STRAY PIRATES #BangChanxMinho : Stray Kids

ตอนที่ 2 : First Wave : COME BACK HOME (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 161
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    22 เม.ย. 62

S T R A Y P I R A T E S

First Wave

COME BACK HOME

กลับบ้าน

 



//

บรรยากาศสดใสที่เต็มไปด้วยท้องทุ่งปศุสัตว์สีเขียวอร่ามผืนโล่งกว้างขนาบสองข้างถนนลาดยางสองเลนที่มีหลุมมีบ่อเกิดขึ้นเป็นช่วงๆ รวมถึงแดดร้อนยามบ่ายที่ส่องทะลุกระจกเข้ามากระทบผิวจนแสบ และส่องนัยน์ตาเม็ดอัลมอนด์ของชายหนุ่มให้เป็นสีน้ำตาลอ่อนใสเป็นประกายระยิบระยับ จากสิ่งเหล่านี้มินโฮก็ได้รู้ทันทีว่าเขาเข้าเขตเมืองบ้านเกิดของเขาแล้ว

ชายหนุ่มรู้สึกกลืนน้ำลายยากลำบากขึ้นมาทันที

ด้วยผมสีน้ำเงินเข้มไพลิน(บลู แซฟไฟร์) ในเวลาที่เท้าแตะแผ่นดินแต่กลับกลายเป็นสีเขียวอมเทาอะเวนทิวรินในเวลาอยู่กลางท้องทะเล รวมถึงใบหน้าที่คมกริบกับดวงตาประดุจเสือจากัวร์ นัยน์ตาของเขามีแววที่เหมือนกับความงามของไข่มุกล้ำค่าใต้ท้องทะเล กริยาท่าทางนุ่มนวลราวกับฟองคลื่น แต่ขณะเดียวกันก็เหมือนกับก้นบึ้งมหาสมุทรที่ลึกเกินกว่าจะหยั่งถึง แต่เขาแทบไม่เคยเดินออกไปบนท้องถนนเลยเพราะผู้คนจะกินเขาทั้งเป็น” เสียงผู้ชายจากวิทยุคลื่นท้องถิ่นกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

แม้เขาจะยืนไกลออกไปเป็นไมล์ๆ แต่คุณจะสามารถสังเกตเห็นเขาได้ เพราะความร้อนแรงเหมือนมีแสงแดดเจิดจ้าสาดส่อง เขาชายหนุ่มที่ลึกลับซึ่งหลายคนบอกว่าเขาคือความงามที่น่าพรั่นพรึง ใครคนหนึ่งเคยเอ่ยติดตลกถึงชายหนุ่มผู้นั้นซึ่งมันมิอาจให้อภัยได้ ว่าเขาเป็นยอดศิลปินผู้เฉียบคมอย่างดา วินชี ทั้งยังมีกวีกลอนที่หญิงสาวคนหนึ่งเขียนถึงเขา ฮีโร่ของฉันมีบทหนึ่งในหนังสือ เขาเหมือนมีแสงสว่างเรืองรองดุจพระเจ้าของชาวกรีก เฉียบคมยิ่งกว่าเรเนซองส์แมน มีความเป็นปัจเจก และร่างกายก็แข็งแกร่งดั่งหินผา และทะเลที่ยิ่งใหญ่เหนือแผ่นดินก็ยังยอมแหวกให้กับเขา    

นอกจากนี้ยังมีนักเต้นคาบาเรต์ในย่านเสื่อมโทรมเอ่ยถึงค่ำคืนในตำนานกับเขาว่า เป็นค่ำคืนแห่งความตะกละตะกาม ค่ำคืนอันหนาวเหน็บอันเต็มไปด้วยจิตวิญญาณของสัตว์ป่า เหมือนมีคลื่นยักษ์ถล่มทุกครั้งที่เขาปรากฏตัว ท่ามกลางแสงเทียน แสงดาว แสงจันทร์ ความมืดอันน่าหวาดหวั่นแต่กลับดึงดูด สายลมหนาวที่พัดมนต์ขลังของความบริสุทธิ์ และเสน่ห์อันเย้ายวนหอมหวนจากท้องทะเลลึก...ทุกอย่างล้วนทรมานแต่ปนเปไปด้วยความสุข

ขาทำให้คนมองรู้สึกเหมือนลอยได้และร้อนผ่าวแต่ก็มีแรงโน้มถ่วงดึงดูดให้เราเข้าใกล้เหมือนหลุมดำที่ดึงดวงดาวในทางช้างเผือกให้อยู่รอบๆตัวเองได้

“แต่เมื่อเขาคนนั้นปรากฏตัว ใครอีกคนก็มักจะปรากฏตัวด้วยเช่นกัน เขาคือชายผู้มากับเสียงเพลง ชายผู้เป็นดั่งผืนทราย”

“เพ้อเจ้อว่ะ”

มินโฮส่ายหน้าพลางเบ้ปากก่อนกดหาคลื่นวิทยุช่องอื่นๆฟัง

นี่น่ะหรือ คอนเท้นต์เด็ดดวงในปี 2019

ยังเชื่อเรื่องผีสางเทวดาหรือสัตว์ประหลาดอะไรแบบนี้กันด้วยเหรอ

แต่ก็ไม่น่าแปลกใจสำหรับที่นี่ เมืองที่ดูราวกับบ้านเมืองในยุคเมื่อสมัยที่พ่อแม่เขายังหนุ่มสาว

