STRAY PIRATES #BangChanxMinho : Stray Kids

ตอนที่ 4 : Third Wave : HELP? (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 125
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    4 พ.ค. 62

S T R A Y P I R A T E S

Third Wave

HELP?

การช่วยเหลือ



 

//

น่านฟ้าเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกใกล้ชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงเหนือของชายฝั่งทางตะวันออกของเกาหลี เรือใบขนาดใหญ่จากยุค 15-17 ซึ่งเป็นเรือสเปนที่ปกติมีเสากระโดงหลักสามเสาแต่เรือจากเมฆหมอกลำนี้มีสี่เสา ตัวเรือมีสีดำทะมึนกลืนกับบรรยากาศลำหนึ่ง เสากระโดงขึงผืนผ้าสีดำและสัญลักษณ์สีแดงแต่ไม่มีธงบอกสัญชาติ ด้านข้างมีช่องที่มีลำปืนที่มีทั้งปืนใหญ่สมัยโบราณและบางช่องที่เป็นปืนสมัยใหม่ ปรากฏตัวออกจากไอหมอกที่เกิดจากอุณหภูมิเย็นยะเยือกเหนือน่านน้ำอันเงียบสงบ พวกมันเคลื่อนด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเรือในศตวรรษที่ 18 จะทำได้ รวดเร็วอย่างเงียบเชียบ ไร้เสียง สร้างริ้วและลูกคลื่นบนผิวน้ำได้เป็นแนวคลื่นยาว

แม้ภาพลักษณ์ภายนอกดูเคร่งขรึม เทอะทะ เชื่องช้าอย่างเรือยุคล่าอาณานิคมของสเปนโปรตุเกสแต่สมรรถภาพใกล้เคียงกับเรือยุคใหม่

คนที่ยืนประจำการในห้องควบคุมตรวจสอบจอเรดาร์ซ้ำอีกครั้ง พบว่าไม่มีสัญญาณบ่งบอกถึงอุปสรรคใดๆทั้งสิ้น ไม่มีสัญญาณเตือนหรือคลื่นรบกวน ไม่มีวี่แววของเรือลาดตระเวน ไม่มีเครื่องบินตระเวนอาณาเขตภาคอากาศ ไม่มีตาข่ายสัญญาณตรวจจับคลื่นวิทยุและคลื่นความร้อนในอากาศ ไม่มีลำแสงสปอตไลต์ลำใหญ่ส่องกวาดจากประภาคารริมหน้าผา มีเพียงภาพที่แสดงผลว่ามีแนวโขดหินโสโครกจากการตรวจสอบของคลื่นโซนาร์

“ฮยอนจิน ทางสะดวกมาก”

ผู้ที่อยู่หลังแท่นและหน้าจอในห้องควบคุมขยับไมค์เพื่อบอกคนที่ปลายสัญญาณ

“รับทราบ”

“แต่ระวังมากกว่าปกติหน่อยก็ดี มันสะดวกผิดปกติมากเกินไป”

“รับทราบครับ ท่านกัปตันจำเป็นคนสวย”

ผู้ถูกยอยิ้มมุมปาก ดวงตาเฉี่ยวตวัดฉับไปมองลูกเรือหกคนที่ยืนเตรียมตัวอยู่ประจำตำแหน่งที่กราบบริเวณหัวเรือ

“อย่ามัวแต่ล้อข้าหน่อยเลย เดี๋ยวเจ้าเกิดหัวเราะขำตัวโยนจนตกทะเลตายก่อนได้ช่วยกัปตันตัวจริงหรอก”

เสียงหัวเราะระเบิดเข้ามาในห้องควบคุม

“เป็นห่วงข้าก็เอ่ยมาตรงๆสิ”

กัปตันจำเป็นคนสวยส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจก่อนบังคับเรือให้ลอยเทียบใกล้ชายฝั่งอีกนิด ก่อนที่ลูกเรือบนดาดฟ้าจะกระโดดลงน้ำได้โดยง่าย

ไม่นานพลเรือร่วมหกชีวิตก็กระโดดลงมาจากเรือโดยปราศจากเสื้อชูชีพ

พวกเขาเลือกชายฝั่งที่เป็นหินและหน้าผาสูง เนื่องจากบริเวณนี้เป็นอาณาเขตของป่าที่ติดกับที่คุมขังเฉพาะกิจพิเศษ ต่างจากด้านชายหาดที่มีบ้านเรือนของหมู่บ้านชาวประมงดั้งเดิมเรียงเป็นแนวยาวตามความยาวของอ่าวรูปพระจันทร์เสี้ยว

ชายทั้งหกว่ายน้ำระยะสั้นๆและใช้ใช้กลุ่มโขดหินขรุขระปีนขึ้นไปบนชะง่อนหินเตี้ย มีเสื้อผ้าและเป้เป็นชุดที่คล้ายกับชุดดำน้ำ พวกเขารอเวลาสักพัก ทบทวนเส้นทางอย่างละเอียดถี่ถ้วน หยิบอุปกรณ์ปีนผา ปีนขึ้นไปบนหน้าผาชันอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะถึงด้านบนและเดินทางเข้าสู่ป่าเพื่อเข้าสู่ตัวเมืองเป้าหมายอย่างรวดเร็วที่สุด

//

 

 

 

//

ให้พี่ช่วยนะ

นักศึกษาสาวคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์คนหนึ่งที่กำลังเขย่งสุดปลายเท้าเพื่อติดบอร์ดนำเสนองานขนาดใหญ่ลงบนบอร์ดขนาดยักษ์ด้วยเข็มหมุด เธอไม่มีคนช่วย เพราะเพื่อนๆรอบตัวต่างก็ยุ่งกับงานของตัวเอง แข่งกับเวลาอันเร่งรีบ บ้างก็กำลังติดกระดาษนำเสนอเช่นเดียวกับเธอ บ้างก็เดินว่อนไปมาเพื่อหาพื้นที่แปะงานของตัวเอง บ้างก็แอบหลบมุมเพื่อซ่อมโมเดลของตัวเองโดยคอยชะเง้อไม่ให้อาจารย์หรือผู้ช่วยอาจารย์เจอเข้า มิเช่นนั้นจะถือว่าทุจริต ถูกปรับตกได้ในงานชิ้นนั้นทันที

เธอสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงทุ้มนุ่ม คิดเอาแล้วว่าต้องใช่ และเมื่อหันไปด้วยความประหม่า ก็ใช่จริงๆ

ค...ค่ะ ขอบคุณค่ะอาจารย์

ชายหนุ่มรูปร่างโปร่งข้างๆเธอยิ้มจางๆรับคำขอบคุณ เขาหยิบหมุดจากมือเธอไปติดที่มุมบนกระดาษโดยไม่ต้องเขย่ง ชายหนุ่มวัยน่าจะไม่เกิน 30 ปีในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทพร้อมกับกางเกงยีนส์ขาดๆที่ดูไม่เข้ากัน การแต่งตัวช่วงบนนั้นดูเรียบร้อย สะอาดสะอ้าน พร้อมด้วยผมสีดำสนิทเรียบกริบด้วยเจล ใบหน้าดูดี คิ้วหนาเข้ม ตาสองชั้นกลมโต จมูกได้รูปสวย ริมฝีปากที่ดูมีรอยยิ้มตลอดเวลา ทุกท่วงท่าดูดีไปหมดราวกับเป็นมาจากคุณชายหรือผู้ดี ถึงกระนั้นเจ้าตัวก็ยังดื่มกาแฟด้วยท่าทางสุขุมแต่กลับให้ความรู้สึกชิลล์ๆสบายตา แต่พอมองต่ำลงไปกลับพบกางเกงยีนส์ขาดๆซึ่งสมัยนี้ก็ถือเป็นแฟชั่นยอดฮิตของวัยรุ่นเด็กทั้งแนวไม่แนว รอยขาดมันเหมือนกับความบังเอิญโดนอะไรสักอย่างเกี่ยวจนขาดมากกว่าความตั้งใจจากโรงงานทำกางเกงยีนส์ รวมถึงรอยเปรอะเปื้อนของคราบสีเหมือนเอาผู้กันจุ่มแล้วใช้นิ้วกรีดผ่านขนผู้กันให้สีแตกเป็นละออง กระเด็นใส่กางเกงอย่างนั้นก็น่าจะใช่ ส่วนรองเท้า...

รองเท้าคีบเนี่ยนะ

มินโฮที่ยืนจัดวางโมเดลของตัวเองเหลือบมองแล้วก็ไม่แปลกใจเท่าไร เพราะส่วนตัวเขาก็แต่งตัวในแบบที่คนอื่นก็บอกว่าแปลกเช่นกัน

แต่ก็ช่างเถอะ ถึงเขาจะแปลกแค่ไหน แต่เพราะความไม่เหมือนใครของอาจารย์นี่แหละที่ทำให้เขาเป็นที่กรี๊ดกร๊าดในหมู่นักศึกษาสาวๆรวมถึงนักศึกษาชายบางคน เพราะความที่ชอบทำตัวเป็นรุ่นพี่หรือเพื่อนกับนักศึกษามากกว่าจะเป็นอาจารย์-ลูกศิษย์ เขาสามารถคุยกับทุกคนได้แบบที่เพื่อนคุยกัน หรือแม้แต่ลงมือช่วยนักษาติดงาน ยกงาน ซึ่งไม่มีอาจารย์ท่านไหนลดตัวลงไปช่วย เวลาว่างๆเขาก็มักจะลงไปนั่งสูบบุหรี่ พูดคุยกับนักศึกษาบางพวกที่หลังคณะในโซนสูบบุหรี่ บางครั้งถึงขั้นไปนั่งดื่มเหล้าสบายๆกับเด็กบางกลุ่มตามร้านนั่งชิลล์ได้ด้วย

เคยมีเพื่อนเล่าให้ฟังว่า เพื่อนของเพื่อนที่เคยไปนั่งดื่มกับอาจารย์เคยถามอาจารย์ว่า ทำไมไม่ทำตัวอยู่เหนือกว่าแบบอาจารย์ท่านอื่นๆ...คำตอบคือ ส่วนตัวเขานั้นรู้จักตัวเองดี และไม่คิดว่าตัวเขาเองจะสามารถเป็นอาจารย์ใครได้จริงๆ เขาไม่ใช้คำว่าสอนกับนั่งศึกษา แต่เขาใช้คำว่าแบ่งปันประสบการณ์...หรือ ให้คำแนะนำมากกว่า เพราะลำพังตัวเขาเองก็ไม่ใช่คนที่เก่งอยู่ในขั้นที่สอนใครๆได้

เด็กสาวปล่อยให้อาจารย์หนุ่มของเธอจัดการบอร์ดให้ มินโฮที่จัดโมเดลตั้งบนโต๊ะเรียบร้อยแล้วเดินไปหยิบกระเป๋าเป้ใบใหญ่ที่ตั้งพิงบอร์ดฝั่งที่ติดกับบอร์ดที่อาจารย์หนุ่มคนนั้นยืนติดผลงานอยู่ ชายหนุ่มได้กลิ่นหลายๆอย่างจากตัวเขา ทั้งกลิ่นบุหรี่ กาแฟ น้ำหอมกลิ่นเย็นๆ น้ำมันลินสีดที่ใช้ผสมสีน้ำมัน นมเด็กแบบชงใส่ขวดแล้วเขย่า รวมถึงกลิ่นเหม็นเค็มจางๆของอะไรบางอย่าง จึงแอบเหลือบมองที่เสื้อผ้าของอาจารย์แล้วพบคราบเศษอะไรบางอย่างติดอยู่

เม็ดผลึกขนาดเล็กที่เรียกว่า...ทราย

จริงๆแล้วมินโฮไม่ได้มีจมูกพิเศษเหนือคนอื่นใดหรอกนะ แต่ที่เขาได้กลิ่นและแยกออกได้ นั่นเพราะกลิ่นทั้งหมดเป็นกลิ่นน้ำทะเล ทำให้ประสาทสัมผัสไวและอ่อนไหวเป็นพิเศษต่อสิ่งที่หวาดกลัว

แค่เพียงหายใจเอากลิ่นเข้าปอดไปไม่กี่วินาที กล้ามเนื้อทั่วร่างกายก็หดเกร็งขึ้นมา สามารถกลืนน้ำลายได้อย่างยากลำบากเนื่องจากน้ำลายเหนียวและขม

