คัดลอกลิงก์เเล้ว

[INFINITE] Calling Me | HoMyung

โดย Chanite

“ฉันก็ยังใช้เบอร์เดิม หวังว่านายจะโทรมาบ้างนะ”

ยอดวิวรวม

71

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


71

ความคิดเห็น


1

คนติดตาม


4
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  29 ม.ค. 61 / 17:54 น.
นิยาย [INFINITE] Calling Me | HoMyung

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้


Calling Me

Howon x Myungsoo








*ฟิคเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของผู้เขียนเท่านั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใดนะคะ*

เนื้อเรื่อง อัปเดต 29 ม.ค. 61 / 17:54



Calling Me | HoMyung



“ฉันก็ยังใช้เบอร์เดิม หวังว่านายจะโทรมาบ้างนะ”

 


          ตอนนี้เจ้าของประโยคกำลังเอาแต่นั่งจ้องโทรศัพท์ของตนเองมาชั่วโมงกว่าแล้ว แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าโทรศัพท์เครื่องหรูจะปรากฏสายเรียกเข้าของใครบางคนแต่อย่างใด งานโชว์เคสเลิกประมาณเกือบสี่ทุ่ม หลังจากนั้นเขากับเมมเบอร์จึงแยกย้ายกันกลับที่พักเพราะตอนนี้พวกเขาไม่ได้อยู่หอด้วยกันแล้ว

 


          ตึ่ง ตึ๊ง


 

          คิมมยองซูคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างรวดเร็วแล้วก็ต้องผิดหวังอีกครั้งเมื่อพบว่าเป็นเพียงเสียงแจ้งเตือนข้อความจากเพื่อนที่ส่งมาแสดงความยินดีกับการคัมแบคในรอบปีกว่าๆเหมือนเดิม เพื่อนของเขาต่างแคปรูปตอนที่กำลังสตรีมเพลงใหม่ของอินฟินิทมาอวดให้ดูพร้อมกับชื่นชมเพลงใหม่ของพวกเขากันอย่างไม่ขาดสาย นิ้วเรียวกดพิมพ์ข้อความขอบคุณตอบกลับไปอย่างรวดเร็วแล้วจึงลุกไปคว้าผ้าเช็ดตัวก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไปเมื่อเห็นว่าเป็นเวลาเกือบเที่ยงคืนแล้ว พรุ่งนี้เขายังมีตารางงานที่ต้องทำอีก



     .

     .

     .

 


          Rrrrr Rrrrr

 


          เสียงเพลงริงโทนที่ดังขึ้นทำให้คนที่กำลังนอนดูโทรทัศน์อยู่บนโซฟาตัวยาวพร้อมกับถุงขนมมื้อดึกในมือจำใจต้องลุกขึ้นไปหยิบโทรศัพท์เจ้าปัญหาขึ้นมารับอย่างขัดใจ

 


          เบอร์ที่ไม่รู้จัก หรือว่า...


 

          ไวกว่าความคิดก็คงจะเป็นนิ้วสั้นๆของตัวเองที่กดรับสายไปเรียบร้อย เมื่อได้ยินประโยคทักทายแรกจากปลายสายก็รู้ได้ทันทีว่าเดาไม่ผิด

 


          “ย่าห์อีโฮวอน ถ้าฉันไม่พูดแบบนั้นในงานโชว์เคสก็ไม่คิดจะโทรมาเลยใช่ไหม”

 


          ‘ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย ฉันแค่ไม่แน่ใจ...’

 


          “ไม่แน่ใจ?


 

          ‘ไม่แน่ใจว่าควรโทรหานายหรือเปล่า’


 

          เสียงของปลายสายที่ตอบกลับมาแผ่วไปเล็กน้อยทำเอานัมอูฮยอนรู้สึกผิด แต่แบบนี้มันใช่ที่ไหนล่ะ เป็นเพราะอีกฝ่ายต่างหากที่ไม่ยอมให้เบอร์ใหม่กับเขาก่อนทั้งที่ซองกยูฮยองกับดงอูยังรู้แล้ว ทำให้เขาตัดสินใจทวงสัญญาอีกคนผ่านงานโชว์เคสเสียเลย

 


          “อย่าโง่น่า สัญญาแล้วหนิว่าจะไปดื่มด้วยกัน หรือนายลืมแล้วห้ะ?

