คัดลอกลิงก์เเล้ว

แด๊ดดี้ของปีเตอร์

โดย Care1998

มันทำให้พ่อผมตาย ผมเกลียดมัน ผมไม่อยากอยู่กับมัน ไอ้สตีเฟ่น ไอ้คนเฮงซวย

ยอดวิวรวม

102

ยอดวิวเดือนนี้

20

ยอดวิวรวม


102

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


3
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  27 ก.ย. 62 / 20:39 น.
นิยาย 괴ͧ แด๊ดดี้ของปีเตอร์ | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เรื่องนี้เป็นแนวครอบครัวเน้นดราม่า จะยาวหน่อยเพราะเป็นตอนเดียวจบ ตามนี้เลย


“สตีเฟ่น นายต้องสัญญากับฉันนะว่า นายจะดูแลปีเตอร์แทนฉัน เขาเป็นลูกคนเดียวของฉัน นายต้องปกป้องเขา ดูแลเขา ฉันคงไม่มีโอกาศได้ดูแล ฝากเด็กคนนี้ด้วย....”

“ผมสัญญา”

“พ่อขอโทษ”

“ไม่ พ่ออออออ!!!”

“โทนี่!! คุณตื่นขึ้นมาก่อนได้โปรด”

“สตีเฟ่น! นายทำพ่อฉันตาย ฉันเกลียดแก!”


ตัวละคร


Stephen Strange / สตีเฟ่น สเตรนจ์

หมอศัลยกรรมประสาทและเป็นจอมเวทย์

เป็นคนรักของโทนี่แต่ยังไม่ได้แต่งงานกันด้วยเหตุผลบางอย่าง จึงเป็นสถานะแค่ แฟน เท่านั้น

และก็กลายเป็นแด๊ดดี้ของปีเตอร์




Tony Stark / โทนี่ สตาร์ค

หนุ่มเศรษฐีอัจฉริยะไอรอนแมน เคยแต่งงานมีสามีเก่าจนเลิกหย่าล้างกันไป

อุปการะเลี้ยงดูเด็กจากบ้านกำพร้าที่ชื่อว่า ปีเตอร์ ด้วยเหตุผลว่าถูกชะตาและมีความคล้ายเขาตั้งแต่เด็ก

ได้พบรักครั้งใหม่กับคุณหมอ ชื่อว่า สตีเฟ่น แต่ทั้งคู่ไม่ได้แต่งงานกัน




Peter parker / ปีเตอร์ พาร์คเกอร์

เป็นเด็กกำพร้า แต่ถูกอุปการะเลี้ยงจากเศรษฐีไปตั้งแต่เด็ก

กลายเป็นสไปเดอร์แมนเพราะโทนี่ผลิตชุดให้เพราะเห็นชอบเลี้ยงแมงมุม

มีแฟนเป็นรุ่นพี่ที่โรงเรียน

เขาเกลียดแฟนใหม่ของพ่อตัวเองมาก




Terio / เทริโอ

รุ่นพี่ที่โรงเรียนเดียวกับปีเตอร์และเป็นแฟนหนุ่มของปีเตอร์ คอยดูแลปีเตอร์ ยามที่ปีเตอร์มีปัญหาครอบครัว

เคยทำงานในบริษัทของพ่อปีเตอร์




Christine Palmer / คริสทีน พาล์เมอร์

พยาบาลสาวที่ทำงานเดียวกับสตีเฟ่นและยังเป็นเพื่อนสนิทของสตีเฟ่น รู้เรื่องทุกอย่างสตีเฟ่นเพราะสตีเฟ่นมาปรึกษาเขา

คอยช่วยเหลือทุกอย่าง




อยากรู้ว่าเรื่องเป็นยังไง เชิญอ่านได้เลยจร้า

เอ็นจอยรี้ดดิ้งจร้า

เนื้อเรื่อง อัปเดต 27 ก.ย. 62 / 20:39


Title: แด๊ดดี้ของปีเตอร์

Pairing: Doctor Stephen Strange & Peter parker


<><><><><><><><><><><><><><><>


“สตีเฟ่น นายต้องสัญญากับฉันนะว่า นายจะดูแลปีเตอร์แทนฉัน เขาเป็นลูกคนเดียวของฉัน นายต้องปกป้องเขา ดูแลเขา ฉันคงไม่มีโอกาศได้ดูแล ฝากเด็กคนนี้ด้วย....”


“ผมสัญญา”


“พ่อ!!!!!”


ตั้งแต่โทนี่เสียไป ปีเตอร์ลูกบุญธรรมก็ได้อุปการะคุณจากสตีเฟ่นแฟนของโทนี่เพียงคนเดียวที่เขาสามารถไว้วางใจได้ เพราะโทนี่เชื่อใจว่าสตีเฟ่นจะสามารถดูแลปีเตอร์ได้ดีกว่าเขา เหมือนตอนที่พวกเขาคบกับได้มานานหลายปีแต่ปีเตอร์ไม่ชอบสตีเฟ่นเอามากๆ

เรื่องมีอยู่ว่าปีเตอร์ เขาโตในการเลี้ยงดูแลของสตีฟแฟนเก่าของโทนี่ตั้งแต่เล็ก พวกเขาสนิทกันมาก แต่ก็เลี้ยงได้ไม่กี่ปีก็เลิกกัน เนื่องจากสตีฟแอบไปมีคนใหม่แล้วโดนโทนี่จับได้และหย่าร้างกันในที่สุด ตอนนั้นโทนี่เสียใจมาก ส่วนปีเตอร์ก็เสียใจอยู่เหมือนกัน เขาจึงสัญญากับตัวเองว่าถ้าใครคิดจะมาคบกับพ่อของเขา ต้องไม่ทำให้พ่อของเขาเสียใจแบบนี้ จนโทนี่ได้มาพบรักครั้งใหม่กับคุณหมอที่ชื่อว่า สตีเฟ่น สเตรนจ์ หมอศัลยกรรมประสาทมือหนึ่งของโรงพยาบาล คบกันได้อยู่ 2ปี แล้วอยู่ๆสตีเฟ่นก็หายไป ขาดการติดต่อไป ติดต่อไปก็ไม่ได้ ตอนนั้นทำให้โทนี่ก็คิดว่า สตีเฟ่นคงหนีไปอยู่กับคนอื่น แบบเดียวกับสตีฟและนั้นก็ทำให้ปีเตอร์ไม่ชอบสตีเฟ่นเลย หลังจากนั้นได้2ปี สตีเฟ่นกลับมาหาโทนี่ เขาเล่าทุกอย่างในระยะ2ปีว่าเขาเกิดอุบัติเหตุแล้วเขาก็ไปรักษาตัวที่เนปาล แน่นนอนว่า โทนี่ใจอ่อนอีกครั้งแต่ปีเตอร์ไม่ใจอ่อนตามเหมือนพ่อเขาด้วย เขาได้แต่อยู่ห่างๆสตีเฟ่น ส่วนสตีเฟ่นก็เข้าใจว่าปีเตอร์โกรธเกลียดเขา สตีเฟ่ก็นพยายามเข้าหาปีเตอร์โดยการพาไปเที่ยวบ้าง สอนการบ้านบ้าง พาไปกินนู้นกินนี่ ซื้อของขวัญมาเซอร์ไพรส์วันเกิด จนปีเตอร์เริ่มใจอ่อนว่า สตีเฟ่นเป็นคนดีพอจะไม่ทำให้เขาโกรธเป็นครั้งที่2 แต่มันก็เกิดขึ้น

วันนั้น พวกเขา โทนี่ สตีเฟ่น และปีเตอร์ ไปสู้กับเอเลี่ยนนอกโลก ตอนนั้น พวกเขาสู้อย่างเอาเป็นเอาตาย และสตีเฟ่นกำลังโดนยิงจากด้านหลังโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ โทนี่เห็นดังนั้นจึงพุ่งตัวเข้าไปรับไว้แทน และปีเตอร์ก็เห็น เขาก็รีบเข้าไปดูโทนี่ทันที

“ไม่ๆ โทนี่ อดทนไว้ก่อน” สตีเฟ่นร่ายเวทมนต์ออกมาเพื่อรักษาคนที่เจ็บ แต่โทนี่กลับปฏิเสธมัน

“อย่าสตีเฟ่น ฉันคงไม่รอด”

“พ่อ....”

“ไง ปีเตอร์”

“พ่อ อย่าเป็นไรนะ ฮือ”

“สตีเฟ่น” โทนี่จับมือสตีเฟ่นแน่น

“สตีเฟ่น นายต้องสัญญากับฉันนะว่า นายจะดูแลปีเตอร์แทนฉัน เขาเป็นลูกคนเดียวของฉัน นายต้องปกป้องเขา ดูแลเขา ฉันคงไม่มีโอกาศได้ดูแล ฝากเด็กคนนี้ด้วย....”

“ผมสัญญา” โทนี่ยิ้มให้กับสตีเฟ่นก่อนจะหันไปยิ้มกับปีเตอร์

“พ่อขอโทษ” สิ้นเสียงโทนี่ก็หลับตาลงและสิ้นใจ

“ไม่ พ่ออออออ!!!”