แต่ยังไม่ทันได้เดินหนี นัยน์ตาสีน้ำผึ้งและแววใสๆราวับไข่มุกล้ำค่ากลางมหาสมุทรดำมืดอันเปรียบได้กับรูม่านตาลึกล้ำของอาจารย์หนุ่มของหันมาสบเข้าเสียก่อน

มีอะไรให้พี่ช่วยไหมครับ

มินโฮเบิกตาโพล่งอย่างไม่คาดคิดว่าจะถูกทัก

ม...ไม่มีครับ

 

 

ผมถามจริงๆนั่นโมเดลหรือ ผมว่าเอาไปเทียบงานพับกระดาษเด็กอนุบาลยังสวยกว่าเป็นสิบเท่าเลย ไม่ทราบว่าจะมือหรือความสมองที่ไม่มีความคิดหรือกมลสันดานขี้เกียจสั่งให้ทำให้แค่พอมีงานส่ง

ชายหนุ่มเจ้าของผลงานหน้าแดงด้วยความอับอาย เขาเหลือบมองเพื่อนๆที่นั่งฟังพรีเซนเทชั่นของเขาก่อนจะเหลือบมองอาจารย์หนึ่งในสามที่เป็นผู้ตัดสินชะตาชีวิตในการนำเสนอความคืบหน้าโปรเจคครั้งที่ 1  ของเทอมนี้ ซึ่งอยู่ในช่วงนำเสนอคอนเส็ปต์

ทุกคนเงียบกริบและจ้องมองมาที่เขาเป็นตาเดียว

ก่อนหลบตาอาจารย์ชายวัยกลางคนผู้สวมแว่นท่านนั้น แอบเห็นอาจารย์เจ้าของหน้าเรียบเฉยแต่ปากล่างยื่นยาวด้วยความไม่พอใจและน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าโกรธได้ที่

ขอโทษครับ

ยังพูดไม่ทันจบ อาจารย์หญิงผู้มีคำหน้าว่าเป็นทั้งศาสตราจารย์และ ดร.วัยใกล้เกษียณแต่เฟี้ยวฟ้าว เธอขยับเข้ามาสำรวจโมเดลของเขาด้วยแว่นตากลมโตหนา ดูๆไปเธอก็เหมือนศาสตราจารย์ซีบิลในภาพยนตร์แฮร์รี่ พอตเตอร์ ต่างกันที่ผมสั้นย้อมสีแดงสดพร้อมปัดข้างอย่างเปรี้ยวกับเสียงห้าวๆของเธอนั้นถูกเปล่งออกมาอย่างมั้นใจ เสียงดังฟังชัดและน่าขยาดกว่า ศ.ซีบิลผู้ติดอ่างหลายเท่าตัวนัก

นี่คุณเริ่มทำงานเมื่อไหร่ ลีมินโฮ

เรียกได้ว่าเป็นอาจารย์แม่ผู้น่าหวั่นเกรงที่สุดในคณะก็ว่าได้

เมื่อวานครับ

ถ้าไม่พร้อมก็ไปดรอปเรียนไหมนะ

“...”

ทำงานอย่างนี้ยังไงเรียนไปก็ไปรอด ไปดรอปนะหรือไม่ก็ไปเรียนอย่างอื่นซะ

“...”

หืม เอาไงดี ตอบชั้นมาสิ เงียบอยู่ทำไม ปากน่ะมีหรือเปล่า

คือ ผม...

มีดีแค่หน้าตาอย่างนี้ เรียนไปก็ไม่รอด ดูซิงานห่วยขนาดนี้ อย่าฝืนดันทุรังเลย

กลุ่มนำเสนองานกลุ่มอื่นที่ทำการนำเสนองานอยู่ในห้องโถงเดียวแต่จัดแสดงในช่วงเสาถัดไปเริ่มเงียบกริบและหันมามองตามเสียงของศาสตราจารย์อาวุโสที่ดังขึ้นเรื่อยๆ

ผ...ผม...จะพยามยามมากกว่านี้ครับ

ยังไม่ทันที่ศาสตราจารย์คนนี้จะอ้าปากกรรไกรเพื่อตัดฉับอนาคตของชายหนุ่มที่ตอนนี้ยืนก้มหน้ามองปลายรองเท้าตัวเองพร้อมประสานมือสั่นๆของตัวเองไว้ด้านหน้า เสียงสวรรค์เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาก่อนอย่างไม่เกรงกลัวอาจารย์อาวุโสท่านนี้เลยแม้แต่น้อย

เอาล่ะครับ พี่ว่าเรามาดูเรื่องของคอนเส็ปต์ดีกว่าอาจารย์หนุ่มในเสื้อเชิ้ตสีดำซึ่งนั่งกอดเข่าอยู่บนโต๊ะตัวใหญ่ข้างๆโมเดลของเด็กหนุ่มเอ่ยเสียงทุ้ม มั่นใจและกล้าหาญขึ้นท่ามกลางกลางความเงียบ เขาไม่สนใจสายตาเกรี้ยวกราดของศาสตราจารย์ที่ใครๆต่างก็เกรงกลัวซึ่งตวัดสายตาเกรี้ยวกราดไปจ้องเขม็งที่เขา ไม่สนแม้แต่เสียงหวีดแหลมๆของท่านศาสตราจารย์ที่แหกปากตะโกนลั่นห้องสตูดิโออย่างกับเสียงที่แหลกอากาศยามพายุโซนร้อนว่า จองกุก หุบปากไปเลย

คอนเซ็ปชวลโมเดลตัวนี้น่าสนใจมากเลยครับ ยังไงมินโฮลองเล่าคอนเส็ปต์ที่มาที่ไปหรือไอเดียนี้ได้มาจากไหนให้พี่ฟังหน่อยว่าพร้อมกับหยิบโมเดลเล็กหลากสีที่ทำจากกระดาษลังอย่างหยาบๆพร้อมคราบกาวเลอะเป็นรอยแวววาวบ่งบอกว่าคงรีบขึ้นมาเพราะมีรอยขาดจากการติดแล้วแกะออก รวมถึงรอยปากกาสีเขียวบ้างแดงบ้างขีดๆเขียนลวกๆเหมือนกลัวจะเขียนตามความคิดที่พรั่งพรูในหัวสมองไม่ทัน เขาหยิบมันขึ้นมาระดับสายตา ส่งแววตาเชื่อมั่นมาให้นักศึกษาหนุ่ม ยิ้มน้อยๆและผงกหัวเบาๆอย่างให้กำลังใจ

มินโฮเหมือนมีความหวัง เขารีบปรี่เข้าไปอธิบายทันที คืองี้นะครับ จากการอนาไลซิสยูสเซอร์และพื้นที่ตั้งแถวนั้นเนี่ยส่วนใหญ่...