คิดเหรอว่าคนแบบนี้มีจริงบนโลก

มีก็แต่ในนิยายเท่านั้นแหละ

เมื่อไม่เจออะไรที่น่าสนใจจากวิทยุเขาจึงเปิดเพลงฟังแทน

เสียงครวญครางมาจากลำโพงรถยนต์ที่ถูกต่อสาย usb จากสมาร์ทโฟนและเปิดเพลย์ลิสต์เพลงเล่นไปเรื่อยๆ แต่ถึงเพลงจะเป็นเพลงวงเกิร์ลกรุ๊ปที่คนเปิดชอบมากเท่าไหร่ ชายหนุ่มผู้กุมพวงมาลัยก็ไม่ได้รู้สึกสนุกเหมือนปกติที่ควรจะเป็น ตอนนี้เข้าเขตที่มีบ้านเรือนขนาดเล็กวางเรียงตัวอย่างเนืองแน่นตลอดสองข้างทางซึ่งเป็นถนนสี่เลน ชายหนุ่มเพียงแค่นั่งพิงเบาะหลังตรงอย่างไม่สบอารมณ์สายตา มือที่กุมพวงอยู่นั้นกำแน่นกว่าที่ควร สายตามองเหม่อออกไปไกลแสนไกล มองไกลเกินกว่าไฟแดงที่แยกเล็กๆและรถคันข้างหน้าที่พ่นควันดำโขมงพวยพุ่งสู่ชั้นบรรยากาศขึ้นไปกระทบชั้นเรือนกระจกและออกไปไหนไม่ได้ วนเวียนอยู่ในชั้นบรรยากาศโลกอย่างนั้น

ใกล้จะถึงแล้วสินะ

ไม่อยากเชื่อเลยว่าเขาจะได้กลับมาเหยียบที่นี่อีกครั้ง

เขากำลังกังวลมากๆ

ไม่สิ ไม่ใช่แค่กังวลแต่มันคือความหวาดหวั่น ความหวาดหวั่นที่เหมือนคลื่นสูงเท่าตึกสิบชั้นที่ถาโถมพัดเอาความมุ่งมั่นและกล้าหาญที่ลอยเคว้งคว้างเหมือนเรือที่ไม่มีพวงมาลัยไร้ทิศทางให้จมลงใต้ท้องทะเล

ทันใดนั้น สัญญาณไฟเขียวก็ขึ้นพรึ่บ ชายหนุ่มที่ไม่ทันตั้งตัวถึงกับมือพันกัน เขายังไม่ทันเหยียบคันเร่ง แล้วรถคันหลังก็บีบแตรดังสนั่น ก่อนจะขับแซงขึ้นมาเลนข้างๆที่ว่างแล้ว ชายหนุ่มกระทืบคันเร่งได้เป็นเวลาเดียวกันกับรถฮาร์เล่ย์ เดวิดสันคันสีทองอร่ามล้อแสงอาทิตย์ขับตัดหน้าเขาไป ทั้งเขาและรถจักรยานยนต์คันโก้สีทองคันนั้นก็พุ่งออกทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชม.และอัตราเร่งที่ใกล้เคียงกัน ผ่านไปไม่ถึง 500 เมตร รถบัสคันใหญ่จากเลนถัดไปเกิดเคลื่อนเข้ามาแซงรถฮาร์เล่ย์ที่ ณ ช่วงเวลานั้นความเร็วขึ้นถึง 180 km/hr แล้วเกิดเบรกกะทันหัน เสียงเสียดสียางล้อที่เกิดจากแรงเสียดทานที่ยังมีน้อยกว่าแรงเอฟก็ทำให้เกิดเสียงดังสนั่น ซึ่งอีกไม่กี่เมตรเขาจะชนรถสีทองคันนั้น มินโฮจึงตัดสินใจหักหลบเข้ามาอีกเลนอย่างรวดเร็วด้วยกำลังทั้งหมดที่เจ้าของกัปตัน คิตตี้...รถญี่ปุ่นมือสองของเขาจะสามารถและด้วยหัวใจระทึก

เชี่ย

มินโฮส่งเสียงร้องลั่นระหว่างกระทืบเบรกกะทันหันอีกครั้ง เมื่อฮาร์เล่ย์วิ่งแฉลบมาตัดหน้าเขาอีกครั้ง ชายหนุ่มจึงต้องเสกลับไปเลนเดิม รถทั้งสองขับเคียงข้างกันไปได้ไม่ถึงกิโลเมตรหนึ่งดี ฮาร์เลย์สีทองก็ชะลอความเร็วลงกะทันหันและจอดลงข้างฟุตบาท

ด้วยความโมโหจากเหตุการณ์ก่อนหน้า มินโฮจึงชะลอ คิดว่าคงต้องต่อว่าตัวปัญหาที่อยู่ๆก็จอดชะงักนิ่งข้างทาง

มินโฮจอดด้านหน้าของจุดที่ฮาร์เลย์จอดราวๆ 50 เมตร เปิดกระจกรถลง เขามองเจ้าของรถคันนั้นผ่านกระจกข้างและกระจกมองหลัง มินโฮไม่สามารถเห็นใบหน้าของคนๆนั้นได้เนื่องจากใบหน้าเขาถูกปกคลุมด้วยหมวกนิรภัย เขาสวมใส่เสื้อหนังสีดำกับกางเกงยีนส์ขาดๆแล้วดูน่าจะเป็นผู้ชายตัวไม่ใหญ่มาก แต่ผู้ชายคนนั้นกลับค่อยๆถอดหมวกกันน็อกออกเผยให้เห็นเส้นผมสีน้ำเงินเข้มโดดเด่นกลางแสงแดดยามบ่ายแล้วเสยผม สะบัดมันอย่างรุนแรง ดูด้วยสายตาแล้วกลุ่มผมเหล่านั้นมันดูน่าจะเปียกพอสมควร ไม่แน่ใจว่าเปียกจากเหงื่อหรือเปล่า แต่พลันชายคนนั้นก็ตวัดขาเพื่อพาตัวเองลงจากรถมอเตอร์ไซค์สีทองอร่ามของตัวเองแล้วเดินอย่างด้วยท่าทางมีมาดเข้ามาทิศทางที่มินโฮจอดอยู่ มองจากระยะนี้เขาเห็นแค่สีผมที่โดดเด่นและสีผิวที่เข้มกร้านแดด มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง อีกข้างยังขยี้ผมเหมือนกับว่าต้องการให้มันแห้งภายในวินาทีนั้น

