น

 

“คุณหนูเป็นคนดี! ท่านร้องไห้เพื่อข้าและทำให้ข้าร้องไห้ออกมา แน่นอนถ้าเป็นคุณล่ะก็ ตอนที่ท่านพ่อกับท่านแม่ตายไป ไม่มีใครร้องไห้ด้วยกันกับข้าเลย...นั่นมีความหมายข้ามากๆ เลยครับ”

 

พ่อของแอชลีย์ได้ลาออกจากการทำงานให้กับครอบครัวออลดินตันหลังจากที่เขาแต่งงาน เพื่อที่เขาได้ดูแลฟาร์มของครอบครัวของภรรยาของเขา แต่น่าเสียดายที่ครอบครัวของแม่ของแอชลีย์มีหนี้สินจำนวนมาก เพราะงั้นชาวบ้านและชาวเมื่อคนอื่นๆ จึงไม่อยากยุ่งกับพวกเขา

ด้วยเหตุนี้ เมื่อพ่อแม่ของเขาจากไป เขาจึงไม่มีเพื่อนแม้แต่คนเดียวที่จะร้องไห้กับเขา แย่ไปกว่านั้น ไม่มีแม้แต่น้ำตา หลังจากที่สูญเสียลูกไป ตากับยายของเขาต่างก็ที่แอชลีย์ไว้รับ(ชะตากรรม)ข้างหลังและหนีไปในคืนนั้น หนีจากหนี้สิน

ดังนั้นในคืนที่สูญเสียพ่อแม่ไปเขาต้องจมอยู่กับความโศกเศร้าที่เห็นดินโคลนถล่มนั้นพาร่างของพวกเขาไปต่อหน้าต่อตาจนเหลือแค่ร่างไร้วิญญาณของพวกเขานอนบนพื้น แอชลีย์ทำได้เพียงแค่ร้องไห้เพียงลำพัง

หลังจากที่แอชลีย์เล่าให้ฟังจนจบ ฉันที่ไม่สามารถช่วยอะไรได้ก็เริ่มร้องไห้ออกมาอีกครั้ง

ด้วยรอยยิ้มอันขมขื่น เขาเช็ดน้ำตาที่กำลังไหลลงมาอาบแก้มของฉันอีกครั้ง

 

“เพราะงั้นข้าถึงเล่าให้ท่านฟัง ท่านที่กำลังร้องไห้เพื่อข้าแม้กระทั่งตอนนี้ และภายในน้ำตาของท่านได้ทำให้ข้าเห็นความเมตตาในจิตใจของท่านครับ”

 

จากนั้นแอชลีย์ก็จับมือของฉันและดึงเข้าไปใกล้กับริมฝีปากของเขา จากนั้นเขาก็พรมจูบที่หลังมือของฉันอย่างบางเบา แม้ว่าเขาจะยังเด็ก กลับเล่าอดีตอันแสนโหดร้ายให้ฉันฟัง และฉันก็ไม่ทันรู้ตัวเลยว่า ฉันเผลอหลงเสน่ห์นั่นไปเสียแล้ว

 

“ข้ามีความสุขมากๆ เลยครับ ที่ได้เป็นผู้ติดตามของท่าน แม้จะมีตัวเลือกอื่น แต่ข้าก็ยังคงเลือกที่จะรับใช้ท่านด้วยความสมัครใจ ข้าอยากจะเป็นคนที่ท่านไว้ใจและเป็นคนคอยดูแลทุกอย่างที่เกี่ยวกับท่าน ข้าจะอุทิศทั้งหมดนี้ให้แก่ท่าน แล้วก็ปกป้องท่านด้วยชีวิตของข้าครับ”

 

นั่นคือสิ่งที่เขาเอ่ยออกมา แต่ฉันก็ยังกังวลว่ามันจะลงเอยด้วยการที่เขาปกป้องฉันจริงๆ หรือไม่ ฉันแน่ใจว่าแอชลีย์ คาไลน์ ที่กำลังยืนอยู่ข้างหน้าฉันนั้นบริสุทธิ์ใจ ก็หวังแบบนั้นอยู่หรอกนะ แต่.... และเหมือนกับว่าเขาจะจริงจังกับเรื่องนี้มาก ฉันกังวลว่ามันโอเคแล้วที่ฉันจะระแวงเขาจริงๆ น่ะเหรอ เขาที่ให้คำมั่นสัญญาว่าจะจงรักภักดีต่อฉันด้วยสายตาที่จริงจัง มันน่าเหลือเชื่อว่าเขาจะฆ่าฉัน...แต่มันจะปลอดภัยจริงๆ ใช่ไหม หากฉันเชื่อในตัวเขา?