เพราะมีอาจารย์อย่างเธอเนี่ยแหละ จองกุก เด็กมันถึงเคยตัว งานไม่เสร็จก็ไม่ต้องเรียนต่อแล้ว แต่นี่อะไร ช่วยเด็กอยู่นั่นแหละ ทำอย่างนี้ไม่ถูกนะ

โลกนี้ถูกกวดขันด้วยความโหดร้ายทารุณมามากพอแล้วนะครับ แล้วมันก็ไม่ได้เปลี่ยนไปในทางที่ดี ดังนั้นหากผมจะหล่อหลอมเด็กคนหนึ่งให้เติบโตขึ้นมา มันก็จะไม่ใช่ความบังคับขู่เข็ญ

วิชาชีพเราไม่ต้องการคนขี้เกียจและอ่อนแอ เธอก็รู้

ชายหนุ่มเจ้าของรอยยิ้มละมุนละไมแต่ดวงตากลับแข็งกระด้าง ใครๆก็มีความรู้สึกนะครับ บางทีนี่อาจจะเป็นช่วงที่เขาไปพบเจอความเจ็บปวดอะไรมาก็ได้ สถาปัตยกรรมที่ใครๆว่าเป็นศิลปะที่คงทนยืนยั่งยืนที่สุด พีระมิดที่มีอายุเป็นพันๆปียังต้องผุพังบ้าง แล้วนี่นับประสาอะไรกับพฤติกรรมของคนที่เป็นการสืบเนื่องจากจิตใจที่บอบบางของคน มันไม่มั่นคงหรอกครับ มีช่วงเสเพลไปบ้าง บางทีผมก็คิดนะครับ ทำไมคนเราถึงมองกันแค่ผลลัพธ์ มองว่าว่าเราวิ่งเข้าที่เท่าไหร่ ได้ที่โหล่ก็ว่า โดนดูถูก เจ็บปวดนะครับ คนที่ประเมินว่าเขาได้ที่โหล่ว่าไม่พยายาม ไม่ขยันฝึกซ้อม เขาไม่รู้ไงครับ ทำไมทำไม่ได้อย่างคนอื่นบ้าง ไม่เคยรู้หรือยังไงว่าแต่ละคนเกิดมาไม่เหมือนกัน หน้าตาก็ไม่เหมือนกันแล้ว เขาไม่เห็นตอนเราวิ่ง ไม่เห็นเส้นทางที่เราต้องฝ่าพัน ไม่เห็นฤดูกาลหรือสภาพแวดล้อมที่อาจมีพายุเข้า ไม่รู้แม้แต่ว่าอัตราการเต้นของหัวใจตอนที่ร่างกายทำงานหนักๆมันเต้นด้วยความถี่เท่าไหร่ ตราบใดที่ผลลัพธ์ของเขามันกระทบแค่ตัวเขา ขากับพลังคนเรามันไม่เท่ากันหรอกครับ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหัวใจก็ด้วย

จองกุก พอได้แล้ว ชั้นเป็นครูเธอนะ ดังนั้นไม่ต้องมาสอนชั้น

ผมแค่...เป็นลูกศิษย์ ผมเด็กกว่า ดังนั้นมันคือการแสดงความคิดเห็นครับ ผมไม่อาจสอนอาจารย์ในสังคมที่ยังยึดถือค่านิยมแบบนี้หรอกครับ

 นี่

กราบขออภัยท่านอาจารย์ด้วยครับ ครั้งต่อไปผมจะพยายามช่วยให้มินโฮให้พัฒนาขึ้นให้ได้ ถ้าเขาไม่ดีขึ้น ยังไงผมก็จะเป็นคนรับผิดชอบเอง

ศาสตราจารย์ผู้เกรี้ยวกราดลุกขึ้นแล้วเดินออกไปจากตรงนั้นทันที ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเหล่านักศึกษาและอาจารย์คนอื่นๆที่เดินมาดูตั้งแต่ได้ยินเสียงราวฟ้าผ่าของอาจารย์หญิงท่านนั้น

 

 

“ลีมินโฮ ผมว่าคุณไม่ควรพลาดไปฟีลด์ทริปกับเพื่อนๆสัปดาห์หน้าแล้วล่ะ”

คนที่กำลังคิดหาเหตุผลในการยื่นจดหมายลาล่วงหน้าสำหรับการไปศึกษาดูงานนอกสถานที่ครั้งที่สองถึงกับนิ่งไป

“ครั้งแรกที่ผมพาพวกคุณไปลงสำรวจพื้นที่ คุณพลาดไปเพราะป่วยนี่”

“อ่า ครับ”

“เพราะจากที่เห็นงานคุณวันนี้แล้ว ผมก็รู้ได้เลยว่าคุณไม่อินกับงานเลย ท่าทางคุณก็บอกแล้วว่าคุณไม่สนุก และคอนเส็ปต์ของคุณก็ยังแสดงให้เห็นว่าคุณทำงานจากจินตนาการ จากภาพมโนในหัวของคุณ อาศัยความรู้ที่คุณแค่ค้นคว้าจากอินเตอร์เน็ตและหนังสือในห้องสมุดเท่าที่มี เพราะคุณไม่ได้ไปสัมผัสสถานที่จริง ไม่ได้ไปเห็นความเป็นจริง ดังนั้น ผมจึงเห็นว่ารอบนี้ที่เราจะกันคุณไม่ควรพลาดมากที่สุด ครั้งนี้คือสำคัญมากจริงๆและมันอาจจะช่วยให้คุณทำงานได้ดี”