มินโฮนั่งนิ่งเหมือนโดนมนต์อะไรบางอย่างให้เขากลายเป็นก้อนหิน ขยับได้เพียงลูกตาที่เลื่อนตามการเคลื่อนไหวของชายหนุ่มผมสีน้ำเงินคนนั้น

แต่ชายหนุ่มหลังพวงมาลัยรถยนต์เหมือนวูบไปชั่วขณะ เพราะเมื่อไม่กี่เสี้ยววินาทีก่อนเขายังมองตามชายหัวน้ำเงินเหมือนโดนตรึงสายตาไว้ แต่ตอนนี้อยู่ๆชายคนนั้นก็มายืนข้างๆประตูรถฝั่งที่มินโฮนั่งอยู่ในชั่วพริบตาพร้อมทั้งยังก้มลงมามองเขาในระยะประชิด มือหนึ่งค้ำขอบหน้าต่างด้านบนไว้ ส่วนอีกข้างยังคงลูบผมตัวเองอยู่

มินโฮเหมือนเป็นก้อนหินที่แข็งยิ่งกว่าเดิมเมื่อได้สบตาคมกริบคู่นั้น

...ผมสีน้ำเงินเข้มไพลินหรือบลู แซฟไฟร์

...ใบหน้าที่คมกริบกับดวงตาประดุจเสือจากัวร์

...นัยน์ตาของเขามีแววที่เหมือนกับความงามของไข่มุกล้ำค่าใต้ท้องทะเล

...กริยาท่าทางนุ่มนวลราวกับฟองคลื่น

...มีความร้อนแรงเหมือนมีแสงแดดเจิดจ้าสาดส่อง

...ความงามที่น่าพรั่นพรึง...

ประโยคพรรณนาที่เขาเพิ่งได้ยินมาจากวิทยุก่อนหน้านี้ไม่ถึงชั่วโมง...

มินโฮเห็นริมฝีปากของชายตรงหน้าค่อยๆเผยอขึ้นคล้ายกำลังจะพูดอะไรกับเขาเป็นภาพสโลว์โมชั่น แต่ทันใดนั้นประสาทสัมผัสทุกอย่างที่หยุดทำงานไปชั่วขณะก็กลับมาทำงานอีกครั้ง

กลิ่นของน้ำทะเลจากชายตรงหน้าพุ่งปะทะจมูกมินโฮ รู้สึกคลื่นไส้ขึ้นทันที

และก่อนที่จะอาเจียน มินโฮก็เหยียบคันเร่งแล้วรถก็พุ่งทะยานออกจากบรรยากาศแห่งความน่าฉงนและแปลกประหลาดตรงนั้นอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่รถยนต์มือสองสภาพกลางๆคันหนึ่งจะสามารถทำได้

 

33.3333333%

 

//

 

---SEA/S(E)AW/SEAN นิทรรศการระลึกครบรอบร้อยปีหมู่บ้านชาวประมง 2019---

 

มินโฮค่อยๆก้าวเข้าไปในสภาพที่คล้ายกับคำว่าโมเดิร์นนิซึ่มแต่จริงๆก็ไม่เสียทีเดียว ห้องๆนี้มีเพดานสูงโปร่งแต่กลับดูทะมึนแปลกๆอาจจะเพราะวัสดุหลักของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นคอนกรีตเปลือยขัดมัน บนเพดานกระจกเปิดโล่งรับแสงธรรมชาติจากดวงอาทิตย์ยามบ่ายคล้อยที่ดวงอาทิตย์ลอยตระหง่านทำองศากับพื้นโลกค่อนข้างมาก สร้างเงาสีดำๆที่ทอดตัวลากยาวจากขอบผนังที่วางตัวสูงขึ้นไปจรดกับขอบเหล็กที่ล้อมรอบแผ่นกระจกแผ่นใหญ่ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งหลังคาและเพดานไว้ และผนังห้องเป็นบานกระจกทั้งสี่ฝั่ง แต่ละแผ่นกระจกมีริบกระจกยื่นออกมาเพราะตัวห้องที่ดูใหญ่โอเวอร์สเกล เนื่องจากความสูงของผนังที่สูงประมาณตึกห้าชั้น โดยมีแค่ส่วนที่สูงชั้นห้าเท่านั้นที่โผล่พ้นเหนือระดับพื้นดิน ส่วนความสูงต่ำลงมาเป็นผนังคอนกรีตสูง นั่นหมายความว่าคนที่เข้ามาในห้องจัดแสดงแห่งนี้จะยืนต่ำกว่าระดับผิวดินราวสี่ชั้น ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่เหมือนไม่ใช่ความจริง และหยิ่งทะนง เหมือนมีความติดดินแต่ขณะเดียวกันก็ยิ่งใหญ่ประหนึ่งอาจารย์ใหญ่ที่ต้องการสั่งสอนลูกศิษย์หัวรั้นบางคนให้รู้จักโลกในอุดมคติผ่านทางสื่อที่เป็นนามธรรม ไม่ใช่ในรูปของลายลักษณ์อักษรหรือวาทะอันศักดิ์สิทธิ์ 

และนี่ก็เป็นห้องโถงจัดแสดงที่ใหญ่หนึ่งในสองของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ จากคอนเส็ปต์ของอาคารนั่นคือเป็นเรือขนาดใหญ่มหึมาที่ครึ่งลำฝังอยู่ในแผ่นดินอย่างหน้าผาใหญ่ส่วนที่เป็นแนวผาที่ไม่สูงนักบนอ่าวที่ใหญ่ที่สุดและเป็นท่องเที่ยวในหมู่บ้านชาวประมงแห่งนี้ โดยห้องหนึ่งเป็นเป็นห้องจัดแสดงที่อยู่ใต้น้ำซึ่งเป็นส่วนท้ายเรือ และอีกห้องเป็นส่วนหัวเรือที่ฝังอยู่ในดินซึ่งมินโฮกำลังยืนอยู่แห่งนี้

