STRAY PIRATES #BangChanxMinho : Stray Kids

ตอนที่ 5 : Fourth Wave : ATTACK (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 127
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    8 มิ.ย. 62

        S T R A Y P I R A T E S

Fourth Wave

ATTACK

บุกรุก


//

“มินโฮ แกไหวไหมเนี่ย สีหน้าดูไม่ดีเลย ฉันว่าแกให้ฉันไปบอกอาจารย์เหอะ”

“ไม่...เป็นไร”

เพื่อนสาวที่นั่งข้างๆทำท่าจะลุกขึ้น แต่มินโฮยื่นมือที่แทบจะไม่มีเรี่ยวแรงไปจับข้อมือเธอไว้เบาๆ “บอกว่าไม่ไง อย่าให้ฉันโกรธแกเลยนะ”

หญิงสาวหันมาถลึงตาใส่ “แกนี่จริงๆเลย ตัวเองเหมือนจะตายอยู่แล้วยังมีหน้ามาขู่ฉันแบบเด็กๆอีก” แม้ปากจะบ่นพร้อมกรอกตาใส่แต่เธอก็ยอมนั่งลง

“ถ้ามันว่ามันไหว ก็ปล่อยมันไปเหอะ โซยอน มันบอกว่าแค่เป็นหวัดตั้งแต่เมื่อคืนแล้วก็แค่เมาเรือ แต่ก่อนขึ้นเรือมันกินยากันเมามาแล้ว”

เพื่อนผู้ชายที่นั่งถัดจากโซยอนไปพูดขึ้น

“นี่ขนาดกินยาดักแล้วนะ” โซยอนหันไปขมวดคิ้วใส่อีกฝ่าย

“เออ มันก็กินกันมาแล้วนั่นแหละ แต่มันก็เป็นหวัดด้วยไง อาการเลยไม่ค่อยดี” มินโฮเหลือบไปมองจินอู เพื่อนที่นั่งข้างโซยอนผู้ช่วยแก้ต่างให้เขาผ่านทางช่องว่างใต้ผมหางม้าของหญิงสาวที่บังใบหน้าของผู้ช่วยแก้ต่างอยู่ เขาผงกหัวขอบคุณเบาๆเมื่อเพื่อนชายขยิบตาให้

โซยอนส่ายหน้าเพลียๆ ก่อนหันมามองคนที่ถูกกล่าวหาว่าเหมือนกำลังจะตายด้วยใบหน้าดุดันพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงข่มขู่เท่าที่โทนเสียงเล็กๆของเธอจะทำได้ “มินโฮ ฉันให้โอกาสแกอีกครั้ง ถ้าภายในห้านาทีนี้แกสีหน้าไม่ได้ดูดีขึ้น ฉันไปบอกอาจารย์แน่ว่าแกไม่ไหวแล้ว เข้าใจไหม”

มินโฮผงกหัวรับเบาๆ พยายามคิดว่าตนเองถูกกล่าวหาว่าเหมือนจะตายนั้นช่างทำได้ยากลำบากเพราะอันที่จริงมันไม่ใช่คำกล่าวหาอย่างที่กำลังคิด แต่มันคือความจริง

“งั้นตามนี้”

แล้วโซยอนก็เลิกเซ้าซี้เขา ทั้งยังมีเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่งเดินมาลากเธอไปถ่ายรูปที่หัวเรือ ทำให้มินโฮที่ได้ที่นั่งที่เป็นจุดกลางเรือพอดีนั้นรู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อยที่ไม่มีคนมาคอยจับจ้อง แม้จะรู้ว่าเพื่อนเป็นห่วงแต่เขาก็ไม่อยากจะสร้างความวุ่นวายให้กับอาจารย์และเพื่อนๆ อีกทั้งตัวเขาเองก็ไม่เคยเปิดเผยถึงโรคความกลัวของเขากับเพื่อนในคณะแม้แต่คนเดียว

เขาหันไปมองเพื่อนชายที่ยังมองมาด้วยความเป็นห่วงพลางเลิกคิ้วเป็นเชิงถามเนื่องจากไม่มีแรงจะพูดอะไรแล้ว

“มึงไหวแน่นะ มินโฮ”

เขาพนักหน้าเบาๆอีกครั้ง

“เออ กูคงไม่บังคับมึงเหมือนโซยอนหรอก แต่ถ้าไม่ไหวจริงๆมึงต้องรีบบอกกูเลยนะ”

“อือ...”

ชายหนุ่มนั่งเงียบๆ หลับตาลง มือข้างขวากำที่ขากางเกงแน่น อีกมือถือยาดมที่โซยอนให้มาจ่อจมูกพลางสูดหายใจเข้าลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยายามนึกภาพถึงเรื่องอื่นๆที่ไม่เกี่ยวกับภาพจริงที่ถ้าหากลืมตาขึ้นจะเห็นในตอนนี้ ทั้งๆที่ปากคอขมไปหมดเพราะเวียนหัวจนแทบจะอาเจียน ยาป้องกันและแก้อาการกลัวถูกกินก่อนขึ้นเรือแล้วก็จริง แต่มันก็ไม่ได้ช่วยได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่มินโฮรู้ดีจึงจำเป็นต้องช่วยฝืนความรู้สึกตัวเองด้วยแม้ว่าร่างกายจะไม่ทำตามที่สมองสั่งเลยแม้แต่น้อย

//

 

 

    