 


          ‘ยังไม่ลืมน่า เอาไว้หลังอินฟินิทโปรโมทเสร็จกับหมดตารางมิวสิคัลของฉันเราค่อยไปดื่มกันไหม’

         


          “ตกลง แล้วนายเป็นไงบ้างสบายดีไหม”

 


          จากคนที่เคยอยู่ด้วยกันตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง อยู่ด้วยกันมาเกือบสิบปี พอเป็นแบบนี้ก็ใจหายไม่น้อยเหมือนกัน เพราะเคยชินกับการพบเจอกันอยู่ตลอดจนไม่ต้องเอ่ยถามว่าสบายดีไหม แต่ตอนนี้กลับไม่ใช่...

 


          ‘ฉันสบายดี มิวสิคัลก็กำลังไปได้สวย ซองกยูฮยองช่วยแนะนำมาเยอะเลย’

 


          ได้ยินแบบนั้นอูฮยอนก็วางใจ เขาเองก็ตามการเคลื่อนไหวของอีกคนอยู่ห่างๆ เพราะชอบเข้าไปส่องทวิตของแฟนๆเป็นประจำอยู่แล้วบวกกับซองกยูฮยองและดงอูคอยเล่าให้ฟังเลยทำให้เขาได้รู้ข่าวของอีโฮวอนเป็นระยะ


 

พวกเขาพูดคุยกันอยู่เกือบครึ่งชั่วโมงอูฮยอนจึงเป็นฝ่ายขอจบบทสนทนา เพราะพรุ่งนี้เขายังมีตารางงานรายการวิทยุกับดงอูและซองจง อีกอย่างวันนี้เขาเหนื่อยมาทั้งวันกับงานโชว์เคส ความง่วงและความเหนื่อยล้าสะสมจากการซ้อมเต้นจนดึกดื่นเมื่อวันก่อนทำให้ตาของเขาแทบจะปิด


.

.

.

 


‘นายน่ะเลิกคิดมากได้แล้ว พวกเราทุกคนโอเค อย่าลืมโทรหามยองซูมันด้วยล่ะ’

 


ประโยคสุดท้ายของนัมอูฮยอนยังคงวนเวียนอยู่ในหัว เขาเลื่อนหารายชื่อของใครอีกคนที่บันทึกไว้ในโทรศัพท์เพียงแต่ไม่เคยโทรออกไปเท่านั้น นิ้วหัวแม่มือถูกยกค้างไว้เหนือปุ่มโทรออก ให้ตายสิ ตอนโทรหานัมอูฮยอนเขาเพียงแค่หาเบอร์แล้วกดโทรออกทันที แต่ทำไมพอจะโทรหาคนหน้าแมวถึงต้องคิดมากขนาดนี้นะ

 


ตั้งแต่ตอนนั้นพวกเขาก็แทบไม่ได้คุยกันอีกเลย จะมีก็แต่ซองกยูฮยองกับดงอูฮยองที่ยังติดต่อกันอยู่เรื่อยๆ ตอนนี้เขาจึงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรทำอย่างไร หรือแม้กระทั่งคำทักทายแรกที่ควรเอ่ยเมื่อปลายสายรับโทรศัพท์เขาก็ไม่รู้ว่าควรพูดอย่างไรดี

 


แต่แล้วความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัวของโฮวอน เขาหันไปมองนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนัง รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนริมฝีปากได้รูป

 


ยังพอมีเวลา...

 


.

.

.




สิ่งแรกที่มยองซูทำหลังจากอาบน้ำเสร็จคือเช็คโทรศัพท์ของตนเอง แล้วก็ต้องผิดหวังอีกครั้งเมื่อใครบางคนที่เขา‘รอ’ยังไม่ยอมโทรมา ปากเล็กยู่เข้าหากันเมื่อสิ่งที่ต้องการไม่เป็นไปตามที่หวัง บางทีอีกฝ่ายอาจจะกำลังซ้อมมิวสิคัลอยู่ก็ได้

 


บ้าสิ ใครมันจะไปซ้อมมิวสิคัลตอนเที่ยงคืนกัน!


