l Short Stories l

ตอนที่ 3 : 11.11 ส่งรักวันคนโสด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    22 พ.ย. 63



          

                       11.11 ส่งรักวันคนโสด



  

วันที่ 11 เดือน 11 ของทุกปีกลายมาเป็นวันสำคัญของคนจีนหรือที่เรียกกันว่าวันคนโสด โดยส่วนใหญ่เเล้ววันสำคัญมักจะเป็นวันของคนมีคู่อย่างวันวาเลนไทน์หรือหากเป็นวันสำคัญของครอบครัวอย่างไทยเราก็คือวันสงกรานต์ เเล้วทำไมจะมีวันของคนไร้คู่ไม่ได้บ้าง

เเต่ว่ากันตามตรงเเล้วข้าวเจ้าไม่ได้สนใจหรอกว่ามันจะมีวันคนโสด วันคนมีคู่หรือวันครอบครัว เขาสนใจเเต่เพียงว่าวันที่ 11 เดือน 11 มันคือวันของคนชอบชอปอย่างเขาเพราะสินค้าทั้งหลายทั้งปวงมันลดราคา!

ไม่ว่าจะแอปสีเเดง แอปสีส้ม แอปสีม่วงต่างพากันจัดโปรโมชั่นลด เเลก เเจก เเถมกันสุดฤทธิ์สุดเดชซึ่งด้วยอาชีพรีวิวเวอร์อย่างเขาที่ต้องคอยอัปเดตเทรนด์ต่าง ๆ ว่าตอนนี้มีอะไรเป็นกระเเสน่าสนใจ โปรไหนเด็ดโปรไหนโดนจะได้เอามาบอกเล่าให้กับเหล่าเเฟนเพจที่มีมากเกือบเเสนคนในตอนนี้ เเละที่สำคัญนักชอปตัวยงอย่างเขาจะพลาดไม่ได้

“ไหนดูสิมีอะไรน่าสนใจบ้าง หูว ครีมตัวนี้ลดตั้งห้าสิบเปอร์เซ็นต์เอา! โห น้ำตบตัวนี้ก็ดีซื้อหนึ่งเเถมหนึ่งอีกเอา!”

มือขวาเลื่อนเมาส์ดูรายการสินค้าที่หน้าเว็บ มือซ้ายไถโทรศัพท์เพื่อดูรายการสินค้าที่จดเอาไว้ 

“พร็อพถ่ายรูป อืมม พรมร้านนี้ก็สวย กระจกกลมนี่ก็น่าสน กระถางต้นไม้เอาด้วยดีกว่า อันนี้เอา อันนี้ก็เอา เอา เอา”

เลือกชอปของจนพอใจก็ถึงขั้นตอนของการเลือกบริษัทขนส่ง ซึ่งเเต่ละบริษัทก็มีอัตราค่าขนส่งที่เเตกต่างกันรวมถึงระยะเวลาในการจัดส่งด้วยดังนั้นข้าวเจ้าจึงต้องเลือกดูให้ดีว่าจะใช้บริการของบริษัทใด

“อืมมม เอาเจ้าไหนดีนะ เอ๊ะ! SEND งั้นเหรอไม่เคยเห็นมาก่อนเลย หูวว ค่าส่งก็ถูกเเถมยังจัดส่งเร็วอีกลองเจ้านี้เเล้ว”

นิ้วเรียวสวยคลิกเมาส์ลงที่ปุ่มของบริษัท SEND เป็นอันจบขั้นตอนการเลือกบริษัทขนส่งหลังจากนี้ก็เเค่รอเวลาที่จะได้รับของที่สั่ง เฉพาะของวันเเรกน่ะนะเพราะโปรโมชั่น 11.11 ไม่ได้มีเพียงเเค่วันเดียวเท่านั้นบางแอปเริ่มตั้งเเต่วันที่หนึ่งเลยก็มี กว่าจะผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้ก็ไม่รู้ว่าข้าวเจ้าจะชอปจนหมดตัวเลยหรือเปล่า


                         ﹏﹏﹏﹏﹏﹏﹏﹏﹏


Rrrrrr

“ฮัลโหล”

[สวัสดีครับคุณข้าวเจ้า ผมโทรมาจาก SEND นะครับ วันนี้มีพัสดุส่งถึงคุณข้าวเจ้าไม่ทราบว่าสะดวกรับของช่วงสิบโมงหรือเปล่าครับ]

เสียงทุ้มนุ่มที่ฟังเเล้วให้ความรู้สึกเหมือนยืนอยู่กลางทุ่งดอกทานตะวันในเวลาเช้า เหมือนอยู่ริมชายหาดในยามเย็นฟังจากน้ำเสียงยังหล่อขนาดนี้ไม่รู้ว่าตัวจริงจะขนาดไหน

[คะ คุณ คุณข้าวเจ้าครับ?]

“อะ! ครับ”

[สะดวกหรือเปล่าครับ ถ้าไม่สะดวกรับเป็นพรุ่งนี้ได้นะครับ]

“สะดวกครับสะดวก”

[ครับ เป็นตอนสิบโมงนะครับ]

“ได้ครับ สิบโมงนะครับ”

“ครับผม เเล้วพบกันนะครับ”

ตั้งเเต่ซื้อของออนไลน์มาข้าวเจ้ามั่นใจว่านี่เป็นครั้งเเรกที่เขาตั้งตารอคอยมากที่สุด เเต่ไม่ใช่รอของนะรอจะเจอหน้าคนส่งของมากกว่า

เก้าโมงห้าสิบนาทีข้าวเจ้าใส่รองเท้าออกมานั่งรอที่สวนหน้าบ้านอย่างใจจดใจจ่อ ในมือก็กำโทรศัพท์ไว้เเน่นเผื่อพนักงานคนเดิมจะโทรมาสอบถามเส้นทางเพราะบริเวณนี้มีตรอกซอกซอยเยอะเเยะไปหมด หลายครั้งที่พนักงานส่งของมักจะโทรมาถามเเต่นี้ใกล้ได้เวลาที่นัดหมายเเล้วกลับไม่มีวี่เเววว่าทางนั้นจะโทรมาเลย หรือว่าจะมาสายกันนะ

ไม่ถึงสิบโมงดีรถกระบะหลังคาสูงสีชมพูพร้อมโลโก้ข้างรถที่มีตัวอักษรภาษาอังกฤษคำว่า 'SEND' ก็ปรากฏเเก่สายตาของข้าวเจ้าซึ่งสร้างความประหลาดใจปนกับประทับใจว่าทำไมถึงมาบ้านของเขาถูกทั้ง ๆ ที่ก็เพิ่งจะมาบ้านเขาเป็นครั้งเเรก เเละไม่รอให้ทางนั้นได้กดกริ่งข้าวเจ้าก็สาวเท้ายาว ๆ ตรงไปที่รั้วบ้านทันที

“สวัสดีครับผมเซ็นจาก SEND นำพัสดุมาส่งถึงคุณข้าวเจ้าครับ”

หล่อมากแม่!

