Cartoon_1
ดู Blog ทั้งหมด

We are Jamsai หัวใจได้ทำบุญ

เขียนโดย Cartoon_1

เมื่อวานนี้ไปบริจาคเลือดกับแจ่มใสที่สภากาชาด

หลังจากที่ตั้งใจมานานมากแล้ว ไม่ได้บริจาคซะที

พอมีกิจกรรมนี้ก็เลยลองไปดูว่าเลือดมันจะจางเหมือนที่ผ่านๆมามั้ย

บริจาคเลือดคราวนี้พิเศษหน่อยตรงที่มาบริจาคถึงที่สภากาชาด

ไม่เคยมาที่นี่เลยจริงๆ เป็นการออกมาผจญภัยครั้งแรก

ยังดีหน่อยที่มีรถเมล์แถวบ้านผ่านตรงนั้น แต่ต้องเดินเข้าไปนิดนึง

จะบอกว่าเราลงเลยป้ายด้วย

ก็หลังจากผ่านป้ายสวนลุมแล้วมันก็ต้องลงแล้วใช่ป่ะ

แต่เราด้วยความไม่รู้ว่าถึงแล้ว เลยนั่งเลยไปอีกป้าย

ไปลงที่ป้ายจามจุรีแสคว์ แล้วก็เดินย้อนกลับมา

เรารู้สึกว่าแถวนี้หาสะพานลอยข้ามยากจริงๆ (หรือว่าเราเดินไม่ถูกที่เอง พอดีแถวนั้นไม่มีสะพานลอย)

ก็เลยต้องเสี่ยงชีวิตข้ามถนน มีคนข้ามเป็นเพื่อนด้วย แต่มันหวาดเสียวมาก เค้าข้ามตั้งแต่มันไฟยังเขียวอยู่ ส่วนเรา

รอไฟแดงดีกว่า แป๊บเดียวเอง

ตอนเดินเข้ามาก็เริ่มไม่แน่ใจแล้ว

เพราะว่าตรงป้ายที่คนลงรถเยอะๆอ่ะ ตรงนั้นก็เขียนว่าสภากาชาด

แต่ก็ลองเดินเข้ามาดูก็ได้ เชื่อแผนที่ที่แจ่มใสให้อยู่แล้ว (ถ้าไม่ใช่ค่อยมาโวยทีหลัง555)

เดินเข้ามาเรื่อยๆก็เห็นป้ายบอกว่า "มาบริจาคโลหิตเข้าประตูถัดไป"

เห็นแล้วดีใจเป็นอย่างยิ่ง T^T เรามาถูกทาง ^O^

เดินไปอีกนิดเดียวก็มาถึงแล้ว

ที่หน้าประตูเราก็เดินเข้ามาคนเดียว ก็เจอยามหน้าประตู


ยามหน้าประตู : มาบริจาคเลือดใช่มั้ย?

เรา : ใช่ค่ะ

ยามหน้าประตู : งั้นขึ้นรถเลย


งงสิคะ? ตึกที่เราต้องไปอยู่แค่นี้เอง เดินแป๊บเดียวก็ถึง

แต่พี่เค้าให้ขึ้นก็ขึ้น

ลักษณะรถมันเป็นรถกอล์ฟอ่ะ อธิบายไม่ถูก ก็เหมือนรถตะลัยเล็กที่มหาลัยเรานั่นแหล่ะ

ปรากฏว่าพี่เค้าก็พาไปส่ง มีคนขึ้นมาอีก3คน ดีจังเลยที่นี่ มีบริการแบบนี้ด้วย แถมยังฟรีอีกต่างหาก

มาถึงตึกแล้วเราก็เดินเข้าไป

โอ้โฮ...คนเยอะมาก ไม่คิดว่าที่นี่จะคนเยอะแบบนี้ มาบริจาคเลือดกันหมดเลยเหรอเนี่ย

เราเข้ามาก็มองหาเสื้อส้มก่อนเลย ไม่ได้รู้จักหรอกแต่อย่างน้อยก็ยังคุ้นๆหน้า

พี่เค้าพาเรามาลงทะเบียน

แล้วเราก็ได้บัตรให้ทีมงานประทับตราเรียกpassportมั้ง ขนาดเท่าโปสการ์ด แล้วก็ได้ใบกรอกข้อมูล และ

