ตอนที่ 21 : EP.19 บ้านร้าง (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2089
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    6 ส.ค. 60


                   ท่ามกลางความเงียบสงัดไม่มีเสียงใดนอกจากเสียงลมพัดใบไม้ไหวเสียงปีกแมลงกระพือแข่งกันจนไม่สามารถแยกออกได้ว่าเป็นแมลงชนิดใดและมีกี่ตัว เสียงนกฮูกบินมาเกาะกิ่งไม้ใกล้ๆแล้วร้องขึ้นเหมือนกับจะมาแกล้งกลุ่มคนที่กำลังเดินอยู่ในความมืดให้กลัวและมันก็ได้ผล ทุกคนกลัวมัน ไม่มีใครปริปากพูดอะไรตลอดทางเดินเพื่อข่มความกลัวไว้ข้างในเพราะไม่อยากให้คนในกลุ่มจับได้แล้วไปตั้งหัวข้อสนทนาเพื่อล้อตัวเองในวันรุ่งขึ้น เสียงฝีเท้าก้าวเดินผสมกับเสียงของลมหายใจแผ่วเบาค่อยๆเยื้องย่างไปตามทางที่แสงสว่างของไฟฉายจากทีมงานที่เดินนำหน้าอยู่ข้างหน้าเพื่อส่องนำทางกลุ่มคนนั้น

 

               ว่าความเงียบน่ากลัวแล้วความมืดยิ่งน่ากลัวกว่า ความมืดที่มีเพียงแสงไฟสลัวๆนำทางไม่มีแสงใดแม้กระทั่งแสงดาวหรือแสงจากดวงจันทร์ สายตาทุกคู่พยายามจะมองตรงไปทางด้านหน้าแต่ก็มีบ้างที่แอบมองทางด้านข้างแต่ก็ต้องรีบหันกลับทันทีที่หันไปเพราะกลัวว่าตัวเองจะไปพบกับบางสิ่งบางอย่างที่นักวิทยาศาสตร์เรียกมันว่าสสารเข้า

 

               คนหน้าหมวยเดินตัวเกร็งพยายามไม่หันไม่มองถ้าเป็นไปได้เธอคงอยากจะปิดตาตัวเองแล้วเดินตามคนอื่นๆไป เธอลอบกลืนน้ำลายตัวเองพลางถอนหายใจเบาๆอยู่หลายรอบตอนนี้เหงื่อจากมือไหลออกอยากกับน้ำโชคดีที่ความมืดช่วยกลบไม่ให้ใครเห็นมันเพราะไม่งั้นคงถูกจับได้แน่เธอก็ได้แต่ทำเป็นหน้านิ่งใจดีสู้เสือ ไม่สิบรรยากาศแบบนี้ถ้าจะพูดให้ถูก็ใจดีสู้ผีมากกว่า

 

               ศิรินเป็นคนกลัวผีและเกลียดความมืดมากทั้งเพื่อนของเธอและน้ำทิพย์รู้ดียิ่งกว่าใครแต่จะให้เพื่อนเธอมาช่วยเป็นกำลังใจอะไรก็คงไม่ได้เพราะเพื่อนของเธอรวมทั้งกรรมการคนอื่นๆก็ไปนั่งรอทำใจสบายๆอยู่บนรถพลางมองพวกเธอผ่านจอมอนิเตอร์

 

               ความมืดหรือผีก็ไม่อาจทำอะไรคนอย่างน้ำทิพย์กลัวได้ถ้าหากถามว่าชีวิตนี้เธอกลัวอะไรบ้างเธอก็คงตอบว่าไม่มี คำว่าผีสำหรับเธอมันก็เป็นเพียงแค่ร่างๆหนึ่งที่ไม่มีตัวไม่สามารถสัมผัสหรือจับต้องได้ แล้วจะให้กลัวทำไมล่ะ อยากดีก็แค่ทำหน้าเละๆมาหลอก  แต่ถ้าจะมาหลอกคนอย่างน้ำทิพย์รับรองเลยว่าเธอไม่ปล่อยให้ผีมาหลอกเธอง่ายๆแน่เพราะว่าเธอจะแช่ง! แล้วก็แช่ง!

               

               อากาศเริ่มเย็นขึ้นยิ่งเพิ่มบรรยากาศน่ากลัวทำให้ทุกคนขนลุกแต่ก็คงมีแต่น้ำทิพย์ที่เดินชิวๆราวกับมาเดินเล่นชมนกชมไม้ยามค่ำคืน เธอแอบลอบมองคนหน้าหมวยที่เดินกลัวจนตัวสั่นมาอยู่พักใหญ่ๆ ก่อนจะถอนหายใจเบาๆแล้วเอื้อมมือไปสัมผัสมือของอีกฝ่ายที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ เมื่อปลายมือของน้ำทิพย์ไปชนกลับมือของอีกฝ่าย ฝ่ายถูกจับก็เกิดการสะดุ้งขึ้นมาน้ำทิพย์จึงกระชับมือตัวเองให้แน่นกว่าเดิมก่อนจะไปกระซิบข้างหูศิรินเบาๆ

 

“ตั้งสติหน่อยคริส”

 

กะว่าจะไม่ยุ่งแล้วจริงเชียว เธอนึกบ่นตัวเองในใจ

 

เห็นมั้ยล่ะอยู่กับคนข้างๆทีไรอยากจะทำเป็นเมินหรือร้ายใส่แค่ไหนสุดท้ายก็ทำไม่เคยได้ต้องใจอ่อนทุกที        

 

และหลังจากนั้นเธอก็ปล่อยให้ทุกอย่างอยู่ในความเงียบแต่ก็ยังคงไม่ปล่อยมือจากคนข้างๆจนเดินมาถึงหน้าบ้านร้างที่พวกเธอจะไปทำกิจกรรมกัน

 

หลังจากมาถึงทีมงานก็ได้ผูกเชือกไว้ตรงข้อมือให้กับบัดดี้แต่และคู่ ก่อนจะส่งไฟฉาย หูฟังและไมค์ตัวเล็กๆที่จะใช้สื่อสารกับกรรมผู้ดูแลในการทำกิจกรรมนี้ต่อจากนั้นก็ไปทำพิธีขอขมาเจ้าที่เจ้าทางและเจ้าของบ้านร้างหลังนี้

 

               ทีมงานผู้นำทางเล่าประวัติของบ้านหลังนี้ให้ทุกคนฟังว่าแต่ก่อนบ้านหลังนี้เป็นบ้านของอากงกับอาม่าที่เลี้ยงหลานชายวัยสิบแปดปีกับหลานสาวสองคนวัยสิบห้าปี และสี่ขวบ  หลานชายวัยสิบแปดปีนอกจากจะเรียนเก่งจนได้เกียรตินิยมติดกันมาตลอดห้าปีแล้วเขายังมีรูปร่างหน้าตาจัดได้ว่าหน้าตาดีถึงขนาดมีแมวมองมาทาบทามให้ไปเป็นนักแสดงบ่อยๆ แต่เขากลับปฏิเสธทุกครั้งเพราะความฝันของเขาคือเป็นสัตวแพทย์  ส่วนหลานสาวคนที่สองก็เรียนเก่งไม่แพ้คนพี่หน้าตาก็จัดอยู่ในระดับธรรมดาแต่เธอก็กลับมีเสน่ห์ดึงดูดอย่างน่าประหลาด  และคนสุดท้ายเป็นสาวน้อยน่าตาน่ารักที่ไม่ว่าใครๆเห็นก็จะหลงรักเด็กคนนี้ ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวนี้อยู่อย่างสงบสุขมาตลอดจนวันหนึ่ง....หลานชายวัยสิบแปดปีได้รับคำท้าจากเพื่อนของตัวเองให้ไปบ้านผีสิงหลังหนึ่งตอนแรกก็ดูเหมือนเป็นคำท้าธรรมดาของเด็กวัยรุ่นที่อยากรู้อยากลองแต่สิ่งที่ไม่ธรรมดามันเกิดขึ้นหลังจากเขากลับมาจากบ้านหลังนั้นด้วยสภาพเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนมอมแมมไปทั้งตัวพร้อมนัยตาสีแดงก่ำผู้เป็นอากงอาม่าเห็นก็รู้สึกตกใจถามหลายชายตัวเองว่าเป็นอะไรแต่หลานชายก็เอาแต่ยืนนิ่งไม่ตอบพร้อมทำตาขวางใส่แล้วเดินขึ้นห้องไป หลังจากวันนั้นเขาก็เริ่มเก็บตัวอยู่ในห้องใบหน้าที่เคยขาวใสก็เริ่มด่างดำจนเพื่อนบ้านหลายคนที่เห็นต่างพูดกันเป็นหลายเสียงว่าเขาโดนดีเข้าให้แล้ว หรือไม่ก็อาจโดนเพื่อนมอมยาตอนไปบ้านหลังนั้น อากงกับอาม่าฟังที่เพื่อนบ้านพูดก็เริ่มปรึกษาเพื่อหาทางแก้ไขและตกลงกันว่าจะลองพาหลายชายของตนไปหาหมอ  แต่.....สิ่งหน้าเศร้าสลดก็เกิดขึ้น!...ทันทีที่อากงกับอาม่าเปิดประตูเข้าห้องไปแล้วพบว่าหลานชายของตัวเองได้ทำการชำแหละหน้าท้องของน้องสาววัยสิบห้าปีคว้านเอาเครื่องในทุกอย่างในช่องท้องออกมาและใช้เข็มซึ่งเป็นอุปกรณ์สำหรับผ่าตัดมาเย็บเข้าที่ช่องท้องก่อนจะหันไปพูดกับอากงและอาม่าว่า...