“โทนี่!! คุณตื่นขึ้นมาก่อนได้โปรด”

.

“สตีเฟ่น! นายทำพ่อฉันตาย ฉันเกลียดแก!”

.

.

.

หลังจากเหตุการณ์นั้น แม้สตีเฟ่นกับปีเตอร์จะอยู่ด้วยกันแต่พวกเขาแทบไม่ได้คุยกันเลย มีแต่ความเงียบมาปกคลุมสองคนนี้ตลอด แต่สตีเฟ่นก็ทำหน้าที่พ่อแทนโทนี่ไม่ตกบกพร่องเพราะเขาทำตามสัญญาของโทนี่ไว้ว่าจะดูแลและปกป้องปีเตอร์

สตีเฟ่นรู้ดีว่าการตายของโทนี่เป็นความผิดของเขาเต็มๆ เขาได้โทษตัวเองอยู่ตลอด เขาไม่กล้าพอที่จะปริปากคุยกับปีเตอร์เลย

เช้าวันต่อมา สตีเฟ่นทำหน้าที่ของตัวเองต่อ คือพาปีเตอร์ไปโรงเรียนและตัวเองก็ไปทำงานที่โรงพยาบาลต่อเพราะผ่านเส้นทางเดียวกัน

ทั้งคู่อยู่บนรถไร้การพูดคุยมีแต่เพียงเสียงเครื่องปรับอากาศให้รถและเสียงเครื่องยนต์เท่านั้น

สตีเฟ่นเห็นว่าพวกเขาเงียบมานานเกินไปจึงกะว่าจะเปิดบทสนทนาขึ้น

“ปีเตอร์ เอ่อ....วันนี้ให้แด๊ดไปรับที่โรงเรียนมั้ย”

“แด๊ดหรอ กล้าเรียกตัวเองว่าแด๊ดหรอ ยังไม่ได้เป็นอะไรกับพ่อผม ยังไม่ได้แต่งงานกันเลย ยังกล้าเรียกตัวเองว่าแด๊ด เหอะ ตลก!” ปีเตอร์พูดออกมาอย่างหัวเสียมากและเขาจะไม่มีวันเรียกสตีเฟ่นว่าแด๊ดแน่นอนเพราะสตีเฟ่นทำให้พ่อเขาตาย เขาเกลียกเข้าไส้

“นั้นสินะ...” สตีเฟ่นตอบกลับอย่างใจเย็น

“แล้วตกลงให้ไปรับตอนเลิกเรียนมั้ย”

“ไม่ต้อง พอดีงานที่โรงเรียนต่อ แล้วไม่มารับ กลับเองได้”

“อะอืม...จะกลับเมื่อไหร่ก็โทรมาฉันบอกละกัน”

“เออ!”

ทั้งคู่ก็ไม่ได้มีบทสนทนาต่อทำให้ความเงียบเข้ามาปกคลุมอีกครั้ง

สตีเฟ่นคงคิดได้ภายในใจว่า ปีเตอร์ยังโกรธเขาอยู่ ส่วนปีเตอร์ก็ภาวนาอยากให้ถึงโรงเรียนเร็วๆเพราะเขาไม่ชอบสถานการณ์แบบนี้อยู่กับคนที่ตัวเองเกลียด ไหนจะเงียบไม่พูดไม่จากัน มันน่าอึดอัดเอามากๆ

และแล้วรถคันหรูก็มาจอดอยู่หน้าประตูโรงเรียน

ปีเตอร์รีบสะพายกระเป๋าเป้ลงจากรถอย่างรวดเร็วไม่หันมามองสตีเฟ่นเหมือนเคย สตีเฟ่นได้แต่ถอนหายใจต่อแล้วขับไปที่ทำงานของตัวเองทันที มันเป็นแบบนี้ทุกวัน.....

จนวันหนึ่ง ปีเตอร์ได้รู้จักกับรุ่นพี่คนหนึ่ง ชื่อว่า”เทริโอ” เขาเข้ามาจีบปีเตอร์ และปีเตอร์ก็ยอมให้เขาจีบ จนกลายเป็นแฟนกันและแน่นอนว่าสตีเฟ่นไม่รู้เรื่องนี้เลย

ปีเตอร์กับแฟนหนุ่มไปเที่ยวอย่างสนุกสนานบางครั้งก็กลับบ้านมาดึกดื่นในช่วงที่สตีเฟ่นเข้าเวรตอนกลางคืนทุกครั้ง

“น้องพีทครับ”

“ว่าไงครับ”

“พี่อยากชวนน้องไปผับอ่ะ ไปได้มั้ย”

“ได้นะพี่ พอดีว่าคนที่กลับเขาไม่อยู่อะ”

“งั้น คืนนี้พี่ไปรับที่บ้านนะ”

“ได้พี่ แต่ขอตอนใกล้ๆ4ทุ่มละกันนะครับ พี่จะว่าอะไรมั้ยถ้าผมจะพาเพื่อนไปด้วยอะ”

“ได้ครับ ยิ่งมาเยอะยิ่งสนุก”

“งื้อ พี่เทของพีทน่ารักที่สุดเลยอ่า”

“คร๊าบ”

ณ ผับแห่งหนึ่ง

เหล่าเพื่อนของปีเตอร์ออกไปเต้นบริเวณหน้าดีเจแล้วปล่อยให้เทริโอและปีเตอร์อยู่ด้วยกัน

“พีท พอแล้วครับ ดื่มเยอะขนาดนี้เดี๋ยว คนที่บ้านจะดุเอานะ” เทริโอพยายามไม่ให้ปีเตอร์ดื่มเกินไปและไม่ยอมวางแก้วลงด้วย

“ช่างแม่งหัวมันสิครับ”

“พีท ทำไมพูดอย่างนั้น พูดจาไม่เพราะเลย” เทริโอจับบ่าปีเตอร์ เขาจ้องมองปีเตอร์เข้าไปในดวงตาเศร้าสร้อยคู่น้อยนั้น

“มีอะไรพูดได้นะ พี่พร้อมฟัง” ปีเตอร์ได้ยินดังนั้นจึงวางแก้วลงแล้วหันมาจ้องมองเทริโอต่อ แล้วอยู่ปริปากพูดคุย

“พี่เทรู้ใช่มั้ยว่า พ่อผมนะตายไปแล้ว พ่อผมให้ไอ้คนที่ชื่อสตีเฟ่นมาดูแลผม อุปการะผม ทั้งๆที่เขาเป็นคนทำให้พ่อผมตายอะ”

“พีทใจเย็นๆนะ”

“พี่จะให้ผมเย็นได้ไงอะ ทุกวันนี้ผมโคตรทรมานอะ ไม่อยากคุยกับมัน เวลาที่เห็นหน้ามันผมโคตรเกลียดมัน ไม่อยากอยู่กับมันแล้ว ผมเกลียดมัน”

“พี่ว่าน้องเมาแล้วนะครับ”

“พี่เท ตอนนี้กี่โมงแล้ว”

“จะตี2แล้ว กลับบ้านเลยมั้ย เดี๋ยวพี่ไปส่ง”

“ไม่อะ ผมขอไปนอนบ้านพี่ได้มะ”

“จะดีหรอครับน้อง พี่ว่าน้องกลับบ้านน้องดีกว่านะ”

“พี่เท ผมขอนอนบ้านพี่นะๆ ผมไม่อยากกลับบ้านไปเจอไอ้นั้นอะ นะๆ”

“ก็ได้”

เทริโออาสาไปส่งเพื่อนของปีเตอร์แล้วก็พาปีเตอร์มานอนที่บ้านของเขา พอถึงบ้านของเทริโอ ปีเตอร์ขอนอนตรงโซฟาแต่เทริโอกลับปฏิเสธว่า เดี๋ยวตรงโซฟาให้เขานอนดีกว่า ส่วนปีเตอร์ก็นอนบนเตียงสะ แต่ปีเตอร์ก็ว่าไม่ได้อะไร เพราะเขาง่วงนอนเต็มทีแล้วก็หลับไปในเตียงนุ่ม

เช้าวันถัดมา สตีเฟ่นออกจากเวรมาด้วยความเหนื่อยล้า เขารีบกลับไปที่บ้านทันทีเนื่องจากเขาไม่ได้อยู่บ้านทั้งคืนและปีเตอร์ก็อยู่บ้านคนเดียว เขาเป็นห่วงปีเตอร์ เมื่อเขากลับมาถึงบ้าน แต่เขาไม่พบปีเตอร์อยู่ เขากระวนกระวายโทรหาปีเตอร์ โทรไปก็ไม่มีใครรับ สตีเฟ่นตัดสินใจเข้าฌานตามหาปีเตอร์แล้วก็พบว่าเขาไปอยู่บ้านเพื่อนและเมื่อสตีเฟ่นรู้เขาก็รีบไปหาปีเตอร์ด้วยความเป็นห่วงเสมือนว่าปีเตอร์กลายเป็นลูกแท้ๆของเขาไปแล้วแม้ว่าปีเตอร์ยังไม่ยอมรับเขาเป็นแด๊ดดี้ก็ตาม