มินโฮเงยหน้ามองอาจารย์ที่ปรึกษาในรายวิชานี้ของตัวเองอย่างสิ้นหวัง

“ทำไมคุณดูเศร้าๆ ถ้าจำไม่ผิด คุณมาจากที่นั่นไม่ใช่เหรอ คุณไม่อยากกลับบ้านเกิดคุณเหรอ”

“เอ่อ ม...ไม่นะครับ”

“อือ ดีเสียอีกที่มีเจ้าถิ่นร่วมทริป แล้วคุณก็จะได้เปรียบเพื่อนคนอื่นด้วยนะเพราะคุณคุ้นเคยกับทะเล กับวิถีชีวิต กับที่นั่นดีอยู่แล้วในฐานะคนท้องถิ่น แต่รอบนี้ได้ไปในฐานะคนนอกพร้อมกับไปเพื่อนำกลับมาทำงาน และได้เจอผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้วย ผมคาดหวังมากๆนะว่างานคุณน่าจะดีกว่าเพื่อนๆเพราะความได้เปรียบนี้”

“...”

“เข้าใจที่ผมพูดใช่ไหม”

“...ครับ”

 

มินโฮกำลังเครียดและสับสน

ระหว่างทางกลับจากกินไก่ทอดร้านโปรดหลังมหาวิทยาลัยอยู่ มินโฮก็ขับรถกลับบ้าน คิดไม่ตกว่าจะหาทำอย่างไรดีกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้

ณ วันนี้วันที่เขาได้นำเสนอแบบเป็นครั้งแรกก็นับเป็นสัปดาห์ที่สองที่เปิดเรียนในเทอมแรกของชั้นปีสุดท้าย แต่ถ้าหากนับจากวันที่เขาเจอกับเหตุการณ์ระทึกขวัญที่พิพิธภัณฑ์แห่งนั้นก็เป็นระยะเวลาเกือบสอง เดือนแล้ว

ตั้งแต่วินาทีที่ตำรวจมาถึงในวันนั้น มินโฮก็เฝ้าครุ่นคิดอยู่ทุกลมหายใจว่าเขาทำถูกหรือไม่

การที่เขาแจ้งตำรวจไปนั้นสมควรมากน้อยแค่ไหน

โจรที่อุตส่าห์มีน้ำใจไม่ฆ่าเขาและปล่อยตัวเขาออกมาเพราะคิดว่าเขากำลังจะขาดอากาศหายใจ

แม้จะหาข้อสรุปให้ได้กับตัวเองทุกคืนก่อนนอนว่าตัวเองทำถูกต้องแล้ว โจรผู้นั้นกำลังจะโจรกรรมของจากพิพิธภัณฑ์ทางทะเลแห่งชาติ สิ่งของมีค่าและมีความสำคัญของประเทศชาติ ดังนั้นมินโฮก็ทำถูกแล้วจริงๆ

เขาเล่าเรื่องนี้และปรึกษากับจองอูแต่เล่าเพียงว่าตนเองหลงเข้าไปและเจอกับโจรเข้า

แต่เนื้อความที่เขาได้ให้กับตำรวจ เขาเล่าเหมือนกับที่เล่ากับจองอูแต่จะแตกต่างกันที่ตอนให้การกับตำรวจไม่ได้เอ่ยถึงความช่วยเหลือของโจรผู้นั้น แต่เปลี่ยนเหตุการณ์ที่ได้รับการปล่อยตัวโดยความตั้งใจของผู้ร้ายเป็นการที่เขาวิ่งหนีออกมาเอง

แต่การเล่าทั้งสองสองครั้งนั้นเขาไม่ได้พูดถึงชายผมสีน้ำเงินให้ใครฟัง

ถึงจะคิดว่าตัวเองทำถูก ภายในส่วนลึกของห้วงความนึกคิดก็ยังแอบรู้สึกผิดไม่ได้

มินโฮให้ข้อมูลกับทางตำรวจท้องที่มากที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ใน ชายนักดำน้ำก็ถูกจับในวันนั้นซึ่งมินโฮก็ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์เนื่องจากมีอาการวิงเวียนและอาเจียนไม่หยุดอันเป็นผลพวงจากโรคประจำตัวที่กำเริบขึ้นหลังจากตำรวจมาถึงได้เพียงไม่กี่นาที เขาจึงต้องเข้ารับการรักษาและนอนดูอาการอยู่สามวัน ระหว่างนั้นก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมารวบรวมข้อมูลกับเขาและเมื่อออกจากโรงพยาบาลก็ต้องไปทำเรื่องที่สถานีตำรวจอีก

มินโฮไม่ได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับคดีนี้มากนัก เขาเป็นเพียงพยานในเหตุการณ์ผู้ให้ข้อมูลที่ไม่ได้รับข้อมูลความคืบหน้าหรือความเป็นไปเลย

ไม่มีข่าวออกให้ประชาชนได้รับรู้

หลังจากที่กลับมาถึงบ้านมือเปล่าเขาก็ได้พบว่าพ่อของเขายังไม่ได้เป็นอะไรตามที่อ้างหากแต่กลับเริ่มร้องไห้คร่ำครวญถึงขลุ่ยแห่งชัยชนะทุกวันจนมินโฮรู้สึกผิดมากๆ บางครั้งพ่อก็ทำถึงขั้นขู่เขาว่าจะทำร้ายตัวเอง เขาและจองอูจึงพยายามช่วยกันทำทุกวิถีทางเพื่อติดต่อเจ้าของขลุ่ยนั้นเพื่อขอประมูลซื้อแต่กลับติดต่อไม่ได้และเว็บไซต์ของร้านและหน้าร้านก็ปิดไปเสียแล้ว

นอกจากเรื่องโจรพร้อมชายผมน้ำเงินที่ยังคงตามมาหลอกหลอนในบางห้วงมิติความคิด เรื่องพ่อที่รบกวนและสร้างความเสียใจให้เขาทุกห้วงเวลา ก็ยังมีเรื่องเรียนที่สร้างความเครียดให้เขาอีกในหลายๆห้วงอารมณ์

