l Short Stories l

ตอนที่ 2 : เก็บตัวนี้ … ไม่เหงาอีกต่อไป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 28
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    21 มิ.ย. 63

 

เก็บตัวนี้ … ไม่เหงาอีกต่อไป

 

“เบื่อโว้ยยยยยยยย!” 

ญี่ปุ่นตะโกนออกไปสุดเสียงเพื่อระบายความเบื่อหน่ายที่สุมอยู่เต็มอก ก็จะไม่ให้เบื่อได้ยังไงในเมื่อเขาต้องมาติดเเหงกอยู่ที่ห้องนานกว่าสองสัปดาห์เเล้วจากสถานการณ์ COVID19 

กลับบ้านก็ไม่ได้เพราะครอบครัวเขาอาศัยอยู่ต่างจังหวัด ช่วงเเรกเขาก็คิดว่าสถานการณ์คงไม่มีอะไรมากเลยเลือกจะอยู่กรุงเทพฯ ไปก่อนเเต่กว่าจะรู้ตัวว่าควรกลับบ้าน จังหวัดบ้านเกิดดันล็อคดาวน์ไปสะเเล้ว

จะไปทำงานก็ไม่ได้เพราะเขาคือเจ้าของเพจ 'เที่ยว (กับ) ญี่ปุ่น' เพจท่องเที่ยวในเฟซบุ๊กที่มีผู้ติดตามเกือบเเสน เพจของเขาจะเเนะนำสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ของประเทศญี่ปุ่นไม่ว่าจะสถานที่เที่ยวดังๆ หรือสถานที่ลับที่มีเเต่คนในพื้นที่เท่านั้นที่รู้ รวมถึงยังรับงานจัดตารางท่องเที่ยวให้กับบริษัททัวร์อีกด้วย

เเต่สถานการณ์แบบนี้ทำให้งานของเขาถูกยกเลิกทั้งหมด ด้วยความที่งานของเขาต้องเดินทางบ่อยๆ การที่ต้องมาอยู่เเต่ในห้องเฉย ๆ แบบนี้ใครบ้างจะไม่เบื่อ

เเละการที่ญี่ปุ่นมายืนตะโกนที่ระเบียงห้องตัวเองแบบนี้ เพราะเจ้าตัวมั่นใจว่าห้องข้างๆ ไม่มีใครอยู่เเน่นอน

จนกระทั่ง…..

“เชี่ย!” 

ญี่ปุ่นหันไปตามเสียงสบถก็พบผู้ชายคนหนึ่งนอนอยู่บนบีนเเบ็กที่ระเบียงข้างห้องของเขา เจ้าตัวดูหงุดหงิดมากที่มีคนมารบกวนการนอนดูได้จากสายตาคม ๆ ที่จ้องมองมา

นี่ถ้าไม่ติดว่ามีระเบียงคั่นญี่ปุ่นมั่นใจเลยว่าผู้ชายคนนั้นกระโดดมาต่อยเขาเเน่ ๆ 

ความจริงเเล้วเขาคิดว่าตัวเองก็น่าจะพอสู้ได้เเหละนะ ดูจากความสูงน่าจะห่างกันเเค่ไม่กี่เซนฯ เผลอ ๆ จะสูงเท่ากันด้วยซ้ำ ติดตรงความหนาเนี่ยเเหละที่ผู้ชายคนนั้นรูปร่างหนากว่าเขามาก มัดกล้ามที่ต้นเเขนกับซิกเเพคลอนหนาที่หน้าท้องเพราะเจ้าตัวใส่เพียงกางเกงวอร์มตัวเดียวอวดหุ่นสวยอยู่ บวกกับทรงผมอันเดอร์คัตสีเทาควันบุหรี่ยิ่งทำให้เจ้าตัวดูดิบเถื่อนเเต่เเฝงไปด้วยเสน่ห์น่าค้นหา

ขนาดเขาที่เป็นผู้ชายยังอดชื่นชมไม่ได้เลย

“ขอโทษทีคุณ ผมไม่รู้ว่าคุณนอนอยู่ตรงนี้” 

ขอโทษไปเป็นเรื่องที่ดีที่สุดเเล้ว เผื่อคนข้างห้องจะเมตตาไม่กระโดดข้ามระเบียงมาต่อยกัน

“ไม่เป็นไรคุณ ผมแค่ตกใจเฉย ๆ” 

“อ่า ครับ ยังไงก็ขอโทษจริงๆ นะคุณ คุณจะนอนต่อก็ได้เดี๋ยวผมก็เข้าห้องเเล้ว” 

“ไม่นอนเเล้วล่ะ จริงๆ ไม่ได้ตั้งใจมานอนเเต่เเรก เเต่ดันเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้” 

เจแปนเพียงเเค่นั่งพักหลังออกกำลังกายเสร็จเท่านั้นเเต่มาดันเผลอหลับสะได้ สงสัยจะออกกำลังหนักเกินไปบวกกับช่วงนี้คงจะนอนไม่พอจริง ๆ 

หลังสะบัดความมึนเบลอหลังตื่นนอนออกไปได้ เจแปนถึงได้มีเวลาสำรวจคนข้างห้องบ้าง

ชายหนุ่มที่มีรูปร่างไม่ต่างจากเขาสักเท่าไหร่เเต่เจแปนมั่นใจว่าตัวเองสูงกว่าเเล้วก็ตัวหนากว่ามาก สีผมน้ำตาลคาราเมลช่วยขลับให้ผิวที่ขาวอยู่เเล้วยิ่งขาวเข้าไปใหญ่ ปากนิดจมูกหน่อย รวมๆ เเล้วเจแปนว่าคนข้างจะมองว่าหล่อก็ได้น่ารักก็ดี

“ยังไงเเล้วก็ขอโทษอีกทีนะคุณ” 

“ไม่เป็นไรจริง ๆ เเค่คราวหลังก่อนจะมาตะโกนอะไรดูรอบๆ ตัวให้ดีก่อนก็พอ”

เจแปนว่าพลางโบกไม้โบกมือเป็นเชิงไม่ถือสาอะไร

“แหะ ๆ คือผมคิดว่าข้างห้องไม่มีคนอยู่อะ ผมหมายถึงเป็นห้องว่างๆ เพิ่งจะรู้ว่ามีคนอยู่ก็วันนี้
เเหละ” 