ข้าวเจ้าอยากจะตะโกนคำนี้ออกมาดัง ๆ ให้โลกได้รับรู้ว่าพนักงานส่งของคนนี้หล่อมากกกก เสียงว่าหล่อเเล้วหน้าตาคือหล่อคูณสิบคูณร้อยไปเลย อยากจะติด #พนักงานส่งของหล่อบอกต่อด้วย เเต่มาคิดอีกทีไม่เอาดีกว่าเขาอยากเก็บความหล่อนี้ไว้คนเดียว

“คุณข้าวเจ้าครับ คุณครับ!”

“คะ ครับ!”

“ช่วยเปิดประตูรั้วด้วยครับ ผมจะได้ยกของเข้าไปด้านในให้”

เอื้อมมือสั่น ๆ เพราะโดนรอยยิ้มพิมพ์ใจแอคเเทคเข้าเต็มเปาไปเปิดประตูรั้วให้อีกฝ่ายได้ยกของเข้ามาให้ด้านใน ระหว่างนั้นก็มองสำรวจคนตรงหน้าด้วยความรวดเร็วเพราะกลัวอีกฝ่ายจะจับได้ ข้าวเจ้าพบเเต่ความดูดีเต็มไปหมดตั้งเเต่รูปร่างที่ดูกำยำ เครื่องหน้าที่ครบครันราวกับพระเจ้าตั้งใจสร้างขึ้นมา การเเต่งตัวที่เเม้จะเป็นยูนิฟอร์มของบริษัทเเต่ก็ไม่ได้ทำให้ความดูดีน้อยลงเลย ถ้าบอกว่าเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับบริษัทไม่ใช่เเค่พนักงานส่งของข้าวเจ้าก็เชื่อได้อย่างสนิทใจ

“ให้ผมวางไว้ตรงไหนดีครับ”

“อ่า รบกวนช่วยไปวางให้ที่โต๊ะในสวนเลยครับ”

“ได้ครับ”

ได้รับรอยยิ้มที่สองอย่างไม่ทันตั้งตัวเล่นเอาเจ้าตัวถึงกับตาพร่าไปชั่วขณะ ไม่ใช่เเค่ดูดีเเต่ภายนอกเเต่เหมือนอีกฝ่ายจะมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีอีก อะไร ๆ ก็ดีไปหมดเลย

“พัสดุของคุณข้าวเจ้ามีทั้งหมดห้ากล่องนะครับ ตรวจเช็กความเรียบร้อยเเล้วช่วยเซ็นรับให้ผมด้วยนะครับ”

ข้าวเจ้าตรวจเช็กพัสดุทุกกล่องว่าใช่ชื่อของเจ้าตัวหรือเปล่า ตรวจดูความเรียบร้อยว่ามีรอยบุบสลายตรงไหนไหม จากนั้นก็รับเอาโทรศัพท์ของอีกฝ่ายมาเซ็นชื่อเป็นอันเสร็จเรียบร้อย

“ขอบคุณที่ใช้บริการ SEND นะครับ”

“ยินดีครับบริการดีเเบบนี้รับรองว่าผมใช้บริการยาว ๆ เเน่นอนครับ”

“ครับผม ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”

“เดี๋ยวก่อนครับ!”

ในตอนที่เซ็นกำลังจะก้าวเท้าออกจากบริเวณบ้านไม่รู้อะไรดลใจให้ข้าวเจ้าเรียกอีกฝ่ายเอาไว้ก่อน เเต่ก็นะไหน ๆ ก็เรียกเอาไว้เเล้วถามสิ่งที่คาใจหน่อยก็เเล้วกัน

“ผมยังมีของอีกหลายชิ้นที่สั่งให้ส่งโดยบริษัทของคุณ ไม่รู้ว่าคราวหน้าจะยังเป็นคุณที่มาส่งของอีกหรือเปล่าครับ”

ถามไปเเล้ว ถามออกไปเเล้ว ข้าวเจ้าได้เเต่ยืนกำมือแน่นเพื่อรอฟังคำตอบของอีกฝ่าย

“เเล้วคุณข้าวเจ้าอยากให้ผมมาส่งอีกหรือเปล่าครับ”

“ถ้าเป็นไปได้...ก็ใช่ครับ”

“มันเป็นไปได้ เเล้วเจอกันนะครับ”

ข้าวเจ้าตั้งตารอคอยการส่งของครั้งต่อไปไม่ไหวเเล้ว


﹏﹏﹏﹏﹏﹏﹏﹏﹏


วันที่สองกับการสั่งของออนไลน์กับโปร 11.11 ข้าวเจ้ายังคงนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เเม้ตอนนี้จะเป็นเวลาเที่ยงคืนกว่าเเล้วก็ตาม เพราะเจ้าตัวเอาแต่ตั้งหน้าตั้งตากดสั่งซื้อสินค้าที่อยู่ในลิสต์ที่ต้องซื้อ เเละบริษัทที่เลือกให้มาส่งของก็หนีไม่พ้น SEND อีกเช่นเคย

“อยากให้ถึงตอนเช้าไว ๆ จัง”

Rrrrrr

“สะ สวัสดีครับ”

รับสายด้วยความงัวเงียเต็มกำลังเพราะข้าวเจ้าเพิ่งจะเข้านอนเมื่อช่วงตีสามกว่า หลังจากชอปปิงอย่างเมามันก็ถึงเวลาต้องหาเงินมาเติมกระเป๋าด้วยการถ่ายคลิปรีวิวผลิตภัณฑ์ที่มีลูกค้าจ้างเข้ามากว่าจะเสร็จก็เกือบเช้า เเถมยังต้องมาตื่นก่อนเวลาเพราะเสียงโทรศัพท์อีก

[สวัสดีครับคุณข้าวเจ้า ผมโทรมาจาก SEND นะครับ วันนี้มีพัสดุส่งถึงคุณข้าวเจ้าไม่ทราบว่าสะดวกรับของช่วงสิบโมงหรือเปล่าครับ]

ข้าวเจ้าเเทบจะตื่นเต็มตาเมื่อรู้ว่าปลายสายคือคนที่คอยอยู่

“สะดวกครับ!”