//

ตอนนี่เป็นเวลาบ่ายซึ่งไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการออกล่าแต่มันเป็นเวลาที่เขาคิดว่าคงไม่มีใครคิดว่าใครบางคนจะออกปล้นในเวลาที่แสงแดดยังทำองศาเอียงจากแนวที่ตรงกับหัวคนไม่มากนักหรอก

ผมแนบตัวติดกับผนังไม้เก่าๆทาสีเขียวฟ้าพาสเทล มีชายหลังคาและเสื้อผ้าที่ตากไว้บนดาดฟ้ารวมถึงกำแพงคอนกรีตระเบียงเป็นที่ซ่อนตัว ผมส่องกล้องบนลำปืนแทนกล้องส่องทางไกลไปตามทิศที่คาดว่ามีเรือลำที่หมายตาเอาไว้ซึ่งผมได้ไปสืบรอบที่เรือลำนี้จะออกมาจากป้ายที่ท่าเรือ บางช่วงก็ใช้กล้องส่องทางไกลของพลชี้เป้ากวาดหาตำแหน่ง ปกติการทำงานของพลซุ่มยิงต้องใช้คนถึงสองคนคือ พลซุ่มยิงเป็นผู้ยิงและพลชี้เป้าเป็นผู้สอดส่องหาตำแหน่งเป้า แต่ในเมื่องานนี้มีผมคนเดียวและตัวผมเองก็ไม่ใช่พลซุ่มยิง ทั้งตัวผมนั้นยังอยู่ในสถานะผู้ต้องหาคดีโจรกรรมพิพิธภัณฑ์แห่งชาติซึ่งกำลังหนีจากพื้นที่คุมขังอยู่ ไม่มีพวก ไม่มีเรือเป็นของตัวเองในเวลานี้ จึงต้องทำคนเดียว

ไม่นานเงาที่เคยสั้นจนหดไปก็ยืดตัวออกเล็กน้อยเป็นสัญญาณบอกว่านี่เลยเที่ยงมาสักพักแล้ว ผมเหลือบมองเข้าไปในห้องควบคุมที่มีนาฬิกาติดผนังเรือหนึ่งบอกเวลาบ่ายโมงครึ่ง ก่อนจะกวาดตาสู้แสงแดดมองหาพวกเฮลิคอปเตอร์หน่วยลาดตระเวนอากาศซึ่งในช่วงนี้ออกปฏิบัติการณ์อย่างเข้มข้นเพื่อตามหาผู้ต้องหาคนหนึ่ง  

เมื่อไม่เห็นใคร ผมจึงหันไปทางชายวัยกลางคนสองคนที่ยืนคุมอุปกรณ์บังคับเรือ ผงกหัวให้พวกเขาเตรียมออกเรืออีกครั้ง ชายสองคนนั้นมีท่าทีลังเลโดยมองหน้ากันด้วยใบหน้ากังวล ผมลุกขึ้นพร้อมใช้แขนดึง ตัวประกันในอ้อมแขนตัวเองขึ้นมาพร้อมกับใช้ปืนพกขึ้นจ่อขมับชายวัยรุ่นที่ผมรัดคอเขาอยู่เพื่อขู่ชายสองคนให้ทำตามที่ตกลงกันไว้ เมื่อเห็นดังนี้พวกเขาก็หันกลับไปทำตามที่ผมสั่ง

ส่วนผมก็กลับมาสนใจสิ่งที่รอคอยอยู่ ผลักชายชาวประมงวัยรุ่นที่ผมใช้เป็นตัวประกันซึ่งถูกมัดแขนมัดขาด้วยเชือกลงไปนอนบนพื้นเช่นเดิม

ผมมองผ่านลำกล้องปืนไรเฟิลที่ขโมยมาจากเรือลาดตระเวนทางทะเลอีกครั้งและนับถอยหลังในใจ

เมื่อนับได้ถึงวินาทีที่ 300...

เสียงฮืดฮาดเหมือนเสียงหายใจของใครสักคนที่คงเหนื่อยมากรดหูอยู่ข้างหลัง

ผมหันขวับไป

สุนัขสีดำขนสั้นตัวขนาดเกือบเท่าผมส่งเสียงคำรามออกมาสนั่น เป็นจังหวะเดียวกับที่กระแทกด้ามปืนออกไปด้านหลัง มันกระโจนเข้ามาชนกับไรเพิลอย่างจัง ก่อนโหนตัวปีนขึ้นหลังคาดาดฟ้าห้องบังคับเรือเหนือหัวที่สูงราว 3 เมตรด้วยการเกาะตามขอบหน้าต่างอย่างรวดเร็ว สุนัขตัวนั้นเห่าอีกครั้งก่อนกระโจนขึ้นตามถังและเสาคานที่พาดบนเรือมาหาผมด้วยพละกำลังที่ราวกับสุนัขตำรวจที่ฝึกมาอย่างดี คล่องแคล่วรวดเร็วจนผมเล็งทาบศูนย์กลางกากบาทจากลำกล้องไม่ทัน มันพุ่งเข้ามาหาทันที ผมใช้พานปืนหนักฟาดมันร่วงลงไปบนพื้นดาดฟ้าก่อนยกปืนเพื่อยิงมันโดยไม่ต้องส่องกล้องเพราะอยู่ห่างแค่ 3 เมตรเท่านั้น

ไอ้เวรเอ้ย เรือประมงธรรมดาๆแม่งมีหมาแบบนี้ได้ไงวะ

ผมว่าผมพลาดแล้วล่ะ

ปัง...

