ตอนที่ 20 : EP.18 ลมพิษ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1664
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    30 ก.ค. 60

              เวลาล่วงเลยผ่านไปนานจนช่วงเย็นพี่เต้พี่เกดแล้วก็ขุนก็ยังคงไม่มีทีท่าจะกลับมาจากกรุงเทพ ไหนบอกว่าจะมาช่วงบ่ายไง? ปล่อยให้พวกเรารอเก้อรอแล้วรออีก แต่นั่นก็ยังไม่ขัดใจเท่ากับคนหน้าหมวยทำท่าบึ้งตึงใส่มาตั้งแต่เมื่อเช้า ที่จริงก็บึ้งอยู่แล้วแหละแต่ยิ่งบึ้งเข้าไปใหญ่ก็ตอนที่บอกว่าจะไปนอนกับลิลลี่เพื่อตัดปัญหาไม่ให้แพรกับคริสทะเลาะกันหนักมากกันไปกว่านี้ และอีกอย่างไม่ใช่คนอย่างน้ำทิพย์จะไม่รู้นะคะว่าคุณแพรคิดจะทำอะไรเพื่อปกป้องพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์จนถึงวันแต่งงานฉันจึงเลือกที่จะไม่ไปนอนกับอีกฝ่ายตามคำเชื้อเชิญ แต่จะให้ไปนอนกับสาวหน้าหมวยขี้โมโหน่ะหรอ...ก็คงต้องขอบายนี่ยังคงจำความเจ็บจากแม้ไม้มวยไทยร้อยกระบวนท่าคราวที่แล้วได้อยู่เลย และถ้าจะให้ไปนอนพื้นอีกก็คงไม่เอา  เหตุผลก็มีแค่นี้แหละแต่ไม่รู้ทำไมคนหน้าหมวยถึงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟไม่ยอมพูดยอมจาด้วย คิดว่ามันไร้สาระมั้ยละ? แค่ไม่ไปนอนกับตัวเองแค่นี้จะต้องโกรธ

 

“ไม่ต้องสนใจอิหมวยมันหรอก”

เจนี่พูดเพราะเห็นน้ำทิพย์แอบลอบมองศิรินอยู่พักใหญ่ๆจนไม่ทันสังเกตว่าหนังสือพิมพ์ที่ตนเองถืออยู่นั้นมันกลับหัว

 

“อิหมวยมันแค่เป็นลมพิษน่ะช่วงนี้มันเลยอารมณ์ไม่ค่อยดี”

 

“ลมพิษ?”

 

น้ำทิพย์ทวนคำพูดอีกครั้ง แต่ดูอาการภายนอกก็ไม่เห็นเป็นอะไรนี่หว่า แล้วไอ้ลมพิษเท่าที่รู้มามันไม่น่าจะสามารถส่งผลต่ออารมณ์ หรือว่าคริสจะเป็นข้อยกเว้น? หรือมีอะไรที่ฉันยังไม่รู้เกี่ยวกับโรคนี้?

 

ไม่ทันที่น้ำทิพย์จะคิดอะไรต่อรถตู้คันหรูสีขาวก็แล่นเข้ามาจอดบริเวณบ้านก่อนที่คนสามคนจะก้าวขาลงมา

 

“ไหนบอกว่าจะกลับช่วงบ่ายคะ”

น้ำทิพย์ถามเมื่อปิยะรัฐ เมทินี และชานนท์เดินขึ้นมาบนบ้าน

 

“พอดีรถยางรั่วน่ะก็เลยต้องรอช่างมาเปลี่ยนยางให้เลยกลับมาช้า”

เมทินีแจง

 

“แล้วรายการจะเริ่มอัดกันเลยมั้ยคะ”

กวางถามขึ้น

 

“ตอนนี้ยัง”

ปิยะรัฐคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยแต่แฝงไปด้วยความชั่วร้ายไม่เบา

 

“เอาเป็นว่าถ้าจะอัดเมื่อไหร่เดี๋ยวพี่จะให้ทีมงานไปเรียก ขอบอกไว้เลยว่ามีอะไรจะเซอร์ไพรส์ฮุๆ”

ปิยะรัฐหัวเราะและยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาก่อนจะเดินเข้าห้องของตัวเองไปพักผ่อนเช่นเดียวกับเมทินีและชานนท์

 

“ทำไมรู้สึกรางสังหรณ์ไม่ดี”

น้ำทิพย์พูด

 

 

 

 

 

.