 


“ผมอยากเป็นสัตวแพทย์”

 


“ผมก็แค่เอาน้องมาทดลองแต่โชคร้ายน้องของผมดันอ่อนแอเกินไป....น้องตายแล้วครับอากงอาม่า”

 


เขาหันไปส่งยิ้มให้อากงอาม่าอย่างไม่สะทกสะท้านกับสิ่งที่ตัวเองทำอาม่าได้แต่ยืนหน้าซีดเผือกส่วนอากงก็พูดว่าหลานของตนเป็นบ้าไปแล้ว ก่อนจะรีบโทรหาตำรวจให้มาจับหลานชายแต่ด้วยความรีบเลยทำให้อากงสะดุดล้มตกบันไดคอหักพับไปทางด้านหลังเสียชีวิตคาที่ ส่วนอาม่าก็ช็อกจนโรคหัวใจก็กำเริบเสียชีวิตตามไปในเวลาต่อมา เหมือนสติที่หลุดลอยไปของชายวัยสิบแปดจะกลับมาทันทีที่เขาได้ยินเสียงร้องของน้องสาววัยสี่ขวบ เขามองภาพตรงหน้าและมือที่เปื้อนเลือดของตัวเองและนั่นก็เป็นคำตอบของคำถามในหัวเขาทุกอย่าง เขากำมือตัวเองแน่นแล้วปล่อยน้ำตาออกมาด้วยความเจ็บปวด ไม่รู้ว่าไอ้ผีบ้าตนไหนมันเข้าสิงให้เขาทำแบบนั้นเขาไม่อาจจะใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้ต่อไปได้ในขณะที่ทุกคนต้องตายโดยฝีมือเขา เขามองหน้าน้องสาวที่เปื้อนไปด้วยน้ำตากำลังเกาะประตูห้องแล้วร้องไห้อยู่

 

 

 

 

“พ..พี่ขอโทษ”

 

 

 

 

นั่นคือคำพูดสุดท้าย

 

 

 

เขาส่งยิ้มบางๆให้น้องสาววัยสี่ขวบก่อนจะจบชีวิตด้วยการนำกรรไกรที่ใช้ตัดช่องท้องน้องสาวตัวเองอีกคนแท่งเข้าที่ลำคอตัวเองจนเลือดสาดไปทั่วบริเวณ

 

 

 

และหลังจากนั้น......

 

 

 

เขาก็ตายตามทุกคนไป



 

 

 

เวลาผ่านไปสามวันศพเริ่มส่งกลิ่นเน่าเหม็นเพื่อนบ้านข้างๆจึงเข้ามาดูเพื่อถามไถ่ว่ากลินอะไรแต่ก็ต้องตกใจกับภาพตรงหน้าเมื่อเข้ามาแล้วพบว่าทุกคนกลายเป็นศพไปแล้วหลังจากตั้งสติได้เพื่อนบ้านจึงโทรแจ้งตำรวจ ตำรวจได้ทำการสืบสวนตามหน้าที่อยู่เกือบๆอาทิตย์และหลักฐานทุกอย่างก็บ่งชี้ว่าชายวัยสิบแปดเป็นคนฆ่าทุกคน  ทุกคนไม่ได้ติดใจหรือแปลกใจอะไร

 


 

แต่สิ่งที่น่าแปลกก็คือ...

 

 

 

น้องสาววัยสี่ขวบหายตัวไปอย่างลึกลับ

 

 

 

ไม่มีใครพบ

 

 

 

ไม่มีใครเห็น

 

 

 

ตั้งแต่วันนั้น

 

 

 

ตำรวจพยายามตามหาแต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะเจอ

 

 

และในที่สุดเวลาก็ผ่านไปแปดปีกว่าตำรวจจึงปิดคดีและไม่มีการค้นหาเด็กสาววัยสี่ขวบในอดีตอีกเลย.....

 

 

 

 



“ถ้านับเวลาตั้งแต่ตอนนั้นก็ผ่านมาประมาณสามสิบปีแล้วล่ะครับ”

ทีมงานที่นำทางพูด

 

“ง...งั้นก็หมายความว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงงั้นสิ”

กวางถามเสียงสั่นๆ

 

“ใช่ครับ  นอกจากจะเป็นเรื่องจริงแล้วชาวบ้านที่เคยอยู่ระแวกนี้ยังบอกอีกว่าเคยได้ยินเสียงร้องโหยหวนในบ้านร้างหลังนี้ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นวิญญาณที่ยังไม่ไปผุดไปเกิด บางคนก็ได้ยินเสียงไอของคนแก่ตอนกลางดึก บางคนก็ได้ยินเสียงผู้ชายมาร้องไห้ตรงต้นไม้หน้าบ้าน และเมื่อประมาณสิบเอ็ดปีก่อนรู้สึกว่าชาวบ้านแถวนี้จะเคยเห็นเหมือนมีคนพูดคุยกันในบ้านตอนกลางคืนแต่ส่วนใหญ่ก็ต่างคิดว่าคงไม่ใช่คนแน่ยิ่งไปกว่านั้นช่วงคืนเดือนมืดนี่เขาว่ายิ่งเฮี้ยนใหญ่ทุกคนจะได้ยินเสียงร้องออกมาจากบ้านหลังนี้ดังกว่าทุกวันจนชาวบ้านแถวนี้ทนไม่ไหวพากันย้ายบ้านช่องไปอยู่ที่อื่นกันหมด”

 

ทุกคนกลืนน้ำลายเอือกใหญ่พลางถามปิยะรัฐในใจว่าขอยอมแพ้แล้วกลับเลยได้มั้ย ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนรู้คำตอบดีอยู่ในใจว่าไม่ได้

 


เมื่อสองปีก่อนเคยมีวัยรุ่นคนหนึ่งลองเข้าไปท้าพิสูจน์ในบ้านหลังนี้ตอนกลางดึกคนเดียวและหลังจากนั้นในเวลาเช้าพ่อของวัยรุ่นคนนั้นก็มาตามเพราะเห็นว่าลูกชายตัวเองไม่กลับบ้านตั้งแต่เมื่อคืนจึงไปถามเพื่อนของลูกตัวเองจนได้ความว่าลูกชายของตนมาท้าพิสูจน์ผีที่นี่พอผู้เป็นพ่อมาถึงก็ถึงกับเข่าทรุดเมื่อเห็นคนเป็นลูกกึ่งนอนกึ่งพิงเสาถูกเสียบด้วยเหล็กแหลมจนทะลุที่หน้าท้องตายทั้งที่ตายังลืมและเหมือนแววตาคู่นั้นกำลังจ้องมองอะไรบางสิ่งด้วยความหวาดกลัวข้างหน้าผู้เป็นพ่อเลยมองตามไปและพบเห็นคำว่า อย่ามายุ่งกับบ้านของกู  ถูกเขียนเป็นรอยเลือดซึ่งรอยเลือดนั้นก็ถูกพบว่าเป็นเลือดของลูกชายเขาเองหลังจากตำรวจมาตรวจ สิ่งที่น่าแปลกคือผลชันสูตรพบว่าลูกชายของเขาตายทันทีที่ถูกเหล็กแหลมเสียบแต่รอยเลือดกลับถูกเขียนขึ้นในครึ่งชัวโมงให้หลังจากที่ชายคนนั้นตาย คำถามที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้คือสรุปแล้วใครเป็นคนเขียน?

 

 

 

บรู๊ววววว

 

 

จู่ๆเสียงหมาก็หอนขึ้นทำให้ทุกคนขวัญกระเจิงทันที

 

 

 

 

 

ใช่!

 

 

 

ทุกคน

 

 

 

ยกเว้นก็แต่.........

 

 

 

“แล้วนี่เราจะเริ่นกันได้ยัง”

น้ำทิพย์เอ่ยถามพลางหาวหวอดๆออกมาเมื่อเหลือบไปดูนาฬิกาข้อมือบอกเวลาสองทุ่มครึ่ง

 

 

ทุกคนหันไปมองน้ำทิพย์เป็นตาเดียวกันแล้วคิดในใจว่า ถึงจะสตรองแค่ไหนแต่กลัวบ้างก็ได้

 

 

หลังจากขอขมาและฟังประวัติบ้านร้างชวนขนหัวลุกจบทุกคนก็เคลื่อนขบวนเข้าไปในบ้านร้างเพื่อทำภารกิจแรกที่ได้รับมอบหมาย

 

 

แก๊ก

 

เสียงล็อกประตูจากทางด้านนอกทำให้ทุกคนใจหายวูบแต่ก็ต้องรวบรวมสติกลับมาและแยกย้ายไปทำภารกิจให้มันจบๆไปตามกรรมที่ดูแลสั่ง

 




 

#พลอยหญิง

 

(เดินตรงไปแล้วเลี้ยวซ้าย)

เสียงชานนท์พูดผ่านไมล์มายังหูฟังของเฌอมาลย์และรฐาเพื่อบอกเส้นทางในการทำภารกิจแรก

 

“แล้วไปไหนต่อ”

เฌอมาลย์ถามกลับไปพร้อมส่องไฟฉายส่องทาง

 

(เห็นห้องตรงนอนตรงฝั่งซ้ายมือมั้ย)

 

เฌอมาลย์และรฐามองตามที่ชานนท์บอก

 

(เดินเข้าไป)

 

รฐาเกาะแขนเฌอมาลย์ไว้แน่นและเดินเข้าห้องไปอย่างกล้าๆกลัวๆ

 

(ห้องนี้เป็นห้องของเด็กผู้หญิงวัยสี่ขวบที่หายตัวไปคนนั้นก่อนที่จะไปหาของชิ้นแรกผมจะให้คุณทำการทักทายเขาก่อน)

 

เฌอมาลย์ยืนนิ่งไปพักนึง

 

ทักทาย? ทักทายอะไร?