บัตรคิว

เห็นคิวแล้วท้อมาก คุณมีคิวต้องรอ74คิว T^Tมันช่างยาวนาน

ที่นี่เราทำอะไรไม่ถูกจริงๆนะเนี่ย เลยต้องคอยถามพี่เสื้อส้มตลอด

เมื่อเรากรอกข้อมูลเสร็จแล้วเดินมาถามพี่เสื้อส้ม

ตอนที่กำลังจะถาม รอให้พี่ๆเค้าคุยกันเสร็จก่อน

ด้วยความที่เราหูผึ่ง เห็นพี่คนนึงเอาหนังสือเมอร์ลินออกมา


พี่คนที่เอาเมอร์ลินออกมา : รู้รึเปล่าว่าหนังสือชุดนี้กำลังเป็นที่ต้องการมากในเว็บไซต์

พี่อีกคนนึง : อยากได้อ่ะ แล้วทำไมถึงมีแต่คนอยากได้

พี่คนที่เอาเมอร์ลินออกมา : ก็เค้าไม่พิมพ์เพิ่มแล้ว ถ้าเอาไปขายคงได้ประมาณ2500


พอเราได้ยินอยางนั้นยังไม่อยากจะเชื่อเลย บ้านเรามีครบเซ็ต

แล้วในเว็บก็ขายเล่มละ100(ข้อมูลมาจากเมล์ที่ส่งมาขายของ)

มันจะเป็นไปได้ยังไงอ่ะขายได้ตั้ง2500

พอพี่เค้าคุยกันเสร็จแล้วเราก็เข้าไปถามต่อ

พี่เค้าบอกว่าให้ไปที่จุดที่2 (ตรงไหนจุดที่2อ่ะ)

ตรงที่เค้าเรียกบัตรคิวอ่ะ ให้เราแล้วก็เข้าไปตรวจเลือด จากนั้นก็ตามที่พี่เสื้อส้มไปเรื่อยๆ

เราก็เดินมารอเรียกคิว

ระหว่างรอก็เห็นคนที่นั่งรถเมล์มาด้วยกันด้วย เค้ามากับแฟนมั้ง

ที่จำได้เพราะเห็นว่าทรงผมเค้าตั้งใจเซ็ตมากๆ แล้วเค้าก็ลงรถก่อนเราป้ายนึงด้วย

เรารู้ว่าเค้าจำเราไม่ได้หรอก เพราะว่าเรานั่งหลังเค้า ^-^

นั่งรอเรียกคิวประมาณ5นาทีเองมั้ง อยากจะบอกว่าเร็วมาก

เราเข้าห้องหมายเลข3

ด่านแรกวัดความดันก่อน เจ้าหน้าที่ด่านนี้ก็ถามนะว่าเมื่อคืนนอนดึกรึเปล่า

เราควรจะบอกว่าไงดีอ่ะ

นอนตีสอง แต่ตื่นแปดโมง นับรวมแล้วมันก็ครบหกชั่วโมงนะ

เราก็เลยบอกว่านอนไม่ดึก มันก็คือนอนพอนั่นเอง

เรานอนแบบนี้ทุกวันนั่นแหล่ะ ไม่ได้อดนอนเลยนะ นอนเต็มอิ่มเกินพอซะด้วยซ้ำ

จากนั้นก็เดินไปปต่อแถวเพื่อตรวจเลือด

แต่โดนเจ้าหน้าที่อีกคนฉุดไปตรวจอีกทีนึงมาเจาะเลือดตรวจดูความเข้มของเลือด ปรากฏว่าผ่านด้วย

มันแน่นอนอยู่แล้ว เตรียมตัวมาอย่างดี เตรียมตัวเป็นปีเชียวนะ

เพราะว่าคราวที่แล้วเลือดค่อนข้างจาง มีเหล็กแค่12.4เอง โดนเจ้าหน้าที่ทักว่าระวังเป็นทาลัสซิเมียนะ ให้เราไป

ตรวจซะ

ก่อนหน้านั้นก็ 8.1 กับ 9.1

นับว่าคราวนี้ได้ทำบุญสมใจซักที

เราคุยกับเจ้าหน้าที่คนนั้นนานมากเพราะว่าไม่มีคนรอต่อแถว เค้ารำคาญรึเปล่าไม่รู้ แต่เราถามแหลก555 หลัง