ด้านปีเตอร์

ปีเตอร์ลืมตาขึ้นอย่างงัวเงียเพราะเสียงเรียกเข้ามือถืออยู่หลาย10สาย เขาจึงลุกขึ้นมาดูมือถือของตัวเองและก็โยงทิ้งไปอย่างน่าเบื่อ

“น้องพีท ตื่นแล้วหรอครับ” คนที่นอนอยู่โซฟาลุกขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเรียกเข้ามือถือของปีเตอร์

“ครับ ตื่นแล้ว ผมทำให้พี่ตื่นหรือป่าว” ปีเตอร์ถามอย่างรู้สึกผิด

“ไม่เลยครับ ว่าแต่ใครโทรหรอครับ”

“คนที่บ้านนั้นแหละ น่าเบื่อ”

“แล้วจะกลับบ้านเลยมั้ยเดี๋ยวพี่ไปส่ง”

“ก็ได้ครับ”

หลังจากที่ทั้งคู่จัดการธุระส่วนตัวเสร็จก็เดินไปที่ห้องโถ่งพร้อมกัน แต่ก็ต้องผงะเมื่อมีคนยื่นรออยู่ที่โซฟา

“ปีเตอร์ นายไม่อยู่บ้านทำไมไม่โทรบอกฉัน”

“แล้วทำไมผมต้องบอก”

“ปีเตอร์นายกลับบ้านไปกับฉันเดี๋ยวนี้”

“ผมไม่กลับ!”

“ปีเตอร์ อย่าให้ฉันบังคับ”

“ก็เอาซิ!”

“อย่ามาเก่งกับฉันปีเตอร์”

“พ่อก็ไม่ใช่ แด๊ดก็ไม่ใช่ ทำไมผมจะเก่งกับคุณไม่ได้”

“ปีเตอร์!”

“ทำไม! ตัดขาดกันตอนนี้เลยก็ได้นะ จะได้จบๆ ผมโคตรเบื่อและโคตรเกลียดเวลาที่ผมต้องมาอยู่กับคุณ เจอหน้าคุณ ทำไมผมต้องมาอยู่กับคนที่ทำให้พ่อผมตายด้วย! ผมโคตรเกลียดคุณ ไอ้สตีเฟ่น ไอ้คนเฮงซวย!” ปีเตอร์ตะคอกใส่

ผัวะ!!!!

เสียงฝ่ามือหนาตบลงฝ่าแก้มของปีเตอร์อย่างแรงจนแดงเป็นรอยตามฝ่ามือ

สตีเฟ่นตบหน้าปีเตอร์เพื่อให้ปีเตอร์มีสติเวลาพูด แต่เป็นเขาเองที่ควบคุมตัวเองไม่อยู่ เขาทำร้ายปีเตอร์ เขาทำให้ปีเตอร์เกลียดเขา โกรธเขา และเป็นเขาเองที่ทำให้พ่อของเขาตาย

“ป..ปีเตอร์ แด๊ด ขอโทษ” สตีเฟ่นกล่าวออกไปอย่างรู้สึกผิด เขาก้มลงมองมือสั่นๆที่ทำร้ายปีเตอร์ไปเมื่อกี้นี้

“ทีนี้พอใจคุณยัง” ปีเตอร์ขอบตาแดงมีน้ำใสออกมาจากแววตาเศร้าโศก

สตีเฟ่นเห็นปีเตอร์ร้องไห้เขายิ่งรู้สึกผิดไปกันใหญ่ เขาทำผิดสัญญาของโทนี่ เขาต้องดูแลลูกของโทนี่ไม่ใช่ทำร้ายเขา

“ปีเตอร์ ถ้านายโกรธเกลียดฉันมากล่ะก็ ฉันก็จะไปยกเลิกอุปการะการเลี้ยงดูนายแล้วให้คนอื่นดูแลแทน”สตีเฟ่นก้มหน้ากำมือสั่นของตัวเอง

“วันนี้คงสิ้นสุดหน้าที่ของการเป็นแด๊ดนายแล้ว ดูแลของเองด้วยล่ะกัน ขอให้โชคดี” สตีเฟ่นพูดจบ เขาก็เดินออกไป

ตอนนี้ปีเตอร์เริ่มได้สติของตัวเอง ถึงปีเตอร์ยังจะเกลียดสตีเฟ่นแต่การดูแลสตีเฟ่นไม่เคยขาดตกบกพร่องเลย ทั้งพาไปรับไปส่งที่โรงเรียน ทั้งให้เงินไปโรงเรียน พาไปกินข้าว ทั้งพาไปซื้อของ ทั้งซื้อเค้กมาเซอร์ไพรส์วันเกิด แม้เจ้าตัวจะทำตัวงี่เง่าเกลียดเขาก็ตาม แล้วถ้าพรุ่งนี้สตีเฟ่นไปยกเลิกการเป็นพ่อบุญธรรมเขาแล้วจะให้คนอื่นดูแล คนอื่นที่มาอุปการะต่อ พวกเขาจะดูแลดีเท่าสตีเฟ่นมั้ย

“น้องพีท นายโอเคมั้ย” เทริโอถาม จนทำให้ปีเตอร์หลุดภวังค์ความคิด

“ไม่ครับ” ปีเตอร์หันมายิ้ม ก่อนจะถามต่อ

“อ่อ พี่เทครับผมขออยู่บ้านที่นี่อีกสักคืนได้มั้ยครับ”

“ก็ได้ครับ”

.

.

.

.

.

วันถัดมา

ปีเตอร์และเทริโอมาถึงก่อนสตีเฟ่น พวกเขานั่งอยู่หน้าห้องโดยไร้วี่แววของอีกฝ่าย

“น้องพีท น้องโทรหาเขามั้ยครับ เพื่อเขาลืม” เทนิโอเปิดสนทนาขึ้น

“ไม่ต้องหรอกพี่ เขาเป็นคนพูดเองอย่างไงก็ต้องมา นั่นไงพูดถึงก็มา ตายยากซะจริง”

สตีเฟ่นเดินมาตรงหน้าห้องผ่านสองคนนั้นโดยไม่หันมองไม่ทักทายเลย

“เชิญสองคนนั่งตรงนี้เลยนะครับแล้วก็ขอให้กรอกข้อมูลตรงนี้ด้วยนะครับ”

ทั้งสตีเฟ่นและปีเตอร์กรอกข้อมูลครบถ้วนแล้วส่งก็คืนให้กับเจ้าหน้าที่

“ส่วนใบนี้เป็นใบเซ็นขอยกเลิกอุปการะนะครับ กรุณาให้สองคนนี้ เซ็นต์ชื่อตรงนี้ ถ้าเซ็นเสร็จแล้วทั้งคู่จะไม่ได้เป็นพ่อลูกแล้วนะครับ” เจ้าหน้าที่ยื่นใบให้กับทั้งสองคน

ปีเตอร์รับมาแล้วเซ็นต์อย่างรวดเร็วแล้วส่งคืน ส่วนสตีเฟ่นนั้นชะงักอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวในใจว่า ผมขอโทษนะ โทนี่ ผมรักษาสัญญาไว้ไม่ได้ แล้วสตีเฟ่นก็เซ็นชื่อลงไปในใบและส่งคืนให้กลับเจ้าหน้าที่

“เอาล่ะครับ ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ขอบคุณมากครับ ส่วนสมบัติของคุณโทนี่ต้องแบ่งตามพินัยกรรมคือทั้งคู่ได้ส่วนที่เท่ากันครับ”

“เอ่อ ไม่เป็นไรครับ ผมขอยกส่วนของผมให้ปีเตอร์แล้วกันครับ ผมไม่เอา” สตีเฟ่นพูดออกไปจนทำให้ปีเตอร์หันมามองเขา

“แล้วก็เรื่องบ้านที่ดินที่อยู่ปัจจุบันให้เด็กคนนี้หมดเลยละกันนะครับ มันไม่ได้เป็นของผม มันเป็นของพ่อเด็กคนนี้และผมเป็นคนนอก ผมควรส่งคืนให้กลับเจ้าของครับ”

“อ่า ได้ครับเดี๋ยวผมจัดให้กันนะครับ คุณเป็นคนดีจริงๆเลยนะครับ” เจ้าหน้าที่แซว

“ก็ไม่ได้เป็นขนาดนั้นนะครับ” สตีเฟ่นพูดกับเจ้าหน้าที่แล้วยิ้มออกมาหน่อยๆ โดยที่รู้ว่าปีเตอร์มองเขาอยู่