 

(เข้าไปเคาะเตียงน้องเขาสิ)

 

เฌอมาลย์และรฐาทำตามที่ชานนท์บอก

 

ก๊อกๆ

 

“เคาะแล้ว แล้วไงต่อ”

 

(พูดว่าสวัสดีน้อง)

 

“สะ..สวัสดีน้อง”

ทั้งคู่พูดพร้อมกันด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

 

(สบายดีไหม)

 

“สบายดีไหม”

 

(น้องหายไปไหน)

 

ถ้าพูดไปแล้วน้องเขาตอบกลับบมาล่ะ?

 

ทั้งคู่กลั้นใจตัวเองก่อนจะยอมพูดตาม

 

(น้องตอบหรือเปล่า)

 

โอ้ยอย่าให้น้องตอบเลยแค่นี้พวกพี่ๆหัวใจก็เต้นไม่เป็นจังหวะกันแล้ว

 

“ไม่”

รฐาตอบ

 

(อืม...งั้นต่อไปลองร้องเพลงกล่อมน้องซิ)

 

“พ..เพลงอะไร”

เฌอมาลย์ถาม

 

(อะไรก็ได้)

 

เฌอมาลย์และรฐาสูดหายใจเข้าก่อนจะเริ่มร้องเพลงพร้อมกันด้วยน้ำเสียงสั่นๆจนจบเพลง

 

(ทำดีมากต่อไปผมจะบอกของที่พวกคุณต้องตามหา)

 

 

เฌอมาลย์และรฐากอดแขนกันแน่นแล้วรอฟังสิ่งที่ชานนท์จะพูด

 

(ตุ๊กตาเด็กผู้หญิง)

 

หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ช่วยกันค้นหาสิ่งที่ชานนท์บอก

 

 

 

 

#กวางเจสซี่

 

(เดินไปถึงแล้วใช่มั้ย)

 

วทานิกาถามหลังจากบอกทางมาห้องน้องนอนของชายวัยสิบแปดปีที่ฆ่าคนในครอบครัวตัวเอง

 

(ก่อนจะหาของชิ้นแรกแพรจะให้กวางกับเจสซี่ร้องเพลงและเต้นเพลงคืนนี้อยากได้กี่ครั้งเพื่อเป็นการทักทายก่อน)

 

จะให้พวกฉันเต้นยั่วผีหรอ? ยัยบ้า! เจสซี่โวยวายในใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากทำตามคำสั่งของวทานิกา

 

(เต้นระวังๆอย่างให้เชือกหลุดจากกันล่ะ)

 

ทั้งคู่รับคำก่อนจะเริ่มต้นบทเพลงคืนนี้อยากได้กี่ครั้งของชิน ชินวุท

 

 

บอกมาคืนนี้ อยากได้กี่ครั้ง /( ><)/    /( ><)/  

ถ้าฉันบอกรักเธอ อยากฟังกี่ครั้ง 
\(>< )\   \(>< )\  

ก่อนหมดคืนนี้ อยากได้กี่ครั้ง
\(><)/   \(><)/  

ฉันจะบอกรักเธอ ต่อให้เป็นร้อยล้านครั้งก็ยอม
 (TT)  (TT)  

 

หนูสองคนไม่ได้มารบหลู่คุณเลยนะคะยัยคุณแพรมันบังคับขู่เข็ญพวกหนูไปหักคอมันเลยค่ะ!><

 

เสียงร้องเพลงไร้เสียงดนตรีประกอบแต่มีเสียงมาหอนมาเป็นซาวน์แทนทำให้ทั้งคู่ร้องและเต้นไปอย่างสั่นๆจนจบเพลง

 

(เสียงไม่ดังเอาใหม่)

 

“ห๊ะ!?”

ทั้งคู่พูดพร้อมกัน

 

นี่มันแกล้งกันชัดๆ ยัยบ้าเอ๊ยยยยย


 

#มะปรางติช่า

 

(ถึงห้องครัวแล้วใช่มั้ย)

 

“ค่ะ”

มะปรางตอบเสียงนิ่ง

 

(ตรงข้างๆประตูมีวัตถุดิบกับเตาแก๊สที่ทีมงานเตรียมไว้ให้อยู่ ให้ทำอาหารไปให้อากงกับอาม่าพอเสร็จแล้วจุดธูปบอกให้อากงกับอาม่ามาทานด้วยหลังจากนั้นถึงจะบอกว่าของที่จะให้หาอยู่ไหน)

 

“อะไรพี่เกดยูจะให้พวกเราทำอาหารให้ผ..อุ๊บส์”

 

เสียงของติช่าถูกกลืนหายไปโดยมือของมะปรางที่เอามาอุดไว้พลางทำเสียงชู่ๆไม่ให้ติช่าพูดคำนั้นออกมา

 

“มาทำกันเถอะ”

 

ติช่าทำทาทีขัดๆเขินจนมะปรางถึงกับต้องส่ายหน้า

 

“ทำอาหาร”

 

เสียงพูดชวนดับฝันของมะปรางเอ่ยขึ้นจนติช่าทำหน้าเหี่ยว

 

กับบ้านผีสิงก็ไม่เว้นเนาะติช่า มะปรางคิดก่อนจะเริ่มลงมือทำอาหาร

 

 

#บีคริส

 

ฉันควรจะส่ายหน้าเอือมระอาหรือหัวเราะให้กับความน่ารักของผู้หญิงตรงหน้าดีปากทำเป็นบอกไม่กลัวแต่กับยืนตัวสั่นหงึกๆ อยากจะกรอกลับไปเมื่อประมาณสามนาทีที่แล้วไม่รู้ใครที่ไหนบอกว่าตัวเองไม่ได้กลัวที่ตัวสั่นเพราะหนาวแล้วอย่าให้รู้ว่าใครกลัวนะแม่จะหัวเราะให้  จ้ะ  อากาศหนาวมาก อ้อเชิญหัวเราะตัวเองได้เลยจ้ะ -_-

 

 

(ถึงห้องแล้วใช่มั้ย)

เจนี่ถามกลับมาหลังจากพูดนำทางให้ทั้งคู่มายังห้องนอนของเด็กผู้หญิงวัยสิบห้าปี

 

“ถึงแล้ว”

น้ำทิพย์ตอบพลางส่ายหน้าให้กับคนที่ยื่นสั่นอยู่ข้างๆ

 

(ลองเข้าไปสะกิดน้องซิ)

 

“น้องออกมาให้พี่สะกิดหน่อยซิพี่มองไม่เห็นไม่รู้อยู่ไหน”

 

“บี!” ศิรินทำเสียงดุใส่

 

“ว่า?”

 

“ไปพูดท้าทายน้องแบบนั้นทำไมเดี๋ยวน้องเค้าก็ออกมาจริงๆหรอก”

 

“เอ๊า ก็บีไม่เห็นจริงๆหนิท้าทายตรงไหน”

 

“ยังจะพูดอีก” ศิรินมองค้อนใส่

 

ฮ่วย จะอะไรกันนักกันหนามันก็แค่เรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อทำรายการให้มันดูสนุกใช่บ้านผีสิงจริงๆซะทีไหนดูจากเรื่องที่เล่ามาก็รู้แล้วว่าเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมา

 

“บีจะไม่เชื่อก็แล้วแต่นะแต่บีไม่ควรจะพูดจาท้าทายลบหลู่แบบนี้” ศิรินทำหน้าบูดใส่

 

เอ๊า อะไรใครไปลบหลู่อะไรตอนไหน?  

 

(พอๆอย่าเพิ่งทะเลาะกันเข้าไปสะกิดที่ปลายเตียงน้องแทน)

 

เมื่อได้ยินดังนั้นน้ำทิพย์ก็เดินดุ่มพร้อมลากคนหน้าหมวยมายังปลายเตียงแล้วสะกิดพร้อมกัน

 

(ต่อไปลองถามน้องซิว่าเจ็บไหม)

 

“เจ็บไหม” ทั้งคู่พูดพร้อมกัน

 

(น้องหนาวไหม)

 

“น้องหนาวไหม/น้องหนาวไหม”

 

(น้องตอบว่าหนาว เข้าไปกอดน้องสิ)

 

“ตอบตอนไหนเจี๊ยบ”

 

(เมื่อกี้....ฉันได้ยิน)

 

ฉันควรจะเชื่อแกดีมั้ย?

 

(เร็วสิรีบเข้าไปกอดน้องรออยู่ ขึ้นไปบนเตียงแล้วให้น้องอยู่กลางหลังจากนั้นพวกเธอก็นอนกอดน้อง)

 

น้ำทิพย์กับศิรินทำตามสิ่งที่เจนี่บอกโดยการนอนลงบนเตียงนอนแล้วเว้นช่องตรงกลางไว้หลังจากนั้นก็ทำท่าเหมือนกอดบางสิ่งที่อยู่ตรงกลาง

 

(น้องบอกยังไม่อุ่นขยับเข้าไปอีกนิดนึง)

 

 

“นี่แกเป็นเจนญานทิพย์หรอ?”