“เเล้วพบกันนะครับ”

ข้าวเจ้ารีบลุกออกจากที่นอนเพื่อจัดการตัวเองให้เรียบร้อยเเม้จะยังเหลือเวลาอีกหลายชั่วโมงก็ตามที ใครจะอยากออกไปเจอคนอื่นทั้งที่ตัวเองโทรมขั้นสุดเเบบนี้กันเล่า!

สิบโมงไม่ขาดไม่เกินรถกระบะหลังคาสูงสีชมพูก็มาจอดเทียบหน้ารั้วบ้านของข้าวเจ้าพอดิบพอดีพร้อมกับรอยยิ้มสดใสของเซ็นพนักงานส่งของสุดหล่อของข้าวเจ้า

“สวัสดีครับคุณข้าวเจ้า”

“สวัสดีครับคุณเซ็น รบกวนวางของไว้ที่เดิมได้เลยครับ”

“ยินดีครับ เเต่วันนี้มีพัสดุชิ้นใหญ่ไม่เเน่ใจว่าคุณข้าวเจ้าจะยกเข้าบ้านได้หรือเปล่า ยังไงให้ผมยกเข้าไปให้ไหมครับ”

เซ็นชี้ไปยังกล่องขนาดใหญ่ที่อยู่ท้ายรถให้ข้าวเจ้าดู เจ้าตัวเมื่อมองเห็นขนาดของกล่องเเล้วก็มั่นใจได้เลยว่าน่าจะเป็นเซตตู้พร้อมโต๊ะไม้ที่สั่งมาเป็นพร็อพประกอบฉากเเละเเน่นอนว่าไม่น่าจะยกเข้าไปในบ้านไหวจึงได้เเต่พยักหน้าตกลงให้เซ็นช่วยยกเข้าไปให้

เปิดทางให้เซ็นยกกล่องที่ว่านั้นส่วนตัวเองก็ยกเอากล่องอื่น ๆ ก่อนจะเดินนำหน้าเข้ามาในบ้าน 

“วางไว้ตรงนั้นได้เลยนะครับ”

ชี้บอกจุดที่จะวางของเเล้วเดินหายเข้าไปในครัวเพื่อหยิบน้ำเปล่ากลับมาส่งให้กับเซ็น

“น้ำครับ ขอบคุณมากนะครับที่ยกเข้ามาส่งให้”

“ด้วยความยินดีครับ เเล้วก็ขอบคุณสำหรับน้ำนะครับ”

เซ็นรับน้ำมาเปิดดื่มเพื่อเป็นการบอกให้รู้ว่าเจ้าตัวขอบคุณจริง ๆ สำหรับน้ำใจในครั้งนี้ ระหว่างนั้นก็มองสำรวจคนตรงหน้า ข้าวเจ้าตัวเล็กกว่าเขาพอสมควรสูงเพียงเเค่หัวไหล่ของเขาเท่านั้น ปากนิดจมูกหน่อยกับผิวขาวเนียนที่ดูก็รู้ว่าได้รับการดูเเลมาอย่างดี บอกได้คำเดียวว่าสเปกเขาสุด ๆ เเละถ้าไม่คิดเข้าข้างตัวเองจนเกินไปดูเหมือนว่าข้าวเจ้าเองก็สนใจเขาอยู่เหมือนกัน

เเม้จะอยากอยู่ต่ออีกหน่อยเเต่ในเมื่อไม่มีเหตุผลจะอยู่ต่อเเล้วเซ็นจึงต้องขอตัวกลับออกมา

“ยังไงคุณข้าวเจ้าเช็กของเเล้วเซ็นรับให้ผมด้วยนะครับ”

ข้าวเจ้าเองก็ไม่รู้จะหาเหตุผลไหนมาเพื่อรั้งตัวอีกฝ่ายเอาไว้ เลยได้เเต่เช็กของเเละเซ็นรับก่อนจะเดินมาส่งอีกฝ่ายที่หน้าบ้าน

“ขอบคุณนะครับคุณเซ็น”

“ยินดีครับ เเล้วพรุ่งนี้เจอกันนะครับ”

ข้าวเจ้าเลือกที่จะส่งยิ้มเป็นการตอบรับประโยคของเซ็นเเทน อยากให้ถึงพรุ่งนี้เเล้วสิ


เช้าวันต่อมาหลังจากทำงานบ้านเรียบร้อยข้าวเจ้ายกโน้ตบุ๊กตัวเก่งออกมานั่งทำงานที่สวนหน้าบ้านเพื่อรอเวลาให้เซ็นมาส่งของ ช่วงนี้งานรีวิวของเขาส่วนใหญ่ยังคงเป็นเครื่องสำอางกับสกินเเคร์ของผู้หญิง ข้าวเจ้าเลยคิดว่าจะทำคลิปเครื่องสำอางกับสกินเเคร์ที่เหมาะกับผู้ชายดูเพราะเดี๋ยวนี้ผู้ชายก็หันมาใส่ใจดูเเลตัวเองมากขึ้น คิดได้ดังนั้นข้าวเจ้าก็ลงมือจดลิสต์ผลิตภัณฑ์ที่จะรีวิวทันที

สิบโมงพอดิบพอดีรถยนต์คันเดิม คนส่งคนเดิมเเละรอยยิ้มเเบบเดิมก็มาถึง ข้าวเจ้าเดินออกไปเปิดประตูรั้วด้วยความเคยชินพร้อมส่งรอยยิ้มตอบกลับไป

“สวัสดีครับคุณข้าวเจ้า”

“ดีครับคุณเซ็น วันนี้รบกวนยกเข้าไปในบ้านให้หน่อยนะครับพอดีผมใช้โต๊ะตรงสวนทำงานเลยไม่สะดวกเท่าไร”

“ได้ครับ ไม่มีปัญหา”