เสียงลูกตะกั่วระเบิดออกจากลำปืนสองกระบอกดังขึ้นในเสี้ยววินาทีเดียวกัน ผมทรุดลงพร้อมๆกับที่สุนัขตัวนั้นล้มลง เมื่อปืนระยะไกลปะทะเข้ากับเป้าระยะใกล้แบบจ่อๆร่างๆนั้นก็ระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆด้วยแรงอัดมหาศาล

ส่วนผมที่ทรุดลงกับพื้นรีบหันปากกระบอกปืนไปทางที่มาของกระสุนที่ฝังท้องผมอยู่ทันทีและยิงไปหนึ่งนัดแต่สวนกับเงาดำๆของคนที่คงเป็นทหารลาดตระเวนผู้นำสุนัขตัวนี้มาแน่ๆ มันพุ่งหลบลงไปข้างล่างหลัง ผมรีบกระโดดข้ามสันคานขอบดาดฟ้าและหมอบหลบที่ชายคาไม้ที่ยื่นออกมา คลำปืนสั้นขนาดกลางที่เหน็บอยู่ขอบกางเกงว่ายังอยู่ดี หัวใจเต้นแรงอย่างระทึก ตั้งสติและเตรียมพร้อม รีบบรรจุกระสุนใส่รังเพลิงของไรเฟิลอย่างรวดเร็วแม้มือจะเริ่มสั่นเล็กน้อย

ทันใดนั้น อากาศที่ผมเพิ่งหายใจออกไปก็ไม่มีอีก ผมไม่สามารถหายใจได้เมื่ออยู่ๆก็มีเชือกอวนจับปลาเส้นหนึ่งที่ห้อยระโยงจากเสาคานเรือ ถูกดึงตึงข้ามหัวจากข้างหลังเข้ามารัดคออย่างไม่ทันตั้งตัว มันทั้งเย็นและคมบาดคอ ผมพยายามยกไรเฟิลฟาดใส่แต่มันยึดไว้ด้วยมืออีกข้าง ผมจึงโถมตัวไปด้านหลังเพื่อลดแรงรัดด้วยการทำให้ลำคอมีทิศทางเดียวกันกับแรงจากสายไปในแนวขวาง เราเซไปกระแทกขอบกันตกเรือด้วยกัน พร้อมกันนั้นผมได้พยายามกระแทกไอ้คนข้างหลังให้ร่วงลงไปด้วย แต่มือมันกำเชือกแน่น การที่มันตกลงไปอย่างรวดเร็วจึงเป็นการกระชากร่างผมลงไปอย่างแรงด้วยด้วยบ่วงเชือกที่คล้องคอ เสี้ยววินาทีก่อนจะตกตามไปนั้น ผมใช้มือพยายามดึงเชือกออกไม่ให้รัดผิวเนื้อเพื่อป้องกันถูกคมสายไฟกระตุกกระชากตัดหัวออกจากคอ ไรเฟิลยังมีสายคล้องไหล่อยู่ ผมตกลงไปกระแทกทับตัวมันบนพื้นดาดฟ้าเรือท่ามกลางอวนที่แผ่กระจายอยู่ทันที

ด้วยความที่ทับอยู่ด้านบน ผมจึงไม่ได้เจ็บอะไรมากนัก แรงรัดก็คลายออก ก่อนลุกขึ้นผมกระแทกพานปืนไปด้านหลังเข้ากลางอกมันก่อนรีบพลิกตัวขึ้นคร่อมมันทันทีและส่งหมัดเข้ากรามมันอย่างแรง ผมไม่รออะไรทั้งนั้น ผมฟาดไรเฟิลใส่แล้วลุกขึ้น พุ่งเข้าหาปืนสั้นที่ตกใกล้แล้วคว้ามายิงมันไปที่ใบหน้าหนึ่งนัดก่อนจะปืนขึ้นไปบนหลังคาโดยเหยียบบนลังไม้ที่ตั้งปอนๆข้างผนัง

ผมกระโดดข้ามไปอีกฟากของหลังคาแล้วกระโดดโถมตัวเข้าใส่อีกคนที่หลบอยู่ฝั่งนั้นทันที คนที่มันยิงผมนั่นไง มันกำลังจะเหนี่ยวไกปืนที่มันยกจอรอผมอยู่แล้ว แต่เพราะผมกระโดดลงไปบนไหล่มัน เท้าผมก็กระแทกให้ปืนกระเด็นร่วงจากมือ ผมเสียหลักตกลงไปอีกครั้งแต่ก็ไม่เลวร้ายมากนักเพราะเข่าผมกดกระแทกลงไปบนหลังศัตรู ผมลุกขึ้นยืนดึงคอเสื้อมันขึ้นมาวางพาดบนขอบเรือเตรียมโยนทะเลทางท้ายเรือที่คิดว่าหางเสือกำลังปั่นอย่างรุนแรงเนื่องจากแรงสั่นสะเทือนบนพื้นไม้ของเรือที่บ่งบอกว่าเครื่องยนต์ทำงานอยู่

แหม ก็คิดว่าเป็นอดีตทหารปลดประจำการมาทำประมงทำนองนี้จริงๆอย่างที่กลัวตอนเห็นหมาตัวนั้นเสียอีก ที่แท้ก็ชาวประมงธรรมดาๆนี่แหละ ไม่เช่นนั้นโจรที่มีแค่ประสบการณ์ต่อสู้แบบโจรๆอย่างเขาจะไปสู้อดีตทหารผ่านการฝึกและการต่อสู้แบบทหารตัวต่อตัวได้อย่างไร