ชายหนุ่มยังนึกว่าตัวเองโชคดีที่ของชิ้นที่พ่อให้มาหานั้นอยู่ที่ห้องจัดแสดงในส่วนนี้ซึ่งเขาไม่ต้องเห็นทะเลเต็มๆมากมายนัก

ซึ่งทั้งสองส่วนต่างกันที่ประเภทของนิทรรศการ ส่วนที่ตั้งอยู่ในน้ำหรือ Underwater Hall เป็นนิทรรศการแบบถาวร นั่นคือเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ของหมู่บ้านชาวประมง มีข้อมูลและข้าวของต่างๆที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับหมู่บ้านจัดแสดงอยู่ แต่อีกส่วนซึ่งอยู่ใต้ดินหรือ Underground Hall เป็นนิทรรศการแบบชั่วคราวซึ่งเปิดให้เช่าจัดนิทรรศการอะไรก็ได้และในตอนนี้นั้นงานนี้ก็เป็นงานที่ชื่อว่า ‘SEA/S(E)AW/SEAN นิทรรศการระลึกครบรอบร้อยปีหมู่บ้านชาวประมง 2019โดยบริษัทค้าขายของเก่าเจ้าหนึ่งที่เก็บสะสมของเก่าในหมู่บ้านแห่งนี้

ตั้งชื่อได้ไม่ตรงกับจุดประสงค์หลักของงานเลยนะ

มินโฮคิดว่าจุดประสงค์หลักจริงๆของงานน่าจะเป็นการขายของเก่าพวกนี้ต่างหาก

ก่อนที่จะตัดสินว่าจะมาที่นี่เขาได้ศึกษาข้อมูลของสถานที่และงานเป็นอย่างดี ข้อมูลมีเพียงที่เดียวนั่นคือจากเว็บไซต์ของบริษัทเจ้าของงานซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรมากโดยเฉพาะของที่พ่อให้เขามาตามหา

ชื่อสินค้า : Flute of Victory

ปีที่พบ : 1997

สถานที่พบ : -

สถานะสินค้า : ขาย / ประมูล

พร้อมรูปภาพประกอบ

และตอนนี้ของก็อยู่ตรงหน้ามินโฮ

มันเป็นขลุ่ยสีดำเหมือนลำปืนใหญ่ ดูด้วยสายตามินโฮไม่สามารถคาดเดาได้ว่ามันทำจากอะไรกันแน่ เดาว่าอาจจะเป็นโลหะ ตัวขลุ่ยถูกแกะสลักเป็นลวดลายเต็มไปหมด มองจากนอกตู้โชว์กระจกนิรภัยเขาก็ไม่สามารถเห็นได้ชัดนักว่ามันเป็นลายอะไร เขาเห็นแค่มีส่วนปลายด้านหนึ่งเป็นลายโค้งคล้ายคลื่นทะเล

มินโฮไม่แน่ใจนักว่าตัวเองควรทำอย่างไรดี เขาควรประมูลมันมาเลยไหม หรือควรดูลาดเลาก่อน เพราะตอนนี้ไม่มีชื่อใครขึ้นบนป้ายว่าประมูลสินค้าชิ้นนี้สักคน

มินโฮมองไปรอบๆ ในฮอลล์นี้มีคนอยู่เบาบางมาก เขาจึงยกโทรศัพท์มือถือขึ้นถ่ายเซลฟี่ใบหน้าตนเองคู่กับเจ้าขลุ่ยตัวปัญหาและชูสองนิ้วชิดแก้มก่อนกดส่งให้เพื่อนรักอย่างจองอูดู รวมถึงถามด้วยว่าเขาควรจะทำอย่างไรดีกับเจ้าของชิ้นนี้

โดยก่อนหน้านี้มินโฮได้วิดีโอคอลกับจองอูที่อยู่ที่นิวยอร์กเพื่อส่งข่าวว่าเขามาถึงสถานที่เป้าหมายและยังปลอดภัยดี รวมถึงเช็คข่าวจากคนที่จองอูช่วยส่งไปสังเกตการณ์ที่บ้านของมินโฮเพื่อช่วยดูว่าพ่อของเขายังอยู่ที่บ้านอย่างปกติสุขดี

มินโฮรอเพื่อนตอบแต่ก็นึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ที่นิวยอร์กน่าจะประมาณตี 3 ได้จากที่คุยกับเพื่อนก่อนหน้านี้สักพักจึงตัดสินใจเดินไปดูของชิ้นอื่นสักพัก

พระเจ้าช่วย...

แค่เห็นภาพวาดรูปวาดของชายหาดแบบเรียลิสติกหรือภาพวาดเหมือนจริงที่วางอยู่ข้างๆขลุ่ยนี่เขาก็มีอาการอีกแล้ว

คลื่นไส้จนเริ่มหน้ามืดแทบจะทรุด พอควักยาดมออกมาดมเพื่อบรรเทาอาการโลกหมุน สายตาโฟกัสไม่ได้เห็นภาพซ้อนทับกันไปหมด เหงื่อนี่ไหลยิ่งกว่าเขื่อนแตก ขาสั่นพับๆอย่างกับผีสิงคนโดนข้าวสารเสก ตอนแรกก็คิดว่าท่าทางตัวเองตอนนั้นคงจะเหมือนเต้นซัลซ่าละตินผสมบีบอยมากกว่า แต่พอเห็นมีคนเข้ามารุมถามไถ่ด้วยความตกใจแม้จะมองเห็นแบบเบลอๆ บางคนถึงขั้นเอาแผ่นพับของงานมาพัดๆให้ เขาก็ได้เห็นภาพตัวเองชัดกระจ่าง...