 

จะไม่โทรมาจริงๆสินะ

 


ได้ อีโฮวอนได้ คอยดูนะ พรุ่งนี้เขาจะไปขอเบอร์จากซองกยูฮยองแล้วเป็นฝ่ายโทรไปเองให้รู้แล้วรู้รอด คิดได้ดังนั้นจึงเตรียมตัวเข้านอนเพื่อพักผ่อนเอาแรงสำหรับตารางงานในวันพรุ่งนี้ ไม่สิ ตอนนี้ก็เลยเวลาเที่ยงคืนมาเล็กน้อยแล้ว ถ้าจะพูดให้ถูกต้องเป็นพักผ่อนเอาแรงสำหรับตารางงานวันนี้ต่างหาก

 


Rrrrr Rrrrr

 


ยังไม่ทันที่จะได้ล้มตัวลงนอนบนเตียงนุ่มเสียงเรียกเข้าอันคุ้นเคยก็ดังขึ้น มยองซูชะงักมือที่กำลังจับผ้าห่ม เขาคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาดูอย่างรวดเร็ว บนหน้าจอปรากฏเพียงตัวเลขเรียงกันสิบหลักของเบอร์ที่โทรเข้ามาเท่านั้น มันเป็นเบอร์ที่เขาไม่รู้จัก แม้จะบอกตัวเองว่าอีโฮวอนคงไม่โทรมาแล้วแต่ในใจกลับคิดไปไกล ถ้าเป็นโฮวอนจริงๆเขาจะพูดอะไรกับอีกฝ่ายดีนะ

 


“สวัสดีครับ นั่นใครครับ?


 

ถามออกไปอย่างนั้นทั้งที่ในใจมีคำตอบอยู่แล้ว ปลายสายเงียบไปอยู่พักใหญ่จนเขาเกือบจะวางสาย เพราะในชีวิตของไอดอลมักจะเจอซาแซงแฟนที่โทรมาก่อกวนอยู่เป็นประจำ และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรก

 


‘ฉันเอง ไม่ใช่ซาแซงหรอก วางใจได้’



นั่น รู้ทันอีก...



“ใครจะไปรู้ล่ะก็เล่นโทรมาไม่พูดไม่จา”

 


เขาว่ากลับไป มยองซูยกมืออีกข้างมาสัมผัสที่อกด้านซ้ายของตัวเอง ทันทีที่ได้ยินเสียงจากปลายสายใจของเขาก็เต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ เสียงอันคุ้นเคยที่เขาจำได้ดี เสียงของอีโฮวอน...

 


‘ขอโทษๆ พอได้ยินเสียงนายฉันก็พูดไม่ออก ไม่รู้ทำไม...’


 

“เปลี่ยนเบอร์ทำไมไม่บอกฉัน”


 

มยองซูคาดคั้น จนตอนนี้เขาก็ยังไม่พอใจที่ซองกยูฮยองกับดงอูฮยองได้รู้เบอร์ของอีกฝ่ายก่อน แถมยังติดต่อกันตลอดด้วย

 


‘โทษทีพอดีช่วงนี้ยุ่งๆ’

 


“แต่มีเวลาโทรหาซองกยูฮยองกับดงอูฮยองงั้นสิ?


 

พูดแล้วก็อดน้อยใจไม่ได้ เขาไม่ได้โกรธที่อีกฝ่ายติดต่อกับซองกยูฮยองและดงอูฮยอง แต่โกรธที่อีกฝ่ายไม่ยอมติดต่อเขามาเลยต่างหาก ถ้าวันนี้เขาไม่พูดขึ้นในงานโชว์เคสก็ไม่รู้ว่าจะได้คุยกันอีกทีเมื่อไหร่


 

‘ไม่ใช่แบบนั้น ฉันแค่... ขอโทษที่เลือกทางนี้...’

 


“…”

 


‘ขอโทษที่ตอนนี้ไม่ได้อยู่ด้วย ขอโทษที่...’

 


“โซโล่ของฉัน”

 


‘หือ?