 

เสียงวุ้นเส้นที่กำลังดูจอมอนิเตอร์อยู่กับทุกคนถามเพื่อนสาวตัวเอง

 

“ใช่ค่ะ” เจนี่หันมาพูดกับเพื่อนตัวเองก่อนหันไปโฟกัสน้ำทิพย์กับศิรินผ่านจอมอนิเตอร์

 

“นี่ถ้าไม่ติดว่าอยู่ในบ้านร้างคงเป็นฉากที่สวีทฟินเวอร์แน่”

 

“อยากได้ฟินกว่านี้มั้ยละ”

 

“แกจะทำไรเจี๊ยบ”

 

“เติมน้ำให้ด้อมทะเลทรายค่ะถือเป็นการเรียกเรตติ้งรายการไปในตัวเลยดีมั้ยคะพี่เต้~   พี่เต้ไปไหน?”

เจนี่ลากเสียงก่อนจะหันมาหาปิยะรัฐแต่เมื่อหันไปแล้วก็พบแต่เพียงความว่างเปล่า

 

“ไปเข้าห้องน้ำ จะเล่นอะไรกันก็ระวังๆกันหน่อยล่ะ”

เมทินีหันมาบอกก่อนจะเตือนรุ่นของเธอก่อนจะหันไปกลับไปดูแลเด็กๆของเธอผ่านจอสี่เหลี่ยมตรงหน้า

 

(โอเคลุกขึ้นได้ต่อไปมายืนตรงข้างๆเตียง)

 

น้ำทิพย์กับศิรินทำตามที่เจนี่บอก

 

(พอถึงแล้วหันไปทางซ้ายมือ ดะ...เดี๋ยวก่อนคริส!)

 

“อะ..อะไร” เธอทำเสียงสั่น

 

(ข้างหลังแกอ่ะ)

 

“ขะ..ข้างหลังฉันทำไม!” ตอนนี้หัวใจเธอเต้นรัวราวกับไปวิ่งรอบโลกมาสักสองรอบ

 

(ฉันเห็นเงาดำๆอยู่ข้างหลังแก!)

 

ไปกันใหญ่แล้วยัยนี่ก็บ้าจี้เชื่อเค้าดูก็รู้ว่าแกล้ง น้ำทิพย์ส่ายหน้าอย่างเอือมๆเมื่อได้ยินเสียงของเจนี่พูดกับศิรินผ่านหูฟังของตัวเอง

 

“กรี๊ดด งื้ออ ออกไปๆๆ”  ศิรินหลับตาปี๋พลางโผเข้าไปกอดน้ำทิพย์ไว้แน่น

 

“คริส คริส!ใจเย็นตั้งสติหน่อย” น้ำทิพย์ช่วยเรียกสติคนหน้าหมวยให้กลับมาก่อนจะหันไปต่อว่าเจนี่ผ่านไมล์ที่ติดอยู่ตรงคอเสื้อ  “เล่นบ้าอะไรของพวกเธอเนี้ยก็รู้อยู่ว่าคริสกลัว!

 

เสียงของน้ำทิพย์ทำให้ศิรินเริ่มรู้ตัวว่าตัวเองโดนแกล้งเลยยอมลืมตาขึ้นและฟังเสียงขำคิกคักผ่านหูฟัง

 

“นี่พวกแกแกล้งฉันหรอ!

 

(เปล่าฉันไม่ได้แกล้งฉันเห็นเงาจริงๆ เงายุงอ่ะอยู่หลังแกได้ทาโลชั่นกันยุงไปรึเปล่าระวังยุงกัดนะเพื่อนเป็นห่วง)

 

“เพื่อนชั่ว” ศิรินสบถออกมา

 

(อ่ะๆไม่แกล้งแล้วก็ได้)

 

“ขำอะไร” ศิรินหันไปทำตาขวางใส่คนร่างสูง

 

“เปล่า” น้ำทิพย์พูดก่อนจะกลับไปโหมดหน้านิ่งเหมือนเดิมเช่นเดียวกับศิริน

 

(หันกลับไปที่เตียงเหมือนเดิม)

 

จะให้หันไปหันมาเพื่อ? น้ำทิพย์นึกบ่นในใจ

 

(โอเคต่อไปพวกเธอสองคนร้องเพลงคนละหนึ่งเพลงให้น้องฟัง)

 

“เพลงอะไร”

น้ำทิพย์ถาม

 

(อะไรก็ได้)

 

น้ำทิพย์ทำหน้าครุ่นคิดอยู่พักนึงก่อนจะหันไปหาคนหน้าหมวย

 

“ใครจะร้องก่อน”

 

“บีไง”

 

น้ำทิพย์ยืนนิ่งอยู่พักนึงก่อนจะสูดลมหายใจเข้าแล้วค่อยๆผ่อนออก

 

 

เคยรับเคยรู้บ้างไหม
ว่าเป็นยังไง
เวลาที่เธอ
ทอดทิ้งให้อยู่คนเดียวลำพัง

 

 

บทเพลงไร้เสียงดนตรีถูกขับร้องออกมาผ่านช่องลมของคนร่างสูงซึ่งไม่ได้ใช้เทคนิคพิเศษเพิ่มเติมใดๆในการร้องแต่มันกลับฟังดูไพเราะจับใจแฝงอารมณ์เศร้าเป็นนัยๆอย่างน่าประหลาด  คงเป็นเพราะเธอร้องออกมาจากความรู้สึกที่อยู่ลึกๆในใจ  ความรู้สึกที่อยากปลดปล่อยออกมา ความรู้สึกที่เธอเก็บไว้มาตลอด เก็บไว้มานานรอวันที่จะพูดให้ใครคนนั้นได้ฟังว่าเธอรู้สึกอย่างไร

           

            ความรู้สึกเศร้าของบทเพลงมันมาพร้อมกับความรู้สึกผิดของใครอีกคนหนึ่งที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ  เคยรับเคยรู้บ้างไหม ว่าเป็นยังไง เวลาที่เธอ ทอดทิ้งให้อยู่คนเดียวลำพัง  บทเพลงตอกย้ำความเศร้าความเจ็บปวดของคนร้อง บทเพลงตอกย้ำความรู้สึกผิดของคนฟังเพียงแค่ท่อนเดียวก็สามารถแทนความรู้สึกอะไรหลายๆอย่างหลายล้านคำพูดมากมายที่อยากจะพูดไป

 

 


โทรหาสักนิดได้ไหม
เหมือนในวันวาน
ก็อยากให้ห่วงกัน
ให้เหมือนเมื่อคราวเพิ่งคบกัน

 

 

ไม่ใช่ว่าคริสไม่ห่วงไม่อยากโทรนะบีแต่ตอนนั้นคริสกลัว กลัวว่าจะทำใจให้ไม่กลับไปหาบีไม่ได้มากกว่า

 

เหมือนภาพทับซ้อนระหว่างทั้งคู่เกิดขึ้น เพลงเพียงบทเดียวทำให้เธอนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อวันวาน วันที่เธอเดินออกมาจากชีวิตและไม่เคยติดต่อกลับไปหาคนที่กำลังร้องเพลงอีกเลยจนทั้งคู่ได้วนกลับมาพบกันอีก  ถึงจะมีหลายๆอย่างที่เปลี่ยนไปทั้งความคิด นิสัย ทัศนคติ แต่สิ่งหนึ่งที่ทั้งคู่ไม่เปลี่ยนไปคือความรู้สึกที่มีต่อกันถึงใครบางคนจะเพิ่งรู้ตัวก็ตาม

 


 เห็นรักเธอแล้ว
เลยทำเหมือนแล้วกัน
ยังไงตัวฉันก็คงต้องรัก
เธอไป

 

 

สิบปีก่อน

ฉันยังคงจำวันแรกที่ฉันเจอคนหน้าหมวยที่ผลับแห่งหนึ่งได้ไม่มีวันลืม เพียงเธอหันมา เพียงฉันสบตาเธอ ก็เหมือนโลกหยุดนิ่ง เธอทำให้ฉันรู้สึกเสียสมดุล สูญเสียความเป็นตัวเอง หลังจากเรารู้จักกันได้เพียงไม่กี่นาทีเราก็พบว่าเราต้องย้ายมาอยู่ด้วยกันเพราะพี่เกดกับพี่ช่าจะแต่งงานแล้วย้ายไปมีครอบครัวเป็นของตัวเอง นั่นทำให้ฉันรู้สึกใจหายไม่น้อยแต่นั่นก็ทำให้ฉันรู้สึกตื่นเต้นดีใจในเวลาเดียวกัน ตั้งแต่เธอคนนั้นเข้ามาอยู่ด้วยก็มีเรื่องชวนให้ฉันปวดหัวไม่พ้นแต่ละวันภายนอกเธอเป็นสาวหน้าหมวยที่ดูมั่นใจในตัวเองแต่พอมารู้จักตัวจริงแล้วมันกลับตาลปัตรไปซะทุกอย่าง ตอนแรกก็บอกว่าจะมาดูแลกันแต่พอเอาเข้าจริงๆก็เป็นฉันนี่แหละที่ต้องดูแล ถ้าถามว่าฉันเบื่อไหม ก็คงต้องตอบว่าไม่ ถามว่าเหนื่อยหรือรำคาญบ้างไหม ความเหนื่อยก็พอมีบ้างแต่ความรำคาญมันไม่มีอยู่เลยกลับชอบเสียอีกที่คนหน้าหมวยเป็นแบบนี้ มันเป็นสเน่ห์อย่างหนึ่งที่ทำให้ฉันตกหลุมรักเธอตั้งแต่วันแรก.....ฉันอยากจะใช้ชีวิตอยู่กับเธอแบบนี้ไปเรื่อยๆเหมือนที่เป็นอยู่...แต่สุดท้ายฉันก็ต้องตื่นจากฝันที่ฉันวาดเอาไว้อย่างสวยงาม.....มันเกิดหลังจากที่เรารู้จักกันมาสามปี...หลังจากงานวันเกิดพี่เกด....หลังจากที่ฉันรู้จักผู้ชายคนนึงที่มาขายขนมจีบฉันได้ไม่นานนัก