เหมือนโชคชะตากำลังเล่นตลก

เมื่อมินโฮที่พ่อพาย้ายถิ่นฐานมาอยู่โซลเพื่อหนีให้ไกลจากบ้านเกิดทางตะวันออกของเกาหลีซึ่งเลือกเรียนคณะที่ไม่เกี่ยวกับทะเลมหาสมุทรที่เป็นเหตุผลรองบวกกับความชอบของตัวเองที่เป็นเหตุผลหลักแล้วก็ยังหลีกหนีไม่พ้น

เพราะในวันเปิดภาคการศึกษาวันแรก เขาและนักศึกษาในคลาสวิชาหลักของคณะก็ได้รับโจทย์โปรเจ็คต์มาทันที

โครงการเมืองในอนาคตที่ซึ่งโลกกลายเป็นทะเล 99.99%’

มินโฮกำลังคิดถึงช่วงเวลาสั้นๆที่ผ่านมาในการพยายามทำงานนี้

มันทรมานและโหดร้ายมากจริงๆ

แค่เพียงกดเข้าไปในกูเกิลและค้นหาข้อมูล มินโฮก็แทบจะสิ้นใจแล้ว

และเมื่อคิดถึงขั้นตอนต่อไปในการทำงานและคำพูดของอาจารย์ที่ปรึกษาวันนี้แล้ว...

มินโฮสะบัดหัวเรียกสติในการขับรถกลับมาและกดหาวิทยุคลื่นที่เปิดเพลง

“ข่าวด่วน เมื่อเวลา 18.53 น. ชายนิรนามที่โจรกรรมพิพิธภัณฑ์ทางทะเลแห่งชาติได้หายตัวไปจากที่คุมขังเฉพาะกิจพิเศษ”

//

 

 

 

50%

 

//

ตอนนี้เป็นเวลากี่โมงแล้วก็ไม่รู้ ผมไม่หยั่งรู้ได้ ดูจากแสงรำไรที่ปลายขอบฟ้า ติดกับหุบเขาอันไกลโพ้นเบื้องหลังหมอกทะมึน ยามนี้ดวงอาทิตย์กำลังส่องแสงเปล่งเรืองรองลอดริ้วหมอกอยู่เหมือนผมหงอกเส้นแรกของคนเรา ดูหลบซ่อน ขี้อายแต่กลับมีอิทธิฤทธิ์ที่เปล่งออกมาอย่างไม่ตั้งใจ แทรกซ่อนอยู่หลังความทึบหนาของผมสีธรรมชาติของเราแต่กระนั้นก็ยังโดดเด่นเพราะสีของมันที่แตกต่างและโดดเดี่ยว ส่องให้เกิดเงาทมิฬบนกลุ่มหมอกและเทือกเขานั้น ทาบทับลงบนหมู่บ้านเล็กๆทำให้ผมสามารถมองเห็นแสงไฟท่ามกลางแสงสว่างขนาดนี้ได้ บ่งบอกว่าตอนนี้เป็นเวลาใกล้พลบค่ำแล้ว ผู้คนคงเลิกงานและกลับเข้าบ้านเตรียมรับประทานอาหารเย็นกัน อีกด้านหนึ่งของแนวหุบเขายังมหาสมุทรปรากฎให้เห็นอยู่เป็นเหมือนเป็นองค์ประกอบเล็กๆของภาพ

ปี 2019

วันนี้ผมได้กลับมาสู่สภาพเดิมอีกครั้ง

สภาพที่ถูกกักขังภายในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆโง่ๆ

รอวันพิพากษา ไม่รู้สภาพภายนอกว่าโลกกำลังวุ่นวายเพียงใด ใครกำลังจะเกิด ใครกำลังจะตาย

สภาพที่ตัวเองทำอะไรไม่ได้ ถูกขังเอาไว้ มีประตูและหน้าต่างบานเล็กๆ

และผมนึกถึงใครคนนั้น

คนที่ทำให้ผมต้องมาติดอยู่ในที่แห่งนี้

เด็กหนุ่มที่มีดวงตาสุกใสราวกับเซอร์คอนสีน้ำตาลบริสุทธิ์

เด็กหนุ่มผู้ที่ส่งผมเข้ามาอยู่ในความระยำที่นี่

ดวงตาที่ทั้งเศร้าและสดใสในเวลาเดียวกันดวงนั้นทำให้ผมนึกถึงใครบางคน ใครบางคนที่เคยปลดปล่อยผมออกจากความบิดเบี้ยวของจิตใจที่ยากแท้หยั่งถึงของก้นบึ้งมหาสมุทร

แกรก...

ใครคนหนึ่งก้าวออกจากความมืด เขาหันมามองผมด้วยสายตาวาววับ ชายที่จับผมมาขังยังห้องแห่งนี้เมื่อครั้งผมและเขายังเป็นไม่เข้าใจความรักนัก แต่ไม่ใช่ครั้งนี้ที่เขาเป็นผู้ขังผม

แต่วันนี้เขามีการเปลี่ยนแปลง ใช่ เขาไม่ใช่คนเดิม แต่นั่นคือปกติของเขาที่มีการเปลี่ยนแปรงสลับไปมาทุกครั้งที่เข้ามา บางครั้งก็อ่อนโยน ใจดีและใจเย็นอย่างกับพ่อพระ แต่บางครั้งก็ใจร้าย ดุดันยิ่งกว่าปิศาจร้าย วันนี้ท่าทางเขาก็เปลี่ยนไป เขาดูรกรุงรังเหมือนจิตใจที่เต็มไปด้วยความโสมมสยดสยองของเขา

รวนเร ปรวนแปรราวกับท้องทะเล

วันนี้เขามาแล้ว โผล่หัวมาแล้ว ผมไม่แปลกใจจึงทำแค่นั่งนิ่งๆอยู่ที่เตียงด้วยใบหน้าสงบนิ่ง จ้องมองทุกฝีก้าวของเขาที่เยื้องอย่างช้าๆเขามาในห้อง เห็นใส่ร้องเท้าหนังเวลาก็ไม่รู้ว่าเขามีอะไรซุกซ่อนในนั้นหรือเปล่า ไม่แน่ว่าเท้าเขาอาจจะมีขนงอกรุงรังแบบอุ้งตีนสัตว์เดรัจฉานก็ได้ ใครจะไปรู้