 

 

 


 

จะรางสงหรณ์ไม่ดีอะไรก็ช่างเหอะแต่ตอนนี้.....ฉันมายืนทำบ้าอะไรอยู่วะ แก้วน้ำในมือข้างขวา ยาแก้แพ้ในมือข้างซ้าย นี่คือ? ฉันป่วยหรอ....ก็ไม่ใช่ ฉันคอแห้งหิวน้ำหรอ.....ก็ไม่ใช่อีกนั่นล่ะ สรุปคือฉันไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้นแต่คนตรงหน้าต่างหากที่เป็น ลมพิษ ไหนวะไม่เห็นมีผื่นหรือรอยแดงๆขึ้นเลยโดนเจนี่มันต้มรึเปล่าวะเรา ฉันส่ายหน้าให้กับตัวเองทีนึงแล้ววางแก้วน้ำพร้อมส่งเม็ดยาให้กับคนตรงหน้า

 

“อะไร?”

 

ศิรินขมวดคิ้วเข้ม

 

“ยาไงเห็นเป็นเมล็ดถั่วเหลืองหรอ?”

 

“กวน --* ”

ก็รู้อยู่หรอกว่าเป็นยาแต่จะเอามาให้กินเพื่อ!

 

“กินซะ”

 

“ไม่!

พูดจบศิรินก็หันหน้าไปทางอื่น

 

“อย่าดื้อ”

น้ำทิพย์จับใบหน้าของคนหน้าหมวยหันให้กลับมาอย่างเบามือ

 

“อย่ายุ่ง”

 

“ถ้าไม่ห่วงก็คงไม่ยุ่งหรอก”

น้ำทิพย์ว่าพลางก้มหน้าต่ำลง

 

“ไปห่วงลิลลี่กับแพรนู่น”

 

 

นี่สินะสาเหตุที่ทำเอาแต่ทำหน้าบึ้งตึงใส่กัน กับแพรยังคงพอจะทำใจให้เข้าใจได้นิดหน่อย แต่กับลิลลี่เกี่ยวไรด้วยวะ?

 

“จะห่วงคนนี้ได้มั้ยละ”

ทำไมรู้สึกเหมือนกำลังง้อคนตรงหน้าอยู่เลยวะ แล้วกูไปทำอะไรผิดเนี้ยยยย รึว่าตอนคริสตีกันกับแพรฉันจะบังเอิญเดินไปเหยียบเงาคนหน้าหมวยเข้า?

 

“กินสิหรือจะให้ป้อน”

 

 

นั่งนิ่ง

 

 

 

เงียบ.....

 

 

 

ได้ คริสได้จะเล่นแบบนี้ใช่มั้ย

 

น้ำทิพย์ไม่มัวพูดพร่ำทำเพลงอะไรต่อเธอจับใบหน้าศิรินให้หันมาแล้วเตรียมจะเอายายัดใส่ปาก

 

ฟุบ

 

เพล้ง!

 

ศิรินปัดมือน้ำทิพย์ออกจนยาในมือล่วงไปพร้อมๆกับแก้วน้ำที่วางอยู่บนโต๊ะเพราะถูกฝ่ามือของศิรินปัดไปโดนเข้า

 

“บอกว่าไม่กินก็ไม่กินไงพูดไม่เข้าใจหรอหรือมีปัญหาในการสื่อสารภาษาไทย!

 

“ไม่กินก็ไม่กินสิจะรุนแรงทำไมคนเค้าอุตส่าห์เป็นห่วง”

 

 

คำก็ห่วง สองคำก็เป็นห่วง ห่วงบ้าห่วงบออะไรวะ อยู่ๆก็จะเอายามากรอกปาก ถามจริงฉันไปป่วยอะไรตอนไหน?