ว่าแต่...ทำไมชาวประมงธรรมดาถึงมีสุนัขแบบนั้นได้

“ย...หยุด...เดี๋ยว...น...นี้นะ”

มือที่กำลังจะผลักร่างในมือให้ลงไปให้หางเสือปั่นหยุดชะงักทันทีที่เสียงหนึ่งเรียกให้ผมหันกลับไป

เด็กหนุ่มวัยรุ่นที่ผมจับมัดเขาในตอนแรกกำลังยกมือสั่นๆชี้ปืนมาทางผมด้วยท่าทางหวาดกลัวและน้ำตาอาบเต็มใบหน้า

“แก...ฆ่าพ่อ...กับลุงฉัน...ฉันจะ...ยิง...ก...แก”

ผมยกมือขึ้นเหนือศีรษะ หัวใจเหมือนหยุดเต้นไปเพราะภาพตรงหน้า กลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก

“ฉันไม่...ล...เหลือใคร...แล้ว”

เด็กหนุ่มแผดเสียงออกมาอย่างโกรธระคนเศร้า

ผมเหมือนได้สติขึ้นมา

พลันภาพเธอคนนั้นก็ลอยเข้ามาในหัวผมเมื่อเด็กตรงหน้าร้องไห้เสียใจและเอ่ยคำว่าพ่อออกมาด้วยหัวใจที่แตกสลาย

ความรู้สึกผิดจุกขึ้นมาที่อก

“พ่อ...ฮือ...ฉันจะฆ่าแก...”

เด็กหนุ่มพยายามจะเหนี่ยวไกแต่เหมือนปืนจะไม่มีกระสุน ผมจึงพุ่งเข้าไปดึงปืนออกจากมืออันสั่นเทานั่นแล้วดึงเด็กนั่นเข้ากอดแนบอก

“ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ”

ผมลืมกฎของของท้องทะเลและของตัวเองไปชั่วขณะที่ต้องดิ้นรนต่อสู้เอาชนะความตาย

“อั่ก”

ความเจ็บที่ท้องตรงบริเวณที่เด็กในอ้อมกอดชกเข้าที่แผลที่มีกระสุนฝังอยู่นั้นทำให้ผมผงะถอยหลังไปและกุมท้องไว้ เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองถูกยิง พลันความเจ็บก็แผ่ซ่านไปทั่วกายจนเย็นวาบและเจ็บปวดขึ้นมา

“ออกไปจากเรือลำนี้ซะ”

เด็กนั่นชี้หน้าผม บัดนี้แววตาที่เคยเศร้าโศกและกราดเกรี้ยวกลายเป็นแววตาอาฆาตแค้น

กลัว...

“ออกไปก่อนที่ฉันฆ่าแก ออกไปเดี๋ยวนี้”

ผมเดินผ่านเด็กนั่นไปอย่างรวดเร็วตามคำสั่ง

เพราะรู้สึกผิดจึงยอมทำตาม

“ฉันขอโทษด้วยใจจริง แต่นายอย่าได้แค้นฉันเลยนะ ไม่ใช่เพราะฉันสมควรได้รับการอภัย แต่เพื่อตัวนายเองและโตขึ้นก็อย่าเป็นแบบฉันล่ะ ขอโทษอีกครั้ง ลาก่อน”

ผมเอ่ยกับเด็กนั่นอย่างหวั่นใจ เขาเหลือบตาขึ้นมองผมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยไฟแค้นลุกโชนอย่างถึงที่สุด ผมจึงรีบเดินผ่านและปีนลงจากเรือสู่ท้องทะเล

และนั่น...ที่เคยส่องกล้องหาเรือลำหนึ่ง

เรือลำที่ว่ากำลังลอยเข้ามาในสายตาผมแล้ว

ใช่...ผมยังไม่ลืมเป้าหมายของตัวเองหรอกนะ

เรือข้ามฟากลำซึ่งกำลังบรรทุกนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งราวห้าสิบคนลำนั้นคือเป้าหมายของผม

//

 

50%

 

//

          “มินโฮๆ ตื่นๆ เกิดเรื่องแล้ว”

          เสียงเรียกพร้อมกับเสียงกรีดร้องโหวกเหวกมากจากทั่วสารทิศ แรงบีบกระชากที่ต้นแขนให้ลุกขึ้นทำให้เจ้าของชื่อที่กำลังตกอยู่ในห้วงนิทราได้สะดุ้งตื่นขึ้น

          “มินโฮ มึง”

          “เกิด...อะไรขึ้น...” ชายหนุ่มที่ลุกขึ้นทรงตัวได้อย่างทุลักทุเลใช้แขนคนดึงเป็นที่ยึดเกาะ สายตากวาดมองไปรอบๆอย่างตกใจ ตอนนี้คนบนเรือกำลังวิ่งกรูเข้ามายืนเบียดกันที่ฝั่งขวาของเรือกันหมด บางคนยกมือขึ้นเหนือหัว ส่วนตัวเขาตอนนี้ยืนห่างจากม้านั่งที่เคยนั่งมาประมาณห้าเก้าเพราะการฉุดกระชากของจินอูก่อนหน้านี้ แต่ตอนนี้เขาถอยอีกไม่ได้แล้วเนื่องจากด้านหลังนั้นมีเหล่าเพื่อนนักศึกษาของเขายืนเบียดกันจนชิดแล้ว

          “มึงตั้งสติไว้นะ” จินอูกระซิบ เขาได้ยินเสียงโซยอนสะอื้นอยู่ข้างหลัง

          และสาเหตุที่ทำให้ทุกคนหวาดกลัวกันขนาดนี้ก็คือชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่อีกฝากของเรือซึ่งห่างไปแค่เพียง หกเมตร ชายที่ปิดหน้าปิดปิดตาและโพกหัวด้วยผ้าสีดำ เหลือเพียงดวงตาที่เผยให้เห็นเท่านั้น ในมือข้างหนึ่งเขาถือปืนไรเฟิล ขณะที่แขนอีกข้างกำลังยึดตัวอาจารย์คนหนึ่งไว้

          พระเจ้าช่วย...