ไง สบายดีไหมเสียงเขาทั้งแหบต่ำและเข้มนี่และไม่เจือความนุ่มนวลไว้เหมือนตอนเยาว์วัยอีกแล้ว เสียงที่ตอนนี้เต็มที่ด้วยความเย็นชา

อยู่ในห้องแคบๆไม่ได้ออกไปไหน ขี้ก็มีออกมาไม่มีที่ทิ้งเลยเอามาปั้นหุ่นเดวิดแข่งกับมิเกลันเจโลได้ ถ้าเจ้าคิดว่าสบายก็ขอถามหน่อยเถอะ สติยังสมประกอบอยู่หรือเปล่าผมจ้องเขม็งขณะพูด

เขายิ้มเกร็งๆมาให้ เสแสร้งและน่ารังเกียจ

รู้สึกยังไงบ้างที่ต้องกลับมาอยู่ในห้องแคบๆแบบนี่อีก”

ผมแค่แค่นยิ้มเย้ยหยัน “ดีใจมากๆมั้ง”

“ข้าถามดีๆทำไมถึงตอบกวนประสาทล่ะ”

“คุยกับคนกวนประสาทก็ต้องตอบกวนประสาทสิถึงจะสมน้ำสมเนื้อ”

“นั่นสินะ ข้ามันก็แค่คนกวนประสาทสำหรับเจ้า ไม่พิสมัยงดงามเฉกเช่นแม่นางเงือกตนนั้น”

เขายักคิ้วยียวนให้ผมด้วยใบหน้านิ่งๆปากเผยอออกน้อยๆแล้วแลบลิ้นเลียลิ้มฝีปาก

“ถ้าจะมาแค่ยั่วโมโหข้าก็ออกไปเดี๋ยวนี้เถอะ ข้าไม่มีอารมณ์มาต่อล้อต่อเถียง”

ผมพยายามข่มอารมณ์ที่เริ่มจะปะทุขึ้นเพื่อจะได้ไม่เล่นตามเกมคนที่น่าสะอิดสะเอียนอย่างเขา

“โถๆ คริส นี่เจ้ารังเกียจข้าขนาดนี้เชียวหรือ ไม่คิดถึงเพื่อนรักสมัยเด็กเลยหรือไง”

“ข้าไม่เคยเป็นเพื่อนของเจ้า” ผมพยายามด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีในการข่มอารมณ์

“ข้าล่ะเสียใจจนแทบจะตรอมใจตายแล้วนะที่ได้ยินคนที่ข้าคิดว่าเป็นเพื่อนที่ข้ารักที่สุดเอ่ยคำตัดเยื่อใยข้าเช่นนี้ ทั้งๆที่ข้าออกจะคิดถึงเจ้าหมดทั้งหัวใจที่ข้ามี”

ผมรู้ว่าเขาไม่ได้คิดเช่นนั้นจริงๆ ดูจากแววตาวาววับที่เต็มไปด้วยความขบขันและเยาะเย้ย

“เหอะ เจ้าน่ะหรือมีหัวใจ”

“จริงๆเจ้าน่าจะรู้ดีที่สุดนะ ว่าข้าน่ะเคยมีหัวใจ หัวใจที่งดงามบริสุทธิ์ หัวใจที่ข้ามอบให้เจ้า แต่เจ้ากลับเอามันไปย่ำยีเล่นจนมันแตกแหลกลาน นั่นล่ะ หากจะกล่าวหาว่าข้าไม่มีหัวใจแล้วล่ะก็ โปรดรับรู้เสียว่าที่ข้าไม่มีหัวใจน่ะมันเป็นเพราะเจ้า เพราะเจ้าคนเดียว”

ผมถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย “ถ้าจะมาเพียงแค่ตัดพ้อเพ้อเจ้อไร้สาระซ้ำๆซากๆก็ไม่ต้องลงทุนมาหรอก กลับไปได้แล้ว”

“ข้าแค่มาดู เพราะข้าอยากเห็นว่าเจ้าน่ะน่าเวทนาเพียงใด เผื่อข้าจะเป็นกำลังใจให้เจ้าได้บ้าง”

“ซาบซึ้งมากแต่ข้าไม่ต้องการ”

“เหรอ เจ้าถูกขังแบบนี้มาแค่ครั้งที่สามเองนะ ครั้งแรกก็เกือบๆสิบปี ครั้งที่สองห้าปี และครั้งนี้เพิ่งจะเกือบๆสองเดือนเอง รวมๆกันก็แค่สิบห้าปีกว่าๆ โอ้ ไม่น่าเชื่อเวลาแค่นี้จะทำให้เจ้าชาชินกับความโดดเดี่ยวได้แล้วหรือ”

ผมระเบิดหัวเราะออกไป “เจ้าพูดว่าแค่สิบห้าปีเหรอ”

“ใช่แล้ว สำหรับเราน่ะ เวลาแค่นี้มันน้อยมากๆ”

“ไม่ใช้สำหรับข้า”

“งั้นเจ้าก็คงมีอารมณ์โดดเดี่ยวอยู่สินะ ไม่คิดถึงข้าเหรอ งั้นเจ้าคิดถึงใครล่ะ ร้อยเอกคริสโตเฟอร์น่ะเหรอ”

“หึ เขาไม่ได้มีความหมายกับข้าหรอกนะ” ผมเบ้ปากเมื่อมีภาพของใครคนนั้นที่ถูกเอ่ยถึงลอยเข้ามา

“งั้น...คงคิดถึงผู้มอบก้าวแรกบนผืนดินใหญ่กับเจ้าหญิงน้อยๆของเจ้าคนนั้นใช่---”

ตอนนั้นแหละที่ผมสติหลุด ก่อนพาร่างตัวเองทะยานหาเขาอย่างรวดเร็วแต่ตอนไหนไม่รู้ รู้ตัวอีกทีผมก็อยู่หน้าไอ้นั่น เห็นเขาเงยหน้าขึ้นมามอง ยังไม่ทันเห็นว่าแววตานั่นกำลังวิตก สะใจหรือกำลังรู้สึกอย่างไรกันแน่ ผมก็ลงชกใบหน้าเขาจนหน้าหงาย และร่างทรุดลงกับพื้น เขาตั้งท่าจะลุกขึ้นแต่ผมที่ถนัดการใช้ร่างกายมาตั้งแต่เด็กๆแม้ตอนนี้ร่างกายจะเหมือนคนขาดสารอาหาร แต่ก็เร็วกว่าพวกใช้สมองแบบผิดๆและน่ารังเกียจนี่เยอะ ผมกระโจมลงคร่อมเหนือตัวเขาแล้วยันแขนเขาติดพื้น