เรื่องทุกอย่างจบลงในวันนี้ทั้งคู่ต่างแยกย้ายทางใครทางมัน สตีเฟ่นย้ายข้าวของออกไปจากบ้านย้ายไปอยู่คอนโดที่เขาเคยซื้อไว้ก่อนมาอยู่กับโทนี่ เขาย้ายของออกไปตั้งแต่เมื่อคืนหลังจากที่เขาทะเลาะกับปีเตอร์ ส่วนปีเตอร์จึงกลับบ้านที่ตนเคยอยู่ ทุกสิ่งทุกอย่างของพ่อเขาและของเขาเองยังอยู่ครบเพียงแต่ของบางอย่างหายไป นั่นคือข้าวของสตีเฟ่นหายไป ห้องนอนที่เคยเป็นของสตีเฟ่นกลับมันโล่งออกไปมีแต่ห้องว่างเปล่าๆ

แต่ปีเตอร์ก็ไม่สนอะไร ผ่านไปหลายวันชีวิตของปีเตอร์เริ่มไม่มีชีวิตชีวาเนื่องจากเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างขาดหายไปมันไม่เหมือนเดิมเลยมันขาดหายไปไม่เติมเต็มชีวิตเขาเลย ถึงมีเทริโออยู่ด้วยแต่ก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย

“น้องพีทครับ เราไปเดินเล่นข้างนอกกันดูมั้ยครับ เพื่ออะไรๆจะดีขึ้น” เทริโอเปิดบทสนทนาขึ้น

“ก็ได้ครับ”

ทั้งคู่เดินอยู่ที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่งพวกเขาเดินไปเดินมาอยู่ที่สวน จนสัญญากันขโมยที่บ้านเข้ามือถือของปีเตอร์ ปีเตอร์รีบวิ่งกลับบ้านไปดูกลับเห็นว่ามีกลุ่มคนพยายามขโมยของ ของที่ของพ่อเขา มันกำลังขโมยข้อมูลแล็บของโทนี่ ปีเตอร์ชักใยออกมาต่อสู้ด้วยสัญชาตญาณของแมงมุม แต่พวกเขามีเยอะเกินไปไหนจะคนตัวใหญ่กว่าตัวเอง3-4เท่า อยู่ประมาณ5คนได้ ปีเตอร์เริ่มสู้ไม่ไหว ก่อนจะมีเสียงตบมือดังขึ้น

“ว้าว ดูสิ ปีเตอร์ พาร์คเกอร์”

“พี่เท!”

“ไงจ๊ะ น้องพีท หึ”

“ทำไม พี่เท ทำไม”

“มันเป็นแผนของฉันเอง ปีเตอร์ ที่ฉันเริ่มมาตีสนิทกับนายแล้วก็เริ่มจีบนายจนเราสองคนเป็นแฟนกัน ก็เพราะฉันต้องการสมบัติโทนี่ แล้วทุกอย่างเข้าข้างฉัน ทุกอย่างที่ฉันอยากได้มันอยู่ตรงนี้แล้ว ทั้งบ้าน ทั้งแล็บ ทั้งบริษัท อืม ดีจริงๆ”

“แก หลอกฉัน”

“ก็โง่เองเนอะ 5555” เทริโอหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ

ปีเตอร์เริ่มหัวเสียและโมโหอีกครั้ง เขาพุ่งเข้าต่อสู้เพื่อยิ่งของของพ่อเขาคืน แต่ไม่ได้ผลเพราะเขาพลาดโดนจับล็อคคอไว้คามือลูกสมุนยักษ์ใหญ่ของเทริโอ

แล้วมันเริ่มบีบคอจนปีเตอร์เริ่มหายใจไม่ออก ตอนนี้ในหัวของเขากำลังอ้อนวอนให้สตีเฟ่นมาช่วยเขาแต่เป็นไปได้น้อยที่จะมา เขาคิดผิด อยู่ๆปีเตอร์ก็หลุดออกจากมือ ร่างยักษ์ลอยขึ้นและโดนเหวี่ยงออกไป ปีเตอร์ทรุดร่างนั่งผิงกระจกอย่างอ่อนแรง เขามองเห็นบุคคลมาใหม่ที่คุ้นเคย คนที่เขาภาวนานามาช่วยแล้ว มาช่วยเขาแล้วจริงๆ

“อย่ามายุ่งกับปีเตอร์ลูกของฉัน อย่าหาว่าฉันไม่เตือน” สตีเฟ่นขู่ออกไป

ลูกหรอปีเตอร์คิดในใจ แววตาเขาเป็นประกายขึ้นมา แม้ว่าเขาเองไม่เคยเรียกสตีเฟ่นว่าแด๊ดเลยสักครั้ง ทั้งโกรธ ทั้งเกลียด ทั้งพูดจาไม่ดีใส่ สตีเฟ่นกลับเรียกเขาว่าลูก ทั้งที่เราก็เลิกเป็นพ่อ ลูกบุญธรรมเขาไปแล้ว

“เหอะ คิดว่าฉันกลัวหรอ จัดการมัน เอาให้ถึงตาย” เทริโอสั่งลูกน้องของตน

สตีเฟ่นสาดเวทย์ใส่ศัตรูแม้มีปีเตอร์เข้ามาช่วยแต่กลับโดนสตีเฟ่นห้าม

“นายไม่ต้องมายุ่ง!” สตีเฟ่นพูด

“ทำไมผมจะยุ่งไม่ได้ มันมาขโมยของพ่อผม ผมต้องปกป้อง” ปีเตอร์เถียงกลับ

“ฉันบอกว่าไม่ต้องมายุ่งเดี๋ยวฉันจัดการเอง!” สตีเฟ่นพูดกลับ

“ทำไม! ผมจะยุ่ง!” ปีเตอร์ตะคอกกลับ

“ฉันไม่อยากให้นายตายเหมือนพ่อนาย!” สตีเฟ่นพูดออกไปตรงๆ ปีเตอร์ชะงักหมายความว่าไงเขาไม่ต้องการให้ปีเตอร์ตายเหมือนพ่อเขาหรอทำไมเขาต้องดีกลับเราขนาดนี้ ทั้งๆที่เราทำตัวไม่ดีใส่เขาตลอด ปีเตอร์ได้แต่อ้ำอึ้งคำพูดทำให้เขาไม่ได้ระวังตัว

“หลบ ปีเตอร์” สตีเฟ่นกดหัวปีเตอร์ลงเพื่อหลบกระสุนปืน

“นายไปนั่งหลบหลังเคาเตอร์สะ โคล้กฝากดูแลปีเตอร์ด้วย” ผ้าคลุกที่เกาะบ่าสตีเฟ่นอยู่ก็ลอยออกมา ส่วนสตีเฟ่นหันไปจัดการกับศัตรูต่อ

“ฉันควรออกไปไม่ใช่ให้มาหลบ” ปีเตอร์พูดกับผ้าคลุกแต่โดนห้ามไว้

“ฉันต้องไปช่วยเขา ช่วยสตีเฟ่น เขาเอาคนเดียวไม่อยู่หรอก มันมีเยอะ ให้ฉันไปนะ เขาเป็นเพียงคนเดียวที่ฉันเหลืออยู่ ฉันจะไม่ยอมให้เขาเป็นอะไรไป ได้โปรด” ผ้าคลุกใจอ่อนยอมให้ปีเตอร์ไป แต่ก็คอยปกป้องปีเตอร์อยู่ห่างๆ

ปีเตอร์พ่นใยออกมาใส่กับศัตรูแล้วมัดรวมกันไว้กับเพดานห้องแล็บ เทริโอเห็นปีเตอร์ เขาก็ยิงลำแสงออกมาใส่ปีเตอร์ ปีเตอร์กระโดดหลบทันแต่เทริโอกะระยะที่ปีเตอร์กระโดดแล้วยิงสาดลำแสงใส่อีกครั้ง คราวนี้โดนปีเตอร์เต็มๆและเขากำลังหลุดจากใยตัวเองก่อนที่เทริโอจะยิงสาดลำแสงใส่กระจกให้แตกเพื่อให้มันพุ่งใส่ปีเตอร์อีกครั้ง ปีเตอร์เห็นดังนั้นเขาคิดว่าเขาคงไม่รอดแน่ และแล้วเขาก็ถูกผลักออกอย่างแรงเพื่อออกจากบริเวณนั้น

“โคล้กรับปีเตอร์ไว้ที” สตีเฟ่นหันมายิ้มให้ปีเตอร์

ปีเตอร์เห็นว่าตอนที่ตัวเองถูกผลักนั้น เขาสังเกตเห็นว่าแขนของสตีเฟ่นโดนกระจกเสียบแทงไว้ข้างหนึ่ง และเขาเห็นว่ากระจกอีกมากมายกำลังพุ่งมาที่สตีเฟ่น แต่สตีเฟ่นได้แต่ยิ้มให้ เขาและสตีเฟ่นกระแทกลงพื้นอย่างแรง ยังดีที่ปีเตอร์มีเจ้าผ้าคลุมรองรับไว้แต่สตีเฟ่นไม่มี และนั้นทำให้ปีเตอร์เห็นภาพเหตุการณ์ตอนที่พ่อเขามาช่วยสตีเฟ่น แบบเดียวกับที่สตีเฟ่นช่วยเขา สตีเฟ่นไม่ได้ทำให้พ่อเขาตาย พ่อเขาจงใจช่วยสตีเฟ่น สตีเฟ่นไม่ได้ผิดอะไรเลย ปีเตอร์เริ่มตาสว่างขึ้นมา