ฉันไม่ได้วางแผนที่จะทำตัวเหมือนกับ เซชิล ออลดินตัน ในเกมหรอกนะ ฉันก็คือฉัน และฉันก็ต่างจากเซชิล และถ้าหากเป็นเด็กคนนี้ล่ะก็ เขาอาจจะปกป้องฉันก็ได้ เห็นได้ชัดว่าจิตใจเขาในตอนนี้ไม่เหมือนกับในเกมแล้ว.... แต่ทว่าในโลกนี้น่ะมีความเป็นไปได้สูงที่ตัวละครบางตัวจะเปลี่ยนไปจากสถานการณ์ที่วางไว้

นอกจากนี้เนื้อเรื่องก็อาจจะดำเนินต่อไปจนถึงตอนจบได้โดยไม่สนความเปลี่ยนแปลงของตัวละคร แต่สำหรับบฉันและตัวละครอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ที่นี่ ในโลกนี้ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติ...มันแก้ไขไม่ได้ แต่ก็ไม่แน่หรอก มันอาจจะไม่สนใจเด็กคนนี้ที่กำลังมองมาที่ฉันก็ได้ ฉันจึงเพิกเฉยต่อบุคลิกของเขา และพึ่งพาความทรงจำของตัวเองเกี่ยวกับเนื้อเรื่องของเกมนี้

 

“ข้าดีใจที่เจ้ายินยอมที่จะเป็นผู้ติดตามของข้า ในการที่มีผู้ติดตามที่บริสุทธิ์แบบนี้ ข้าต้องขัดเกลาตัวเอง จนกระทั่งข้าเป็นคนที่เจ้าไม่ต้องละอายใจที่เรียกข้าว่าคุณหนูของเจ้า ตกลงไหมจ๊ะ แอชลีย์?”

 

รู้สึกอายสุดๆ ไปเลย เขามองต่ำลงและส่ายหัวแบบรัวๆ แล้วเขาก็เอ่ยออกมาว่า “สำหรับข้าแล้วท่านเป็นคุณหนูที่สง่างามมากครับ ส่วนข้าไม่ได้บริสุทธิ์หรืออะไรเลย....”

 

ถูกแล้ว อย่างน้อยเขาก็บริสุทธิ์กว่าฉันแน่นอน การได้เห็นแบบนี้แล้วเป็นเรื่องที่ยากมากเลยล่ะ ที่จะเชื่อว่าเขาจะฆ่าฉัน อย่างน้อยเขาก็เป็นเพียงแค่เด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่ยังคงเศร้าโศกกับการตายของพ่อแม่อยู่ ลักษณะที่ไร้ความรู้สึกทั้งหมดนั้นล้วนมาจากโศกนาฏกรรมในตอนนั้น

 

“เจ้าไม่ต้องถ่อมตัวหรอกจ้ะ แต่ว่านะข้าเดาว่าความถ่อมตัวของเจ้าน่ะ ก็เป็นเสน่ห์อีกแบบหนึ่งนะ”

“คุณหนู ท่านช่างอ่อนโยนเหลือเกินครับ” แอชลีย์เอ่ยด้วยใบหน้าที่ขึ้นสีแดงระเรื่อ

 

อ๊าาา น่ารัก เขาน่ารักมากๆ เลย

 

“ขอ....”

“ขอ?”

“จะเป็นอะไรไหมถ้าข้ากอดเจ้า?”

“ฮะ?”

 

ฉันไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนเลย ในหัวตอนนี้มีแค่อยาก(จับกด)กอดเขาเท่านั้น ความน่ารักของเขาช่วยเยียวยาหัวใจของจริงๆ! แต่ทุกๆ ครั้งที่ฉันเข้าใกล้เขา เขาก็ถอยห่างจากฉัน จำเป็นต้องกลัวด้วยเหรอ? ฉันไม่ได้จะทำร้ายเขาสักหน่อย

 

“แต่ทำไมละครับ?”

“มันเรียกว่าสัญชาตญาณของมนุษย์รึเปล่านะ?”

 

หรือก็คือสัญชาตญาณของผู้หญิงยังไงล่ะ เป็นเรื่องปกติที่พวกผู้หญิงที่อยากจะกอดอะไรก็ตามที่มันน่ารักไม่ใช่เหรอ?

 

“ข้า...ไม่ยอม...”

“ทำไมล่ะ?”

“แววตาของท่าน...มันเหมือน...น่ากลัว....”