เวรละ นี่กูช็อคถึงขั้นชักกระแด่วๆเลยเหรอวะ

ไอ้เหี้ย โคตรอาย โคตรขายขี้หน้า

ลูกผู้ชายอกสามศอกอย่างเขาจะมาเป็นลมต่อหน้าหมู่มวลประชาชนอย่างนี้ไม่ได้

อยากจะรีบพุ่งปีนป่ายยอดตึก ทุบอก แหกคำรามให้ก้องโลก ว่าเขาน่ะแข็งแกร่งยิ่งกว่าคิงคองเสียอีก

โฮ ภาพพจน์เสียหายป่นปี้หมด

แม้จะถูกหามไปนั่งดมยาที่จุดบริการผู้เข้าชมแต่สุดท้ายเมื่อได้กินเกลือแร่ที่พนักงานใจดีซื้อมาให้ เขาจึงพอมีเรี่ยวแรงพอจะลากสังขารตัวเองไปยืนหน้าสินค้าที่พ่อต้องการได้

อันที่จริงอาการของมินโฮไม่ได้เพิ่งเริ่มแค่ตอนนี้ แต่มันก็เริ่มตั้งแต่เขาขับรถเข้าสู่เขตพิพิธภัณฑ์ที่สามารถมองเห็นอ่าวได้แทบทั้งอ่าวจากความสูงของพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งบนทุ่งหญ้าโล่งกว้างสีเขียวขจีบนหน้าผาเหนืออ่าว แต่มินโฮก็อยากลองเผชิญหน้าโดยไม่มีการพึ่งยาจึงพยายามฝืนและอดทน แค่เปิดประตูรถลงไป ลมทะเลที่พัดปะทะหน้าอย่างรุนแรงก็แทบจะซัดเขาให้หมอบคลานลงกับพื้นแล้ว

แต่มินโฮก็ฝืนมันได้มาระดับหนึ่งจนกระทั่งเข้ามาในอาคารเขาต้องรีบกินยาและกลับมาอาการไม่ดีเมื่อตอนเห็นภาพเหมือนจริงดังกล่าวและต้องกินยาอีกครั้ง

 มินโฮยืนนิ่ง ครุ่นคิดอีกครั้งหนึ่งก่อนที่จะตัดสินใจกดปุ่มเสนอราคาสีแดงตรงหน้าตู้

โอเค ของชิ้นนี้ดูท่าแล้วเหมือนจะไม่เป็นที่หมายตาของผู้คนนัก เนื่องจากยังไม่มีราคาที่ถูกเสนอเข้ามาขึ้นหน้าจอที่วางบนแท่นด้านหน้าตู้แสดงสินค้าเลยแม้แต่คนเดียว เขาเป็นคนแรกและอาจจะเป็นคนเดียว ดังนั้นหากไม่มีคนมาเสนอราคาที่สูงกว่าเขาภายในระยะเวลาที่งานจัดแสดงหรือนับเป็นเวลาสามวันนี้  ของชิ้นนี้ก็จะตกเป็นของเขาทันที

มินโฮคิดคำนวณราคาอย่างหนัก

เขาไม่เคยประมูลอะไรเลยมาก่อนในชีวิต

พ่อให้เงินเก็บกับเขามาจำนวนหนึ่งซึ่งก็เป็นจำนวนที่มากพอสมควรสำหรับครอบครัวฐานะปานกลางและมันก็ถือว่ามากเกินจำเป็นสำหรับความคุ้มค่าของของชิ้นนี้ด้วย...ในมุมมองของมินโฮ

มินโฮใส่เลขสุดท้ายที่คิดขึ้นมาเองในใจลงไปและกำลังจะกดยืนยัน แต่...

มือหยาบกร้านและเย็นเฉียบของใครคนหนึ่งก็พุ่งเข้ามากุมมือของมินโฮไว้

ชายหนุ่มผู้ถูกใครหน้าไหนก็ไม่รู้มาห้ามการตัดสินใจของเขาด้วยการจับมือถึงกับสะดุ้งแล้วหันขวับไปมองผู้กระทำอุกอาจคนนั้น

แล้วมินโฮก็ยืนแข็งทันที

ชายผมสีน้ำเงินคนนั้น

//

 

 

60%

 

//

มินโฮชักมือกลับทันทีหลังค้างนิ่งค้างไปสักพัก

“เฮ้ย ท...ทำอะไรวะ”

ชายผมสีน้ำเงินที่กำลังยืนลูบมือข้างซ้ายของตัวเองที่เพิ่งสัมผัสกับมินโฮอย่างช้าๆหันมามองเจ้าของมืออย่างเอื่อยเฉื่อยด้วยดวงตากลมโตซึ่งสองข้างไม่เท่ากันและแววตาระยิบระยับที่ไม่สามารถอ่านความหมายได้

“...”