ห้องของญี่ปุ่นเป็นห้องริมสุดดังนั้นทางซ้ายของห้องจึงเป็นบันไดหนีไฟ ส่วนทางขวาก็คือห้องของคนที่เขาคุยอยู่ด้วย

ญี่ปุ่นอยู่ห้องนี้มาหลายปีเเล้วตั้งเเต่เรียนมหาวิทยาลัยจนตอนนี้เรียนจบก็ยังอยู่ห้องนี้ต่อเเละเพิ่งจะซื้อขาดเมื่อสองปีก่อนหลังทำงานเก็บเงินมาได้สักระยะ

เเล้วที่เจ้าตัวบอกว่าไม่รู้ว่าข้างห้องมีคนอยู่เพราะจำได้ว่าคนก่อนหน้าย้ายไปอยู่ต่างประเทศกับสามีเเล้ว

“ผมเพิ่งมาอยู่ได้อาทิตย์เดียวเอง” 

เจแปนหนุ่มนักดนตรีที่ก็ได้รับผบกระทบจากสถานการณ์ไวรัสไม่ต่างจากนักดนตรีคนอื่นๆ ที่โดนยกเลิกงานไปจนหมด ช่วงนี้เขาเลยต้องมาอาศัยห้องของพี่สาวที่ย้ายไปอยู่กับสามีที่ต่างประเทศเเล้วปล่อยห้องนี้ให้ว่างไว้เมื่อปีก่อนไปพลาง ๆ เพราะเจ้าตัวอยากจะประหยัดค่าใช้จ่ายเนื่องจากรายได้ที่หายไป จะกลับบ้านก็ไม่ได้เพราะครอบครัวเขาเองก็ย้ายตามพี่สาวไปอยู่ต่างประเทศกันจนหมด

“อ๋ออออ เออคุณไหน ๆ ก็อยู่ข้างห้องกันเเล้วเรามาทำความรู้จักกันดีไหม เผื่อมีอะไรจะได้ช่วยกันได้” 

ญี่ปุ่นส่งสายตาที่มีประกายวิบวับไปหาคนข้างห้อง ซึ่งเจแปนมองออกว่านอกจากทำความรู้จักเฉย ๆ เเล้วน่าจะมีอย่างอื่นแอบแฝงอยู่

“ไม่น่าจะใช่ทำความรู้จักเฉย ๆ ใช่ไหม” 

เจแปนตัดสินใจถามออกไปตามตรง

“รู้ทันได้ไงคุณ คืองี้ไหน ๆ เ ราก็อยู่ข้างห้องกันเเล้ว เเถมช่วงนี้ก็ออกไปไหนไม่ได้ทั้งไวรัสทั้งเคอร์ฟิว ผมเองจะกลับบ้านก็ไม่ได้ งานที่ทำก็ทำไม่ได้ต้องมาอยู่เหงา ๆ คนเดียวแบบนี้ มีเพื่อนบ้านเเบบคุณมาคุยเเก้เหงาก็ดีเหมือนกัน เพราะผมเดาว่าคุณก็น่าจะอยู่คนเดียวใช่มะ”

นึกว่าเรื่องอะไรที่แท้ก็หาเพื่อนคุยเเก้เหงา มิน่าถึงมายืนตะโกนว่าเบื่อที่ระเบียงห้องแบบนี้

“ไม่คิดว่าผมจะอยู่กับเเฟนหรือไง” 

เจแปนถามกลับพลางยักคิ้วใส่ อย่างคนที่อดหมั่นไส้ไม่ได้กับประกายตาวิบวับคู่นั้น

“อ้าว อยู่กับเเฟนเหรอคุณ” 

ญี่ปุ่นตอบกลับด้วยเสียงกับใบหน้าหงอย ๆ หมดกันเพื่อนคุยข้างห้องของเขา

“เปล่าหรอก ผมอยู่คนเดียว” 

เจแปนเลือกตอบความจริงออกไปเพราะทนเห็นสีหน้าหงอย ๆ ของอีกฝ่ายไม่ได้

“เย่! ดีนะเนี่ยขืนคุณอยู่กับเเฟนผมคงไม่กล้าไปรบกวนคุณเเน่ ๆ” 

ญี่ปุ่นส่งเสียงเเสดงความดีใจออกมาอย่างปิดไม่มิด โชคดีจริง ๆ เล้ยยย

“ว่าเเต่คุณชื่ออะไรอะ ผมญี่ปุ่นนะ อายุยี่สิบเจ็ดเเล้ว” 

เจแปนเลิกคิ้วด้วยความสงสัยอะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้น

“ผมเจแปน อายุเท่าคุณ” 

“เฮ้ย! ไม่น่าเชื่ออะคุณเเบบนี้เราสองคนก็ชื่อเดียวกันเลยอะดิ เเถมอายุยังเท่ากันอีก โหยยยย บังเอิญสุด ๆ” 

ชื่อความหมายเดียวกันน่ะใช่ เเต่อายุเจแปนไม่เเน่ใจว่าเท่ากันจริงไหม ทำไมอีกฝ่ายถึงได้ดูเเสดงออกเหมือนเด็ก ๆ แบบนี้

Rrrrrrrrr

“ผมขอตัวไปรับโทรศัพท์ก่อนนะคุณ เเล้วก็ยินดีที่ได้รู้จักนะคุณคนชื่อเดียวกัน” 

เจแปนหันหลังกลับเข้าห้องเพื่อรับโทรศัพท์ เเต่ก่อนเข้าห้องไปเจ้าตัวก็หันมายกมือทำท่าเชคแฮนด์กับญี่ปุ่นอีกครั้ง

“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันนะคุณ” 

ญี่ปุ่นเองก็ทำท่าเดียวกันกลับไป ก่อนจะหัวเราะออกมาไม่ได้เพราะนี่ถือเป็นการเชคแฮนด์แบบเว้นระยะห่างทางสังคมจริง ๆ

 

 

 

     