เซ็นยกกล่องของที่มีปริมาณไม่น้อยลงเลยเเม้เขาจะมาส่งของให้ที่นี่เป็นวันที่สามเเล้วเดินตามเจ้าของบ้านเข้ามาด้านในก่อนจะวางลงตรงจุดที่ข้าวเจ้าชี้บอก

“น้ำครับ เมื่อเช้าผมเก็บใบเตยตรงข้างรั้วมาต้มดื่มเลยอยากให้คุณได้ดื่มด้วย ทำงานเหนื่อย ๆ ดื่มน้ำใบเตยเย็น ๆ ชื่นใจดีนะครับ”

ข้าวเจ้าส่งเเก้วน้ำใบเตยหวานหอมให้กับเซ็นก่อนที่เจ้าตัวจะเดินไปตรวจความเรียบร้อยของพัสดุเเละเซ็นรับของเหมือนเช่นทุกวัน ในระหว่างที่ข้าวเจ้ากำลังตรวจเช็กของเซ็นใช้โอกาสนี้ในการสำรวจรอบ ๆ บ้านเพื่อมองหาว่าจะสามารถใช้เรื่องไหนมาพูดคุยกับอีกฝ่ายได้บ้าง ลำพังเเค่มาส่งของก็มีเพียงเเต่รูปประโยคเดิม ๆ ไม่ได้มีหัวข้ออะไรให้พูดคุยทำความรู้จักกันมากกว่านี้ เเละเหมือนโชคจะเข้าข้างเพราะเซ็นเจอเรื่องที่ทั้งเขาเเละข้าวเจ้าชอบเหมือนกันสะเเล้ว

“คุณข้าวเจ้าชอบทะเลเหรอครับ”

“เอ๊ะ! ชอบครับ ว่าเเต่คุณเซ็นรู้ได้ยังไงครับเนี่ย”

“รูปถ่ายกับโปสต์การ์ดน่ะครับ คุณข้าวเจ้าติดไว้เต็มบ้านเลย”

“อะ! จริงด้วย เเล้วคุณเซ็นชอบทะเลไหมครับ”

“ชอบครับ ผมเองก็ไปมาเเล้วหลายที่เหมือนกัน ที่นี่ผมก็ไปมาเเล้วนะครับสวยมากเลย”

ระหว่างที่คุยกันเซ็นเองก็เดินมองภาพถ่ายเเละโปสต์การ์ดรูปทะเลที่ข้าวเจ้าติดไว้ที่กำเเพงฝั่งหนึ่งของตัวบ้าน จนมาหยุดที่รูปถ่ายของข้าวเจ้าที่สวมเสื้อฮาวายสีเหลืองลายสับปะรดกับกางเกงขาสั้นสีขาวยืนอยู่ริมหาดที่มีเจ้าหมูป่าตัวอ้วนกลมอยู่ยืนข้างตัว

“ผมเองก็ชอบที่นี่มากครับ ทะเลใส หาดสวย อาหารอร่อย ผู้คนก็ใจดีถ้ามีโอกาสผมเองก็อยากกลับไปอีกครั้งเหมือนกัน”

“เหมือนกันเลยครับ ถ้ามีโอกาสผมเองก็อยากกลับไปเหมือนกัน”

“ไปด้วยกันไหมครับ/ไปด้วยกันไหมครับ”

หลังจบประโยคทั้งสองก็หันมามองหน้ากันด้วยความตกใจก่อนจะหัวเราะออกมาพร้อมกันในความบังเอิญนี้

“ครับไว้ไปด้วยกัน ถ้ายังไงผมกลับก่อนนะ เเล้วเจอกันพรุ่งนี้ครับ”

ข้าวเจ้าเดินออกมาส่งเซ็นที่หน้าบ้านเเต่ก่อนที่เซ็นจะก้าวเท้าออกไปข้าวเจ้าก็เหลือบเห็นความผิดปกติที่รถเสียก่อน

“คุณเซ็นครับ ผมว่ายางรถมันเเปลก ๆ เหมือนมันจะแบนยังไงก็ไม่รู้นะครับ”

เมื่อข้าวเจ้าทักเซ็นเลยก้มไปมองสำรวจเเล้วก็จริงดังที่อีกฝ่ายว่าเพราะว่ายางรถของเขาเหยียบโดนตะปูเต็ม ๆ

“โดนตะปูน่ะครับ เดี๋ยวผมต้องโทรตามช่างมาเปลี่ยนเเล้วก็ให้รถคันอื่นมาเอาของไปส่งต่อด้วย ยังไงคงต้องรบกวนจอดรถไว้หน้าบ้านคุณข้าวเจ้าสักพักนะครับ”

“ด้วยความยินดีเลยครับ ถ้ามีอะไรให้ผมช่วยบอกได้เลยนะ”

จากนั้นเซ็นก็เดินออกไปโทรศัพท์ตามช่างเเละรถคันอื่นของบริษัทมารับพัสดุไปส่งลูกค้าต่อ ส่วนข้าวเจ้าก็หันมาเก็บโน้ตบุ๊กที่โต๊ะในสวนกลับเข้าบ้านเพราะคิดว่ายังไงคงยังไม่ได้ทำงานในเร็ว ๆ นี้เเน่นอน

“คุณข้าวเจ้าครับ”

“ครับคุณเซ็น เรียบร้อยดีไหมครับ”

“เรียบร้อยครับ ไม่เกินครึ่งชั่วโมงรถอีกคันจะมารับของไปเเต่ช่างน่าจะใช้เวลาเกือบชั่วโมงเลยครับกว่าจะมา คงต้องรบกวนจอดรอที่หน้าบ้านก่อนนะครับ”

“ไม่เป็นไรเลยครับ ถ้ายังไงคุณเซ็นเข้ามารอในบ้านก่อนดีกว่า”

“เดี๋ยวผมนั่งรอในรถก็ได้ครับ เกรงใจคุณข้าวเจ้า”

“ไม่ต้องเกรงใจเลยครับผมยินดี ถ้าอย่างนั้นนั่งที่โต๊ะในสวนดีไหมครับ”

“ก็ได้ครับ”

หลังจากที่เซ็นยอมเข้ามานั่งรอที่สวนข้าวเจ้าก็เดินไปหยิบน้ำใบเตยทั้งเหยือกพร้อมขนมปังกรอบออกมาเป็นของว่างรับรองเเขกเฉพาะกิจของวัน