แล้วชายคนนั้นก็ยิ้มมุมปากนิดๆเมื่อเห็นท่าทางงุนงงปนตกใจของชายผมสีน้ำตาลอ่อนตรงหน้า ก่อนจะค่อยๆเดินอ้อมด้านหลังมินโฮด้วยท่าทางที่สง่าผ่าเผย อกแอ่น หลังตรง แขนไพล่ไปข้างหลัง และตอนนี้เขากำลังสวมชุดที่น่าจะเป็นชุดฮันบกที่ถูกนำมาประยุกต์ดัดแปลงให้เข้ากับยุคสมัยโดยช่วงบนเป็นเสื้อคลุมแขนบานกรุยกรายสีดำมีปกเสื้อสีทองยาวลงมาซึ่งถูกทำด้วยผ้าที่ดูด้วยสายตาแล้วคงจะลื่นน่าดู เสื้อตัวนี้ถูกคลุมทับเสื้อสีขาวคอวีข้างในและกางเกงขาทรงกระบอกทรงหลวมโคร่งสีดำ มินโฮก็ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องการออกแบบเสื้อผ้ามากนัก ในฐานะนักศึกษาสถาปัตยกรรมศาสตร์ปีสุดท้าย เข้าใจแค่เรื่องการออกแบบสถาปัตยกรรมก็หนักหนาพอแล้ว

มินโฮหันตัวตามชายหนุ่มแปลกประหลาดคนนี้ด้วยความกลัวว่าชายคนนี้จะทำอะไร

เจ้าของผมสีบลู แซฟไฟร์เพียงแค่เดินไปก้มมองขลุ่ยสีดำนั่นอย่างพินิจพิจารณา มินโฮอาศัยจังหวะนั้นหันไปมองรอบๆฮอลล์แต่ไร้ซึ่งวีแววสิ่งมีชีวิตใดๆนอกจากเขาและชายคนนี้เท่านั้น แต่ตอนที่มินโฮกำลังตัดสินใจจะวิ่งหนีไปทางประตูเข้าหลักนั้น รปภ.ประจำพิพิธภัณฑ์คนหนึ่งก็เปิดประตูบานนั้นเข้ามาก่อน มินโฮจึงเปลี่ยนใจเป็นกวักมือเรียก รปภ.คนนั้นก่อนเหลือบตาไปมองเจ้าของผมสีน้ำเงินที่หลับตาอยู่เหมือนยืนหลับ และหันไปหา รปภ.คนนั้นพร้อมชี้ๆโดยใช้ลำตัวบังไปทางชายหัวสีน้ำเงิน

รปภ.มีท่าทางงุนงงแต่ก็เดินเข้ามาทางที่ชายหนุ่มยืนอยู่ และระหว่างนั้นมินโฮก็ค่อยๆก้าวถอยหลังอย่างช้าๆไปด้วย เอานิ้วแตะปากเพื่อบอกว่าให้เงียบไว้อย่าพูดอะไรออกมา อีกมือก็ค่อยๆขยับไปจับสมาร์ทโฟนในกระเป๋า เตรียมกดปุ่ม SOS ขอความช่วยเหลือ

เมื่อ รปภ.มายืนอยู่ตรงหน้า มินโฮก็อ้าปากเตรียมพูดกับ รปภ. แต่ก็ได้เปลี่ยนเป็นอ้าปากค้างเพราะตัวต้นเหตุที่เขาต้องการหลบหนี

เพราะตอนนี้ชายผมน้ำเงินก้าวมายืนคั่นกลางระหว่างเขาและ รปภ. โดยหันหน้ามาเผชิญหน้ากับเขา โดยที่ รปภ.มองเลยมาที่มินโฮเหมือนกับมองทะลุร่างชายตรงหน้าเขาได้

เหมือนกับว่า...รปภ.จะมองชายคนนี้ไม่เห็น...

ทั้ง รปภ.คนนั้นยังเดินเข้ามาใกล้มินโฮและยื่นหน้าเข้ามาจ้องอย่างสงสัยโดยที่หัวของเขาทะลุผ่านใบหน้าของชายผมน้ำเงินที่ยืนนิ่งๆอยู่ตรงกลาง

ไอ้เหี้ย...

มินโฮอุทานในใจเพราะพูดไม่ออก หูอื้อตาลาย เห็นเพียงปากของ รปภ.คนนั้นที่ขยับพูดอะไรบางอย่างกับเขา อ่านได้ว่า มีอะรให้ช่วยหรือเปล่าครับ”

อยู่ๆขนหัวขนแขนและขนขามินโฮก็ลุกไปหมด

หรือว่า...

...ผี...

มินโฮไม่เสียเวลาอีกต่อไปแล้ว เขากดปุ่ม SOS ในโทรศัพท์ เสียงไซเรนร้องดังสนั่นขึ้นมาทันทีพร้อมกับที่มินโฮออกตัวพุ่งจากจุดนั้นในทันทีทันใด

แต่ยังวิ่งไปถึงประตูทางออกดี ชายผมน้ำเงินก็มาปรากฏกายตรงขวางทางมินโฮ

แม้ชายคนนั้นจะเปลี่ยนจุดรวดเร็วเหมือนหายตัวได้ แต่ภาพที่มินโฮเห็นก็เหมือนกับภาพสโลว์โมชั่น ชายคนนั้นกำลังเดินด้วยท่าทางแสนจะสบาย มือยังไพล่หลัง เขากำลังเดินช้าๆสง่างามแต่กลับมาถึงจุดนี้ได้ภายในพริบตาเดียว

มินโฮกลับหลังหันและวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตไปในทิศทางตรงข้ามทันที

โดยลืมไปว่า...ทางนั้นเป็นทางไป Underwater Hall ห้องจัดแสดงที่ยื่นออกไปนอกหน้าผาและโขดหินขรุขระซึ่งตัวอาคารจะค่อยๆลาดเอียงลงไปใต้ท้องทะเล

 

//

มินโฮไม่รู้ว่าชายคนนั้นจะตามมาไหม เขาแค่วิ่ง...วิ่งเท่านั้น เสียงไซเรนจากสมาร์ทโฟนดับไปแล้วเมื่อไม่มีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานใดรับสายระหว่างที่มินโฮวิ่งผ่านทางเดินที่พาดตัวทอดยาวคล้ายเป็นสะพานข้ามเวิ้งคอนกรีตคล้ายท้องเรือที่ไร้หลังคาที่ถูกสร้างเป็นรูปเรือที่ฝังในดินโดยส่วนอาคารที่ใช้งานจะเป็นรอบข้างของเวิ้งนี้ ก่อนที่เขาจะทะลุไปอาคารใต้ดินอีกฝั่งแล้ววนออกมาเจอทางเดินที่พาดฝั่งเดิม มีทางเดินที่เป็นอุโมงค์ทางเดินพาดอยู่สี่อันโดยพาดสลับกันเป็นรูปซิกแซก ซึ่งสุดสะพานที่สี่แล้วมินโฮก็ได้เข้าสู่ Underwater Hall