ปีเตอร์รีบดันตัวเองลุกขึ้นแล้วรีบไปหาร่างที่นอนคว่ำหมดสติอยู่

ปีเตอร์เห็นสภาพสตีเฟ่นคือมีแต่เศษกระจกมากมายทะลุเข้าไปในร่างเขาแล้วมีเลือดไหลออกมา

“สตีเฟ่น! แข็งใจไว้นะ นายจะทิ้งฉันไว้แบบนี้ไม่ได้ ฉันยังไม่ได้เรียกนายว่าแด๊ดเลย” ปีเตอร์พูดกับสตีเฟ่น กลัวว่าคนที่นอนอยู่นั่นจะหายไป

“ยอมเรียกแด๊ดแล้วหรอ” สตีเฟ่นพูดกับเขาอย่างอ่อนแรง

“อยู่ตรงนี้นะเดี๋ยวผมมา รอผมนะ” ปีเตอร์พูดแล้วเขาก็มองไปเหล่าศัตรู เขาโกรธที่กล้าทำกับคนที่เลี้ยงดูเขาเจ็บปานตาย

“นายต้องชดใช้ เทริโอ!” ปีเตอร์ใช้ความเป็นสัญชาตญาณอีกครั้งแต่คราวพละกำลังมหาศาลกลับมาจนทำให้ปีเตอร์สามารถสู้ได้อย่างง่ายดายด้วยที่ตัวเองเพิ่งรู้ว่าตัวเองมีเซนส์ของแมงมุม

ปีเตอร์จัดการก็เหล่าศัตรูภายในไม่ถึง5นาที ก็มาสามารถจับมัดรวมเป็นกองใหญ่ พร้อมกับเทริโอและเขาก็โทรไปหานิกทันที เพื่อมารับตัวคนร้ายไปจัดการแทน

หลังจากโทรเสร็จปีเตอร์รีบไปดูอาการสตีเฟ่นต่อ

“สตีเฟ่น สตีเฟ่น แด๊ด!” ปีเตอร์เรียกชื่อ กะว่าให้คนที่นอนอยู่ตื่น

“ไง” สตีเฟ่นขานรับแต่ไม่ได้ลืมตาขึ้นมา

“ไปโรงพยาบาล เดี๋ยวผมพาไป อดทนหน่อย” ปีเตอร์ไม่รอช้ารีบอุ้มสตีเฟ่นขึ้นโดยมีผ้าคลุมช่วยอีกแรง

“อึก....เจ็บ” สตีเฟ่นอุทานออกเมื่อเขาเริ่มขยับตัว

“ผ้าคลุม นายช่วยกดแผลไว้ให้แด๊ดหน่อย”

“แด๊ด! เปิดประตูมิติไหวมั้ย”

“ไหว” สตีเฟ่นเปิดประตูมิติแล้วไปโผล่อยู่ที่โรงพยาบาล

“..ร..เรียก..คริสทีน..เธอรู้” สตีเฟ่นพูดอย่างอ่อนแรงและเขากำลังจะหลับ

“คริสทีนนนน” ปีเตอร์เรียกออกไปไม่นาน เจ้าของชื่อก็มาหาทันที

“เกิดอะไรขึ้น สตีเฟ่น สตีเฟ่น”

“เขากำลังแย่ ตอนนี้ไม่เวลาแล้ว พาไปห้องฉุกเฉินด่วนเลยครับ” ปีเตอร์พูดออกมาเมื่อเห็นว่าสตีเฟ่นนิ่งไป คริสทีนเห็นอย่างนั้นจึงเรียกหมอ2-3คนเข้าไปในห้องด้วย

เวลาผ่านไปนานสองนาน ปีเตอร์จ้องมองประตูหน้าห้องฉุกเฉินอย่างไม่ละสายตา

“ขอร้องละ อย่าเป็นไรเลยนะ แด๊ด ได้โปรด” ปีเตอร์ภาวนาอยู่ในใจ

ประตูห้องฉุกเฉินเปิดออกมาเผยให้เห็นเพื่อนร่วมงานสาวออกมาอย่างหน้าเคร่งเครียด

ปีเตอร์เห็นดังนั้นรีบลุกขึ้นเข้าไปถาม

“แด๊ดผมเป็นไงบ้าง”

“ปีเตอร์นายใจเย็นๆนะ” คริสทีนพูดแล้วจับบ่าของปีเตอร์ไว้จนทำให้ปีเตอร์เริ่มรู้สึกใจไม่ดี

“คือตอนนี้เราผ่าตัดเย็บแผลอะไรเสร็จหมดแล้ว แต่เขาเสียเลือดมากเกินไปแล้วตอนนี้ทางโรงพยาบาลเรามีเลือดไม่พอ กว่าจะได้เลือดจากโรงพยาบาลอื่นก็พรุ่งนี้พอดี เกรงว่าสตีเฟ่นคงรอไม่ไหวแน่ เราต้องหาคนมาบริจาคเลือด”

“ผมไง”

“นายใช่มั้ยจะบริจาค งั้นตามฉันมา ต้องมาตรวจก่อนว่ากรุ๊ปเลือดของนายกับสตีเฟ่นตรงกันมั้ย” คริสทีนเจาะเลือดปีเตอร์มาตรวจ

“พระเจ้า! วิเศษสุด”

“อะไรครับ”

“เลือดนายกับของสตีเฟ่นตรงกัน”

“ครับ งั้นรีบเลยครับ เอาเลือดผมไป”

หลังจากที่ปีเตอร์ให้เลือดกับสตีเฟ่นแล้ว เขาก็ถูกคริสทีนให้มาพักห้องทำงานห้องหนึ่ง

“ต้องนี้เรายังเข้าไปหาสตีเฟ่นไม่ได้ โปรดรออยู่ในนี้ก่อน” คริสทีนพูด

“นี่ห้องคุณหรอครับ ดูสะอาดตาจัง”

“ป่าวจ๊ะ นี่เป็นห้องของสตีเฟ่นน่ะ พักผ่อนสะเดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าฉันจะเข้ามาบอกอาการสตีเฟ่นว่าเป็นยังไงบ้าง”

“ครับ” หลังจากที่คริสทีนออกไป แน่นอนว่าความอยากรู้อยากเห็นมันกำเริบทำให้เขาเดินสำรวจห้องทำงานของสตีเฟ่น

“ไม่น่าเชื่อว่า ห้องทำงานแด๊ดจะใหญ่ขนาดนี้”

ปีเตอร์เดินไปนั่งตรงโต๊ะทำงานเห็นรูปตั้งโต๊ะอยู่รูปหนึ่ง เขาจึงหยิบขึ้นมาดู มันเป็นรูปที่มี สตีเฟ่น ปีเตอร์ และก็โทนี่ สามคนถ่ายตอนที่พาปีเตอร์ไปสวนสนุกเมื่อหลายปีก่อน มันเป็นรูปที่ปีเตอร์เห็นแล้วเขาก็มีความสุขขึ้นมา เขาลูบรูปนั้นจ้องมองอยู่นานก่อนจะวางมันลงที่เดิมและเขาก็สำรวจโต๊ะทำงานอีก คราวนี้ปีเตอร์เปิดลิ้นชักใต้โต๊ะที่ไม่ได้ล็อคไว้เผยให้เห็นเอกสารเยอะแยะและสายตาของเขาเหลือบไปเห็นสมุดเล่มเล็กเล่มหนึ่ง เขาวิสาสะหยิบขึ้นมาเปิดดู

“สตีเฟ่นคงไม่ว่าหรอกมั้ง” ปีเตอร์พูดกระตุกยิ้มเบาๆ

เขาเปิดอ่านไปเรื่อยๆแล้วรู้ว่ามันเป็นสมุดไดอารี่ของสตีเฟ่น ปีเตอร์อ่านส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการทำงานมากว่าแต่พอปีเตอร์เปิดอ่านไปอีกหลายๆหน้า จนมาถึงหน้าหนึ่ง เขารู้ว่าวันที่เขียนคือวันที่เขากับสตีเฟ่นทะเลาะกัน