จากข้องใจมานานมาก

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ไล่ให้ไปดื่มน้ำเยอะๆก่อนบริจาคเลือด

เราก็นึกว่าน้ำมันจะเย็น ซึ่งไม่ได้มีความเย็นซักนิด ป้ายบอกให้ดื่ม4-5แก้ว เราก็ดื่มแหลกเลย รู้สึกหิวน้ำเหมือนกัน

แล้วก็ไปที่จุดที่3 จุดลงทะเบียนผู้บริจาคโลหิตมั้งจำไม่ค่อยได้

แต่ที่จำได้คือ เราได้บัตรมาด้วย ว้าวๆบัตรสีทองสวยมากเลย

จากนั้นก็ไปที่จุด4 อยู่ชั้นสอง

เมื่อขึ้นมาแล้วก็จะเดินไปหาพี่เสื้อส้ม

แต่เจอแม่บ้านทักให้ไปกดบัตรคิวก่อน ไม่งั้นเดี๋ยวจะรอคิวนาน (ขอบคุณมากนะคะคุณแม่บ้าน^O^)

รอคิวนานพอสมควรนะ แต่ก็ไม่นานมากประมาณ10นาที

พอเรียกคิวแล้วเราก็ต้องเข้าไปรออีก เพราะว่าเราบริจาคแขนซ้าย

เราจะไม่บริจาคแขนขวาเด็ดขาด เดี๋ยมันจะใช้งานไม่สะดวก รอนานก็ยอม

ระหว่างรอก็มองไปเรื่อยๆพบว่าที่นี่เตียงสูงมาก แล้วเราจะขึ้นยังไง จะให้เราปีนขึ้นไปรึ?

แล้วก็ถึงคิวเรา เราได้เตียงมุมสุดเลย แอร์ลงตรงนั้นพอดีด้วย(ได้ยินเจ้าหน้าที่พูดกัน) ตรงนี้เย็นดีจัง^-^

มาถึงตอนขึ้นเตียงก็ถึงบางอ้อว่าเค้าขึ้นกันเตียงยังไง

ก็เตียงเค้าไม่ได้เรียบอ่ะ ตรงกลางมันยุบลงไปเป็นตัววี ไว้ให้หย่อนก้นลงไปแล้วตวัดขาขึ้นเตียง

นอนๆไปแล้วก็สบายเหมือนกันนะ (เหมือนนอนเตียงที่บ้าน อันนั้นมันหนักตัวก็เลยยุบลงไป)

เมื่อเจ้าหน้าที่จะทำการแทงเข็มลงแขนเรา เค้าต้องเอาสายยางมามัดต้นแขนก่อน

เราก็ลืมไปว่าเราใส่เสื้อถกแขนลำบาก แต่ก็ถกแป๊บเดียวเท่านั้นแหล่ะ

ยิ่งตอนเค้าจะเอาเข็มแทงเข้ามา เรานี่หลับตาเลยอ่ะ ไม่อยากมอง มันเสียว

ตอนแทงเค้าก็ถามนะว่าเจ็บมั้ย

เราเกือบหลับแล้วล่ะ แทงไม่เสร็จซะที

รู้สึกเจ็บนิดเดียวเองนะ ไม่เหมือนตอนฉีดยา มันเจ็บกว่ากันเยอะ เราก็เลยชอบบริจาคเลือดไง เพราะว่ามันไม่เจ็บตัว

แล้วก็นอนรอเลือดชั่วออกจากตัวประมาณ300ซีซี (หวังว่าน้ำหนักคงจะลดลง)

เราว่าคนกรุ๊ปเลือดABค่อนข้างหายากนะ แต่ว่าคนที่นอนเตียงข้างๆเราเค้าก็ABล่ะ

ดูหน้าตาแล้วไม่น่าจะใจบุญแบบนี้^-^

พอเลือดชั่วอออกครบตามที่กำหนดไว้ ก็ถึงเวลาที่จะต้องเอาเข็มออก

เราก็หันหน้าหนีไม่ดูอีกตามเคย (ก็บอกแล้วว่ามันเสียว)

ตอนที่เค้าเอาเข็มออกจากแขนเราไม่รู้เรื่องเลยอ่ะ มือเบามาก

แล้วก็นอนปรับตัวแป๊บนึง เดี๋ยววูบเป็นลมไม่มีใครช่วย

แนะนำให้นับ 1 ถึง 300  มันคงมากไปมั้ง แต่เรานับแบบนี้ตลอด มันนานดีแล้วรู้สึกว่ามีจุดหมาย