เมื่อคืนฝนตกลงมาญี่ปุ่นเลยตัดสินใจเปิดประตูระเบียงรับลมเย็น ๆ เเทนการเปิดแอร์ เช้านี้เลยต้องมาตื่นเพราะเสียงกีตาร์จากระเบียงห้องข้าง ๆ 

“ตื่นเช้าจังคุณ” 

ญี่ปุ่นทักทายเจแปนที่นั่งเกากีตาร์อยู่บนบีนเเบ็ก

“คุณเองก็ตื่นเช้านะหรือว่าเสียงกีตาร์ผมรบกวนคุณ” 

“ไม่ใช่หรอกคุณ พอดีเมื่อคืนผมเปิดประตูระเบียงทิ้งไว้น่ะเลยได้ยินเสียงกีตาร์ ว่าเเต่นึกยังไงมาเล่นเช้าขนาดนี้ล่ะ” 

ญี่ปุ่นถามเจแปนด้วยความสงสัยเพราะตอนนี้เป็นเวลาหกโมงครึ่งเท่านั้น ต้องอารมณ์ไหนกันถึงมาเล่นเเต่เช้าขนาดนี้

“ผมไม่ได้มาเล่นเเต่เช้าหรอก เล่นมาตั้งเเต่เมื่อคืนเเล้วยังไม่ได้นอนเลย”

เจแปนตอบไปหาวไปเป็นการยืนยันว่าเจ้าตัวยังไม่ได้นอนจริง ๆ 

“ห๊าาาาา ทำไมล่ะคุณ หรือว่าคุณเครียดเรื่องอะไรหรือเปล่าถึงต้องเล่นกีตาร์แก้เครียด” 

ญี่ปุ่นอุทานออกมาด้วยความตกใจ คนบ้าอะไรจะมานั่งเล่นกีตาร์จนอดหลับอดนอนแบบนี้

ทางด้านเจแปนจากตอนเเรกที่ง่วงนอนพอเห็นท่าทีตกอกตกใจของญี่ปุ่นกลับทำให้เขาหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง เเล้วเเทนที่ด้วยความตลกสะมากกว่าคนอะไรตกใจได้น่าเอ็นดูขนาดนี้

เอ๊ะ!

เมื่อวานเขาเพิ่งคิดว่าญี่ปุ่นก็ดูน่ารัก วันนี้ยังรู้สึกว่าเจ้าตัวน่าเอ็นดูอีก มันยังไงกันว่ะเนี้ยไอ้แปน! 

“ผมไม่ได้เครียดอะไร เเต่ผมทำงานอยู่” 

“ทำงาน ? คุณเป็นนักดนตรีเหรอ” 

“ใช่ ผมเล่นดนตรีกลางคืนน่ะ” 

“คุณเล่นร้านไหนอะ เผื่อผมจะได้ตามไปดู” 

เอาเข้าไป ทำตัวหน้าเอ็นดูเข้าไปคุณคนข้างห้อง

“ผมเล่นที่ 'ชอบเหล้า' คุณรู้จักเหรอ”

เจแปนตอบชื่อร้านที่เจ้าตัวเล่นดนตรีกลางคืนให้คนข้างห้องฟัง เขาเล่นที่ร้านนี้มาตั้งเเต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยเเล้วจนถึงตอนนี้ก็ยังเล่นอยู่ ที่สำคัญร้านนี้เป็นร้านของเพื่อนเขาเอง

“เห้ย! ผมรู้จักร้านนี้ดังมากหนิคุณเเสดงว่าคุณต้องเก่งมากเเน่ ๆ ถึงไปเล่นที่ร้านนี้ได้ เเต่ว่านะตอนนี้เขาสั่งปิดร้านเหล้าไม่ใช่เหรอเเล้วคุณบอกว่าทำงานอยู่คือยังไงอะ หรือว่าแอบเปิดร้าน!” 

เจ้าตัวทำสีหน้าตกใจเเบบเล่นใหญ่มาก ๆ เจแปนว่าถ้ามีเครื่องบินบินผ่านตอนนี้ก็เห็นสีหน้าของคุณข้างห้องชัดเจนเเน่นอน

“เฮ้อ ~” 

“โหคุณ เเค่เล่นมุกเองถึงกับถอนหายใจใส่เลยเหรอ” 

ญี่ปุ่นขำคิกคักที่เเกล้งแหย่เจแปนจนสำเร็จ อันที่จริงที่เขาทำไปเพราะเห็นเจแปนดูเครียด ๆ เเล้วก็ง่วงนอนด้วยเลยอยากให้ผ่อนคลายบ้าง

“ผมมีทำเพลงของตัวเองด้วย ส่วนงานที่ทำตอนนี้คือเเต่งเพลงอยู่” 

“จริงอะ! เพลงอะไรคุณเผื่อผมเคยฟัง” 

“เพลงนี้อะ” 

เจแปนตัดสินใจเปิดเพลงของตัวที่เองที่ทำลงยูทูปให้ญี่ปุ่นฟัง

“ผมรู้จัก! เพลงนี้ของคุณเองเหรอสุดยอดไปเลย ผมชอบมากติดตามมานานเเล้วด้วยไม่คิดเลยว่าจะได้มารู้จักเจ้าของเพลงแบบนี้” 

เจ้าตัวตอบออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นปนดีใจที่ได้รู้ว่าเจ้าของเพลงโปรดคือคนข้างห้องคนนี้ เขาตามฟังเพลงของนักร้องคนนี้มาสักพักเเล้ว

ครั้งเเรกที่ได้ยินเพลงนี้ก็น่าจะมาจากร้านชอบเหล้านั่นแหละ เป็นเพลงอกหักที่ฟังเเล้วรู้สึกมีกำลังใจลุกขึ้นมาสู้ต่อ ไม่ต้องสนว่าจะต้องอกหักอีกกี่ครั้ง เเต่ทุกครั้งเราต้องกลับมาเป็นตัวเราให้ได้เร็วที่สุดเเล้วเดินหน้าต่อไป

เเม้ญี่ปุ่นจะไม่ได้อกหักเเต่เจ้าตัวก็อินกับเพลง ๆ นี้ได้ไม่ยาก จากนั้นก็ตามฟังผลงานของนักร้องคนนี้มาตลอด