 

“บี...มีคนบอกว่าบีแอบชอบคริสอยู่อ่ะ” จู่ๆเธอก็เข้ามาพูดเรื่องนี้ในขณะที่ฉันเตรียมอาหารเช้าอยู่

“หืม? แล้วคริสตอบเขาว่าไง”

“ก็ไม่ว่าไงอ่ะคริสก็บอกเขาไปว่าไม่มีทางเป็นไปได้หรอกก็ดูสิเราสองคนเป็นผู้หญิงเหมือนกันจะรักกันได้ไงบ้าหรือเปล่า”

 

คำพูดตอนนั้นทำให้ฉันสะอึกขึ้นนิดหน่อย

 

“แล้วถ้าบีเกิดชอบคริสแบบนั้นขึ้นมาจริงๆล่ะคริสจะว่าไง”

ทั้งฉันและคริสหยุดนิ่งไปพักหนึ่งก่อนที่คริสจะหันกลับมาตอบด้วยท่าทีสีหน้าจริงจัง

 

“บี...บีรู้ใช่ไหมว่าเราสองคนเป็นผู้หญิง ผู้หญิงกับผู้หญิงไม่มีทางรักกันได้หรอกถึงจะคบกันสุดท้ายก็ต้องเลิกกัน รักนิรันดร์ในเพศเดียวกันมันไม่มีอยู่จริงหรอก อีกอย่างบีก็รู้ว่าคริสไม่ใช่พวกผิดเพศ

เธอย้ำเสียงหนักช่วงท้ายนั่นล่ะทำให้หัวใจฉันล่วงไปที่พื้นเลย เคยเป็นไหมร้องไห้แบบไม่มีน้ำตา ฉันเพิ่งรู้นิยามของคำนี้ก็วันนั้นนั่นล่ะ

 

“ไม่เอาไม่พูดเรื่องนี้แล้ว”

 

หลังจากนั้นเธอก็เปลี่ยนเรื่องคุย

 

นั่นคือสัญญาณบอกกับฉันว่าถ้าหากฉันไม่อยากจะเสียคริสไปจริงๆฉันคงต้องหยุดความรู้สึกตัวเองโดยการมีใครสักคน หาใครสักคนเข้ามาแทนที่เธอ ป้อง คือผู้ชายที่ตามจีบฉันมาได้สามอาทิตย์เศษๆ เขาเป็นคนดีมากแต่เหตุที่ฉันไม่เคยเปิดใจให้เขาเพราะก่อนหน้านั้นฉันมีใครอยู่ในใจและเพื่อจะรักษาคนในใจให้คงอยู่กับฉันตลอดไปโดยที่ไม่มองฉันเป็นพวกผิดเพศหรือหนีหายจากฉันไปไหนฉันเลยตกลงปลงใจคบกับป้อง   แต่ก็นั่นแหละหลังจากคบกันได้ไม่นานสิ่งที่ฉันพยายามจะรักษาไว้ก็กำลังจะหนีหายไป....

 

คืนก่อนที่เธอจะหายไป

 

ฉัน ป้อง และคริสไปทานอาหารค่ำด้วยกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งใกล้ๆกับคอนโด บรรยกาศการทานอาหารยามค่ำคืนพร้อมเสียงไวโอลินคลอเบาๆควรจะเปี่ยมไปด้วยความสุขแต่นั่นกลับไม่ได้เป็นไปอย่างนั้นเพราะความรู้สึกของฉันเต็มไปด้วยความอึดอัด คนที่นั่งข้างๆฉันก็เป็นเพื่อนสนิทในสถาณะยกเว้นความรู้สึก คนที่นั่งฝั่งตรงข้ามฉันก็เป็นคนที่ฉันกำลังคบแต่ไม่อาจให้ความรักไปได้หมดทั้งใจ นั่นเป็นส่วนนึงที่ฉันบอกว่าอึดอัด อีกส่วนที่ทำให้ฉันอึดอัดก็คือ ป้องกับคริส  ไม่รู้ว่าทั้งคู่ไปผิดใจอะไรกันตอนไหนถึงพูดจาเหน็บแนมกันไม่เลิกตั้งแต่เริ่มทานมื้อค่ำ แรกๆฉันก็ปล่อยไปแต่สักพักคริสเริ่มจะก้าวร้าวขึ้นฉันจึงหันไปปราม แล้วฉันก็โดนงอนแล้วก็โดนเหวี่ยงใส่หลังจากนั้นจากเรื่องเล็กๆก็กลายเป็นเรื่องใหญ่และสุดท้ายคริสก็เดินหนีออกจากร้านไป  ฉันนั่งมองเธอพลางส่ายหน้า ถ้าเป็นเมื่อก่อนฉันคงจะตามไปทันที แต่สำหรับตอนนี้ฉันจะไม่ยอมตามคนที่ไม่มีเหตุผลไปแล้วทิ้งคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแฟนให้อยู่ในร้านอาหารคนเดียว

 



รอให้คริสใจเย็นกว่านี้ดีกว่า

 

 

 

 

ฉันอยากจะย้อนเวลากับไปตอนนั้นทันทีที่ฉันได้อ่านจดหมายของคริสที่ทิ้งไว้



 

คริสจะกลับไทยไม่ต้องเป็นห่วงไม่ต้องพยายามติดต่อคริส

 




ฉันกำจดหมายนั้นไว้แน่นพลางเฝ้าถามตัวเองตลอดว่าทำอะไรผิด เป็นเพราะฉันดุคริสต่อหน้าป้องเลยทำให้เธอโกรธงั้นหรอ?  แต่นั่นก็คงไม่ถึงขนาดต้องหนีกลับไทยเลยนี่  หรือว่าคริสจะรู้.... คำว่าไม่ใช่พวกผิดเพศดังขึ้นในหูของฉันอีกครั้งนึง   แต่ฉันก็สลัดความคิดนั้นไปและเฝ้าหาเหตุผลต่างๆนาๆมาเป็นคำตอบให้กับตัวเองแต่ก็ไม่มีคำตอบไหนเลยที่จะตอบคำถามในหัวได้อย่างชัดเจน

 

 

ห้าเดือนฉันเฝ้าหาคำตอบของความผิดที่ฉันทำ   ห้าเดือนฉันเฝ้าตามหาเธอ  ตลอดห้าเดือนมันไม่ได้ช่วยให้ฉันได้คำตอบจริงๆ แต่มันทำให้ฉันได้พบกับเธออีกครั้งผ่านแอพพลิเคชั่นสีน้ำเงิน

 


ฉันดีใจเป็นบ้าที่ได้พบเธออีกแต่ความดีใจของฉันก็ลดหวบลงทันทีที่อ่านข้อความพาดหัวข่าว

 

 

 

ไหนบอกว่าไม่ใช่พวกผิดเพศไงคริสแล้วคนที่เธอคบอยู่ไม่ใช่เพศเดียวกับเธอหรือไง

 

 

 

ความเสียใจ ความผิดหวัง ความเจ็บปวด ถาโถมเข้ามาพร้อมกับความโกรธในเวลาเดียวกัน

 


ทิ้งฉันไปให้เป็นบ้าอยู่คนเดียวแต่ตัวเองกลับไปมีความสุขอยู่กับใครอีกคน

 

 

ไม่ใช่พวกผิดเพศแต่คนที่คบอยู่เป็นผู้หญิง

 

 

ผู้หญิงที่คบอยู่กลับเป็นคนที่ฉันรู้จักเป็นอย่างดี

 

 

 

ทำไมล่ะคริสแค่ทิ้งบีไปบีก็เจ็บพออยู่แล้วนี่ยังไปคบกับผู้หญิงคนนั้นอีก บีควรจะเริ่มรู้สึกเจ็บ เสียใจ หรือโกรธอะไรจากตรงไหนดี  ทำไมฉันถึงไปหลงรักคนใจร้ายแบบนี้ได้นะ.....