ฮอลล์นี้เป็นห้องรูปทรงยาวลึกลาดลงไปราว 500 เมตร มีความสูงไม่มากนักโดยสองทิศด้านข้างเป็นกระจกที่โชว์ให้เห็นระดับน้ำทะเลที่แสดงให้เห็นว่าอาคารกำลังจมน้ำ และส่วนเหนือขึ้นไปโผล่พ้นเหนือน้ำ

มินโฮรู้สึกว่าเขากำลังเจอทางตันแต่ก็ยังวิ่งต่อไปจนสุดฮอลล์ซึ่งล้อมรอบไปด้วยกระจกและจมน้ำลงไปทั้งหมด เพดานเหนือหัวก็เป็นกระจกที่มีน้ำคลุมทั้งหมด ในห้องส่วนนี้มีแสงสว่างจากเพียงแสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านน้ำลงมาสะท้อนเป็นลายคลื่นบนพื้นคอนกรีตขัดมัน หากแต่ไม่มีแสงไฟที่ซ่อนตามขอบพื้นและไฟส่องของแต่ละชิ้นที่โชว์ตามจุดต่างๆซึ่งทำให้ห้องเกือบจะใกล้เคียงคำว่าสลัว โชคดีว่าน้ำทะเลตรงนี้ไม่ลึกมาก

โลกใต้ท้องทะเลได้ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้ามินโฮแล้ว

แต่เพราะกำลังตื่นกลัวกับการหนีผู้ร้ายหรือ...อาจจะผีอยู่ ร่างกายเขาจึงไม่มีอาการต่อสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของชายหนุ่มแต่อย่างใด

ชายหนุ่มหยุดยืนมองไปรอบๆพลางหอบหายใจด้วยความเหนื่อยจากการวิ่ง พบว่าที่นี่เงียบกริบมากๆ ไม่มีใครเลยสักคน ก้มมองสมาร์ทโฟนและพบว่าปิดเครื่องอยู่และไม่สมารถเปิดเครื่องได้

ชิบหายมาก

มินโฮแทบจะหวีดร้องออกมา สมองทำงานอย่างหนักว่าเขาควรจะหาทางออกอย่างไรดี นักศึกษาธรรมดาๆที่ไม่เคยมีชีวิตโลดโผนอย่างเขาไม่เคยพบเหตุการณ์น่ากลัวแบบนี้มาก่อน เขาควรทำอย่างไรดี ทั้งกลัวและรนจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว เห็นกล้องวงจรปิดอยู่ใกล้ก็ทำท่าโบกมือส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือเผื่อจะมีเจ้าหน้าที่สักคนที่นั่งอยู่ในห้องที่มี CCTV สักคนที่มองเห็นเขา

โดยหารู้ไม่ว่าว่าตอนนี้ทั้งฮอลล์กำลังถูกสัญญาณรบกวนจากอะไรสักอย่างที่รบกวนให้อุปกรณ์ไฟฟ้าอิเล็คทรอนิคส์ต่างๆภายในนี้หยุดการทำงานลง  

กวาดตาเร็วๆอีกครั้งเห็นป้ายประตูหนีไฟที่สีเขียวอยู่มุมหนึ่ง เขารีบวิ่งไปดันประตูทันทีแต่พบว่าประตูล็อคอยู่เนื่องจากไม่มีเหตุการณ์ไฟไหม้ มองหาประตูห้องเจ้าหน้าที่หรือห้องควบคุมที่อาจซ่อนอยู่มุมใดมุมหนึ่งแต่ก็ไม่พบ

มินโฮรีบหาที่ซ่อน

แต่พลันดวงตาโตของชายหนุ่มก็เหลือบไปเห็นอะไรเคลื่อนไหวที่หางตาขวาจึงรีบหันไปมองด้วยความตกใจสุดขีดพร้อมหัวใจดวงน้อยในอกแทบจะพุ่งออกมาข้างนอก

เอ๋...

แล้วความตกใจก็เปลี่ยนไปเป็นฉงนเมื่อเขาได้เห็นเต็มตาว่าสิ่งที่เคลื่อนไหวนั้นไม่ใช่ชายผมสีน้ำเงินอย่างที่กลัว แต่กลับเป็นคนในชุดดำน้ำลึกสีดำพร้อมอุปกรณ์ดำน้ำลึกที่ครบครันคนหนึ่ง ซึ่งกำลังลอยตัวต่ำอยู่แทบชิดพื้นทราย โดยมีคนหนึ่งกำลังลอยตัวยืนตรงหลังชิดกับกระจกของอาคารและทำท่าชูสองนิ้ว อีกมือยกกล้องถ่ายรูปเซลฟี่ตัวเองกับสมอเรือขนาดใหญ่ที่ห้อยโชว์ลงมาจากโครงสร้างเหล็กขนาดบนเพดานด้วยโซ่ขนาดใหญ่และสลิงหลายเส้น

มินโฮหันไปมองรอบห้องอีกครั้งก่อนจะพุ่งตัวไปทางนักดำน้ำคนนั้นพร้อมกระโดดแนบลำตัวทั้งตัวเกาะกระจกด้านหลังเขาและเคาะกระจกแรงๆก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเขาน่าจะไม่ได้ยิน ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับที่นักดำน้ำกดถ่ายอีกภาพก่อนจะหันอีกด้านของกล้องเพื่อมาเช็คภาพ ทันใดนั้น นักดำน้ำก็หันขวับมามองที่มินโฮ