ไม่ใช่ว่าไม่เคยมีใครชมเขาต่อหน้ามาก่อน เเต่พอโดนคนข้างห้องที่เเสดงออกว่าชื่นชมผ่านทางน้ำเสียงเเละท่าทางกลับทำให้เจแปนรู้สึกภูมิใจมากกว่าปกติ

ใจเต้นตึกตักเลยวะไอ้แปน

“ขอบคุณนะคุณ” 

“อื้มมม ว่าเเต่ถ้าคุณเเต่งเสร็จเเล้วผมขอลองฟังก่อนได้ปะ เเบบว่าจะได้ช่วยคอมเมนต์ได้ไรงี้” 

“เอาสิไว้พร้อมเเล้วจะมาเล่นให้ฟังเเล้วกัน ตอนนี้ผมไปนอนก่อนนะคุณไม่ไหวจริง ๆ” 

“โอเค ๆ พักผ่อนเยอะ ๆ นะคุณ” 

ญี่ปุ่นโบกมือหยอย ๆ ส่งเจแปนเข้าห้องนอนไป ส่วนตัวเองก็หมุนตัวเข้าห้องเปิดยูทูปช่องของเจเเปนฟังเพลงวนไปทั้งวัน

 

 

“ปลูกอะไรน่ะคุณ” 

หลังจากนอนเต็มอิ่มตั้งเเต่เช้าจนเย็น เจแปนก็ตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นเเต่เอาจริงเเล้วที่ตื่นมาก็เพราะความหิว ถ้าไม่หิวจริง ๆ เขาคิดว่าตัวเองคงนอนยาวถึงวันพรุ่งนี้เเน่ ๆ 

ล้างหน้าล้างตาให้เรียบร้อยก็ขอออกมาสูดอากาศเย็น ๆ ที่ระเบียงห้อง เลยได้เจอกับญี่ปุ่นที่กำลังง่วนกับการปลูกอะไรสักอย่างอยู่

“ผมกำลังปลูกพริกอะ คราวก่อนโทรไปบ่นกับเเม่ว่าอยู่ห้องว่าง ๆ เเล้วเบื่อ เเม่เลยจัดชุดทำสวนมาชุดใหญ่เลยคุณเเถมยังบอกอีกนะ 'ปลูกต้นไม้ไปเลยนะไอ้ลูกหมาจะได้ไม่ฟุ้งซ่าน' งี้อะคุณ” 

เจแปนอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้กับเรื่องที่ญี่ปุ่นเล่า ไม่ใช่ตลกเรื่องเล่านะเเต่ตลกน้ำเสียงของเจ้าตัวที่พยายามดันเสียงเป็นผู้หญิงเลียนแบบเเม่ของตัวเอง

“เห้ยคุณ! จะทำอะไรล่ะนั้น” 

“โรยเมล็ดลงดินไงคุณถามแปลก ๆ” 

ญี่ปุ่นชะงักมือที่กำลังจะโรยเมล็ดพริกลงบนดินในกระถาง

“ใครเขาปลูกกันเเบบนั้น ถามจริงปลูกต้นไม้เป็นหรือเปล่า” 

“เคยดิคุณ ผมเคยเลี้ยงกระบองเพชรเชียวนะ” 

เจ้าตัวตอบเสียงดังฟังชัดให้รู้ไปเลยว่าคนอย่างไอ้ปุ่นก็ปลูกต้นไม้เป็นเหมือนกัน!

“เเล้วตอนนี้กระบองเพชรคุณอยู่ไหนเเล้วอะ” 

เจแปนถามกลับพลางหรี่ตามองอย่างสงสัย ท่าทางเงอะงะแบบนั้นเนี่ยนะจะเคยเลี้ยงกระบองเพชรจริง ๆ 

“แหะ ๆ ตายไปเเล้วอะคุณ” 

“เฮ้อ ~ มาผมจะสอน คุณต้องเจาะดินให้เป็นรูก่อน หยอดเมล็ดลงไปเเล้วค่อยเอาดินกลบจากนั้นก็รดน้ำให้พอชุ่ม เข้าใจหรือเปล่าเนี่ย”

ญี่ปุ่นจ้องคนสอนตาแป๋วพอได้วิธีการปลูกที่ถูกเเล้วเจ้าตัวก็ลองทำตามดูทันที

“แบบนี้ปะคุณ” 

“อืม ถูกเเล้ว งั้นผมไปก่อนนะจะออกไปหาอะไรกินหิวเเล้ว” 

“เดี๋ยวก่อน! คุณจะไปหาอะไรกินที่ไหนอะ ผมทำให้เอาปะอร่อยน้าาาา” 

ลากเสียงนะยาว ๆ เพื่อการันตีว่าตัวเองทำอาหารอร่อยจริง ๆ 

“ไม่เป็นไรคุณ ผมไม่รบกวนดีกว่า” 

“ไม่หรอก ๆ เอางี้ถ้าคุณกลัวรบกวนคุณก็ปลูกต้นไม้เเลกอาหารเเล้วกัน”

“ห๊ะ! ให้ผมไปปลูกต้นไม้ให้คุณเหรอ” 

“ช่ายยย เเต่ไม่ต้องมาห้องผมก็ได้ เดี๋ยวผมส่งของให้คุณทางระเบียงเลย เสร็จเเล้วคุณก็ส่งกลับมา ตามนี้เนอะ เอ้า! รับหน่อยคุณ” 

เเม้จะยังงง ๆ กับสิ่งที่ญี่ปุ่นบอกเเต่เจเเปนก็ยื่นมือไปรับอุปกรณ์ทำสวนต่างๆ มาจนครบ ก่อนที่เจ้าของอุปกรณ์เหล่านี้จะหายเข้าห้องตัวเองไป

เจแปนใช้เวลาไม่นานก็ปลูกต้นพริกจนเสร็จ เขาพบว่าการได้มานั่งปลูกต้นไม้แบบนี้ก็ดีไปอีกเเบบ มีสมาธิกับตัวเองมากขึ้นเเละเหมือนว่าสมองจะเเล่นคิดเพลงออกอีกด้วย