จริงๆเราก็ไม่เป็นไรหรอก เอาเลือดออกแล้งเราก็ลุกได้เลย แต่ป้องกันไว้ก่อนดีกว่า

นับถึงประมาณ 250 เจ้าหน้าที่ก็มาถามแล้วล่ะ สงสัยเราคงนอนนานไปจริงๆ

แต่เมื่อเจ้าหน้าที่มาถามก็แสดงว่าเราโอเคแล้ว เราก็เลยลุกจากเตียง

ต่อมาก็ไปที่จุดที่5 ห้องพักอะไรซักอย่างนี่แหล่ะ

ที่นี่มีขนมปังไส้ถั่วแดง(ยี่ห้ออะไรไม่รู้จำไม่ได้) โอวัลตินกล่องนึง(แช่เย็นด้วย) น้ำเปล่าแก้วนึง(ไม่ได้มี

ความเย็นเลย)

เราตั้งใจจะมากินโดโซะ กับน้ำแดงเฮลสบลูบอยนะเนี่ย ทำไมที่นี่ไม่เหมือนกับข้างนอกอ่า

ส่วนพลาสเตอร์ปิดแผลก็ต้องไปขอก่อนออกจากห้องนี้เอง

เจ้าหน้าที่ตรงจุดนั้นเค้าชวนให้ทำบุญ100บาทมั้ง แต่เราไม่มีตังค์อ่ะ ขอโทษนะคะ >_<

เป็นอันทำการบริจาคเลือดเสร็จครบทุกขั้นตอนแล้ว

เราก็เดินกลับไปหาพี่เสื้อส้มที่จุดลงทะเบียน

ทำให้รู้ว่าโปสการ์ดอันที่ได้มาตอนแรก เราต้องไปตามล่าให้พี่เสื้อส้มประทับตรา

แต่พี่ๆเค้าใจดีประทับตราให้ตรงนั้นหมดเลย

เพราะว่าเห็นผ้าปิดแผลที่เจาะเลือดมาแล้ว

เค้าก็ให้เซ็นชื่อรับของ เพื่อรอพี่เค้าจัดของใส่ถุงให้

เท่าที่เราสังเกตดู มีคนแจ้งชื่อไว้เยอะเหมือนกัน แต่เหมือนบริจาคได้แค่ไม่กี่คน เลือดจางค่อนข้างเยอะ

มีคนมาลงชื่อแค่ไม่กี่คนเอง สงสัยยังไม่มามั้ง ก็เรามาตรงเวลาเลยอ่ะ^-^

เสร็จแล้วพี่เค้าก็ยื่นถุงมาให้เราเช็คว่าได้ของครบมั้ย

ของที่ได้ก็มีแม็กเน็ตWe Are Jamsai, การ์ด16ใบของenter

แล้วก็Gift Setที่ได้หลังจากบริจาคเลือดก็มีเพียบเลย

- ที่คั่นจากงานValentine Design of Love (ที่รู้เพราะว่าป้ายที่ซองแก้วยังติดไว้อยู่เลย)
- โปสกุง5ใบ (จริงๆต้องได้4ใบ แต่เราได้ซ้ำมาใบนึง)
- ที่คั่นหัวใจ (เราได้มาเป็นอันที่สองแล้ว เราได้มาตั้งแต่ของขวัญWe Are Jamsaiเมื่อตอนสิ้นปี)
- สมุดJamsai Lovely Reader
- ส.ค.ส.Happy New 366 Day (ของปีที่แล้ว)

เสร็จแล้วพี่เค้าให้เราไปหยิบหนังสือฟรีเล่มนึงตรงจุด3ตรงที่ตรวจสอบความถูกต้องก่อนขึ้นไปบริจาคเลือดอ่ะ (

ตอนแรกก็นึกว่าหยิบไม่ได้ซะอีก คิดว่าเอามาขาย)

เลือกไม่ถูกเลยแฮะ อยากได้หมดเลยได้มั้ยอ่า555

ใจจริงอยากหยิบภูชิดดาวเรารักกันนะ แต่ไม่แน่ใจว่าเราซื้อไปรึยังอ่ะ

ก็เลยได้เรื่องดอกไม้เล่าเรื่องกลับมา

พี่เค้าเอาหนังสือที่เราเลือกไปขีดไว้ที่สันหนังสือด้วย เราห้ามพี่เค้าไม่ทันไม่อยากให้ขีด