 


“ได้ฟังรึยัง”

 


เขาไม่ต้องการฟังคำขอโทษพวกนั้นจากอีโฮวอน พวกเขาต่างมีชีวิตเป็นของตนเอง ไม่มีใครผิด และไม่มีใครถูก ทุกคนต่างมีทางเลือกของตนเอง ตอนนี้พวกเขาไม่เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว ไม่เหมือนกับเมื่อครั้งที่ยังเป็นเด็กฝึกในห้องซ้อมเต้นเล็กๆของบริษัท พวกเขาเติบโตขึ้นมาก ได้เห็นมุมมองมากมายของโลกใบนี้ และมีความคิดเป็นของตนเอง ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเลือกในสิ่งที่ทำให้ตนเองมีความสุข ดังนั้นมันจึงไม่ใช่ความผิดของใคร

 


‘ฟังแล้ว ฟังตั้งแต่นายร้องครั้งแรกในงานแฟนมีต’

 


“ฮ้า เดี๋ยวนี้หัดฟังเถื่อนด้วยเหรอ”

 


เขาพูดแซวอีกฝ่ายเล่น เป็นที่รู้กันว่าในคอนเสิร์ตหรืองานแฟนมีตต่างๆไม่สามารถถ่ายภาพหรือบันทึกวีดีโอการแสดงได้ แต่จะมีกลุ่มแฟนคลับประเภทหนึ่งที่เรียกว่า ‘แฟนไซต์’ กลุ่มแฟนคลับประเภทนี้จะมีสกิลในการแอบถ่ายภาพและอัดวีดีโอ แถมภาพและวีดีโอที่ถูกถ่ายออกมาจะมีความคมชัดระดับเอชดีอย่างไม่น่าเชื่อ

 


โซโล่ของมยองซูก็เช่นกัน การแสดงของเขาถูกถ่ายไว้และอัพโหลดลงยูทูปโดยบ้านแฟนไซต์บ้านหนึ่ง อีโฮวอนคงได้ฟังมันจากในยูทูปนั่นแหละ

 


‘นิดหน่อยน่า นานๆที’

 


“แล้วเข้าใจไหม”

 


มยองซูหมายถึงเนื้อเพลงที่เขาตั้งใจเขียนมันด้วยตัวเอง โซโล่นี้นอกจากจะเป็นครั้งแรกที่เพลงของเขาได้ใส่ลงในอัลบัมของอินฟินิทแล้วยังเป็นเพลงที่เขาเขียนเนื้อเองอีกด้วย

 


‘ฉันสมควรได้รับโอกาสนั้น... จริงๆเหรอ’

 


‘แม้กระทั่งตอนนี้ ฉันก็ยังอยากให้เราได้เดินต่อไปด้วยกัน’ ฉันหมายความตามนั้นจริงๆ”

 


เขาร้องท่อนหนึ่งออกมา มันเป็นท่อนที่เขาตั้งใจส่งไปให้ถึงอีกฝ่ายโดยตรง และตอนนี้อีโฮวอนก็ได้รับรู้มันแล้ว

 


เดินต่อไปด้วยกัน ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นทางเดียวกัน เพียงแค่เดินไปพร้อมกัน แค่มีกันและกันแบบนี้มันก็เพียงพอแล้วไม่ใช่หรือ

 


‘นายร้องเพลงเก่งขึ้นมากเลยนะรู้ไหม’

 


“ก็พอจะรู้ตัว”

 


เขาชอบที่สุดเวลาที่คนอื่นบอกว่าเขาสามารถร้องเพลงหรือแสดงได้ดี เพราะมันทำให้เขารู้สึกว่าไม่ได้มีดีแค่หน้าตา แต่เขาเป็นไอดอลที่สามารถทำได้ทุกอย่าง

 


‘ชมหน่อยไม่ได้เลยนะ’

 


“ฉันอยากไปดื่มกับนายบ้าง นายกับอูฮยอนฮยองไปสัญญากันตอนไหนทำไมฉันไม่รู้ พาฉัน...”

 


‘ไปตอนนี้เลยไหมล่ะ’

 


มยองซูขมวดคิ้ว อีกฝ่ายไม่รอให้เขาพูดจบแต่กลับพูดแทรกขึ้นมา เขาหันไปมองนาฬิกาที่บอกเวลาเที่ยงคืนครึ่งแล้ว ตอนนี้เนี่ยนะ!?