          นี่คือการปล้นเรือเหรอ...

          “แกสี่คนใช่ไหมที่เป็นคนดูแลเรือลำนี้” โจรใช้ปืนชี้ไปทางชายทั้งสี่คนซึ่งเป็นทีมงานผู้ดูแลเรือซึ่งยกมือขึ้นเหนือศีรษะพากันพยักหน้า “แล้วใครเป็นกัปตัน”

          ชายที่ดูอายุมากที่สุดในกลุ่มยกมือขึ้น “ฉันเอง แกต้องการอะไร”

          “มีเสื้อชูชีพ เสื้อพยุง ห่วงชูชีพ เชือก อุปกรณ์ฉุกเฉินอะไรก็ตาม เอาออกมากองตรงนี้ให้หมด”

          ชายเจ้าของเรือกับลูกเรือรีบแยกย้ายไปขนของทั้งหมดออกมากองตรงกลางเรืออย่างรวดเร็ว

          “เอาเสื้อชูชีพใส่ให้เด็กทุกคนเดี๋ยวนี้”

          ทุกคนรีบรับเสื้อมาจากชายทั้งสี่คนที่รีบเข้ามาแจกเสื้อที่ด้วยท่าทางเคร่งเครียดและสวมใส่ด้วยท่าทางเงอะงะ  

          “ใครว่ายน้ำไม่เป็นบ้าง”

          ครึ่งหนึ่งยกมืออย่างกล้าๆกลัวๆ มินโฮเหลือบมองจินอูอย่างขอความเห็น คนถูกถามได้แต่ผงกหัวเบาๆอย่างเคร่งเครียด

          เขากับโซยอนยกมือขึ้น

          “มินโฮ เขาจะทำอะไรเราหรือเปล่า” เพื่อนสาวกระซิบทั้งที่ยังสะอื้นด้วยความกลัว มือทั้งสองข้างของเธอขยำชายเสื้อมินโฮแน่น เขาสั่นหัวเบาๆอย่างกลัวคนร้ายสังเกตเห็น

          “ชู่...เงียบ ตั้งสติไว้พวกมึง”

          จินอูกระซิบ

          “เด็กคนนั้น”

          เฮ้ย...

          อะไร...

          อยู่ๆคนร้ายก็ชี้ปืนกระบอกยักษ์ที่แสนจะน่ากลัวนั่นมาทางเขา

          “เด็กผู้ชายที่ใส่เสื้อสีแขนยาวสีฟ้า”

          ไม่นะ...

          เพื่อนๆ อาจารย์อีกสี่คนพร้อมทั้งกัปตันและลูกทีมหันขวับมามองที่คนถูกชี้เป็นตาเดียวด้วยสายตาตกใจ

          “มะ...มิน...” เสียงกระซิบสั่นและแห้งเหือดจากโซยอน

          “ก้าวออกมาข้างหน้านี้”

          มินโฮถึงกับนิ่งไป หัวสมองเบลอไปหมด แขนและขาเหมือนไม่มีเรี่ยวแรง

          นี่เขาต้องเจออะไรแบบนี้อีกแล้วเหรอ

          “บอกให้ก้าวมาข้างหน้า ตรงนี้ เร็ว”

          ไอ้โจรนั่นตวาดด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด เรียกสติให้คนที่ถูกเรียกเดินออกไปข้างหน้า ตรงหน้ามันด้วยท่าทางเงอะงะ

          และเมื่อได้มายืนเผชิญหน้าห่างจากคนร้ายไปเพียงสองเมตรก็ทำให้มินโฮได้เห็นดวงตาของมันชัดๆ แล้วภาพดวงตาของโจรนักดำน้ำที่เขาจำได้ฝังใจก็พุ่งเข้ามาในหัวสมองอย่างรวดเร็วทันทีทันใดราวกับจรวดนำวิถีที่พุ่งตามความร้อนของเครื่องบินขับไล่ของฝ่ายตรงข้าม ชนและระเบิดออก

          “...”