 

โอ้ แหม

 

“การที่ได้ยินแอชลีย์พูดออกมาแบบนั้น ข้าเจ็บปวดน้า~”

“ไม่ว่าท่านจะตำหนิอะไรข้า ข้าก็ยังคงไม่ยอมครับ.....”

“ไม่ว่าจะยังไงก็ตามเหรอ?”

“จิตใจข้า เป็นของตัวข้าเอง ข้าไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธเลยเหรอครับ?”

 

นี่ไม่ขี้โกงไปหน่อยเหรอ? ถ้าเธอพูดแบบนั้น ฉันจะไปต่อยังไงล่ะ?

 

“แล้วโอกาสหน้าล่ะ?”

“ถ้าข้าอยู่ในอารมณ์ที่....”

 

ด้วยรอยยิ้มแห้งๆ ที่อยู่บนใบหน้าของเขา แอชลีย์ก็ถอยหลังออกไปอีก ไม่ต้องกลัวขนาดนั้นก็ได้......

ดวงอาทิตย์ที่กำลังสาดส่องผ่านหน้าต่าง ย้อมใบหน้าของแอชลีย์เป็นสีแดง แล้วฉันก็นึกออก

 

“แย่แล้ว! ข้ายังไม่ได้รดน้ำดอกไม้เลยนี่นา แอชลีย์เจ้าอยากช่วยข้ารดน้ำไหม”

“ครับ ด้วยความยินดี”

 

ในฐานะที่เป็นสุภาพบุรุษ เขาจูงมือฉันพาไปยังสวน ฉันคิดว่ามือของเด็กหนุ่มจะนุ่มและเรียบ แต่เมื่อเราจับมือกัน ฉันก็ตระหนักว่าฝ่ามือของเขานั้นหยาบหน่อยๆ ฉันจึงคิดว่าคงเป็นปกติของคนที่ทำงานในฟาร์ม เขาต้องใช้ความที่มีทั้งหมดของเขาเพื่อช่วยเหลือพ่อกับแม่ อยากให้พวกเขามีความสุขสินะ

 

“แอชลีย์นี่น่ะไม่ใช่คำสัญญา หรืออะไรหรอกนะ มันเหมือนกับความต้องการมากกว่า”

 

ฉันหันหน้าไปทางสวนพลางหลุบตาลงมองสวนดอกไม้ และก็เอ่ยต่อไป

 

“ถึงอย่างนั้น ข้าก็หวังว่าเจ้าจะพยายามเพื่อข้า”

 

แอชลีย์ยื่นมือออกมาจับมือของฉันพร้อมบีบมันแทนคำตอบ

 

“เพื่อที่จะค้นหาความสุขแล้วล่ะก็ อย่ามองข้ามความต้องการของท่านเลยครับ เพราะทุกคนล้วนสิทธิ์ที่จะมีความสุขครับ”

 

แม้ฉันจะพูดออกไปแบบนั้น เขาคงไม่คิดว่ามันคงจะไม่เป็นไรถ้าหากทำสิ่งต่างๆ อย่างเช่น การฆ่าผู้คนเพื่อความสุขของเขาหรอกใช่ไหม? ฉันหมายถึงเขาเป็น(โชตะ)เด็กน้อยที่ดี..... ยังไงก็เถอะยังมีเรื่องที่ค้างคาใจอยู่นิดหน่อย ฉันต้องแน่ใจเสียก่อนว่าจะไม่เป็นฝ่ายที่ทำร้าย หรือหาเรื่องที่ทำให้เขาเศร้า ตราบใดที่ฉันยังคงปกป้องจิตใจของเขาได้ ฉันก็จะปลอดภัย

 

“ข้าเข้าใจแล้วจ้ะ”

“เยี่ยมไปเลย ขอบคุณนะครับ”

 

ฉันลูบหัวของเขา แอชลีย์สตั้นไปชั่วครู่หนึ่งแต่แล้วเขาก็ผ่อนคลายและหลับตาลงอย่างเงียบๆ

เหมือนแมวเลย.....

 

“.....เจ้าจะไม้ให้ข้ากอดเจ้าจริงๆ เหรอ?”

“ข้าขอปฏิเสธครับ”

“ทำไม่อ่า?”

“ถ้าเราไม่รีบและรดน้ำดอกไม้ มันจะมืดเสียก่อนนะครับ”

 

อ่าใช่....

 

“ข้าสงสัยจังเย็นนี้เราจะทานอะไรกันดี แอชลีย์เจ้าชอบทานอะไรเหรอ?”

“ข้าชอบ....สตูล่ะมั้งครับ?”