 

“น่ารำคาญ”

ศิรินสะบัดตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินไปทิ้งให้น้ำทิพย์ก้มลงเก็บเศษแก้วอยู่คนเดียว

 

 

 

เพราะความเข้าใจผิดเรื่องลิลลี่และความขัดใจเรื่องแพรที่เป็นทุนเดิมของอาการหงุดหงิดของศิรินอยู่แล้วเลยทำให้เผลอทำอะไรและพูดจาอะไรไม่ดีกับน้ำทิพย์ไป

 

 

          ถ้าถามว่าทำไมฉันถึงไม่ชอบลิลลี่และแพรก็เพราะเรื่องที่บีกับลิลลี่แอบไปมีอะไรกันในห้องของฉันและบี ส่วนอิผีหรือยัยคุณแพรสวยน้อยกว่าฉันที่ไม่ชอบก็เพราะว่ายัยนั่นชอบมาทำเป็นตีสนิทเข้าหาบีอยู่บ่อยๆ และยิ่งเห็นทั้งสองคนนั้นจูบกันจนเป็นข่าวดังมันก็ยิ่งทำให้ฉันไม่ชอบใจมันมีความรู้สึกว่าคนที่ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์กับบีควรจะเป็นฉันไม่ใช่แพรหรือใครก็ตาม

ถ้าถามว่าทำไมฉันต้องหงุดหงิดบี ก็ดูบีสิชอบไปอี๋อ๋อกับคนอื่น(ที่ไม่ใช่ฉัน) มันทำให้ฉันรู้สึกไม่พอใจเอาซะมากๆ เจนี่บอกกับฉันว่าฉันหึงบี ฉันก็ขอปฏิเสธสักล้านรอบว่าไม่ได้หึง(ถ้าเป็นก่อนหน้านี้นะ) แต่ในตอนนี้ฉันยอมรับเลยว่าฉันหึงและหวงบีเข้าแล้วจริงๆ จะให้ฉันปฏิเสธอะไรได้อีกล่ะฉันก็ไม่รู้จะหาข้ออ้างหรือคำพูดอะไรมาแถได้อีกแล้วเพราะอาการของฉันมันเริ่มชัดเจนขึ้นทุกวันชัดจนไอ้คนโง่ๆอย่างฉันรู้ตัว  แต่ก็นะก็แค่เพื่อนหึงเพื่อนหวงเพื่อนใครๆก็เป็นกันไม่ใช่หรอ

 

“อิเจี๊ยบมึงเคยหวงกูป้ะ”

 

ฉันถามออกไปหลังจากเดินมาถึงโต๊ะม้าหินอ่อนที่มีอีเจี๊ยบกับอีวุ้นนั่งเม้าท์มอยนินทาชาวบ้านกันอยู่

 

“อะไรของมึง”

 

เจนี่ทำหน้างง  ก็อยู่ๆก็ถามเป็นใครใครก็งงมั้ยละ

 

“เออน่าตอบมา”

 

“ไม่อ่ะ อย่างมึงกูจะหวงไว้ทำเผ่าพันธุ์อากงอาม่าเพื่อ?”

 

“แล้วมึงอ่ะอีวุ้น”

 

“หวงอ่ะไม่นะ แต่ถ้าห่วงก็พอมีบ้าง”

 

โฟกัสคำว่าพอมีบ้าง เออดี เพื่อนกูนี่รักกูกันมากจริงๆ ควรปลาบปลื้มดีใจใช่มั้ย

 

“แล้วพวกมึงสองคนเคยหึงกูมั้ย”

 

“ห้ะ? พูดอย่างกับมึงไปหึงใครมา”

วุ้นเส้นพูดพลางขมวดคิ้วจ้องจับผิด

 

“จะเป็นใครได้นอกจากบี ยอมรับแล้วสิว่าหึง”

คำพูดของเจนี่ทำให้วุ้นเส้นกระจ่างแจ้งดั่งกับมีพระอาทิตย์ซักสองดวงส่องแสงมายังพื้นโลก

 

“หึงบ้าหึงบออะไรไม่ได้หึง”

 

ศิรินตอบอย่างประหม่าพร้อมทำสายตาเลิกลั่ก

 

“เออค่ะมึงจะแถจะโกหกอะไรพวกกูก็ทำไปแต่มึงจำไว้ว่ามันไม่เนียนค่ะแล้วที่สำคัญมึงก็โกหกใจตัวเองไม่ได้จริงมั้ย?”