          มินโฮกลืนน้ำลาย

          หรือมันต้องการจะแก้แค้น

          ตายแน่ๆ เขาต้องโดนฆ่าที่ไปแจ้งตำรวจมาจับแน่ๆ

          ดวงตาเรียวเล็กจ้องมาที่เขาเขม็งพร้อมกับผลักอาจารย์หนุ่มออกจากการกักตัวของตัวเองแล้วมือแข็งๆที่เคยสัมผัสมาแล้วก็พุ่งเข้ากระชากต้นแขนของอีกคนเข้าไปล็อคตัวไว้ในอ้อมแขนแทนที่อาจารย์ซึ่งถูกใช้เป็นตัวประกันก่อนหน้า

          มินโฮออกแรงขัดขืนด้วยความตกใจ สองมือยกขึ้นจับแขนที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อของอีกฝ่ายซึ่งรัดที่บริเวณไหปลาร้าไว้แน่น

          “อยู่นิ่งๆ ฉันไม่ทำอะไรหรอก ถ้านายไม่ขัดขืน”

          เสียงเย็นๆกดต่ำของคนร้ายกระซิบ สัมผัสร้อนๆหยุ่นๆขยับชิดใบหูทำให้ขนลุกชันและรู้สึกว่านี่มันชิดเกินไปแล้ว รวมถึงกลิ่นเหม็นคาวเค็มน้ำทะเลทำให้เกิดอาการคลื่นเหียน คอเกิดขมขึ้นมา ขาทั้งสองอ่อนแรงขึ้นมาแต่ยังยืนอยู่ได้เพราะแขนของคนร้ายที่ดึงเขาไว้

          รอบนี้จะรอดไหม

          มินโฮมองไปที่เพื่อนๆที่มองมาทางเขาด้วยความตกใจระคนหวาดกลัวแล้วก็นึกเวทนาตัวเองว่าทำไมเขาต้องเจอเหตุการณ์เฉียดตายแบบนี้อีกแล้ว พอสบตากับกับจินอูและโซยอนที่กำลังหน้าตาบิดเบี้ยวเนื่องจากพยายามกลั้นน้ำตาและเสียงสะอื้นอย่างสุดความสามารถแล้วเขาก็น้ำตารื้นขึ้นมา ได้แต่ผงกหัวและยิ้มบางๆให้เพื่อบอกว่าเขาโอเค

          โอเคกับผีสิ

          “ค...คุณจะไม่ทำอะไรจริงใช่ไหม”

          “ก็...ไม่แน่ใจ ขึ้นอยู่กับว่านายจะดื้อไหม”

          “ไม่”

          “แค่ทำตามที่ฉันบอก” โจรร้ายกระซิบอีกครั้งด้วยน้ำเสียงแหบพร่าจนขนลุก “เฮ้ย ไอ้ลูกเรือเสื้อเหลืองคนนั้นมีเสื้อชูชีพตัวที่สมบูรณ์ที่สุด ส่งของแกมาเดี๋ยวนี้” คนสั่งตะคอกทั้งใช้ปืนไรเฟิลในมือชี้ไปทางลูกเรือผู้ถูกกล่าวถึง

          ชายคนนั้นมีท่าทีเลิกลักก่อนจะรีบถอดออกแล้ววิ่งมาให้ผู้ร้ายที่รับมาด้วยการใช้ปืนเกี่ยวและวางลงแทบเท้าตนเอง “ไอ้ลูกเรือเสื้อดำด้วย เอาเสื้อชูชีพชั้นหนึ่งของแกแลกกับตัวที่สายขาดของเด็กผู้หญิงผมส้ม”

          “คุณต้องการอะไร บอกเรามาที แล้วผมก็ได้โปรดให้ผมไปเป็นตัวประกันแทนเด็กนั่นทีเถอะ” อาจารย์ที่ถูกจับก่อนหน้านี้เสนอตัวอย่างกล้าหาญจนมินโฮซาบซึ้งขึ้นมา

          “คุณน่ะหรือ ผมไม่ได้ต้องการคุณหรือเรือ”

          “แล้วแกต้องการอะไร” ชายเจ้าของเรือก้าวออกมา

          มินโฮกลืนน้ำลายอย่างหวาดหวั่นในคำตอบ

          “ต้องการอะไรหรือ...” มือแข็งและชื้นข้างที่ที่ยึดตัวประกันได้เลื่อนขึ้นมาดันคางของคนในอ้อมแขนให้เชิดขึ้น “ต้องการเด็กคนนี้”

          เสียงพูดเนิบๆใกล้ชิดหูแต่ก้องกังวานเหมือนตะโกนจากหุบเขาไกลโพ้น

          “อะไรนะ”

          “เดี๋ยว”

          เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบๆอย่างอื้ออึง แต่คนซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการรู้สึกหูอื้อและตาลาย ใกล้จะเป็นลมเต็มที่ มือเพียงมือเดียวแต่ให้ความรู้สึกราวกับมือเย็นเหม็นคาวที่มีหนามแหลมรุมล้อมเข้ามาบีบคอพร้อมๆกัน บีบแน่นจนผนังหลอดลมทุกด้านแนบชิดกัน

          “ทำไม...”

          มินโฮละล่ำละลักเปล่งเสียงที่แทบไม่มีออกไปจนแม้แต่คนที่ยืนแนบชิดเขาอยู่ก็ยังไม่ได้รับรู้และตอบคำถามนั้น

          “แกต้องการอะไรจากเด็กคนนั้น”

          กัปตันคนเดิมถามแทนมินโฮ

          ทันทีที่จบประโยคคำถามนั่น เสียงหัวเราะเย็นๆในลำคอก็ดังขึ้น

          “ไม่ได้ต้องการอะไรจากเด็กคนนี้ แต่ต้อง-การ-เด็ก-คนนี้”