 

“ไม่ล่ะ ถ้าตอนนี้เชิญนายไปคนเดียวเหอะ”

 


‘ถ้างั้นก็เปิดประตู’

 


คำตอบของอีกฝ่ายไม่ได้ทำให้มยองซูคลายความแปลกใจเลยแม้แต่น้อย แต่กลับยิ่งทวีความสงสัยขึ้นไปอีกจนต้องถามย้ำให้แน่ใจ


 

“ประตู? ประตูบ้านฉันอ่ะนะ?

 


‘ประตูบ้านซองกยูฮยองมั้ง จะเปิดได้รึยังข้างนอกมันหนาวนะ’

 


อีโฮวอนยังคงกวนประสาทไม่เปลี่ยน ได้ยินดังนั้นมยองซูจึงรีบก้าวยาวๆไปที่ประตูบ้านของตนเองอย่างรวดเร็ว โดยที่โทรศัพท์ยังแนบติดกับใบหู

 



หรือว่า


 


หลังบานประตูไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นร่างของใครบางคนที่มยองซูไม่ได้เจอมาแสนนาน เขาพึ่งจะรู้ตัวว่าตัวเองคิดถึงโฮวอนมากขนาดไหนในตอนที่เห็นอีกฝ่ายมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า คนตรงหน้ายังคงถือโทรศัพท์ของตัวเองแนบหูไว้เช่นกัน โฮวอนอยู่ในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนส์ธรรมดาสวมทับด้วยเสื้อโค้ทสีน้ำตาลตัวหนาแต่ก็ยังดูดีไม่เปลี่ยน มยองซูเผลอทำโทรศัพท์เครื่องหรูของตนเองหลุดจากมือจนคนที่ยืนอยู่ข้างนอกถือวิสาสะเดินเข้ามาเก็บให้

 


อีโฮวอนมองอีกฝ่ายแล้วขำเล็กน้อยกับท่าทีที่ราวกับถูกสะกดนิ่งของคนตรงหน้า ยังไม่ทันที่จะได้คืนโทรศัพท์ให้เจ้าของก็รู้สึกได้ถึงวงแขนและน้ำหนักตัวของอีกฝ่ายที่พุ่งเข้ามาหา ใบหน้าที่เขามองว่าน่ารักซบอยู่บนบ่า เขาได้ยินเสียงสะอื้นเบาๆ ถ้าให้เดาตอนนี้เสื้อโค้ทของเขาคงเปียกชื้นเป็นวงกว้างแล้วแน่ๆ

 


“ฉันอยู่ตรงนี้แล้ว เลิกร้องได้แล้ว”


 

โฮวอนไม่ลังเลที่จะเอื้อมแขนไปกอดตอบ เขาดึงร่างของอีกฝ่ายให้เข้ามาใกล้ขึ้นจนสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของกันและกัน ดูเหมือนมยองซูจะผอมลงไปเล็กน้อย อาจเป็นเพราะว่าช่วงนี้อินฟินิทกำลังคัมแบค ฝ่ามือหนาเลื่อนไปลูบกลุ่มผมสีน้ำตาลเข้มราวกับกำลังลูบหัวของลูกแมวเชื่องๆ มยองซูคงไม่รู้ว่าเขาเองก็คิดถึงอีกฝ่ายมากไม่แพ้กัน

 


เพราะอยู่ด้วยกันมาตลอด เลยชินกับการมีอยู่ของกันและกัน กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ในตอนที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันเสียแล้ว...

 




กว่าจะรู้ตัว... ว่าขาดคนในอ้อมกอดนี้ไปไม่ได้




 

“ต่อจากนี้มาเดินไปพร้อมๆกันนะ”

 


เสียงที่แผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบดังขึ้นที่ข้างหู แต่มยองซูกลับได้ยินมันชัดเจนทุกถ้อยคำ เขารู้สึกได้ถึงอ้อมแขนของอีกฝ่ายที่กระชับแน่นขึ้นราวกับต้องการย้ำในสิ่งที่พูด เขาผละออกมาเล็กน้อยก่อนจะสบกับดวงตาสีดำที่มองมาอยู่ก่อนแล้ว เมื่อได้สบตากันก็เหมือนได้คำตอบของทุกอย่าง



ไม่สิ แค่เป็นอีโฮวอนก็ไม่ต้องคิดคำตอบให้เสียเวลาแล้ว

 


“อื้อ”





 





Special(?)