“วันนี้เป็นเลวร้ายสำหรับผมเลยก็ว่าได้ ผมรู้สึกว่าตัวเองมันแย่มาก เป็นแด๊ดที่เลวมาก ผมกล้าทำร้ายลูกตัวเองได้ยังไง เขาเกลียดผม ว่าผม ด่าผม อยู่หลายครั้งที่ ทุกครั้งผมรับฟังคำด่าทอจากปีเตอร์ได้ แม้เขาจะไม่ชอบผม ผมก็ไม่ว่าและมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะที่เขาเกลียดผม ก็ผมทำให้พ่อเขาตายแล้วโดนเขาเกลียดแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้ผมว่า ผมทำเกินกว่าเหตุ ผมตบหน้าเขา ผมรู้สึกผิดมากและยิ่งเห็นน้ำตาของเขาผมยิ่งโทษตัวเอง กล้าทำอย่างนั้นได้ยังไง ตอนนั้นทุกสิ่งทุกอย่างผมมันมืดมิดไปหมดจนมันให้ทำต้องพูดสิ่งผมไม่ควรพูดคือการยกเลิกอุปการะปีเตอร์สะ ผมโคตรงี่เง่าเลย แต่ผมก็คิดนะว่ามันคงจะดีสำหรับอีกฝ่ายน่ะ ที่ไม่ต้องมาทุกข์ทรมานจากผมอีกแล้วล่ะ ทุกอย่างๆที่เป็นของพ่อเขา ผมจะส่งคืนให้เขาหมดทุกอย่าง เขาคงดีใจแน่นอน ผมว่านะ แต่ผมไม่เลย โทนี่ ผมขอโทษนะ ผมทำผิดสัญญากับคุณ ว่าผมจะดูแลลูกคุณให้ดีแต่มันจบแล้ว ขอโทษนะ”

ปีเตอร์อ่านข้อความนั้นอยู่นาน จนทำให้เขาน้ำตาไหลออกมา เขารู้สึกเลยได้ว่าหลังจากที่พ่อเขาตาย สตีเฟ่นโทษตัวเองมาตลอดทำให้พ่อลูกพรากจากกัน ไหนมาเจอคำด่าจากเขาอีก ทำร้ายจิตใจสตีเฟ่นลงไปอีก สตีเฟ่นฝืนตัวเองมามากที่ต้องมาเจอความงี่เง่าของตัวเอง ถึงภายนอกสตีเฟ่นจะดูไม่สะทกสะท้านอะไร แต่ภายในใจเขาบอบช้ำมากเกินไป เขาอยากไปขอโทษสตีเฟ่นหลายๆครั้ง ทำให้คิดอะไรได้หลายๆอย่างเลย

.

.

.

.

.

เช้าวันถัดมา คริสทีนเข้าไปที่ห้องทำงานของสตีเฟ่นเพื่อไปปลุกปีเตอร์ แต่พอเขาเข้ามาเห็นปีเตอร์นอนตรงโซฟาและนอนกอดสมุดเล็กๆเล่มหนึ่งไว้

“ปีเตอร์ ปีเตอร์ ปีเตอร์!” คริสทีนเรียกปลุก

“คะคะครับ” ปีเตอร์ลืมตาตื่นขึ้นด้วยความงัวเงีย

“ฉันจะมาบอกอาการของสตีเฟ่นน่ะ”

“ครับ เขาเป็นไงบ้าง”

“อาการเขาดีขึ้นแล้วตอนนี้อยู่ห้องพักฟื้นแล้ว”

“จริงหรอครับ! ขอบคุณมากเลยครับ ขอบคุณครับ!” ปีเตอร์ลุกขึ้นมาเขย่าแขนคริสทีนด้วยความดีใจ

“ฉันว่านายไปอาบน้ำก่อนนะ ก่อนไปเยี่ยมน่ะ”

“ผมขอโทษครับ พอดีใจเกินไปหน่อย”

“เสื้อผ้าอยู่ในตรงตู้นู้นนะ นายนะจะใส่ได้อยู่มั้ง” คริสทีนชี้ไปทางมุมหนึ่งของห้อง

“อ่า ขอบคุณครับ”

“ฉันไปรอด้านนอกละกัน”

หลังจากที่ปีเตอร์จัดการธุระส่วนตัวเสร็จเปิดตู้เสื้อผ้าดู แล้วหยิบมาใส่ เสื้อผ้าของสตีเฟ่นใหญ่กว่าตัวเขานิดเดียวซึ่งไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการใส่เท่าไหร่

ปีเตอร์เดินออกมาจากห้องเขาเห็นคริสทีนยืนรออยู่

“พี่คริสทีนครับ!” คริสทีนหันตามเสียงเรียก

“กว่าจะแต่งตัวเสร็จนะ” คริสทีนพูด

“ขอโทษครับที่ทำให้รอ”

“เห้ย ไม่เป็นไร พี่แค่พูดเล่น”

“ครับ5555”

“เราไปกันเถอะ” คริสทีนพาปีเตอร์ไปที่ห้องพักฟื้น ปีเตอร์เปิดประตูค่อยๆ แล้วเดินเข้าไปในห้อง ปีเตอร์เห็นสตีเฟ่นหลับอยู่ หน้าตาเขาอยู่สดใสขึ้นกว่าเมื่อวาน ปีเตอร์เห็นก็เลยมานั่งที่โซฟาแทน

“เอ่อ พี่คริสทีนครับ แด๊ดจะตื่นเมื่อไหร่”

“คำถามนี่พี่ไม่รู้จะตอบยังไงนะ แต่คงตื่นเร็วนี้แหละ”

“อ่อ ครับ”

ทั้งคู่อยู่ในความเงียบต่อ แล้วคริสทีนก็พูดขึ้นมา

“ปีเตอร์ พี่ไม่รู้นะว่าพี่ควรเล่าให้นายฟังดีมั้ย”

“เรื่องอะไรครับ ผมรับฟังได้ทุกอย่าง”

“เรื่องสตีเฟ่นน่ะ”

“ทำไมหรอครับ”

“คือช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา สตีเฟ่นเขาดูไม่ค่อยมีสมาธิในการทำงานเท่าไรเลย เหมือนเขาเครียดอะไรบางอย่างมา แล้วเขาก็มีอาการเหม่อลอยบ่อยด้วย ร้องไห้บ่อยด้วย”

“หะ! แด๊ด นะ ร้องไห้” ปีเตอร์ตกใจ เพราะปกติที่สตีเฟ่นอยู่กับเขา เขาไม่เคยเห็นสตีเฟ่นร้องไห้เลย

“คงเป็นเรื่องการทำงานหรือป่าวครับ” ปีเตอร์คิดในอีกแง่หนึ่ง

“ทีแรก ฉันก็คิดอย่างนั้นแต่มันไม่ใช่ สตีเฟ่นไม่เคยเครียดเรื่องงานกับร้องไห้เลยนะและยิ่งไปกว่านั้นคือ ฉันเห็นสตีเฟ่นเกิดอาการแพนิคที่ห้องทำงานตัวเอง”

“หะ! เกิดอาการแพนิคหรอ”

“อืม ดีนะฉันเข้าไปเห็นพอดี ใช้เวลาปลอบใจนานอยู่เหมือนกัน แต่ฉันแปลกใจสตีเฟ่นไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ฉันก็เลยอยากถามนายว่า เกิดอะไรขึ้นที่บ้านบ้างมั้ย”

“เอ่อ....”

“คงมีสินะ ไม่ต้องพูดก็ได้ ฉันพอเข้าใจอยู่”

“ความจริง ที่แด๊ดของผมเป็นแบบนี้ เพราะผมเองครับ” ปีเตอร์ตัดสินใจพูดออกไป

“ผมทะเลาะเขาเมื่ออาทิตย์ก่อน เลยทำให้เราสองคนยกเลิกการเลี้ยงดูเพราะผมเอง ผมว่าเขา ด่าเขา ผมไม่คิดว่าเขาจะเป็นถึงขั้นนี้ เขาเครียดเรื่องผมหมดเลย เมื่อคืนผมเพิ่งรู้อะไรหลายๆอย่างจากสมุดไดอารี่ของเขา เขาโทษตัวเองมาตลอด แถมผมพูดทำร้ายจิตเขาอีก” ปีเตอร์พูดเสียงสั่นเครือ

“ไม่เป็นไร ปีเตอร์” คริสทีนลูบหลังปีเตอรอย่างอ่อนโยน

“สตีเฟ่นนะ รักพ่อกับนายมากนะ หลังจากที่พ่อนายตาย เขาก็ดูแลนายดีมาตลอดเลย เขาไม่เคยหวังตอบแทนให้นายเรียกเขาว่าพ่อหรือแด๊ดแต่เขาก็รักนายเหมือนลูกแท้ๆเลยนะ”

“ครับ แต่ผมไม่เคยนับถือเขาเพราะผมเกลียดเขา ที่เขาทำให้พ่อตาย จนผมเพิ่งจะมารู้มีสติขึ้นมา ผมอยากขอโทษเขาหลายๆรอบมาก”

“อืมไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร เดี๋ยวรอให้สตีเฟ่นตื่นก่อน นายค่อยขอโทษก็ได้”

“ครับ”

“เฮ้! ยิ้มหน่อยสิ อย่าทำหน้าบูดแบบนั้นสิ เดี๋ยวแด๊ดนายตื่นมาก็ตกใจหรอก”

“ครับๆ 5555”

.

.

.