“น้ำใบเตยกับขนมปังกรอบทานรองท้องก่อนนะครับ”

“ขอบคุณนะครับ”

ระหว่างที่รอเวลาให้รถส่งของกับช่างซ่อมมานั้นทั้งสองคนต่างก็ไม่ปล่อยให้เสียเวลาเปล่าหาเรื่องราวมาพูดคุยเพื่อทำความรู้จักกันให้มากขึ้นจนได้รู้ว่าเซ็นอายุมากกว่าข้าวเจ้าสามปี ชอบเล่นกีฬาโดยเฉพาะกีฬาทางน้ำจะชอบเป็นพิเศษ เเถมยังชอบไปทะเลเหมือนกันอีกต่างหาก

ส่วนเซ็นก็ได้รู้ว่าข้าวเจ้าเป็นรีวิวเวอร์ที่เน้นรีวิวเครื่องสำอาง สกินเเคร์ บางครั้งก็เเนะนำพวกโปรโมชั่นของเเบรนด์ต่าง ๆ ทำให้หมดข้อสงสัยไปเลยว่าทำไมอีกฝ่ายถึงได้สั่งของเยอะเเยะมากมายขนาดนี้ เพราะส่วนหนึ่งคือของเอามารีวิวอีกส่วนก็พร็อพประกอบฉาก รู้ว่าเจ้าตัวเด็กกว่าเขาถึงสามปี อาศัยอยู่กับเเม่เเละน้องสาวเเต่ตอนนี้ทั้งสองคนไปปฏิบัติธรรมที่วัดกว่าจะกลับก็อีกสองสัปดาห์

นอกจากจะพูดคุยเเลกเปลี่ยนความคิดกันเเล้ว มีสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปก็คือสรรพนามการเรียกที่เปลี่ยนจาก'คุณ' กับ 'ผม มาเป็น 'พี่' กับ 'เจ้า' แทน

คุยไปคุยมากลายเป็นว่าทั้งสองคนเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันเเม้จะคนละคณะเเต่กลับทำให้มีเรื่องราวมาพูดคุยได้ไม่หยุด หมดเรื่องนี้ต่อเรื่องนั้นจนเกือบจะลืมไปเลยว่าตอนนี้กำลังรออะไรกันอยู่ถ้าไม่ได้เสียงโทรศัพท์ของเซ็นดังเตือนขึ้นสะก่อน

“รถอีกคันมาเเล้วถ้ายังไงพี่ออกไปจัดการเรื่องพัสดุก่อนนะ”

“ครับพี่เซ็น”

คล้อยหลังเซ็นเดินออกไปโทรศัพท์ของข้าวเจ้าก็มีสายวิดีโอคอลเข้ามาจากหลินหลิน เพื่อนสาวคนสนิทหนึ่งเดียวของข้าวเจ้าที่สนิทกันมาตั้งเเต่สมัยมัธยมยันมหาวิทยาลัยเพราะบ้านอยู่ติดกันก่อนที่ครอบครัวของหลินหลินจะย้ายออกไปอยู่ต่างจังหวัด

[ทำไรอยู่ย่ะนังข้าวเจ้า]

“ไม่ได้ทำไร เเล้วเเกอะมีไรนึกยังไงโทรมา”

[ไม่นึกยังไงเเล้วโทรมาไม่ได้เหรอย่ะ เชอะ]

“โอ๋ ๆ น้า ก็เเหมนาน ๆ ทีคุณเออีสาวจะมีเวลาว่างโทรหานี่หน่า ส่วนใหญ่โทรมาก็คุยเรื่องงาน”

เรื่องงานที่ข้าวเจ้าว่าก็คืองานรีวิวที่บางครั้งก็ได้มาจากเพื่อนสาวคนนี้ที่ติดต่อมาให้ 

[ไม่มีเรื่องงานย่ะ วันนี้จะโทรมาเม้าท์ล้วน ๆ ว่าเเต่นึกยังไงมานั่งที่สวนตอนกลางวันเเบบนี้ คนขี้ร้อนอย่างแกออกจากห้องแอร์ได้ด้วยเหรอ]

“มีธุระติดพันนิดหน่อยเลยต้องมานั้งตรงนี้ ว่าเเต่จะเม้าท์เรื่องอะไรว่ามา”

[ขอเม้าท์เรื่องที่ออฟฟิศก่อนได้ปะ คือคันปากอยากเม้าท์มากกก คืองี้นะมันเป็นเรื่องของ...]

“ข้าวเจ้าครับ”

“แป๊บนะครับพี่เซ็น เเค่นี้ก่อนนะหลินเดี๋ยวว่างเเล้วโทรไปใหม่ ครับพี่เซ็น”

“พี่จะบอกว่าขนพัสดุเรียบร้อยเเล้วครับ เเล้วก็ช่างมาพอดีกำลังเปลี่ยนยางอยู่ครับ”

“ดีเลยครับ ถ้างั้นเราออกไปดูกันเถอะ”

ใช้เวลาไม่นานช่างซ่อมก็จัดการเปลี่ยนยางรถยนต์ให้เรียบร้อยนั้นก็หมายถึงเวลาที่จะได้คุยกันของทั้งสองคนก็หมดลงเช่นเดียวกัน

“วันนี้ขอบคุณมากนะข้าวเจ้า”

“ด้วยความยินดีครับ”

“ถ้าอย่างนั้นพี่ไปก่อน เเล้วพรุ่งนี้เจอกันนะ”

“ครับ เเล้วเจอกัน”


                     ﹏﹏﹏﹏﹏﹏﹏﹏﹏


[อะไรยังไงเล่ามา! พี่เซ็นคือใคร]

“โห ไหนว่าจะเม้าท์เรื่องที่ออฟฟิศไง”

[เรื่องนั้นช่างมันก่อนเรื่องของแกสำคัญกว่า เล่า!]