ว่าเเล้วก็ลุกไปหยิบกีตาร์กับสมุดออกมาจนโน้ตเเละเนื้อเพลงทันที

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“โทษทีที่ขัดจังหวะนะคุณ เเต่มื้อเย็นเสร็จเเล้ว เดี๋ยวผมยกมาให้” 

ญี่ปุ่นเคาะกระจกส่งสัญญาณให้คนที่กำลังดำดิ่งกับเสียงเพลงรับรู้ถึงการมาของเขา เเม้จะเพลินกับเสียงกีตาร์เเต่เสียงท้องที่ร้องประท้วงออกมาจะไม่สนใจก็ไม่ได้เหมือนกัน

สองหนุ่มจัดเเจ้งเคลียร์พื้นที่ตรงระเบียงห้องใครห้องมันเพื่อมานั่งทานมื้อเย็นด้วยกัน ญี่ปุ่นลากเก้าอี้ออกมาหนึ่งตัวส่วนเจเเปนนั่งทานที่บีนเเบ็ก ทั้งคู่ใช้เวลามื้อเย็นในการเเลกเปลี่ยนเรื่องราวต่าง ๆ ตั้งเเต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยยันชีวิตในการทำงาน

เจแปนถึงได้รู้ว่าญี่ปุ่นคือเจ้าของเพจ 'เที่ยว (กับ) ญี่ปุ่น' ในเฟซบุ๊ก เขาเองเคยเห็นเพจนี้ผ่านตามาบ้างเเต่ด้วยความที่เขาชอบเที่ยวในประเทศสะมากกว่าเลยไม่ค่อยได้สนใจเท่าไหร่ เเต่หลังจากนี้คงต้องไปกดติดตามเอาไว้สะเเล้ว

 

 

หลังจากมื้อเย็นในวันนั้นสู่การทานข้าวมื้อเช้าด้วยกันในวันนี้ เจแปนออกไปซื้อโจ้ก น้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋ที่ร้านหน้าคอนโดเเต่เช้า อันที่จริงไม่ใช่เพราะเจ้าตื่นเช้าหรอกนะเเต่เพราะยังไม่ได้นอนเหมือนเมื่อวานต่างหากถึงได้ลงไปซื้อมื้อเช้าได้เร็วขนาดนี้

กลับขึ้นห้องมาเกือบเจ็ดโมงเจแปนตรงไปเคาะห้อง 2110 ที่มีญี่ปุ่นเป็นเจ้าของยืนรอเกือบห้านาทีก็ไม่มีวี่เเววว่าอีกฝ่ายจะมาเปิดประตูให้ ครั้นจะให้เเขวนของกินไว้หน้าห้องก็ดูไม่น่าจะปลอดภัยในสถานการณ์ที่มีไวรัสเเบบนี้ เขาเลยเลือกกลับเข้าห้องเเล้วลองเดินไปเรียกจากทางระเบียงเเทน

ทางด้านญี่ปุ่นเจ้าตัวมัวเเต่เปิดเพลงของเจแปนฟังพลางรดน้ำต้นพริกไปด้วย เลยทำให้ไม่ได้ยินเสียงคนมาเคาะห้อง

“อยู่นี่เองคุณ มิน่าผมเคาะห้องเเล้วถึงไม่มีคนมาเปิด” 

“อ้าวคุณ มีอะไรหรือเปล่า” 

“ผมซื้อมื้อเช้ามาฝาก” 

เจแปนส่งถุงมื้อเช้าข้ามผ่านระเบียงไปยังห้องข้าง ๆ 

“หูยยยย กำลังอยากกินพอดีเลยขอบคุณมากนะคุณ เอางี้เดี๋ยวเรามากินพร้อมกันดีกว่า”

“ไม่มีปัญหา” 

จากนั้นทั้งสองหนุ่มก็กลับเข้าห้องเพื่อเตรียมมื้อเช้าเเล้วค่อยออกมาทานด้วยกัน

 

“คุณณณณ ผมอยากกินชาบูอะ” 

ผ่านมากว่าสัปดาห์เเล้วที่คนทั้งคู่รู้จักกัน จากที่คิดว่าจะหาเพื่อนคุยแก้เหงาเฉยๆ กลับกลายเป็นว่าตอนนี้ทั้งเจแปนเเละญี่ปุ่นกลายมาเป็นเพื่อนที่กินข้าวพร้อมกันเเทบทุกมื้อ

บางมื้อก็ได้ญี่ปุ่นเป็นคนทำ บางมื้อเจแปนก็ออกไปซื้อมาให้จากร้านหน้าคอนโด หรือบางทีก็สั่งแบบเดลิเวอรี่มาส่ง เเรก ๆ ก็สลับกันเลือกเมนูที่อยากกินเเต่หลัง ๆ มานี้เจแปนรู้สึกว่าส่วนใหญ่จะกลายเป็นญี่ปุ่นสะมากกว่าที่เลือก

“สั่งมาหรือว่าทำเอง” 

“ทำเองงงง ผมอยากกินชาบูน้ำดำอะ” 

ตอบไปก็เลียริมฝีปากไปด้วย บ่งบอกได้เลยว่าเจ้าตัวอยากกินมากเเค่ไหน

“มีของทำเเล้วเหรอ หรือว่าต้องซื้อเข้ามา” 

“ไม่มีของอะ เเต่ไม่ต้องออกนะเดี๋ยวสั่งออนไลน์เอา” 

“โอเค คุณสั่งมาได้เลยนะเท่าไหร่ก็บอกเดี๋ยวผมหารด้วย” 

เจแปนไม่มีปัญหาเรื่องการกิน เขากินง่ายอยู่ง่ายดังนั้นเลยยกหน้าที่สั่งของให้คนที่อยากกินไปเลย เสร็จเเล้วค่อยหารตังกันก็พอ

ใช้เวลากว่าสองชั่วโมงในการรอวัตถุดิบเเละลงมือทำ ชาบูน้ำดำของญี่ปุ่นก็พร้อมเสิร์ฟ ทั้งสองยังคงเลือกนั่งกินที่ระเบียงใครระเบียงมันอยู่โดยตั้งหม้อไว้ทางฝั่งของญี่ปุ่น