 

หายากนะที่ขุนนางจะทานอาหารกับคนอื่น ที่ไม่ใช้คนในครอบครัวภายในบ้านของพวกเขาแบบนี้ แต่ฉันสงสัยจังว่าพวกเขาจะแคร์เรื่องพวกนี้ไหม เท่าที่ฉันถามท่านพ่อ ฉันก็แน่ใจว่าเขาจะให้ฉันทานข้าวกับแอชลีย์โดยไม่มีการคัดค้านอะไร เพราะแอชลีย์ยังเด็ก ถ้าฉันให้เขาทานข้าวเพียงคนเดียว ฉันจะรู้สึกแย่มากๆ

พ่อครัวจึงเตรียมอาหารอย่างอื่นสำหรับมื้อเย็นในค่ำคืนนี้ งั้น.....

 

“พรุ่งนี้เราจะของให้เขาเคี่ยวให้เหรอ? แล้วมีอะไรอีกหรือเปล่าที่เจ้าอยากทาง?”

“ท่านอยากทานอะไรเหรอครับ คุณหนู?”

“ข้าเหรอ? อืมม....เนื้อย่า--....ไม่สิ....”

 

เนื้อย่างเหรอ....เอาจริงดิ? ช่วยนึกถึงอะไรที่ดูเป็นผู้หญิงสักนิดนึงได้ไหมเนี่ย?

 

“ถ้าอย่างนั้นข้าอยากทานเนื้อย่างครับ”

 

อ๊าา! เขาได้ยิน!

 

แต่ยังไงก็เถอะ ความจริงที่ว่าเขาอยากกินสิ่งที่ฉันอยากกิน....

 

“แอชลีย์ เจ้าเป็นสุภาพบุรุษที่เพอร์เฟคสุดๆ”

 

ในตอนนี้ แอชลีย์เขินอายแบบสุดๆ จนต้องก้มมองด้านล่าง แม้แต่หูของเขาก็เปลี่ยนเป็นสีแดง

 

-----------------------------

 

ผู้แปล : อ๊า! ไอ้ต้าวเขินเก่งงงงงงงงง อุแง

ขอโทษที่มาช้าค่า และขอโทษที่แปลดำน้ำ แถมกาวอีก

ทุกคนคะ! เห็นพัฒนาการของไอ้ต้าวมั้ย? อ๊าาา น่ารักสุดๆไปเลยล่ะคะ

แต่ยังไงก็ขอขอบคุณสำหรับการติด ตามและกำลังใจนะคะ

เนื่องจากเราไม่ค่อยมีเวลา เราจะสามารถมาอัพได้อาทิตย์ละตอนค่ะ

ถ้าเป็นไปได้กะว่าจะลงทุกๆวันพุธ ถ้าไม่ทันจริงๆก็ขอเลื่อนนะคะ

เจอกันตอนหน้าค่า

15/04/20

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 138 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

82 ความคิดเห็น

  1. #60 ohjesus (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 / 09:54
    อีกนิดน้องเขินจนตัวระเบิดละ
    #60
    0
  2. #37 Natacha_i-sen (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2563 / 20:18
    ในอนาคตคือต้าแอชคือหวงของที่นางเอกให้มากมาก
    #37
    0
  3. #30 _victory_88 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2563 / 15:16
    What on earth ก้อ what’s happening ก้อได้ค่ะ ในบริบทนี้ แต่ถ้าจะได้ยินบ่อยๆก้อ what’s going on earthแหละค่ะ
    #30
    0
  4. วันที่ 15 เมษายน 2563 / 19:35
    ไอต้าวแอชเอ้ย!!! ทำไมน่ารักอย่างเน้ อยากจับกดมากค่ะ //โชตะค่อน ><
    #13
    0
  5. #11 FinFin2549 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 เมษายน 2563 / 18:17

    ภาษาสวยจังค่ะ ดูแลสุขภาพด้วยนะคะ หลงยัยน้อนแอช ><
    #11
    0
  6. #10 Lactasoy (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 เมษายน 2563 / 15:28
    โอ้ย!ทำไมน่ารักอย่างงี้แอชลีช์ ลงเรือน้อง
    #10
    0
  7. #9 puppycat2 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 เมษายน 2563 / 13:58

    อ๊ากกก! ต้าวแอชลีย์ น้องงงง! อะไรจะน่ารักปานนี้ แงง..
    #9
    0
  8. #8 Yume_Sorachi (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 เมษายน 2563 / 12:26

    น้องงง น่ารักจังเลยค่ะ แว
    #8
    0