สตีเฟ่นตื่นขึ้นมาตอนบ่ายของวัน เขามองเพดานห้องแล้วนึกคิดได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา เขามองไปรอบห้องก่อนไปเจอคนร่างเล็กที่ใส่เสื้อเขานอนอยู่ตรงโซฟาโดยมีเจ้าผ้าคลุมนอนทับ

“ปีเตอร์หรอ” เขานึกในใจเพราะเขาไม่คิดว่าคนที่เกลียดเขาจะมานอนเฝ้า

“ป..ปีเตอร์” สตีเฟ่นเรียกอย่างอ่อนแรง แต่เรียกเพียงครั้งเดียว ปีเตอร์สะดุ้งตื่นขึ้นมา

“แด๊ด! แด๊ดตื่นแล้ว” ปีเตอร์รีบลุกขึ้นมาที่เตียงทันที

“แด๊ด จะเอาอะไร บอกผมเดี๋ยวผมทำให้ เจ็บแผลมั้ย หิ้วน้ำหรือป่าวยังไง หรือให้ผมเรียกหมอ เรียกพี่คริสทีน” ปีเตอร์ยิงคำถามใส่ จนสตีเฟ่นจับแขนปีเตอร์ไว้ก่อนหันมองไปที่ตู้เย็น ปีเตอร์หันตามแล้วเขาเห็นเยือกน้ำ

“แด๊ดหิวน้ำหรอ” สตีเฟ่นพยักหน้า

“เจ้าโคล้ก เทน้ำให้หน่อย เร็วๆเลย” เจ้าโคล้กลอยพร้อมหยิบแก้วน้ำมาให้

“ค่อยๆดื่มนะแด๊ด ค่อยๆ” สตีเฟ่นดื่มน้ำค่อยๆตามคำสั่งปีเตอร์ จนสตีเฟ่นดื่มน้ำจนหมด ปีเตอร์ก็ให้เจ้าโคล้กไปเก็บ

“ให้ผมไปเรียกหมอนะ แด๊ดนอนรออยู่นี่” ปีเตอร์พูดกับสตีเฟ่นเสร็จก็ออกไปตามหมอ

หลังจากที่หมอมาเช็คอาการเสร็จก็ไม่ปัญหาอะไรแค่รอให้บาดแผลสมานตัวแค่นั้น

ปีเตอร์นั่งข้างเตียงสตีเฟ่นจ้องมองหน้าคนที่นอนหลับเพราะฤทธิ์ยาของหมออีกรอบ

ปีเตอร์จับมือสตีเฟ่นและถูหลังฝ่ามือที่มีแต่รอยแผลเป็น

“แด๊ด ผมไม่รู้จะต้องขอโทษแด๊ดยังไง ผมโคตรทำตัวได้แย่มาก”

“ก็...ไม่ต้องขอโทษ ฉันไม่โกรธนาย” สตีเฟ่นพูดกับเขา

“แด๊ด ผมนึกว่าแด๊ดหลับไปแล้ว”

“หลับแล้วตื่นแล้ว”

“แด๊ด... ผมขอโทษนะ ที่ทำตัวงี่เง่าใส่ ทำหน้าที่ลูกไม่ดีเลย”

“ไม่เป็นไร ปีเตอร์”

“อย่าเรียกผมว่า ปีเตอร์ ไม่เอา”

“แล้วจะให้เรียกไร หืม”

“ให้เรียกว่า ลูกพีท”

“ลูกพีท?”

“ครับ ก็เหมือนผมเรียกคุณว่า แด๊ด อะ”

“อะไรทำให้ ปีเต..ไม่สิ ลูกพีทยอมเรียกแด๊ด” สตีเฟ่นพูดแล้วจับมือปีเตอร์ไว้

“ก็ตอนที่แด๊ดช่วยผมไง ยอมบาดเจ็บแทนผม ถ้าเป็นคนที่เกลียดกันเขาจะกลับมาหาช่วยผมทำไมจริงมั้ย แล้วก็นี่” ปีเตอร์หยิบสมุดไดอารี่ขึ้นมา สตีเฟ่นถึงกลับมาตาโต

“ลูก อ่านมันหรอ” สตีเฟ่นถามไป ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเขียน เขาแค่ต้องการระบายอารมณ์ของตัวเองออกไปโดยไม่ให้คนอื่นรับรู้

“ครับ ผมอ่านหมดแล้วและผมก็รู้จากพี่คริสทีนด้วย”

“คริสทีน?”

“อืม ใช่ครับ ผมไม่คิดว่า แด๊ดจะเครียดเรื่องผมขนาดนี้ถึงขั้นเกิดอาการแพนิคตัวเอง ผมขอโทษนะ ที่ทั้งว่า ทั้งด่าทอใส่ แล้วผมก็รู้ว่าความจริงแด๊ดไม่ได้ทำให้พ่อผมตายสักหน่อย คือ พ่อเขายอมช่วยแด๊ด ยอมเอาชีวิตตัวเองเข้าแลก”

“อ...อืม”

“แด๊ด ถ้าแด๊ดเครียดเรื่องอะไรบอกผมนะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องผม ทุกๆเรื่องโปรดบอกผม อย่าเก็บความรู้สึกไว้คนเดียว มันไม่ดี ผมไม่อยากให้แด๊ดเครียด เข้าใจที่ผมพูดนะ” ปีเตอร์ยิ้มใส่

“ครับ คุณลูกพีท”

“ครับ แด๊ดดี้ของผม”

“รู้สึกดีจัง ได้ถูกเรียกว่าแด๊ดสักที” สตีเฟ่นยิ้ม

“นอนๆไปเลยแด๊ด จะได้หายไวๆ” ปีเตอร์พูดเสร็จก็จัดผ้าห่มคลุมตัวให้เรียบร้อยแล้วสตีเฟ่นก็หลับไป

“เอ๊ะ โคล้กไม่ต้องไปนอนทับแด๊ดเลย ออกมาแด๊ดยังไม่หายเจ็บ” ปีเตอร์เอ็ดใส่โคล้ก

“มานอนกับฉันมาเร็ว” โคล้กลอยไปหาปีเตอร์ทันที แล้วปีเตอร์ก็กอดมันพร้อมหลับไป

.

.

.

.

.

ผ่านไปหลายๆวัน อาการบาดเจ็บของสตีเฟ่นดีขึ้นมาเพราะมีลูกสุดที่รักคอยดูแลไม่ห่างเลย ทำให้สตีเฟ่นมีความสุขมากกว่าเก่า

“แด๊ดค่อยๆกินนะมันร้อน” ปีเตอร์เป่าและป้อนอาหารกลางวันให้สตีเฟ่นเนื่องจากแขนข้างหนึ่งของสตีเฟ่นยังไม่หายดีแล้วโดนใส่เฝือกไว้

“แด๊ด”

“หืม” สตีเฟ่นเคี้ยวอาหารพร้อมมองมาที่ปีเตอร์

“พรุ่งนี้แด๊ดก็ออกจากโรงพยาบาลแล้ว” สตีเฟ่นเคี้ยวอาหารกลืนลงท้องทันทีเพื่อที่จะคุยต่อ

“ครับ แล้วมีไรป่าวลูก” สตีเฟ่นถามออกไป

“คือ ผมอยากไปทำเรื่องเป็นลูกบุญธรรมของแด๊ดต่อ ผมก็เลยกะว่า พรุ่งนี้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว เราไปทำเรื่องกันมั้ย”

“แด๊ดก็อยากนะ”

“จริงหรอครับ พรุ่งนี้เราไปทำเรื่องกัน” ปีเตอร์ตาเป็นประกายทันทีเมื่อได้ยิน

“ให้เขาทำเรื่องที่บ้านเราก็ได้ลูกพีท แด๊ดยังเดินไม่ค่อยได้”

“อ่อ ผมลืม โอเคผมโทรบอกเจ้าหน้าที่ทำเรื่องเราเตรียมไว้เลยละกันนะครับ”

“ครับผม” สตีเฟ่นพูดพร้อมกับเอามือไปลูบหัวน้อยๆของปีเตอร์อีกครั้ง

.

.

.