ชายหนุ่มผู้ขอความช่วยเหลือไปรีรอ ทำปากเป็นคำว่า ช่วยด้วยพร้อมโบกมือเหนือหัวกวาดเป็นรูปพัดเหมือนเวลาคนขอความช่วยเหลือ นักดำน้ำเอียงคอ แต่ไม่สามารถมองเห็นได้ว่าเขามีสีหน้าอย่างไร เนื่องจากหน้ากากที่เขาใส่นั้นปิดไปทุกส่วนบนใบหน้า รวมถึงส่วนที่เป็นแว่นตาก็เป็นสีขุ่นที่มองทะลุเข้าไปไม่ได้

มินโฮทำปากขยับขอความช่วยเหลืออีกครั้งแต่นักดำน้ำคนนั้นได้หันหลังให้เขาและพุ่งตัวขึ้นไปด้านบนปล่อยให้คนที่ยังหาทางออกไม่ได้ได้แต่มองตามด้วยความตกตะลึง ปากเล็กๆของชายหนุ่มอ้าออก มองตามนักดำน้ำว่ายไกลออกไปทางที่เป็นชายฝั่งจนกระทั่งลับตาไปเมื่อผ่านมุมมองที่เป็นอาคารด้านทึบที่ยื่นออกเป็นแนวขนานกับแนวชายฝั่ง

มินโฮหันหลังกลับด้วยความสิ้นหวัง รู้สึกว่างเปล่าทั้งสมองและกำลังกาย ความเย็นจากอะไรสักอย่างบนสองข้างแก้มทำให้ต้องยกมือขึ้นสัมผัสดูแล้วก็พบว่ามันเป็นน้ำตาที่อยู่ๆก็ไหลพรั่งพรูลงมาอย่างไม่รู้ตัว

นี่เขาจะไม่ได้ออกไปจากที่นี่จริงๆเหรอ

เขาจะอายุสั้นใช่ไหม

มินโฮเหลือบมองไปทางประตูฮอลล์ที่เข้ามาแล้วค่อยๆเดินไปอย่างช้าๆ

ประมาณครึ่งกิโลเมตรแต่เขาใช้เวลาเดินไปด้วยขาที่อยู่ๆก็อ่อนปวกเปียกขึ้นมาเสียอย่างนั้น ในหัวก็เต็มไปด้วยภาพใบหน้าพ่อที่ลอยเข้ามา จองอูก็เช่นกัน รวมถึงภาพอนาคตที่เขาวาดฝันไว้ ทุกสิ่งประดังประเดเข้ามาอย่างรวดเร็ว ส่วนดวงตาก็เบลอไปหมดด้วยน้ำตามากมายที่กำลังไหลทะลัก

จนกระทั่งมินโฮผู้สิ้นหวังก็เดินไปถึงประตูด้วยเวลาที่เจ้าตัวก็ไม่รู้เหมือนกัน อาจจะเกือบๆ 20 นาที

...เพื่อพบว่าประตูนั้นถูกล็อคอย่างแน่นสนิท

มินโฮเดินกลับไปทิศทางเดิมด้วยความสิ้นหวังที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวและใช้เวลามากกว่าตอนเดินมาเล็กน้อย เขายืนนิ่งๆหน้ากระจกขนาดใหญ่อีกครั้ง สายตาเหม่อลอยไปไกลแสนไกลใต้ท้องสมุทรด้วยความเลื่อนลอย

ไร้ซึ่งอาการหวาดกลัวใดๆอย่างเช่นเวลาปกติ

มินโฮหมดแรงแล้วจริงๆ

แต่ยังไม่ทันได้ทรุดลงกับพื้นก็มีมือเย็นๆสากๆมือหนึ่งมาปิดปากเขาพร้อมกับอีกมือที่ตวัดรัดรอบลำตัวรวมแขนทั้งสองข้างไว้ในแขนเดียว

มินโฮสะดุ้งเฮือกแรงสุดชีวิตก่อนจะดิ้นสุดแรงเกิด พยายามพุ่งไปทุกทิศทาง

ช่วยด้วย...

มินโฮหวีดร้องโดยไม่มีเสียง

//

 

#PiratesChanMinho

SEA YOU NEXT WAVE

 

 

***

Fan-Fiction เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องแต่งขึ้น และได้รับแรงบันดาลใจมาจากตำนานโจรสลัด หนังสือ ภาพยนตร์หลายเรื่อง

ซึ่งได้ดัดแปลงตำนานเรื่องราวหรือผสมเรื่องต่างๆเข้าด้วยกันหลายจุด

หากมีข้อผิดพลาดประการใด ต้องขออภัย โดยสามารถติเตือนกันได้นะคะ

 

***

เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่เราเขียนค่ะ ดังนั้น หากขาดๆเกินๆหรือผิดพลาด

ก็ต้องขออภัยอีกครั้งค่ะ

 

Thank you ♡♡♡ 

 

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

21 ความคิดเห็น

  1. #7 chbnya (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 เมษายน 2562 / 11:06
    อะโห ความกิมโป555555555555555555555 แงง ก็คือสนุกง่ะ เพิ่งกลับกลับจากเที่ยวทะเลแล้วมาอ่านเรื่องนี้ต่อก็คืออิน ผู้ชายผมสีน้ำเงินนี้เรอะ คนที่มาจากทะเลกับคนที่กลัวทะเลรึปะ เดาาาาา (อย่าทำไรนลนเลยนะแง้)
    #7
    0
  2. #5 An_nGOT (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 เมษายน 2562 / 22:33
    งื่ออออ รอนะคะ สู้ๆน้าาา
    #5
    0
  3. #4 H A N N I E (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 20:07
    มาต่อหน่อยไรท์ฮื่อออออออ
    #4
    0