 


เธอน่ะใจร้าย จริงๆ
ใจร้าย จริงๆ
ทอดทิ้งไม่มาดูแล   ไม่สนใจ

เธอน่ะ ใจร้าย จริงๆ
จะทำไงต้องโทษตัวเอง
ที่เลือกมีเธออย่างนี้
ที่รักคนที่ใจร้าย
รักเขาไปทั้งใจ

 

-รักคนใจร้าย (เบเบ้)-



(ต่อ)



 

                    เสียงบทเพลงถูกขับร้องออกมาจนจบลงพร้อมกับน้ำใสๆคลออยู่ตรงเบ้าตาของคนร้องโชคดีที่ความมืดช่วยบทบังไม่ให้ใครเห็นหยดน้ำใสๆที่กำลังฝืนไม่ให้มันหยดลงมาอยู่นั้น  แต่ความมืดก็คงบทบังได้เพียงภาพแต่คงไม่สามารถบทบังความรู้สึกที่ส่งผ่านออกมาทางเสียงเพลง

 

 

 

เจ็บมากไหม


 

 

ถ้าถามถึงคำถามนี้น้ำทิพย์ก็คงต้องตอบว่ามันเกินคำว่าเจ็บมาไกลแล้ว

 

 

 

 

คนไม่รู้คือคนที่เจ็บ  ถ้าหากรู้เหตุผลของการจากลาเธอคงหาวิธีจัดการกับความรู้สึกในใจหรืออาจหาวิธีแก้ไขและใช้ให้มันเป็นบทเรียนเพื่อไม่ทำผิดซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง  แต่เพราะว่า ไม่รู้ เธอไม่รู้อะไรเลยเธอจึงต้องรอ รอให้ตัวเองลืมแต่มันไม่ง่ายเลยที่จะลืมใครสักคนโดยเฉพาะกับคนที่รักฝังใจ เธอจึงทำได้เพียงรอ.....รอคำตอบที่ไม่รู้เลยว่าเมื่อไหร่จะได้คำตอบ

 

 

 

คนไม่รู้เจ็บมากเท่าไหร่คนที่รู้ก็เจ็บไม่แพ้กัน

 

 

ฉันมองแววตาของบีผ่านความมืดที่ปกคลุมอยู่ทั่วบริเวณมีเพียงแสงไฟฉายส่องไปทางด้านหน้าเท่านั้น ถึงความมืดจะทำให้ฉันเห็นหน้าบีเป็นแค่ภาพลางๆจนเกือบจะมองไม่เห็นแต่ฉันก็รับรู้ได้ว่าเขากำลังฝืนเก็บน้ำตาตัวเองไว้  ภายใต้ความเจ็บปวดของเขามีใครอีกคนซ่อนความรู้สึกผิดและความเจ็บปวดอยู่ในนั้น

 

“บี...”

 

“บีนึกเพลงไม่ทันเลยร้องเพลงนี้อย่าเข้าใจผิดล่ะ”

 

“ก็ยังไม่ว่าอะไรเลยหนิ”

 

“คริสก็ร้องสิจะได้ทำภารกิจเสร็จไวๆ”

 

ศิรินพยักหน้ารับคำก่อนจะเริ่มร้องเพลง

 

 



อาจเป็นวันที่มีฝนพรำ อาจเป็นดาวที่มองอยู่ทุกวัน
หรือช่วงที่อยู่เงียบๆ คนเดียว บางครั้งที่เหลียวมองหลัง
ยังจำวันของเราได้ดี มันยังคงชัดในใจฉัน
จำน้ำเสียงเดิมๆ ได้ดีทุกคำ และมันไม่มีวันหาย

 

 

 

เสียงแหบสเน่ห์เริ่มขับร้องเพลงด้วยน้ำเสียงนิ่งๆแต่แฝงไปด้วยความรู้สึกเพื่อส่งผ่านไปให้ใครอีกคนได้รับรู้ว่าเธอไม่เคยลืมเรื่องราววันเก่าๆที่มีเขาอยู่ได้เลยสักวัน 

 

 

ความสุขของคริสคือบี ความสุขของบีคือคริส ความสุขเราคือมีกันและกันแบบนี้ตลอดไป ดีกันนะ

 

 

ฉันยังคงจำคำพูดของเราสองคนที่มักจะพูดกันอยู่เสมอในวันที่มีใครคนใดคนหนึ่งเกิดทำอะไรผิดแล้วทำให้อีกฝ่ายงอนก็มักจะใช้ประโยคนี้เพื่อเป็นการง้ออีกฝ่าย

 

 

ความทรงจำในวันเก่าๆกลับมาในหัวของฉันอีกครั้งมันมีทั้งเรื่องน่าจดจำและเรื่องไม่น่าจดจำแต่ก็กลับจำมันไม่มีวันลืม

 

ความสนิทของฉันกับบีในตอนนั้นมันมากกว่าคำว่าเพื่อน มากกว่าคำว่าพี่น้อง มากกว่าจะหาคำใดๆมานิยามได้หรือบางทีตอนนั้นฉันอาจจะยังหาไม่เจอ  ชีวิตของเราสองคนเหมือนเป็นชีวิตของคนคนเดียวกันไม่ว่าจะนั่งจะกินจะนอนหรือจะไปไหนเราแทบจะไม่แยกออกจากกันยกเว้นก็แต่เวลาไปเรียน เวลาอาบน้ำหรือทำธุระในห้องน้ำนั่นแหละถึงจะแยกออกจากกันได้  ขนาดวันที่ฉันไปเข้าค่ายกับเพื่อนๆบียังตามฉันไปเช่าที่พักที่อยู่ใกล้ๆอยู่  และไม่ใช่แค่บีที่ทำแบบนั้นฉันเองตอนบีไปเข้าค่ายฉันก็ตามไปเหมือนกัน

 

 

 

ถึงจะไม่ได้นอนด้วยกันขอแค่ได้อยู่ใกล้ๆกันก็พอ

 

 

 

 

ฉันไม่รู้หรอกว่าความสนิทและความรักของเราที่มีให้กันมันจะใช้คำไหนมานิยาม...ฉันรู้เพียงว่าฉันอยากอยู่กับบีแบบนี้ไปเรื่อยๆ 

 

 

 

 

 

เรื่อยๆ

 

 

 

 

 

 

และ

 

 

 

 

 

 

 

หยุดลง

 

 

 

 

 

 

มันไม่ควรเป็นแบบนี้เลยหากวันนั้นฉันฉลาดพอที่จะไม่โง่ให้สมองนำทางหัวใจ

 

 



วันที่เธอรักฉัน แต่ใจของฉัน ก็ละเลย
ไม่เคยแคร์สักครั้ง ปล่อยเธอลำพัง
ปล่อยเธอเดียวดาย

 

 

 

เหมือนภาพในหัวประมวลผลตอนที่ฉันทิ้งบีอีกครั้ง  ใช่ มันมาอีกครั้งและมันก็ไม่ใช่ครั้งแรก ครั้งที่สอง  หรือครั้งที่สาม  แต่มันฉายให้ฉันเห็นเป็นพันๆเป็นหมื่นๆครั้งตลอดระยะเวลาเจ็ดปีตั้งแต่วันที่ฉันเดินออกมาจากชีวิตของบีโดยทิ้งไว้จดหมายไว้เพียงฉบับเดียว

 

 

ฉันใจร้ายใช่ไหม

 

 

ฉันไม่โกรธหรือคิดจะว่าบีหรือใครๆที่คิดแบบนั้นเพราะฉันยอมรับว่าฉันใจร้ายจริงๆ  แต่สิ่งที่ฉันอยากจะบอกให้รู้ก็คือสิ่งที่ฉันทำลงไปมันมีเหตุผลและคนใจร้ายคนนี้ก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน

 

วันนั้นหลังจากผ่านพ้นงานวันเกิดของพี่เกดไปได้ไม่กี่วันซึ่งงานนั้นฉันไม่ได้ไปด้วยเพราะบังเอิญติดทำงานที่มหาลัย ทุกอย่างมันเริ่มต้นหลังจากวันนั้นฉันเดินในรั้วมหาลัยตามปกติอย่างที่ฉันเคยเดินทุกวันแต่สิ่งที่ผิดปกติไปจากเดิมคือสายตาที่จับจ้องมาที่ฉัน หน้าฉันมีอะไรติดหรอ? หรือฉันทารองพื้นไม่เท่ากัน? ฉันสงสัยได้ไม่นานนักก็มีคนมาตอบคำถามให้กับฉันซึ่งคนคนนั้นก็คือ จุ๋ย เพื่อนของฉันเอง เธอเป็นเพื่อนร่วมห้องเพียงคนเดียวที่ฉันสนิทด้วยเพราะเธอเป็นคนไทยเหมือนกัน จุ๋ยเล่าให้ฉันฟังว่ามีคนเมาท์ปล่อยข่าวว่าฉันกำลังคบหากับบี ฉันได้ยินดังนั้นก็ทั้งตกใจและแปลกใจไปในเวลาเดียวกันว่าทำไมคนพวกนั้นถึงคิดแบบนี้ได้  หลังจากจุ๋ยเล่าให้ฉันฟังได้ไม่นานสายตาฉันก็บังเอิญไปเห็นใบปลิวที่ถูกติดไว้อยู่ทั่วบริเวณบอร์ดประชาสัมพันธ์และใบปลิวนั้นก็มีรูปฉันพร้อมกับข้อความภาษาอังกฤษซึ่งแปลเป็นไทยว่า   ตัวประหลาด น่ารังเกียจ น่าขยะแขยง  ผิดเพศ และอีกหลากหลายคำสารพัด