          จบประโยคของผู้กระทำอุกอาจ มินโฮก็ถูกจับให้หันไปเผชิญหน้ากับคนร้ายซึ่งตอนนี้อ่อนปวกเปียกราวกับตุ๊กตาที่ไร้ซึ่งสมอง ประสาท กล้ามเนื้อและกระดูก จังหวะที่ถูกจับหมุนตัวกลับไปเป็นจังหวะที่เขาทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้นจนคนร้ายตรงหน้าเผลอทิ้งปืนไรเฟิลกระบอกใหญ่ลงห้อยลงข้างลำตัวและแขวนบนไหล่ด้วยสายคาดที่ถูกเหวี่ยงลงอย่างแรงรวมกับแรงโน้มถ่วงทำให้คนสะพายปืนถูกกระชากดึงลงจนแทบจะทรุดกับพื้นไปพร้อมกับตุ๊กตาที่ทรุดไปก่อนหน้าในเสี้ยววินาที แต่กระนั้นคนที่ทรุดตามก็ยังยันตัวไว้ได้ สองแขนคล้องใต้วงแขนของชายหนุ่มผู้ไร้เรี่ยวแรงให้ยืนขึ้น

          แม้จะสิ้นเรี่ยวแรงในการพยุงตัวไปแต่สติของมินโฮก็ยังพอหลงเหลืออยู่บ้าง ทำให้ดวงตากลมโตคู่หนึ่งที่เคยถูกชื่นชมว่างดงามอย่างไม่มีทฤษฎีทางสุนทรียศาสตร์ใดๆที่อธิบายได้ได้สบกับดวงตาเรียวเล็กสีเข้มซึ่งฉายแววดุดันราวกับตาหมาป่า ซึ่งเจ้าของอัญมณีคู่งามนั้นก็ส่งความอ้อนวอนออกไปอย่างไม่รู้ตัวจนทำให้แววดุร้ายป่าเถื่อนแปรเปลี่ยนไปชั่วขณะหนึ่งก่อนที่เจ้าตัวจะหันไปทางกลุ่มคนอีกฝั่งหนึ่งอย่างรวดเร็วจนผู้ส่งสารนั้นสังเกตไม่ได้

           โจรหนุ่มหยิบปืนกระบอกเล็กขึ้นมาพลางใช้เท้าเกี่ยวเสื้อชูชีพที่วางอยู่ใกล้เท้ามาถือด้วยมือซึ่งถือปืน แล้วสวมเสื้อชูชีพให้กับคนที่ยังยืนด้วยการพึ่งแรงของอีกคนอย่างทุลักทุเล ระหว่างนั้นก็เปลี่ยนมือถือปืนด้วยมือข้างที่แขนกำลังพาดผ่านหลังมินโฮและจ่อปืนเข้าที่หลังคอไปด้วยในเวลาเดียวกัน

          พระเจ้าช่วย...

          ปืนกำลังจ่อเขาอยู่

          มินโฮ ตั้งสติแล้วใช้เข่ากระแทกน้องชายโจรร้ายนี่แบบในหนังซะ

          เมื่อสัมผัสได้ถึงรูปทรงของปลายกระบอกปืนที่กดลงบนผิวช่วงลำคอ ความเย็นของโลหะและชื่อเสียงความโหดเหี้ยมของอาวุธชนิดนี้ทำให้คนที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิตถึงกับสะดุ้งเฮือกก่อนจะสั่นสะท้านไปทั้งกาย ขนลุกชันไล่จากคอ สันหลังและแผ่ไปทั้งตัวราวกับโดมิโน่

          ก่อนหน้านั้นเป็นปืนไรเฟิลแต่คนร้ายไม่ได้เอามากดชิดกับร่างกายของเขาเพื่อข่มขู่เช่นนี้ เพียงแค่ถือแล้วชี้มั่วๆไปทางกลุ่มคณะอาจารย์ นักศึกษาคนอื่นเท่านั้น

          แต่รอบนี้อาวุธที่พลังทำลายล้างมหาศาลกำลังเบียดชิดที่ผิวเนื้อของเขา

          “ไม่ต้องสั่น กระบอกนี้ไม่มีกระสุน”

          เป็นคำปลอบใจจากโจรที่มินโฮได้ยินไม่ชัดนักแต่มันก็ทำให้เขาสั่นน้อยลงประมาณหนึ่งเปอร์เซ็นต์

          ชายตรงหน้าใส่เสื้อชูชีพให้มินโฮเสร็จแล้วจับเขาหันหน้าเข้าหาเพื่อนๆอีกครั้ง ก่อนดึงร่างซึ่งไม่ตอบสนองต่อคำสั่งจากสมองเข้าจนช่วงหลังตั้งแต่หัวจรดเท้าแนบชิดร่างด้านหน้าอีกคน ชิดเสียจนรู้สึกได้ถึงความชื้นและเย็นเฉียบจากร่างกายของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน เขาใช้ปืนที่อ้างว่าไม่มีกระสุนจ่อที่คอตัวประกันซึ่งกำลังหลับตาลงเมื่อสบตากับจินอูและโซยอนที่มีสีหน้าหวาดกลัวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

          “ส่งเชือกนั่นมา”

          มินโฮรู้สึกถึงเชือกแข็งเส้นใหญ่กำลังรัดรอบช่วงเอว ทำให้เขาลืมตาขึ้นพบว่าผู้ร้ายนั่นกำลังมัดเขาเข้ากับตัวเองอยู่ เชือกพันธนาการอย่างแน่นหนากับเสื้อชูชีพและเอวของเขา

          “นับสามแล้วกั้นหายใจ”

          “อะ...”

          เดี๋ยว

          “หนึ่ง...”

          อย่าเพิ่ง...