“หุบปากเน่าๆของเจ้าแล้วออกไปซะ”

มันแสยะยิ้มทั้งที่ฟันเต็มไปด้วยสีแดงของเลือดพลางส่ายหัวไปมาช้าๆจนผมที่แสนจะโดดเด่นสยายกระจายกวาดไปบนพื้นหิน ผมห้ามใจไม่ให้ต่อยหน้าอีกครั้ง ลุกขึ้นยืน

พยายามไปก็เท่านั้นนี่เนาะ ดูข้าสิ พยายามเพื่อเจ้าขนาดนี้แต่เจ้ากลับผลักไสข้าเขาตวัดตาไปรอบๆห้องด้วยสายตาเย้ยหยันทั้งที่นอนอยู่อย่างนั้น ผลลัพธ์มันก็เหมือนกันทุกครั้งนั่นแหละ โสโครกยิ่งกว่าก้นที่ขี้แล้วไม่ได้ล้างของเจ้า โสมมยิ่งกว่าความรักของเจ้า...

 ไอ้สวะโอเซอันโน่ ไอ้สารเลว ชั่วช้าสิ้นดี ระยำเอ้ย

ผมยกเขาขึ้นมาโดยจับที่ปกคอเสื้อให้ลุกขึ้นยืนเสมอกันแล้วต่อยเขาจนหน้าหัน พอจะซัดหมัดที่สามแต่มือแข็งๆที่เย็นเฉียบของเขายกขึ้นมาดันมือผมไว้

“อยู่บนบกแล้วเอาใหญ่เลยนะ กลับไปอยู่กลางทะเลเมื่อไหร่ระวังข้าจะจมเรือเจ้านะ”

ยังไม่ที่ผมจะได้ทำอะไรอีก ก็มีเสียงหวีดแผดของสัญญาณเตือนภัยคลื่นยักษ์ดังระเบิดขึ้น

“นี่ข้าแค่โกรธนิดหน่อยนะ” เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้มเย็นๆ ผมมองเลยเขาออกไปนอกหน้าต่าง มองไปที่ท้องทะเลที่ตอนนี้กลายเป็นสีทะมึนแทบมองไม่เห็นเนื่องจากดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าไป

“นี่เจ้ากำลังจะสร้างความวุ่นวาย---“

“แค่ทะเลฝั่งนี้เท่านั้น” เขาพยักพเยิดไปทางผนังห้องฝั่งที่ไม่มีหน้าต่าง “ฝั่งที่เจ้ามองเห็นนั่นข้าไม่ได้แตะต้อง”

เสียงกลไกโลหะของระบบล็อคประตูเหล็กแบบโบราณดังขึ้น

“ขอบคุณข้าสิ”

ผมหันไปมองเขา “ไม่ นี่มันคือการทำไปเพื่อตัวเอง”

เขากระตุกยิ้มเย็นให้ผมอีกครั้ง ยักคิ้วก่อนเหล่ตาไปมองทางประตูเหล็กที่เปิดออกอย่างรุนแรงพร้อมกับเจ้าหน้าที่คุมห้องขังสองคนที่พุ่งเข้ามาใส่กุญแจมือผมไว้ก่อนจะจับแขนผมคนละข้างแล้วดึงผมออกจากห้อง

ผมเดินออกมาที่ทางเดิน เห็นเจ้าหน้าที่คนอื่นๆกำลังคุยตัวนักโทษคนอื่นๆออกมาจากห้องขังห้องอื่นอย่างเร่งรีบเพื่ออพยพ เสียงสัญญาณเตือนภัยยังคงดังแสบหูอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน

ผมเหลียวมองไปข้างหลังไปทางประตูที่เพิ่งเดินผ่านมา เห็นเขายืนโดดเด่นเกินกว่าใครๆด้วยผมสีน้ำเงินเข้มมองมาทางผม ยิ้มเจ้าเล่ห์มองมาที่ผม รอยยิ้มกวนประสาทอันเป็นเอกลักษณ์ยิ่งทำให้เขาโดดเด่นขึ้นไปอีก แต่ถึงกระนั้นกลับไม่มีใครสักคนที่เดินผ่านจะสนใจมองเขาสักคน

ราวกับไม่มีตัวตน

เป็นความสว่างสว่างไสวแต่กลับไม่มีใครมองเห็น

ผมหันกลับมาและมองไปข้างหน้า

ไม่สนใจอดีตอีกแล้ว

เขา...ที่เป็นเพียงอดีต

เพราะตอนนี้ผมกำลังอยู่ในอนาคต

และนี่คือเวลาของผม

//

 

 

#PiratesChanMinho

SEA YOU NEXT WAVE

 

 

***

คอมเม้นต์ติชมได้นะคะ ช่วงแรกของเรื่องจะเนือยๆหน่อย

 

 

 

***

เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่เราเขียนค่ะ ดังนั้น หากขาดๆเกินๆหรือผิดพลาด

ก็ต้องขออภัยอีกครั้งค่ะ

 

Thank you ♡♡♡

 

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

21 ความคิดเห็น

  1. #19 Jam (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 01:23

    งงเล็กน้อย ตัวละครเริ่มเยอะ ใครเป็นใครหนอ

    #19
    0
  2. #17 hjhjhjhj2002 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2562 / 23:12
    งือ คุณผมน้ำเงินนี้ใครกันนะลึกลับจัง
    #17
    0
  3. #13 An_nGOT (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 / 00:31
    ขอแนะนำตัวละครด้วยได้ไหมคะไรท์ งื่อออออ เข้างงๆเกี่ยวกับคนรอบตัวพี่คริสมาก แงงง
    #13
    0
  4. #12 H A N N I E (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2562 / 20:37
    เรานึกภาพไม่ออกว่าใครเป็นใครอ่ะ;-;
    #12
    0