เเม้จะรู้จักกันมากว่าหนึ่งสัปดาห์เเต่ทั้งสองก็เจอกัน คุยกัน กินข้าวด้วยกัน ทำกิจกรรมอื่น ๆ ร่วมกันผ่านทางระเบียงเท่านั้น

ถ้าเป็นสายตาคนนอกมองเข้ามาอาจจะคิดว่าแปลก เเต่สำหรับทั้งสองคนเเล้วเขากลับสบายใจมากกว่าที่จะทำแบบนี้ต่อไป พวกเขามองว่าเวลาเเละความรู้สึกจะเป็นตัวบอกเองว่าเมื่อไหร่ที่จะก้าวข้ามผ่านระเบียงนี้ไปได้

 

อย่างเข้าสู่สัปดาห์ที่สี่ที่สองหนุ่มเเดนอาทิตย์อุทัยรู้จักกัน ทั้งสองยังคงทำกิจกรรมร่วมกันผ่านทางระเบียงเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเจแปนเริ่มชวนญี่ปุ่นมาออกกำลังกายด้วยกัน เพราะเมื่อห้าวันก่อนเจ้าตัวได้อ่านหนังสือการจัดบ้านของมาริเอะ คนโดะ เลยลุกขึ้นมาจัดห้องอย่างจริงจังผลปรากฏว่าจัดได้ไม่กี่ชั่วโมงก็หมดเเรง พอไปเล่าให้เจแปนฟังเขาเลยชวนมาออกกำลังกายสะเลย

“แฮก แฮก ไม่ไว้เเล้ววว คุณกระโดดเชือกไปได้ยังไงเนี่ยเป็นร้อยที ผมได้เเค่ห้าสิบก็หอบแฮกเเล้ว” 

สองมือกุมหัวเข่าก้มหน้าหอบแฮก ๆ อย่างคนหมดเเรง หลังจากญี่ปุ่นเริ่มออกกำลังด้วยการกระโดดเชือกเพราะเห็นว่าเจแปนทำได้แบบชิล ๆ เจ้าตัวเลยคิดว่าไม่น่าจะยากเกินไปเเต่ทำมากว่าสามวันเเล้วจำนวนครั้งในการกระโดดไม่เคยเกินห้าสิบครั้งเลย เพราะพอจะเข้าครั้งที่ห้าสิบเอ็ดเขาก็เกิดอาการหมดเเรงขึ้นมาก่อนทุกที

“คุณเพิ่งเริ่มต้นก็แบบนี้แหละ ทำไปนาน ๆ เดี๋ยวมันก็ได้มากกว่านั้นเองอย่าไปฝืนตัวเองมากเกินไป” 

เจแปนตอบไปกระโดดเชือกไป เเถมยังยักคิ้วกวน ๆ ส่งมาให้อีก

หนอยยยยย ทำมาขิงเหรอเจ้าคนข้างห้อง! รอก่อนเถอะเขาจะต้องกระโดดเชือกให้ได้มากกว่าเลยคอยดู!

“คอยดูเลยคุณ อีกไม่นานผมต้องโดดได้มากกว่าเเน่นอน!” 

“เเล้วผมจะรอดูนะ ว่าแต่เย็นนี้คุณมีโปรแกรมจะทำอะไร” 

กลายเป็นเรื่องปกติระหว่างเราทั้งสองคนที่จะคอยถามถึงสิ่งจะทำในเเต่ละวัน เผื่อวันไหนมีสิ่งที่อยากทำเหมือน ๆ กันจะได้ชวนทำพร้อมกันไปเลย

“ว่าจะดูหนังอะคุณ คิดถึงโมเมนต์ในโรงหนังเเล้วเนี่ย ว่าจะเวฟป๊อบคอร์นกินด้วยคุณมาดูหนังห้องผมไหม”

เป็นครั้งเเรกนับเเต่รู้จักกันมาที่ญี่ปุ่นเอ่ยชวนเจแปนมาที่ห้อง คิดเเล้วก็อดตกใจกับตัวเองไม่ได้ที่เอ่ยชวนอีกฝ่ายมาห้อง เเต่มาคิดดูเเล้วเขาว่ามันคงถึงเวลาที่เหมาะสมเเล้วล่ะ

ฝ่ายเจแปนเองก็ตกใจเช่นเดียวกันที่ญี่ปุ่นชวนเขาไปห้อง เเต่มันคงถึงเวลาที่เหมาะสมเเล้วล่ะที่เราสองคนจะก้าวข้ามผ่านระเบียงห้องกันเเละกันสะที

“เอาสิคุณ” 

เมื่อตัดสินใจจะไปดูหนังที่ห้องญี่ปุ่นเเล้วมื้อเย็นของทั้งคู่จึงย้ายจากระเบียงห้องใครห้องมันมาที่ห้องของญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน

“แปลก ๆ เนอะคุณที่มานั่งกินข้าวด้วยกันเเบบนี้” 

“เเล้วมันดีหรือไม่ดีล่ะ” 

“ดีดิ เเค่ไม่ชินเฉย ๆ เเหละ ปกติมีระเบียงคั่นหนิเเต่นี่มีเเค่โต๊ะกินข้าวคั่นเอง” 

ญี่ปุ่นตอบไปอย่างใจคิดเเม้จะแปลก ๆ ไปบ้าง เเต่ก็เป็นแปลกแบบในทางที่ดีล่ะนะ

“เเล้วคุณคิดว่าไงบ้างอะ” 

เจ้าตัวถามความรู้สึกอีกฝ่ายบ้าง

“ก็แปลก ๆ แบบที่คุณว่านั้นเเหละ เเต่ไม่ได้เเย่อะไรสงสัยต้องมาห้องคุณบ่อย ๆ จะได้ชิน” 

เจแปนก็ตอบแบบปกตินะเเต่ทำไมเขาต้องรู้สึกร้อน ๆ ที่หน้าด้วยเนี่ย

เป็นบ้าอะไรเนี่ยไอ้ปุ่น!