          มินโฮยังไม่ทันได้เตรียมตัวและเตรียมใจ

          “สาม”

          “เฮ้ย”

          อยู่ๆภาพอาจารย์และเพื่อนก็ถูกกระชากดึงออกจากสายตาของเขา และเสี้ยววินาทีของวินาทีต่อมาเขาก็มองเห็นท้องฟ้ายามบ่ายที่แสงร้อนระอุของดวงอาทิตย์ยังคงสาดทะลุชั้นบรรยากาศโลกลงมากระแทกเลนส์ตาของเขาจนภาพท้องฟ้าซึ่งทาสีฟ้าอะความารีนและเทพเจ้าแห่งจิตรกรรมองค์ใดก็ไม่ทราบกำลังแต้มสีขาวของปุยเมฆด้วยการตวัดเร็วและไม่เต็มแปรงจนเกิดเป็นริ้วยาว ทำให้ดวงตาพร่าไปชั่วขณะ เสียงหวีดหวิวของสายลมบาดเข้าโสตประสาทราวกับเสียงโหยหวนของผีร้าย

          ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแต่ประสาทที่รับรู้เชื่องช้าราวกับภาพสโลวโมชั่น

          สมองซึ่งกำลังประมวลผลก็เช่นกัน

          และมินโฮก็คิดได้ว่าเขากำลังลอยตัวอยู่กลางอากาศเพราะคนที่ร่างติดกับเขาอยู่ด้านหลังนั้นได้ใช้แขนทั้งสองข้างล็อคตัวตัวประกันผู้อ่อนระโหยไว้แล้วทิ้งตัวจากเรือลงสู่ท้องทะเลว่างเปล่าซึ่งอ้าแขนออกเพื่อรับพวกเขาอยู่เบื้องล่าง

          ยังไม่ทันที่สมองจะได้คิดถึงตอนต่อไป ร่างของคนทั้งสองก็ปะทะกับความผิวน้ำอย่างรุนแรงจนน้ำแตกกระจายออกเป็นวงกว้างสีขาวพัดสันเกลียวคลื่นลูกหนึ่งที่กำลังทะยานเข้ามาไล้เลียข้างลำเรือ

          มินโฮไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดจากแรงปะทะกับผิวน้ำเพราะมีใครบางคนที่คงจะรับความรู้สึกนั้นไปแล้ว เขาผู้อยู่ข้างบนสัมผัสได้เพียงร่างกายที่แนบแน่นอยู่ใต้เขานั้นแนบเข้ามาแน่นกว่าเดิมและกล้ามเนื้อที่เกร็งขึ้นมา

          นี่เขากำลังตายแล้วใช่ไหม

          เขากำลังตกลงสู่ท้องทะเล

          ...สิ่งที่เขาหวาดกลัวที่สุดในชีวิต

          แล้วสีเขียวสยดสยองของสัมผัสจากน้ำทะเลก็ทะลักเข้ามาครอบคลุมทุกประสาทสัมผัส เย็นเยียบน่าประหวั่นพรั่นพรึงคล้ายกับมือของปิศาจที่ผุดจากก้นบึ้งมหาสมุทรชอนไชเข้าสู่ทุกอณูผิวหนัง ทะลุทะลวงยิ่งกว่าลูกตะกั่วที่ระเบิดออกจากปืนซึ่งนึกกลัวก่อนน่านี้ มือปิศาจฉุดกระชากให้จมดิ่งลงสู่ก้นทะเลเพื่อให้ลงไปเวียนว่ายในความมืดมนชั่วนิจนิรันดร์ ฉุดกระชากลมหายใจ สติสัมปชัญญะ ตัวตน จิตวิญญาณ อิสรภาพ ทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมกับร่างกายหากสิ่งที่เป็นนามธรรมกลับเจ็บปวดยิ่งกว่า

          เป็นความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ความทุกข์จากการลิ้มรสของความกลัวของตนเอง ก่อนที่ภาพสุดท้ายจะบิดเบี้ยว หมุนควงและดับลงไปพร้อมกับทุกสิ่งทุกอย่าง  

//

 

 

#PiratesChanMinho

SEA YOU NEXT WAVE

 

 

***

Fan-Fiction เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องแต่งขึ้น และได้รับแรงบันดาลใจมาจากตำนานโจรสลัด หนังสือ ภาพยนตร์หลายเรื่อง

ซึ่งได้ดัดแปลงตำนานเรื่องราวหรือผสมเรื่องต่างๆเข้าด้วยกันหลายจุด

หากมีข้อผิดพลาดประการใด ต้องขออภัย โดยสามารถติเตือนกันได้นะคะ

 

***

เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่เราเขียนค่ะ ดังนั้น หากขาดๆเกินๆหรือผิดพลาด

ก็ต้องขออภัยอีกครั้งค่ะ

 

Thank you ♡♡♡

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

21 ความคิดเห็น

  1. #21 ihsgushsh (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 กันยายน 2562 / 09:54
    ไรท์มาต่อได้แล้ววววววววว
    #21
    0
  2. #16 tulipz (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2562 / 23:53

    เราชอบภาษาไรต์มากเลยค่ะ ติดตามอ่านมาตลอดเลย เป็นกำลังใจเสมอนะคะ มันดีจนอยากเลี้ยงชาบูไรต์ซักมื้อ T-T

    #16
    0
  3. #15 An_nGOT (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 08:28
    วงงารน้องมาก ไม่สามารถหลุดพ้นได้ 55555
    #15
    0
  4. #14 narisara1217 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2562 / 14:09
    น้องซวยมาก

    เป็นกำลังใจให้ไรท์นะคะT^T
    #14
    0