เหมือนจะมีอะไรสอดไว้ในเล่มด้วยก็เลยเปิดดู

เจอทีคั่นยิ่งเกลียด(เธอ)ยิ่งเจอรักด้วยล่ะ มีทั้งแนวตั้งและแนวนอน ที่คั่นแอบหายากนะเนี่ย(มั้ง)

แล้วก็มีโปสการ์ดด้วยล่ะ ลายวัวพันหลักรักพันใจ

ถึงจะได้มาซ้ำ แต่แค่นี้ก็ดีใจแล้ว^O^

เสร็จซักทีกับภารกิจบริจาคเลือดกับแจ่มใส

เดินออกมาที่หน้าตึก เราวิ่งไปขึ้นรถที่เค้าบริการไว้ไม่ทันอ่ะ

ก็เลยลองยืนรอซักแป๊บ เค้าก็ไม่กลับมารับอ่า สงสัยไปกินข้าวมั้ง ก็เลยต้องเดินออกมาเอง

เราใช้เวลาอยู่ในนี้แค่ชั่วโมงเดียวเอง เร็วมาก

คิดไว้แล้วล่ะว่าจะเดินไปลิโด้ เพื่อไปตามเก็บเข็มกลัดคู่รักลายพี่เนย

แต่ระยะทางมันไกลพอสมควรนะเนี่ย แล้วเพิ่งบริจาคเลือดมาด้วย เราจะเดินไหวมั้ย

เราคิดยังไงไม่รู้ล่ะ สุดท้ายเราก็เดินมาเรื่อยๆ

ไม่มีอาการหน้ามืดแต่อย่างใด (ฉันเป็นหญิงถึก)

เดินนานเท่าไหร่ไม่รู้ แต่เดินไปเรื่อยๆก็เพลินดีนะ ก็เคยเดินมาทีนึงแล้วล่ะ ก็ตอนที่มาจามจุรีแสควนั่นแหล่ะ แต่คน

ละเส้นทาง มันขนานกันพอดี

กะว่าจะได้เดินหาร้านสุกี้แคนตั้นด้วย เพราะว่าที่ซีคอนมันเจ๊งไป จะให้พ่อพามากิน^O^ แต่เราเจอแต่โคคาสุกี้อ่ะ

มันไม่ใช่ร้านนี้ เอ๊ะ!หรือว่ามันเจ๊งไปแล้ว ไม่เห็นเจอเลย

มาถึงลิโด้ก็เดินเข้าไปถามเข็มกลัดกับพี่พนักงานเลย ยังมีอยู่ค่ะพี่น้อง มันจะทิ่มตาอยู่แล้วนั่น (ขอโทษนะคะ หนูสาย

ตาสั้น มองไม่เห็น)

ได้เซ็นgossipมาครบ3เล่ม แล้วก็พันธสัญญาปริศนาของหัวใจ

จริงเราจะเอาLove recipeรักนี้หวานกว่าน้ำตาลอ่ะ

แต่ว่าคำนวณราคาแล้วมันขาดไป50สตางค์ กลัวเค้าไม่ให้ ไม่อยากหน้าแตก

สุดท้ายเราก็เลยต้องจ่าย508.50บาท

ได้ที่คั่นมา8ลาย ลายใหม่ๆทั้งนั้นเลยมั้ง แต่ที่แน่ๆเป็นลายที่เรายังไม่มี

แล้วก็ได้โปสการ์ดรักแม่มา2ใบ

และเข็มกลัดButter Caf? 2 ลายครบทั้งชายและหญิง

เสร็จแล้วก็ไปเดินเล่นที่พารากอน

ที่นั่นเค้ามีงานHobby Maniaที่ชั้น2 โซนLife Style

กะว่าจะมาหาคนสอนถักตุ๊กตาซักหน่อย

เมื่อขึ้นมาแล้วก็พบกับความเงียบ เงียบจริงๆนะ บอกตรงๆว่าไม่เคยมางานแบบนี้

เมื่อครั้งที่มางานมีตติ้งของPinn อันนั้นเราค่อนข้างชอบนะ ดูมันวุ่นวายดี

แต่งานนี้มันเงียบซะจนน่ากลัว ไม่อยากจะเชื่อว่าเราอยู่ที่พารากอน

คนน้อยมากๆ น้อยจริงๆ มีแต่คนขาย

ก็เลยได้แต่เดินดู อยากจะหาคนสอนถักตุ๊กตาก็ไม่กล้าเข้าไปถาม

เพราะดูเหมือนที่นี่เค้าจะให้ซื้อของก่อนแล้วค่อยสอนอ่ะ

เรากะว่าจะมาเรียนฟรีเลย (สงสัยของฟรีจะไม่มีในโลก)