หลังจากจัดการมื้อเย็นเรียบร้อยสองหนุ่มก็ย้ายตัวเองมาที่ห้องนั่งเล่น ทั้งคู่ช่วยกันจัดสถานที่เเละเตรียมของกินให้พร้อมสำหรับการดูหนังในคืนนี้

“คุณจะดูเรื่องอะไรล่ะ” 

สถานที่พร้อม ของกินพร้อม คนพร้อมเเต่เจแปนยังไม่รู้เลยว่าสรุปเเล้วญี่ปุ่นชวนเขามาดูหนังเรื่องอะไร

“The Conjuring อะคุณ คุณดูได้ปะ” 

ส่งสายตาเเละท่าทางกวน ๆ ไปยังคนข้างห้อง ถ้าดูไม่ไหวเดี๋ยวญี่ปุ่นปลอบๆ นะครับ

“หึ คุณเถอะไหวหรือเปล่า” 

“สบาย” 

 

“อ๊ากกกกกก เชี่ยยย หลอนโคตร” 

เเล้วคนที่บอกว่าสบายก็เอาเเต่หวีดร้องประโยคเดิม ๆ ซ้ำไปมาตั้งเเต่หนังเริ่มไปได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง มีบ้างที่ยกมือมาปิดหน้าปิดตา

เเต่ตอนนี้เห็นทีอาการท่าจะหนักไปหน่อยเพราะญี่ปุ่นเล่นสะดุ้งสุดตัวจนเบียดเจแปนเกือบตกโซฟา

บอกว่าสบายยังเป็นแบบนี้ ถ้าไม่สบายจะขนาดไหน

สุดท้ายก็ทนเห็นคนข้าง ๆ สะดุ้งสุดตัวต่อไปไม่ไหว เจแปนเลยตัดสินใจโอบไหล่อีกคนเข้ามาใกล้ ๆ พอมีจังหวะที่อีกฝ่ายสะดุ้งเขาจะคอยลูบไหล่ปลอบขวัญทำให้ญี่ปุ่นคลายสะดุ้งลงไปได้บ้าง

“คุณเบรกหนังแป๊บหนึ่งได้ปะ....” 

เดินทางมาถึงครึ่งเรื่องญี่ปุ่นหันมาขอเบรกหนังชั่วคราวเพราะเขาอยากเข้าห้องน้ำสะหน่อย เเต่พอหันมาก็เห็นเจเเปนนอนหลับเอาหัวพิงโซฟาไปสะเเล้ว มิน่าล่ะสัมผัสที่ไหล่ของเขาถึงหายไปที่เเท้ก็หลับจนมือตกนี่เอง

ญี่ปุ่นเลยถือโอกาสนี้สำรวจคนข้าง ๆ ก็พบกับสีหน้าที่ดูอิดโรยแบบคนอดนอน เจแปนบอกเขาว่าช่วงนี้กำลังเร่งทำเพลงอยู่เเต่เพราะเป็นแนวเพลงเเบบใหม่ที่ยังไม่เคยทำ เลยต้องใช้เวลาศึกษาเเละทำความเข้าใจ

มองหน้าเจแปนเเล้วก็อดนึกถึงวันเเรกที่เจอกันไม่ได้ มันเป็นอะไรที่บังเอิญสุด ๆ 

ถ้าวันนั้นไม่ออกไป คงไม่รู้ว่าข้างห้องมีคนย้ายมาอยู่เเล้ว

ถ้าวันนั้นไม่ออกไป วันนี้คงไม่ได้เพื่อนคุยเเก้เหงา

ถ้าวันนั้นไม่ออกไป คงไม่ได้เพื่อนกินข้าว

ถ้าวันนั้นไม่ออกไป คงไม่มีคนซื้อข้าวมาให้

ถ้าวันนั้นไม่ออกไป คงไม่มีคนสอนปลูกต้นไม้

ถ้าวันนั้นไม่ออกไป คงไม่มีคนชวนออกกำลังกาย

เเละถ้าวันนั้นไม่ออกไป คงไม่ได้เจอกับเจแปน

 

สองวัน สองวันเเล้วที่เจแปนหายไปจากสาระบบชีวิตของเขา ไม่มีการมาเคาะห้องเอาอาหารมาให้ ไม่มีเสียงทักจากระเบียง ไม่มีอะไรบ่งบอกได้เลยว่ามีคนอยู่ข้างห้อง พอจะโทรหาอีกฝ่ายก็นึกขึ้นได้ว่าเราสองคนไม่มีช่องทางการติดต่อกันเลย

คงเป็นเพราะการที่เราเจอกันทุกวันผ่านระเบียงห้อง ทำให้เขาลืมไปเลยว่าควรขอเบอร์อีกฝ่ายเอาไว้

เเต่เเล้วยังไงล่ะ! นึกจะหายไปก็หายไปเลย คอยดูนะกลับมาเมื่อไหร่จะไม่คุยเลย! 

“ไอ้บ้าเอ๊ย! ไปไหนก็ไม่บอกอะ คอยดูนะจะงอน จะงอน จะงอน!” 

ครืด

“โวยวายอะไรคุณ” 

“เห้ย! มาตั้งเเต่เมื่อไหร่เนี่ย” 

บ่นยังไม่ทันขาดคำต้นเรื่องที่ทำให้เขางอนก็กลับมา กลับมาในสภาพโทรม ๆ เหมือนคนอดหลับอดนอนอีกเเล้ว

“มาถึงตอนที่คุณบอกว่าจะงอนอะ งอนผมเหรอคุณ” 

“ใครงอนคุณ สำคัญไง๊” 

“นั้นสินะ ผมคงไม่สำคัญนั้นเเหละขนาดหายไปสองวันคุณยังไม่โทรหาผมเลย”

“เเล้วคิดว่าผมไม่อยากโทรหรือไง เเต่ผมไม่มีเบอร์คุณ!” 