ความรักร่วมเพศหรือรักเพศเดียวกันไม่ใช่เรื่องแปลกในสมัยนี้ก็จริงแต่ในตอนนั้นเมื่อเจ็ดปีที่แล้วมันก็มีกลุ่มคนที่ยอมรับได้และกลุ่มคนที่ไม่ยอมรับพร้อมต่อต้านความรักร่วมเพศและฉันก็บังเอิญไปอยู่ในกลุ่มของคนที่ไม่ยอมรับ  จะเรียกว่าโชคร้ายหรือว่าอะไรดีล่ะ? หลังจากมีคนปล่อยข่าวลือมั่วๆออกไปฉันก็เริ่มถูกแอนตี้จากกลุ่มเพื่อนๆทั้งในห้องและต่างห้องลามไปทั่วทั้งมหาลัยแม้แต่จุ๋ยเองก็เหมือนกัน  ฉันไม่โกรธจุ๋ยหรอกนะที่ตีตัวออกห่างจากฉันเพราะฉันเข้าใจว่าเธอคงรับแรงกดดันจากคนรอบตัวไม่ไหว  ฉันเองในตอนนั้นก็เริ่มจะไหวแล้วเหมือนกัน  ฉันพยายามปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาว่าฉันไม่ได้คบกับบีและไม่ใช่พวกผิดเพศ ฉันตามหาคนต้นเรื่องที่ปล่อยข่าวมั่วๆเพื่อให้มันมาชดใช้แล้วก็ไปอธิบายกับทุกคนแต่ก็ไม่พบ  จนฉันเองก็เริ่มคิดขึ้นมาว่าอาจจะไม่มีคนปล่อยข่าวแต่เป็นเพราะความสนิทความใกล้ชิดของฉันกับบีที่มีมากกว่าปกติหรือเปล่าเลยทำให้คนเอาไปพูดต่อๆกันจนลงความเห็นว่าฉันคบกับบี  ความกดดันของฉันเพิ่มขึ้นตามลำดับตลอดระยะเวลาอาทิตย์กว่า นอกจากจะไม่มีใครคบแล้วอาจารย์ที่สอนในห้องก็เริ่มทำเป็นเมินๆฉัน ให้ตายสิ! นี่อาจารย์ก็ไม่เว้นหรอ?  ฉันไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้บีฟังเพราะกลัวว่าบีจะไม่สบายใจคิดว่าตัวเองเป็นเหตุทำให้ฉันไม่มีใครคบ  จนวันนึงมันก็ถึงขีดสุดที่ฉันจะทนฉันเองก็เริ่มสงสัยในตัวบีแล้วเหมือนกันว่าเขากำลังคิดอะไรกับฉันเหมือนที่ใครๆพูดหรือเปล่า  แต่ก็เป็นเพียงแค่ข้อสงสัยที่ฉันไม่ทันได้หาคำตอบฉันอยากจะจบเรื่องบ้าๆนี้โดยทำให้ทุกอย่างมันชัดเจนหากบีรู้สึกแบบนั้นกับฉันจริงๆ บีจะได้ตัดใจซะเพราะถึงยังไงฉันก็คงไม่มีวันรักบีได้อยู่แล้ว....เพราะเราเป็นผู้หญิงเหมือนกัน....จะรักกันได้ยังไง?

 

“บี...มีคนบอกว่าบีแอบชอบคริสอยู่อ่ะ”

 

ฉันถามออกไปอย่างนั้นพร้อมแอบเห็นบีทำสีหน้าตกใจเล็กน้อย

 

“หืม? แล้วคริสตอบเขาว่าไง”

“ก็ไม่ว่าไงอ่ะคริสก็บอกเขาไปว่าไม่มีทางเป็นไปได้หรอกก็ดูสิเราสองคนเป็นผู้หญิงเหมือนกันจะรักกันได้ไงบ้าหรือเปล่า”

 

แปลก? ปากฉันพูดออกไปอย่างนั้นแต่ใจฉันมันรู้สึกเหมือนกำลังต่อต้านสมองของตัวเองอยู่

 

“แล้วถ้าบีเกิดชอบคริสแบบนั้นขึ้นมาจริงๆล่ะคริสจะว่าไง”

 

ฉันหยุดนิ่งไปพักนึง...ไม่ใช่ฉันไม่ได้ยินสิ่งที่บีพูดแต่ฉันกำลังรู้สึกเหมือนมีอะไรมาขัดแย้งกับสมองของตัวเองอยู่ตลอดเวลา และในที่สุดฉันก็เลือกจะไม่สนใจและกำจัดความรู้สึกขัดแย้งนั้นออกไปพร้อมกับพูดตามที่สมองของฉันสั่งการ

 

“บี...บีรู้ใช่ไหมว่าเราสองคนเป็นผู้หญิง ผู้หญิงกับผู้หญิงไม่มีทางรักกันได้หรอกถึงจะคบกันสุดท้ายก็ต้องเลิกกัน รักนิรันดร์ในเพศเดียวกันมันไม่มีอยู่จริงหรอก อีกอย่างบีก็รู้ว่าคริส....ไม่ใช่พวกผิดเพศ

 

ฉันเห็นแววตาบีหม่นลงซึ่งแววตาของฉันก็คงไม่ต่างกันจากบี

 

ไม่รู้ทำไมฉันถึงรู้สึกเหมือนมีอะไรมาสะกิดในใจตอนพูดประโยคนั้นออกไป

 

หลังจากความเงียบเริ่มปกคลุ่มฉันจึงรีบเปลี่ยนเรื่องในการสนทนา

 

 

 

หลังจากฉันพูดประโยคนั้นกับบีไปอะไรๆมันควรจะดีขึ้น

 

 

 

 

แต่เปล่าเลย 

 

 

 

 

ทุกคนก็ยังคงมองฉันเป็นพวกผิดเพศ  และแย่ยิ่งไปกว่านั้นคือฉันรู้สึกว่าบีกำลังพยายามตีตัวออกห่างฉัน ไม่รู้ทำไมกันฉันถึงอยากจะขอโทษบีที่พูดออกไปแบบนั้น.....แต่ฉันก็ต้องเก็บคำพูดนั้นเอาไว้เมื่อฉันเห็นภาพตรงหน้า

 


 

 

กว่าจะรู้ว่าเธอสำคัญเพียงใด ก็เกินอภัยที่เธอจะรอ
ทำได้เพียงแต่ขอโทษเธอในใจ เท่านั้น
กว่าจะรู้ว่าฉันรักเธอมากมาย ก็สายเกินจะรั้ง
วันนี้สมควรลำพัง ฉันใช้โอกาสเหล่านั้นเปลืองไป



-ขอโทษในใจ นัททิว-

 

 

บีเดินมาพร้อมกับผู้ชายคนหนึ่งที่ฉันมารู้ในภายหลังว่าเขาเรียนมหาลัยเดียวและคณะเดียวกันกับฉัน มันจะเรื่องบังเอิญหรืออะไรก็ไม่รู้แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันรู้คือร่างกายของฉันในตอนนี้มันชาไปหมดเมื่อบีบอกว่าเธอกำลังคบหากับผู้ชายคนั้น   ฉันควรดีใจสิที่บีมีแฟนเป็นผู้ชายคนอื่นๆจะได้เลิกมองว่าฉันกับบีคบกันแล้วก็เป็นพวกผิดเพศ ใช่ ฉันควรดีใจ แต่ทำไมในใจของฉันมันกลับเหมือนกำลังร้องไห้อยู่......

 

 

 

ไม่มีเพื่อนคบว่าแย่แล้ว....ไม่มีบียิ่งแย่กว่า....จากเดิมที่เหมือนห่างกันอยู่แล้วตั้งแต่บีคบกับเขายิ่งห่างกันมากกว่าเดิม

 

 

 

เหงา

 

 

 

 

 

โดดเดี่ยว

 

 

 

 

 

 

มันคือความรู้สึกของฉันตอนนี้ ฉันเหมือนอยู่ตัวคนเดียวในโลกอันกว้างใหญ่

 

 

 

ใช่  ตัวคนเดียว

 

 

ตอนนี้ฉันไม่มีทั้งเพื่อน ไม่มีทั้งบี ไม่มีใครทั้งนั้น

 

 

 

หลังจากนั้นผ่านไปไม่นานเหมือนคำถามที่ฉันเคยถามว่าใครเป็นคนต้นเรื่องปล่อยข่าวก็ได้คำตอบเมื่อฉันแอบได้ยินกลุ่มผู้ชายกลุ่มหนึ่งนั่งคุยกันที่โต๊ะข้างๆฉันถึงแผนการเลวๆว่าให้ปล่อยข่าวว่าฉันคบกับบีและพยายามกดดันฉันจากสภาพแวดล้อมในรั้วมหาลัยเพื่อที่ฉันจะได้ไปบอกกับบีว่าฉันไม่ได้ชอบบีและเพื่อให้บีตัดใจจากฉันและเป็นการกำจัดฉันไปให้พ้นๆทางในเวลาเดียวกัน

 

 

 

ต่ำจริงๆ

 

 

 

แผนการต่ำๆไม่น่าออกมาจากหัวของผู้ชายที่บีคบด้วยเลย

 

 

และในคืนวันนั้นเองพวกเราสามคนไปทานอาหารด้วยกันที่ร้านแห่งหนึ่ง  ฉันกับเขาพูดเหน็บกันตลอดเวลาจนบีให้มาดุฉัน  ฉันจึงโมโหเสียยกใหญ่อยากจะหันไปตะโกนใส่หน้าบีว่าไอ้ผู้ชายคนนี้มันเลวแค่ไหนแต่ยังไม่ทันจะอ้าปากพูดบีก็ดุฉันอีก ตอนนั้นฉันทั้งโกรธทั้งโมโหทั้งเสียใจที่บีเอาแต่ดุฉันไม่ยอมฟังฉันเลยฉันจึงเลือกที่จะเดินหนีออกมาแล้วมานั่งร้องไห้อยู่คนเดียวตรงมุมถนน