“ไม่มีอะไรพี่เขาเป็นพนักงานส่งของ”

[เเค่พนักงานส่งของเเกถึงต้องเรียกว่าพี่เลยเหรอ มันต้องมีอะไรมากกว่านั้น ขยายความเดี๋ยวนี้ก่อนที่ฉันจะโทรไปฟ้องเเม่เเก หน็อยย เเม่กับน้องไม่อยู่เเรดร่าเริงงี้เหรอ]

“แรดที่หน้าเเกสิหลิน! เออ ๆ เล่าเเล้ว ห้ามโทรบอกเเม่ด้วยบาปกรรมเปล่า ๆ โทรไปกวนคนปฏิบัติธรรม”

ข้าวเจ้าเลยต้องเล่าเรื่องราวทั้งหมดตั้งเเต่ความรู้สึกตอนรับโทรศัพท์จนกระทั่งเห็นหน้ากันครั้งเเรก จนถึงตอนนี้ที่เจ้าตัวเริ่มมั่นใจว่าเเอบมีใจให้อีกฝ่ายหน่อย ๆ เเล้ว

[เเกจะบอกว่าแกชอบเขาอย่างนั้นเหรอ]

“มันก็ไม่ถึงขั้นนั้น แบบรู้สึกดีด้วยอะยิ่งวันนี้ได้คุยกันหลาย ๆ อย่างมันก็คลิกนะ ทั้งความชอบ นิสัยใจคอ ทัศนคติบางอย่าง”

[เออ ๆ ฉันก็ไม่ได้จะว่าอะไรหรอกเเค่อยากให้เเกดูดี ๆ ดูนาน ๆ ว่าเเต่แกบอกว่าพี่เขาชื่อเซ็นใช่ปะ]

“ใช่ ๆ”

[มาจากบริษัทไหนนะ]

“SEND”

[ชื่อเซ็น มาจาก SEND หน้าตาหล่อ ๆ หุ่นดี ๆ เสียงนุ่ม ๆ แป๊บนะนังข้าวเจ้า]

หลินหลินหมุนตัวไปทางหน้าจอโน้ตบุ๊กที่เปิดค้างไว้ก่อนที่นิ้วมือจะกดรัว ๆ ที่แป้นพิมพ์เหมือนกำลังจะค้นหาอะไรบางอย่างปล่อยให้สายวิดีโอคอลยังคงดำเนินต่อไปท่ามกลางความสงสัยของข้าวเจ้า

ไม่นานเกินรอหลินหลินก็หยิบโทรศัพท์เเล้วเปลี่ยนเป็นกล้องหลังจ่อไปยังหน้าจอโน้ตบุ๊กที่ปรากฏภาพของเซ็น ว่าเเต่ทำไมหลินหลินถึงหาภาพของเซ็นได้ล่ะ

[คนนี้ปะแก]

“ใช่คนนี้เเหละ ว่าเเต่ทำไมแกมีรูปพี่เซ็นอะ”

[กรี๊ดดดดดดด! นังข้าวเจ้า นังเด๋อ! ฮือออ ทำไมเเกต้องได้ของพรีเมี่ยมด้วยเนี่ย ทำไมไม่เป็นช้านนนน]

“พูดเรื่องอะไรของแกเนี่ยงงไปหมดเเล้ว”

[ก็พี่เซ็นของแกอะ ก็คือคุณเซ็นเจ้าของ SEND ไง]

“อะ อะไรนะ!”

[เดี๋ยวฉันจะอ่านประวัติให้แกฟัง...]

สิปปวิชญ์ ชิษณุพงศ์ หรือเซ็นนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงที่เข้ามาพลิกโฉมวงการโลจิสติกส์ของเมืองไทยด้วยการเปิดบริษัท SEND บริษัทขนส่งที่มากกว่าการขนส่งสินค้าเเต่ยังรวมถึงบริการขนส่งอาหารเเละขนส่งมวลชนอีกด้วย

“ประวัติพี่เซ็นไม่ธรรมดาเลย”

[นั้นดิ เเล้วเเกโกรธเขาปะ]

“อืมม ว่าไงดีอะ ไม่ได้โกรธนะเราว่าพี่เขาคงมีเหตุผลให้ทำมากกว่า อีกอย่างเรากับพี่เขาก็เพิ่งคุยกันจริงจังวันนี้วันเเรกเเถมยังไม่ได้คุยกันในเชิงนั้นอีก เขาจะไม่บอกก็ไม่แปลกหนิ”

[ก็จริงของเเก เเต่เอาเป็นว่าถ้าเเกกับพี่เขาจะพัฒนาไปมากกว่านี้ก็ลองดูนะว่าเขาจะยอมบอกความจริงหรือเปล่า ถ้าไม่บอกฉันว่าเเกควรถอยนะเพราะมันไม่จริงใจเลย]

“โอเค ขอบใจเเกมากนะหลิน”


วันนี้เป็นวันสุดท้ายเเล้วที่เซ็นจะมาส่งของที่บ้านข้าวเจ้าเพราะเจ้าตัวลองเช็กสินค้าที่ต้องจัดส่งก็พบว่าของทั้งหมดจะถูกจัดส่งในวันนี้ 

เมื่อวานหลังจากที่ได้รู้ว่าจริง ๆ เเล้วเซ็นคือใครข้าวเจ้าก็กลับมาคิดทบทวนว่าตัวเองรู้สึกยังไงก็พบว่าความรู้สึกยังเหมือนเดิมเหมือนตอนที่รู้ว่าเซ็นเป็นพนักงานส่งของ นั้นหมายความว่าข้าวเจ้าไม่ได้สนใจว่าเซ็นทำอาชีพอะไรขอเเค่เป็นเซ็นข้าวเจ้าก็พร้อมที่จะเรียนรู้อีกฝ่ายเเล้ว ส่วนเรื่องที่เซ็นไม่บอกฐานะที่เเท้จริงข้าวเจ้าเข้าใจว่าอีกฝ่ายย่อมมีเหตุผลจำเป็น เเต่สิ่งที่ข้าวเจ้ากังวลคือหลังจากนี้ต่างหากว่าเขาจะมีโอกาสได้เจอกับเซ็นอีกหรือไม่

Rrrrrr

“ฮัลโหล”

[สวัสดีครับข้าวเจ้า พี่เซ็นเองนะวันนี้มีพัสดุมาส่งข้าวเจ้าสะดวกรับของช่วงสิบโมงหรือเปล่าครับ]

“สะดวกครับพี่เซ็น”

[เเล้วพบกันครับ]

ภาพรถกระบะหลังคาสูงสีชมพูมาจอดเทียบหน้ารั้วบ้านพร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่นเป็นภาพที่เห็นได้ชินตาในช่วงนี้ เเละเมื่อไม่รู้ว่าจะได้เห็นภาพนี้อีกเมื่อไหร่ข้าวเจ้าจึงขอเก็บภาพนี้ไว้ในความทรงจำให้นานที่สุด