“เเต่ผมมีเบอร์คุณนะ” 

เจแปนยื่นโทรศัพท์ที่โชว์เบอร์ของญี่ปุ่นให้เจ้าตัวดู

“คุณมีเบอร์ผมได้ไงอะ” 

“เฮ้อ ~ ในเพจคุณไง” 

จริงด้วย! เขาเป็นคนลงเบอร์ติดต่อเอาไว้ในเพจเพื่อให้ลูกค้าสามารถคิดต่องานได้อย่างสะดวก

“ส่วนเบอร์ผมในช่องยูทูปก็มี คุณไม่เห็นเหรอ” 

เจแปนเองก็ลงเบอร์เอาไว้เพื่อติดต่องานเหมือนกัน

“แหะ ๆ ผมไม่เคยสังเกตอะ เเต่คุณมีเบอร์ผมเเล้วทำไมไม่โทรมาบอกกันบ้างล่ะว่าหายไปไหน”

ทำเป็นโวยวายกลบเกลื่อนไปเลยไอ้ปุ่น

“ผมไปอัดเพลงมา” 

สองวันที่หายไปเจแปนเร่งไปทำเพลงใหม่ให้เสร็จ จนตอนนี้มันสมบูรณ์พร้อมให้ใครบางคนได้ฟังเเล้ว

“จริงอะ! ผมขอฟังเลยได้ปะ” 

“ได้สิคุณ” 

เจแปนหันกลับไปหยิบกีตาร์จากในห้องเเล้วลากบีนเเบ็กมาชิดระเบียงฝั่งห้องของญี่ปุ่น ส่วนญี่ปุ่นเองก็ลากเอาเก้าอี้มาชิดระเบียงฝั่งห้องเจแปนเหมือนกัน

“พร้อมนะคุณ” 

“อื้อ” 

เสียงกีตาร์ที่บรรเลงทำนองเเสนไพเราะเคล้าด้วยเสียงร้องนุ่มทุ้มของเจแปน ทำให้ญี่ปุ่นปล่อยใจให้เคลิ้มไปกับเสียงเพลง

เเต่พอฟังดี ๆ เเล้วเนื้อหาของเพลงมันคือเพลงรัก ซึ่งไม่ใช่เเนวเพลงปกติที่เจแปนทำออกมา ส่วนมากไม่เป็นเพลงอกหักก็เพลงแอบรักแบบผิดหวัง

เเต่นี้เป็นเพลงรักที่บอกเล่าเรื่องราวของคนสองคนที่ค่อย ๆ ทำความรู้จักกันไป เเล้วพัฒนาความรู้สึกจากเเค่คนรู้จักมาเป็นคนรักกันในที่สุด

“เป็นไงบ้างคุณ” 

“เพราะมากคุณ ดนตรีดี เนื้อหาดีมาก เเล้วเสียงคุณคือแบบเลิศเลย” 

ชมจริงนะครับญี่ปุ่นไม่ได้อวย

“ว่าเเต่ทำไมถึงเเต่งเพลงรักอะ เพราะปกติเพลงคุณจะเเนวอกหักไม่ก็แอบรักไม่ใช่เหรอ” 

“เพราะรู้สึกรัก เลยเเต่งเพลงรัก” 

อ่าาา หน้าร้อนอีกเเล้วไอ้ปุ่นเอ้ยยยย

“คุณ” 

“หืม” 

“คุณบอกว่าที่อยากให้เรารู้จักกันเพราะจะได้ไม่เหงาใช่ไหม” 

ญี่ปุ่นนึกไปถึงวันเเรกที่เราสองคนได้เจอกัน เเล้ววันนั้นเขาก็ขอทำความรู้จักกับอีกคนเพราะเหตุผลอย่างที่เจแปนบอกนั้นเเหละ

“ก็ใช่ มีอะไรหรือเปล่าคุณดูซีเรียสแปลก ๆ” 

“เเล้วคุณอยากหายเหงาแบบถาวรไหม” 

ญี่ปุ่นอดสงสัยในคำถามของเจแปนไม่ได้ หายเหงาอย่างถาวรมันจทำยังไง? 

“ใครบ้างจะอยากเหงากันล่ะคุณ” 

“งั้น...ให้ผมจีบดิ ต่อจากนี้คุณจะได้ไม่เหงา” 

“อื้ม!” 

ญี่ปุ่นว่าเก็บตัวครั้งนี้เจ้าตัวคงไม่เหงาอีกต่อไปเเล้วล่ะ

 

 

-Happy-

#เก็บตัวนี้ไม่เหงาอีกต่อไป 

 

Caramel Macchiato's talk

เกริ่นว่านานๆครั้งจะมาทีเเต่มันอดใจไม่ไหวจริงๆเรื่องที่สองก็เลยเกิดขึ้น เรื่องนี้ก็จะเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันหน่อยๆ ยังไงฝากเอ็นดูหนุ่มๆเเดนอาทิตย์อุทัยด้วยนะคะ

ให้กำลังใจกันได้นะคะ เมลรออ่านคอมเมนต์จากทุกคนอยู่

ติดตามข่าวสารการอัพเดทและพูดคุยติ-ชมนิยาย ได้ที่ทวิตเตอร์ @CaramelWritter เเละ #shortstoriesbyCM หรือ #เก็บตัวนี้ไม่เหงาอีกต่อไป

ตอนนี้เมลมีเพจทางเฟซบุ๊กเเล้วนะคะ เผื่อนักอ่านคนไหนสะดวกพูดคุยผ่านทางเฟซบุ๊กจะได้เข้ามาพูดคุยกันได้ค่ะ ฝากกดไลก์เพจให้เมลด้วยนะคะ จิ้มเลย https://www.facebook.com/CarmelMacchiatowritter/

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น

  1. #5 ENJOY_EVERYDAY (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2563 / 16:55
    หายเหงา แถมได้แฟนมาด้วย กำไรเห็น ๆ
    #5
    1
    • #5-1 Caramel-Macchiato(จากตอนที่ 2)
      6 พฤษภาคม 2563 / 17:43
      เป็นการเก็บตัวที่คุ้มสุดๆ
      #5-1
  2. #3 Chid~❤ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2563 / 20:29
    รอติดตามตอนต่อไปนะคะ เราจะได้ไม่เหงาบ้าง ^^+
    #3
    1
    • #3-1 Caramel-Macchiato(จากตอนที่ 2)
      5 พฤษภาคม 2563 / 21:53
      ขอบคุณสำหรับการติดตามนะคะ
      #3-1
  3. #2 Chid~❤ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2563 / 20:29
    น่าร้ากกกก :)
    #2
    1
    • #2-1 Caramel-Macchiato(จากตอนที่ 2)
      5 พฤษภาคม 2563 / 21:53
      ขอบคุณนะคะ
      #2-1