หลังจากที่ทั้งคู่ได้ทำเรื่องการอุปการะเลี้ยงดูของปีตอร์เสร็จ พวกเขาก็อยู่บ้านตามภาษาพ่อลูกกัน บางครั้งบางคราวก็มีเหล่าเพื่อนๆปีเตอร์มาที่บ้าน มาเยี่ยมสตีเฟ่นบ้าง มาให้สตีเฟ่นสอนการบ้านบ้าง ในช่วงที่สตีเฟ่นพักฟื้นร่างกายตัวเอง ส่วนคริสทีนก็มาเยี่ยมเหมือนกัน คอยมาดูอาการสตีเฟ่นบ้าง มาล้างแผลให้บ้าง สอนปีเตอร์เรื่องต้องดูแลสตีเฟ่นยังไง จนสตีเฟ่นหายเป็นปกติซึ่งใช่ระยะเวลาอยู่ครึ่งปี

“เอ่อ แด๊ดดี้ครับ” ปีเตอร์เปิดบทสนทนาขึ้นกลางห้องครัว

“ว่าไงครับ ลูกพีท” สตีเฟ่นตอบเขา ขณะที่เจ้าตัวหันผักเตรียมทำกับข้าวเย็น

“พรุ่งเป็นวันอะไรเอ่ย” ปีเตอร์ถามเขา

“อืม~วัน~....วันเกิดโทนี่” สตีเฟ่นนึกได้แล้วเขาก็หยุดหันผักทันที แล้วก็นิ่งเงียบไป

“ใช่ครับ พรุ่งนี้เราไปหาพ่อกันนะครับ” ปีเตอร์พูด

“.....” สตีเฟ่นเงียบ ไม่มีเสียงหันผักต่อ ปีเตอร์เริ่มรู้สึกผิดปกติของสตีเฟ่น เลยเรียกโดยไม่หันมอง

“แด๊ด แด๊ดครับ” ปีเตอร์ตัดสิ้นใจหันไปหา เห็นสตีเฟ่นยื่นหันหลังให้เขาอยู่ ปีเตอร์จึงเดินเขาไปหา ปีเตอร์เขาเห็นแววตาเศร้าโศกของสตีเฟ่น

“แด๊ด เป็นอะไรหรือป่าว” ปีเตอร์จับมือสตีเฟ่น

“ไม่เป็นไร พอดีคิดอะไรเลื่อยเปื่อย” สตีเฟ่นหลุดจากภวังค์ความคิดแล้วกลับมาหันผักต่อ

“แด๊ด จำได้มั้ยว่าผมบอกอะไรตอนที่แด๊ดอยู่โรงพยาบาล” ปีเตอร์พยายามเตือนสติ

“.......” สตีเฟ่นเงียบอีกครั้ง

“แด๊ด ไม่ต้องฝืนตัวเองนะ มีเรื่องทุกข์ใจอะไรบอกผมนะ” ปีเตอร์พูดอีกครั้งเพราะเขาไม่อยากเห็นแด๊ดเขาเก็บความรู้สึกไว้คนเดียว

“.......” สตีเฟ่นเงียบ

“แด๊ด ได้โปรด บอกผม เรื่องพ่อใช่มั้...!!!” ปีเตอร์พูดยังไม่เสร็จก็โดนสตีเฟ่นพุ่งเข้ามากอด เขารู้สึกถึงเสียงสะอื้นข้างหูและความเปียกชื้นบนไหล่เล็กๆของเขา

“แด๊ด....” ปีเตอร์เอามือลูบหลังสตีเฟ่นอย่างอ่อนโยน เขาไม่น่าพูดถึงเรื่องพ่อตัวเองเลย พูดทีไร สตีเฟ่นเป็นแบบนี้ทุกที เขารู้ว่าสตีเฟ่นรักพ่อเขามากและก็รักเขาพอๆกัน

“ฮือ~” สตีเฟ่นร้องไห้อยู่อย่างนั้น

“ร้องไห้ให้พอเลยนะแด๊ด ผมรู้ว่าเหตุการณ์นั้นมันกลับมาให้แด๊ดเห็นภาพ ผมรู้ว่าแด๊ดยังคิดถึงพ่ออยู่ ผมรู้ว่าแด๊ดรักพ่อผมมาก ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร แด๊ดต้องผ่านมันไปให้ได้ แด๊ดยังมีผมอยู่ข้างๆนะ” ปีเตอร์พูดปลอบโยนสตีเฟ่นพร้อมกับลูบหลัง ปีเตอร์ใช่เวลานานกว่าจะปลอบสตีเฟ่นได้ สตีเฟ่นคลายมือออกและยอมเงยหน้าขึ้นมา

“แด๊ด ขอโทษนะ แด๊ดร้องไห้ต่อหน้าลูกอีกแล้ว”

“ไม่เป็นไรครับ ร้องไห้ออกมาดีที่สุดแล้ว จะได้ทิ้งความรู้สึกออกมาพร้อมกับน้ำตา แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง” ปีเตอร์พูดพร้อมเอานิ้วตัวเองเช็ดปัดน้ำตาสตีเฟ่น

“อืม”

“พรุ่งนี้เราต้องไปหาพ่อกันนะ” ปีเตอร์พูด

“ได้ครับ เราจะไปหาเขากัน” สตีเฟ่นพูดออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม ปีเตอร์เห็นเช่นนั้นจึงคิดว่าสตีเฟ่นคงไม่เป็นอะไรแล้ว

“แด๊ด ไม่ต้องทำกับข้าวแล้วเดี๋ยวผมทำให้เอง แด๊ดไปนั่งรอผมที่โต๊ะกินข้าวเลย” ปีเตอร์สั่งสตีเฟ่น

“ครับๆ เดี๋ยวแด๊ดไปนั่งรอนะ”สตีเฟ่นไปนั่งรอตามคำสั่งของปีเตอร์

ไม่นานหนักอาหารก็ถูกเสริฟออกมาแล้ว ทั้งสองคนก็รับประทานกันต่อไป

.

.

.

ณ สุสานแห่งหนึ่ง

“แด๊ด เดินเร็วๆหน่อยครับ” ปีเตอร์เรียกคนที่เดินตามอยู่ข้างหลัง

“แด๊ดเดินเร็วได้เท่านี้เองครับ” สตีเฟ่นกล่าวออกไป

ทั้งคู่ก็มาถึงป้ายหลุมศพของโทนี่

“พ่อครับ แฮปปี้เบิร์ดเดย์นะครับ อยู่บนฟ้าสบายดีมั้ยครับ ส่วนผมสบายดีเพราะได้แฟนใครไม่รู้มาดูแลดี ดีเกิน ดีมากๆ 5555 และผมจะไม่ดื้อกับที่รักของพ่อแล้วนะ ผมสัญญา ผมคิดถึงพ่อนะครับ”

ปีเตอร์กล่าวกับป้ายหลุมศพ ส่วนสตีเฟ่นมองชื่อบนป้ายก่อนจะพูดตาม

“โทนี่ ผมคิดถึงคุณเลยเกิน ผมไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี คุณยังเฝ้ามองเราสองคนบนฟ้าอยู่หรือป่าว ผมกับลูกพีท พวกเราดูแลซึ่งกันและกัน ไม่ต้องห่วงพวกเราและผมก็ยังรักษาสัญญากับคุณไว้อยู่ ว่าผมจะดูแลและเป็นแด๊ดที่ดีของปีเตอร์ตลอดไปผมรักคุณนะโทนี่ แฮปปี้เบิร์ดเดย์ที่รักของผม”

สตีเฟ่นกล่าวเสร็จปีเตอร์จับมือสตีเฟ่นเพื่อปลอบโยนเขา สตีเฟ่นก็หันมายิ้มใส่

“แด๊ด ไม่เป็นไร แด๊ดโอเคมากๆ” สตีเฟ่นพูด

“เราไปหาอะไรกินกันมั้ย ผมหิวแล้ว” ปีเตอร์พูดขึ้นเพราะท้องเขาร้อง

“ได้ๆ เราไปกินข้าวร้านที่เราสามคนเคยไปกินด้วยกันมั้ย” สตีเฟ่นพูด

“ดีครับ ผมหิวแล้ว ไปกัน” ปีเตอร์พูด

“ครับๆ” สตีเฟ่นแล้วจูงมือปีเตอร์ไป

“เดี๋ยวครับ” ปีเตอร์ดึงมือสตีเฟ่นเพื่อให้หยุดเดินก่อน สตีเฟ่นหันมาหาปีเตอร์ ปีเตอร์หันไปป้ายหลุมศพพ่อตัวเองอีกครั้ง

“ผมรักพ่อนะครับและก็รักแด๊ดด้วย ผมสัญญาว่าดูแลเขาไปจนแก่เฒ่า” ปีเตอร์พูดใส่เสร็จแล้วหันมาหันยิ้มใส่สตีเฟ่นต่อ แล้วทั้งคู่ก็เดินจากไป

.

.

.

“ดูแลกันดีๆด้วยนะ ทั้งสองคน ฉันคงหายห่วงแล้วล่ะ”

.

.

.

.

.

<><><><><> The end <><><><><>

จบแล้วนะ ยาวมากอยากแต่งให้จบในตอบเดียว โห้เหมือนเรียงความเรื่องพ่อมากเลยอะ ไรท์พยายามแต่งไม่ให้สตีเฟ่นพรากผู้เยาว์555 ไรท์อยากแต่งแนวครอบครัวบ้าง เพราะเวลาที่เราพูดกับคนในบ้านหรือทำอะไร เราจะไม่รู้จิตใจของคนๆนั้นไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่หรือคนอื่นๆ ไรท์จึงอยากจะบอกว่า เราควรคิดก่อนพูดนิดหนึ่ง แล้วก็ นึกถึงใจเขาใจเรา ก่อนเสมอ เมื่อก่อนไรท์ก็เคยมี แต่ตอนนี้ก็ทุเลาบ้างแล้ว โอเคไรท์ไปแหละ bye bye ค่ะ

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ Care1998 จากทั้งหมด 5 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น