“สวัสดีครับข้าวเจ้า”

“สวัสดีครับพี่เซ็น”

“ให้พี่วางของไว้ตรงไหนดีครับ”

“โต๊ะในสวนเลยครับ”

เเละก็เป็นเหมือนเช่นทุกวันที่พอเซ็นวางกล่องพัสดุเรียบร้อยข้าวเจ้าก็จะเข้ามาเช็กของเเละเซ็นรับ เเต่วันนี้กลับต่างออกไปเพราะข้าวเจ้าอยากหาทางยื้อเวลาอีกสักหน่อย

“พี่เซ็นรอแป๊บหนึ่งนะครับ เดี๋ยวเจ้าไปเอาน้ำมาให้”

“ครับ”

ข้าวเจ้าเดินกลับออกมาพร้อมแก้วอัญชันมะนาวกับเเซนด์วิชอโวคาโด้กุ้งต้ม

“เจ้าลืมถามไปเลยว่าพี่เซ็นรีบหรือเปล่า เจ้าทำเเซนด์วิชไว้ให้ถ้าไม่รีบทานก่อนนะครับเเต่ถ้ารีบเดี๋ยวเจ้าเอาไปห่อให้”

“พี่ไม่รีบครับ มีเวลาอยู่ทานของว่างกับข้าวเจ้าอีกสักพักเลย”

“แบบนั้นก็ดีเลยทานเยอะ ๆ นะครับ”

ระหว่างที่ทานของว่างเซ็นแอบลอบมองใบหน้าของข้าวเจ้าอยู่เป็นระยะเพราะดูเหมือนวันนี้เจ้าตัวจะแปลก ๆ ไปไม่ค่อยร่าเริงเหมือนวันอื่น ๆ

“ข้าวเจ้าไม่สบายหรือเปล่าครับ”

“เอ๊ะ! เปล่าหนิครับเจ้าสบายดี”

“เเต่สีหน้าเราไม่ค่อยร่าเริงเลย หรือว่ามีเรื่องไม่สบายใจถ้าไม่รังเกียจปรึกษาพี่ได้นะครับ”

“ผมไม่ได้มีเรื่องไม่สบายใจขนาดนั้นหรอกครับ เเค่คิดว่าวันนี้คงได้เจอพี่วันสุดท้ายเเล้ว ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้เจอกันอีก”

“หึหึ พี่นึกว่าเรื่องอะไรถ้าอย่างนั้นเราเเลกคอนแทคกันดีไหมครับ”

จริงสินะ ถึงจะไม่ได้เจอกันเพราะเซ็นไม่ได้มาส่งของให้ที่บ้านเเต่ก็ยังเเลกเบอร์เเลกไลน์กันได้นี่หน่า โอ๊ยยยย ข้าวเจ้า! ทำไมเด๋อเเบบนี้

หลังจากบ่นตัวเองอยู่ในใจข้าวเจ้าก็รีบเอาโทรศัพท์ของเซ็นมากดเพิ่มเบอร์เพิ่มไลน์ของตัวเองให้เรียบร้อย ก่อนจะกดโทรออกไปยังเครื่องของตัวเองเเค่นี้ก็เสร็จเเล้ว

“เรียบร้อยเเล้วครับพี่เซ็น”

“ขอบคุณนะครับสำหรับของว่างเเล้วก็เบอร์”

“ยินดีครับ”

“ถ้าอย่างนั้นพี่ไปทำงานต่อก่อนนะ เเล้วเจอกันครับ”

ข้าวเจ้าเดินออกมาส่งเซ็นที่หน้าบ้านเหมือนปกติโดยไม่ได้สงสัยเลยว่าเเล้วเจอกันของเซ็นหมายความว่ายังไง


﹏﹏﹏﹏﹏﹏﹏﹏﹏


หลังจากที่เซ็นกลับออกไปข้าวเจ้าก็เฝ้ารอที่จะได้รับข้อความหรือสายเรียกเข้าจากอีกฝ่าย เเต่รอเเล้วรอเล่าก็ไม่มีวี่เเววใด ๆ เลยจนกระทั่งค่ำเเล้วก็ไม่มีสักสาย

“อะไรกัน ไม่คิดจะโทรมาหาหน่อยหรือไง ชิ! สงสัยจะโดนเทเเล้วมั่งข้าวเจ้า”

เช้าวันต่อมาข้าวเจ้าตื่นเเต่เช้ามาทำกิจวัตรตามปกติเพียงเเต่วันนี้ไม่ต้องรอรับสายว่าจะมีพัสดุเข้ามาส่ง 

Rrrrrr

“หืมม ใครโทรมาเเต่เช้ากันหรือว่าจะมีลูกค้า”

ข้าวเจ้าหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเห็นเบอร์ไม่คุ้นเลยเดาว่าอาจจะเป็นลูกค้าก็ได้จึงตัดสินใจกดรับสายทันที

“ฮัลโหล”

[สวัสดีครับคุณข้าวเจ้า ผมโทรมาจาก SEND นะครับ วันนี้มีพัสดุส่งถึงคุณข้าวเจ้าไม่ทราบว่าสะดวกรับของช่วงสิบโมงหรือเปล่าครับ]

เอ๊ะ! เสียงที่ข้าวเจ้าได้ยินคือเสียงของเซ็นซึ่งเขาจำได้ดีเเละจำได้ขึ้นใจ เเล้วเอาเบอร์ใครมาโทรมันไม่ใช่เบอร์ที่เเลกกันเมื่อวาน เเล้วทำไมถึงยังใช้ประโยคแบบเป็นทางการอย่างนี้ คิดจะทำอะไรกันเเน่นะ

“ผมจำได้ว่าไม่มีพัสดุต้องรับเเล้วนะครับ”

[ยังมีพัสดุตกค้างอีกหนึ่งชิ้นครับ ว่าเเต่สะดวกรับพัสดุหรือเปล่าครับ]

“สะดวกครับ”

[เเล้วพบกันครับ]

สิบโมงพอดิบพอดีที่มีรถยนต์มาจอดอยู่ที่หน้ารั้วบ้านต่างกันที่คราวนี้ไม่ใช่กระบะสีชมพูเเต่เป็นเบนซ์สีดำคันหรู ไม่ใช่ยูนิฟอร์มพนักงานเเต่เป็นเชิ้ตสีกรมท่ากับกางเกงยีนเนื้อดี เเต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนเดิมคือรอยยิ้มอันอบอุ่นที่มองกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ชวนให้ตาพร่าเเละใจสั่น