ไม่อยากซื้อของในนี้ มันแพงมาก แต่เห็นเข็มโครเชตแล้วก็น่าซื้อนะ แค่59บาทเอง เบอร์ใหญ่นิดนึง

ไม่รู้ว่ามันถูก หรือว่าเรามีปัญญาจ่ายก็ไม่รู้ แต่ถ้าซ์อกลับไป เราก็ต้องจ่ายเงินเองน่ะสิ ยิ่งไม่มีเงินอยู่

ก็เลยได้แค่เดินจับดูแล้วก็ผ่านไป

ขากลับก็ต้องไปขึ้นรถที่พันทิพย์อีก เดินอีกไกลมากๆ จากพารากอนไปพันทิพย์

แต่ขอแวะCentral Worldหน่อยเถอะ อยากมาดูร้านนายอินทร์ที่นี่

เดินมันต้องแต่ชั้น4 รู้มาว่าร้านนายอินทร์อยู่ชั้น4 แต่ตรงไหนไม่รู้

เดินหาถึงชั้น7แล้วเริ่มท้อแล้วล่ะ หาไม่เจอ สุดท้ายก็ต้องถามยามในนั้น ถามเสร็จก็นั่งพัก เหนื่อยมากอ่ะ

ไม่รู้ว่าเป็นผลมาจากการบริจาคเลือดรึเปล่า รู้สึกวูบๆ

หายแล้วก็มาที่ร้านนายอินทร์ตามที่ถามยามไว้ ที่นี่กว้างเหมือนกัน ร้านก็น่ารัก น่านั่ง แต่ถ้านั่งคงต้องสั่งอะไรกิน

ในนี้แน่ๆ แล้วมันต้องเสียเงิน เราจะไม่เสียเงินที่นี่เด็ดขาด

มองๆไปที่เคาน์เตอร์ก็มีที่คั่นให้หยิบเองด้วยมั้ง แต่คงต้องซื้อหนังสือก่อน ถ้าไม่ซ์อแล้วหน้าด้านไปหยิบ พนักงานคง

ด่าเราด้วยสายตา -_-

ก่อนกลับก็แวะไปร้านpinn shopซะหน่อย คนเยอะเหมือนกัน เราได้แต่เดินผ่าน ไม่กล้าเดินเข้าไป ไม่งั้น

ต้องเสียเงินซื้อของแน่ๆ

พอแล้วดีกว่า เมื่อยขามากมาย

ขึ้นรถเมล์ก็ไม่ได้นั่งอีก ยืนตลอดทาง พอลงทางด่วนแล้วเราเริ่มรู้สึกว่าเมารถอ่ะ อยากอ๊วกแล้ว

อีกสามป้ายก็ถึงแล้ว อดทนไว้

เมื่อเหลืออีกหนึ่งป้ายเราก็ได้นั่ง ค่อยยังชั่วหน่อย

นั่งไม่ได้นานก็ต้องลงแล้ว อาการมันก็กลับมากำเริบอีกครั้ง

อยากเอาออกมากๆเลย

พอถึงบ้านเท่านั้นแหล่ะ อาการเหล่านั้นก็หาย สบายดีเหมือนเดิม

รู้สึกเหมือนโดนร่างกายกลั่นแกล้ง ประมาณว่าฉันเหนื่อยทำไมหล่อนยังเดินอยู่ประมาณนั้น

ก็แหม...นานๆทีจะได้ออกมาข้างนอกก็เลยเริงร่าไปหน่อย


ถ้าว่างๆไม่มีอะไรทำก็ชวนกันไปบริจาคเลือดกันเถอะ ถือซะว่าเอาเลือดชั่วออกจากตัว




**ส่วนภาพของที่ได้มา เดี๋ยวถ่ายรูปเสร็จแล้วจะมาโพสให้ดูนะคะ

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น