 

“แล้วนายโทรหาอูฮยอนฮยองหรือยัง”

 


“โทรแล้ว”


 

มยองซูเม้มริมฝีปาก โทรแล้วก็แสดงว่าต้องโทรก่อนที่จะมาหาเขา ไม่ได้รู้สึกโกรธหรือไม่พอใจอะไร แค่ไม่เข้าใจ...


 

“เป็นอะไรไป” โฮวอนถามขึ้นเมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบไปราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่าง


 

“ทำไมชอบให้ฉันเป็นคนสุดท้ายอยู่เรื่อย” มยองซูคิดว่าเขาได้ยินอีกฝ่ายหลุดหัวเราะออกมาเบาๆก่อนจะเงียบไปเมื่อเห็นสายตาจริงจังของเขา


 

ท่าทางที่เหมือนกับลูกแมวกำลังขู่เจ้าของไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิดในสายตาของโฮวอน ตรงกันข้ามกลับยิ่งน่ารักจนอดใจไม่ไหวต้องเอื้อมมือข้างหนึ่งไปดึงแก้มนิ่มๆนั่น ใบหน้าน่ารักยิ่งแสดงความไม่พอใจเมื่อถูกแกล้ง แต่หากจะให้อีโฮวอนตอบคำถามนี้ละก็...


 

“เพราะนายคือคิมมยองซูไง”


 


END

 




     ขอบคุณคำแปลประโยคที่มยองพูดในงานโชว์เคสจากทวิตเตอร์ของคุณ @justwoohyun นะคะ

     ขอบคุณคำแปลเพลงโซโล่ของมยองจากคุณ zuzyza ด้วยค่ะ ตามไปฟังกันเยอะๆนะคะ>< https://www.youtube.com/watch?v=N4CFNJf6Kz0


     นี่เป็นฟิคเรื่องแรกของเราที่ลงเด็กดีเลยค่ะ ฝากด้วยนะคะ ทนความเรือผีของอึดอัดไลน์ไม่ไหวจนต้องลุกมาแต่งเอง และก็คิดว่าคงไม่มีคนอ่านค่ะ55555 แต่เราจะหน้าด้านลงเพราะคิดถึงคู่นี้มากๆ พอมยองพูดขึ้นมาในงานโชว์เคสเลยคิดพลอตนี้ขึ้นมาได้ ที่จริงแต่งเสร็จหลายวันแล้วแต่ตบตีกับตัวเองอยู่ว่าจะลงดีมั้ยเพราะมันเป็นฟิคอิงวงด้วย กลัวว่าจะมีคนไม่ชอบ กว่าจะตัดสินใจได้ก็ผ่านงานโชว์เคสไปหลายวันแล้ว ดีเลย์มากๆ (จนอฟนกู๊ดบายสเตจแล้ว- -) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นฟิคเรื่องนี้ก็เป็นเพียงสิ่งที่เรามโนขึ้นมาเองค่ะ อย่าใส่ใจเลย5555 สำหรับคำพูดของโฮย่ากับอูฮยอนเราไม่แน่ใจว่าโฮย่ายังเรียกนัมว่าฮยองอยู่มั้ย แต่หลังๆเหมือนจะไม่เรียกแล้วเลยเขียนให้เรียกชื่อกันเฉยๆค่ะ เรื่องลำดับอายุในอฟนนี่เป็นอะไรที่พิศวงจริมๆ555555


     สุดท้ายนี้ยินดีกับเหล่าคนแคระด้วยนะคะ กู๊ดบายสเตจอย่างสวยงามพร้อมกับถ้วยที่ 5 เก่งมากๆเลยทั้งอฟนและอสปร มาเดินต่อไปด้วยกันนะคะ


ผลงานอื่นๆ ของ Chanite

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. #1 namonn
    วันที่ 28 มกราคม 2561 / 16:32
    แงงงงคิอมันดีมากเลย TT
    อ่านแล้วคิดถึงอึดอัดไลน์สุด ฮือ
    ขอบคุณที่แต่งนะคะ 
    #1
    1
    • #1-1 Chaniterr
      29 มกราคม 2561 / 17:58
      ขอบคุณที่ชอบเช่นกันนะคะ นึกว่าจะไม่มีคนอ่านแล้ว ฮือออTT
      #1-1