“สวัสดีครับข้าวเจ้า”

“สะ สวัสดีครับพี่เซ็น ทำไมถึงได้”

ข้าวเจ้าใช้สายตาเชิงสำรวจเพื่อบอกให้รู้ว่าเจ้าตัวต้องการคำตอบกับสิ่งที่เปลี่ยนไปของเซ็น

“พี่ขอเข้าไปหน่อยได้ไหมครับ เเล้วพี่จะอธิบายทุกอย่างให้ฟัง”

ทั้งสองใช้ห้องรับเเขกเป็นสถานที่พูดคุย หลังจากเสิร์ฟน้ำเรียบร้อยข้าวเจ้าก็นั่งรอเพื่อที่จะฟังสิ่งที่เซ็นกำลังจะอธิบาย

“ข้าวเจ้าคงสงสัยว่าวันนี้พี่มาทำไม เเล้วทำไมถึงเปลี่ยนไปแบบนี้ พี่พร้อมจะอธิบายเเล้วข้าวเจ้าพร้อมที่จะฟังหรือยังครับ”

“พร้อมเเล้วครับ”

“จริง ๆ เเล้วพี่ไม่ใช่เเค่พนักงานส่งของหรอกนะเเต่พี่คือเจ้าของบริษัท SEND ข้าวเจ้าอาจจะไม่เชื่อเเต่นี่คือหลักฐานครับ”

เซ็นยื่นโทรศัพท์ที่เปิดหน้าเว็บไซต์ของบริษัทมาทางข้าวเจ้าบนนั้นมีชื่อนามสกุลของเจ้าตัวที่บ่งบอกตำเเหน่งประธานบริหารพร้อมกับบัตรประชาชนเพื่อยืนยันตัวตน ข้าวเจ้ารับทั้งสองอย่างมาดูก่อนจะพยักหน้าด้วยความเข้าใจ เซ็นจึงเริ่มอธิบายต่อ

“พี่มาลองมาส่งของดูครับจะได้รู้การทำงานจริง ๆ เป็นยังไง มีปัญหาตรงไหนจะได้ปรับรูปแบบให้เข้ากับพนักงานเเละลูกค้าได้”

“...”

“วันนั้นที่พี่มาส่งของบ้านเราพี่ก็เริ่มส่งของครั้งเเรก เเต่พอมาเจอเราพี่ยอมรับเลยว่าตรงสเปกพี่มากจากนั้นพี่ก็ใช้อำนาจนิดหน่อยในการส่งของให้เราคนเดียว”

ฟังมาถึงตรงนี้ข้าวเจ้าก็อดชื่นชมเซ็นไม่ได้ที่ทำงานได้เก่งเพราะเอาตัวลงมาคลุกคลีกับการทำงานจริง ๆ เเถมยังอดที่จะตื่นเต้นปนขัดเขินไม่ได้ที่ตัวเองนั้นตรงสเปกของเซ็นเเถมเจ้าตัวยังอาสามาส่งของให้เขาเองอีก แบบนี้จะไม่ให้ประทับใจได้ยังไง

“โกรธหรือเปล่าที่พี่โกหก”

“ไม่หรอกครับ เจ้าเข้าใจอีกอย่างเจ้าก็รู้อยู่เเล้วว่าพี่เป็นใคร”

“หืม ทำไมรู้ล่ะครับ”

ข้าวเจ้าเลยเล่าเรื่องที่วันนั้นหลินหลินโทรมาหาตอนที่รถของเซ็นยางแบนพอดีให้อีกฝ่ายฟัง

“ขอบคุณนะครับที่เข้าใจพี่”

“ครับ ว่าเเต่ที่พี่บอกมีพัสดุค้างส่งคืออะไรเหรอครับ”

“รอแป๊บหนึ่งนะครับ”

เซ็นเดินออกไปหยิบของที่รับเเละกลับมาพร้อมกับช่อดอกลิลลี่สีขาว

“นี่ครับ พัสดุค้างส่ง”

“พะ พี่เซ็น”

ข้าวเจ้าเอื้อมมือสั่นเทาออกไปรับช่อดอกไม่ช่อใหญ่ ลิลลี่สีขาวหมายถึงต้องการทำความรู้จักเขารู้ความหมายของดอกนี้ดีเพราะเป็นดอกไม้โปรดของเจ้าตัวเช่นกัน

“ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการนะครับ เเล้วก็พี่ขออนุญาตจีบนะ”

“ผมมีเรื่องอยากจะขอก่อนน่ะครับ ถ้าเราสองคนจะพัฒนาไปมากกว่านี้ต่อจากนี้ก็ต้องพูดเเต่ความจริงไม่ปิดบังอะไรเเล้วนะ”

“ได้ครับ จากนี้ไปจะมีเเต่ความจริงใจระหว่างเราสองคน อนุญาตให้พี่จีบเรานะ”

“ครับ”

สั่งของวันคนโสดนอกจากจะได้สินค้าราคาพิเศษ บริการดี ๆ จากบริษัทขนส่งแล้ว ยังได้เจ้าของบริษัทมาดูเเลหัวใจให้อีกคุ้มกว่านี้ไม่มีอีกเเล้ว อย่าลืมชอปปิงกันเยอะ ๆ นะครับ



                                  -HAPPY-
    
                         #11.11ส่งรักวันคนโสด



Caramel Macchiato's talk

นานๆ มาครั้งจริงๆค่า เเหะ! เเต่ด้วยความคิดถึงคนอ่านมันอดใจไม่ไหวจริงๆ เรื่องนี้ตึงเกิดขึ้น! มาในธีมนักชอปกับพนักงานส่งของสะหน่อยยังไงฝากเอ็นดูพี่เซ็นกับน้องเจ้าด้วยนะคะ

ให้กำลังใจกันได้นะคะ เมลรออ่านคอมเมนต์จากทุกคนอยู่นะ

ติดตามข่าวสารการอัพเดทและพูดคุยติ-ชมนิยาย ได้ที่ทวิตเตอร์ @CaramelWritter ในเเท็ก #shortstoriesbyCM หรือเพจเฟซบุ๊ก Caramel Macchiato ได้เลยน้า









ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น