 

 

หิมะสีขาวนวลค่อยๆตกลงมองฉันใช้มือรองรับมันเอาไว้แล้วมองมันค่อยๆละลายจนกลายเป็นน้ำบนมือของฉันก่อนจะไหลลงพื้นและหายไป

 

“ฉันอยากจะหายไปเหมือนหิมะบนมือฉันจัง”

 

 

จะอยู่หรือไม่อยู่ก็มีค่าเท่ากัน  แต่ถ้าอยู่แล้วต้องทนเจ็บทนโดดเดี่ยวฉันขอเลือกที่จะไปดีกว่า


 

“นี่จะไปจริงหรอ”

ผู้ชายคนนั้นถามฉันขึ้น

 

“นายมาทำไมแล้วบีล่ะ”

 

“นั่งอยู่ในร้านนั่นแหละผมบอกกับบีว่าจะมาเข้าห้องน้ำ”

 

“จะเข้าก็ไปเข้าสิจะออกมาข้างนอกทำไม”

 

“คุณยังไม่ได้ตอบคำถามผมเลยว่าจะไปจริงหรอ”

 

“จะไปไม่ไปยุ่งอะไรด้วย”

 

“ก็ไม่ได้อยากจะยุ่ง จริงๆผมก็แค่ต้องการบีไม่ได้อยากจะทำร้ายคุณหรอกนะ”

 

“ไม่อยากทำร้ายงั้นหรอนายนี่มันเลวจริงๆทำร้ายผู้หญิงคนนึงแล้วมาบอกว่าไม่ได้อยากทำร้าย หึ ก็ได้บีไปแล้วนี่ยังต้องการอะไรอีก”

 

“ผมต้องการในสิ่งที่คุณกำลังคิดอยู่นั่นแหละ...หนีไปแล้วอย่าติดต่อบีกลับมาอีกเพื่อตัวคุณเองแล้วก็เพื่อบี คุณจะได้ทำใจได้ไวๆขึ้นไง   ส่วนบีก็จะได้ลืมคุณไวๆ”

 

“เพื่อฉันกับบีหรือเพื่อตัวนายเองกันแน่ป้อง”

 

“เรียกมันว่าผลพลอยได้ดีกว่า”

 

เขาพูดพลางกระตุกยิ้มก่อนจะพูดต่อ

 

“อยู่ที่นี่ต่อไปก็ไม่เป็นผลดีต่อตัวคุณหรอก  จะบอกอะไรให้นะผมสามารถทำได้มากกว่าที่ผมทำอยู่ ส่วนบีคุณไม่ต้องกังวลผมไม่มีวันทำร้ายผู้หญิงที่ผมรักได้เพราะงั้นไม่ต้องเป็นห่วงเชิญคุณหนีได้ตามสบายอย่างไม่ต้องเป็นกังวลใจ”

 

“ไปน่ะฉันไปแน่ไม่ต้องมาบอกหรอกแต่ก่อนไปฉันขอซัดนายสักทีเหอะ!

 

 

พลั๊ก

 

โอ๊ย

 

 

ฉันกำหมัดแน่นก่อนใช่ต่อยแก้มของคนตรงหน้าแล้วรีบเดินออกมา

 

 

 

 

หลังจากวันนั้นฉันก็กลับมาอยู่ไทยบ้านเกิดของฉัน ฉันได้ถูกชักชวนให้เข้าวงการตอนมาอยู่ไทยได้เดือนเดียวจากรุ่นน้องที่ฉันรู้จักผ่านเพื่อนมาอีกทอดนึง ชื่อของเธอคือ น้ำหวาน   น้ำหวานคอยเป็นเพื่อนคลายเหงาให้ฉันได้อย่างดี เธอเป็นทั้งเพื่อนทั้งน้องทั้งที่ปรึกษาปัญหาต่างๆ เธอเหมือนกับคนคนนึงที่ฉันรู้จัก  บี  ฉันคิดถึงเขาอีกแล้วสิ  ฉันเหมือนลูกนกหลงทางได้มาเจอที่พักพิงฉันอยากตอบแทนความดีของน้ำหวานที่ทำเพื่อฉันมาตลอด  ความสัมพันธ์ของฉันกับน้ำหวานเพิ่มไปในทางที่ดีเป็นลำดับ จนวันนึงน้ำหวานเข้ามาสารภาพรักกับฉันในตอนนั้นฉันยังไม่มีใครและฉันต้องการที่จะลืมใครบางคนฉันเลยตอบตกลงคบกับน้ำหวานไป ในใจลึกๆของฉันตอนนั้นเหตุผลที่ฉันคบน้ำหวานอีกอย่างคือฉันอยากให้บีรับรู้ว่าฉันไม่ได้รังเกียจความรักร่วมเพศเหมือนอย่างที่ฉันเคยแสดงออกไป ตั้งแต่วันที่ฉันคบกับน้ำหวานฉันก็สัญญากับตัวเองมาตลอดว่าฉันจะตอบแทนความรักความดีของน้ำหวานให้สมกับที่เธอมอบให้ฉัน

 

 


 

แต่สุดท้ายแล้วฉันก็ต้องผิดสัญญาเมื่อบทเพลงที่ฉันร้องจบลง

 

 

 

 

“คริสนึกเพลงไม่ทันเหมือนกันอย่าเข้าใจผิดล่ะ”

 

“อื้ม...ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่”

 

 



พรึ่บ!

 



แสงไฟฉายที่เคยส่องอยู่ดับลงไปตามมาด้วยเสียงเพื่อนผ่านหูฟัง

 






(คริส! เป็นอะไรหรือเปล่าตอบกลับด้วย!!)

 

เจนี่เอ่ยถามด้วยนำเสียงร้อนรนเมื่อยู่ดีๆภาพของทั้งคู่ก็ตัดลงเหลือเพียงก็แต่ความมืด

 

(บี!! ตอนนี้พวกเธอสองคนอยู่ไหนได้ยินตอบกลับด้วย!!)



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

346 ความคิดเห็น

  1. #342 nook1518 (@nook1518) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2560 / 19:47
    เปนตอนที่อ่านได้ไม่เต็มตอนกลัว อ่านตอนกลางคืนอีก TT TT
    #342
    0
  2. #188 nanaki_yui (@nanaki_yui) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2560 / 20:37
    งานนี้บ้านผีสื่อรักสัมผัสหัวใจ55
    #188
    0
  3. #187 cherrockhome (@cherrock) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2560 / 13:05
    ชอบมากรีบมาต่อเร็ว
    #187
    0
  4. #186 cploynat5656 (@cploynat5656) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2560 / 22:48
    สุดสวีท ร้องเพลงสื่อรักในบ้านร้าง555555
    #186
    0
  5. #185 NISI_WOO (@NISI_WOO) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2560 / 11:18
    มีร้องเพลงสื่อความในใจกันในบ้านร้าง ตอนนี้ผีคงมาล่ะ คงคิดว่าแบบ-ไปรักกันที่อื่น5555555
    #185
    0
  6. #184 MooKky\'s Organo (@theoneface) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2560 / 10:33
    เจ็บไม่ต่างกันเลย ทั้งคนที่รู้เรื่องและไม่รู้เรื่อง แต่จริงๆแอบเอียงไปทางพี่คริสๆหน่อย ตอนเพื่อนเมินนี่ต้องแย่มากแน่ๆ ไหนจะเรื่องป้องอีก ให้เค้าเข้าใจกันเร็วๆน้าสา
    #184
    0
  7. #183 เรนโบว์. (@pmemory) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2560 / 09:19
    ถ้าให้เราเดา น้องที่หายไป ก็คือพี่คริสตอนนี้ช่ะม่ะอ่าา
    #183
    0
  8. #182 Niwkoysw (@Niwkoysw) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2560 / 06:52
    อ้างอห.ผีหลอกแล้วววว
    #182
    0
  9. #181 0803069175 (@0803069175) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2560 / 01:52
    โอ้ยยย บ้านร้างน่าจัวววววว
    #181
    0
  10. #179 clubbc (@clubbc) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2560 / 21:47
    เราจะรอนะไรท์ อยากรู้ part พี่คริสแล้วววว
    #179
    0
  11. #178 MooKky\'s Organo (@theoneface) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2560 / 14:31
    ฮือออ รอนะ รอไรต์และรอเค้าดีกัน
    #178
    0
  12. #177 Niwkoysw (@Niwkoysw) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2560 / 08:36
    เรากลัวผีบ้านร้างแล้วนะไรท์555555
    #177
    0
  13. #176 NISI_WOO (@NISI_WOO) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2560 / 07:22
    สงสารพี่บีสุด?.?
    #176
    0
  14. #175 VPNS (@VPNS) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2560 / 05:09
    สตอรี่เริ่ดอ่ะไรท์
    #175
    0
  15. #174 Grace Mins (@gracemins) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2560 / 23:59
    รอนะคะ สนุกมาก~~
    #174
    0
  16. #173 CaloriesBombam (@CaloriesBombam) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2560 / 23:45
    ไรท์อย่าให้เค้างอนกันนานน๊าาา. ปูเสื่อรอไรท์นะคะ.
    #173
    0