 

คำถามของเจนี่เหมือนมีอะไรเล็กๆมาแทงอยู่กลางอกด้านซ้ายของศิริน

 

เจนี่ส่ายหน้าให้กับเพื่อนสาวตัวที่เอาแต่ยืนนิ่งทำหน้าเอ๋อๆ ก่อนที่เธอจะหันไปหาวุ้นเส้นเพื่อขอความเห็นวุ้นเส้นจึงพยักหน้าเป็นการตอบกลับ

 

“คริสกูถามมึงหน่อยตอนอีวุ้นมันไปเปย์ผู้มึงหึงมันมั้ย”

 

มึงจะเอากูไปยกตัวอย่างเพื่อ!

 

“ไม่”

 

“แล้วตอนที่อีวุ้นมันจูบกับพอลล่ามึงหึงมันสองคนมั้ย”

 

แล้วทำไมคุณมึงไม่เอาตัวเองไปยกตัวอย่างล่ะคะเอาเรื่องของกูมาพูดทำไม!

 

“ไม่”

 

“งั้นตอนที่เจนแต่งงานล่ะมึงหึงมันมั้ย”

 

เออเปลี่ยนคนได้สักที...ว่าแต่เรื่องของอิเจนมันทำไมดูดีกว่ากูวะ

 

“ไม่หึง แต่ก็แอบห่วงๆอยู่”

 

“มึงแยกแยะให้ออกนะห่วงกับหวงมันฟังคล้ายกันแต่มันคนละความหมาย”

 

“ต่อไปตอนบีไปเข้าไปคุยกับคนอื่นมึงรู้สึกหึงมั้ย”

 

คราวนี้ไม่มีเสียงใดๆตอบกลับเจนี่เพราะคนตอบคำถามมัวแต่ใช้สมองครุ่นคิดอยู่

 

“ตอนมึงรู้ว่าบีกับลิลลี่ไปทำอะไรกันในห้องตอนนั้นมึงรู้สึกเสียใจ รู้สึกเจ็บปวด โกรธ โมโห อยากจะอาละวาดแต่ก็ทำไม่ได้เพราะมึงไม่มีสิทธิ์ทำใช่มั้ย”

 

อึก ใช่เจนี่พูดถูกอย่างโดยเฉพาะคำว่าไม่มีสิทธิ์

 

“แต่สุดท้ายความอดทนของมึงก็หมดตอนเจอกับแพร ถึงกูจะเป็นคนถีบมึงเข้าไปก็เหอะแต่มึงก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกเดินออกมาได้โดยทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่มึงไม่ทำเพราะจิตใต้สำนึกลึกๆของมึงบอกกับตัวเองว่ามึงหวงและไม่ต้องการให้บีเป็นของใครนอกจากมึงคนเดียว”

 

 

“.............”

 

พูดไม่ออกเพราะสิ่งที่มันอยู่ในใจของฉันลึกๆมาตลอดได้ถูกคนตรงหน้าซึ่งเป็นเพื่อนของฉันพูดแทนหมดแล้ว

 

“ฟังนะคริสไม่มีไอ้บ้าเพื่อนที่ไหนมานั่งหึงหวงเพื่อนอีกคนหรอกถ้าไม่รู้สึกอะไรด้วย”

 

เจนี่ทำสีหน้าท่าทีจริงจังขึ้นเปลี่ยนไปจากตอนแรกที่ทำเป็นเล่นๆไม่มีท่าทีจริงจังใดๆ

 

บรรยากาศรอบนอกดูสดใสเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วสอดประสานเสียงกับแมลงและลมพัดซึ่งขัดแย้งกับความรู้สึกของฉันโดยสิ้นเชิง เสียงดังจากภายนอกไม่ได้กระตุ้นฉันให้ตื่นจากความเงียบแม้แต่น้อย เสียงนกร้องพร้อมเสียงแมลงดูสนุกร่าเริงกับวันนี้แต่ฉันกลับเงียบสงบ ท้องฟ้าปลอดโปร่งพร้อมกับแสงอาทิตย์ที่ใกล้ลับขอบฟ้าเพื่อเปลี่ยนเวลาเป็นกลางคืนดูเหมือนสิ่งนี้น่าจะใกล้เคียงกับความรู้สึกที่หม่นหมองของฉันที่สุด

 

 

“สมองไม่ใช่หัวใจอย่าให้มันมาทำหน้าที่แทนกัน”

 

 

“หึงก็บอกว่าหึง  หวงก็บอกว่าหวง  รักก็บอกว่ารัก ไม่ต้องบอกใครก็ได้แต่บอกกับสมองมึงเองนั่นแหละว่าให้ยอมรับเสียงหัวใจของมึงเองสักที”

 

“ถ้ายอมรับแล้วต้องเจ็บมึงยังอยากจะยอมรับหรอวะ”

 

“ก็ที่มึงต้องทนเจ็บปวดมาถึงทุกวันนี้ก็ไม่ใช่เพราะว่ามึงไม่ยอมรับหัวใจตัวเองหรอวะ”

 

“.................”

 

“มึงฟังกูนะบีก็รู้สึกเหมือนกับที่มึงรู้สึกนั่นแหละแต่ต่างกันตรงที่ก่อนหน้านี้มึงไม่รู้และไม่ยอมรับส่วนบีรู้แต่กลับพยายามปฏิเสธ”

 

“................”

 

ศิรินนิ่งเงียบไปพักนึงก่อนจะเดินกลับเข้าห้องของตัวเองไปโดยไม่กล่าวลาเพื่อนตัวเองสักคำ

 

“เจี๊ยบมึงเจ๋งว่ะคำพูดดีๆไม่น่ากลั่นกรองออกจากสมองมึงได้ไปจำมาจากบทละครเรื่องไหนวะเอาซะอีหมวยยืนเงียบเถียงไปไม่ออกเลย”

 

“กูจะถือว่าเป็นคำชมจากเพื่อนนรกของกูนะ”

 

 

 

 

 

รู้สึกจริงๆหรือทุกอย่างมันเป็นเพียงเกม? แค่ต้องการเอาชนะหรือว่ารู้สึกจริงๆ บี.......

 

คำถามวนเวียนเข้ามาในหัวเธอถึงจะบอกให้ใช้ใจแต่เรื่องบางเรื่องของหัวใจมันก็ใช้ใจคิดทุกอย่างไม่ได้เพราะมันจะกลายเป็นว่าเข้าข้างตัวเองแล้วคิดไปเองฝ่ายเดียว ถึงตอนนี้จะยอมรับหัวใจทั้งที่ไม่อยากจะยอมรับมันก็ตามแต่ความจริงก็คือความจริงแล้วฉันก็หนีมันมามากพอแล้วถึงเวลาที่ฉันควรจะเผชิญหน้ากับมัน แต่การเผชิญหน้ามันก็มาพร้อมกับความกลัว....กลัวว่าอีกฝ่ายจะเห็นทุกอย่างเป็นเพียงเกม....กลัวว่าเป็นฉันเองที่จะรู้สึกฝ่ายเดียว  ฉันอยากจะหยุดเกมนี้จัง

 

เกมนี้มันจะไม่เกิดขึ้นถ้าตอนนั้นฉันไม่โง่ฟังเสียงสมองมากกว่าหัวใจ

 

 

เกมนี้จะไม่มีหากตอนนั้นฉันไม่เลือกที่จะหนีความจริงมา

 

 

มันผิด

 

 

ผิดที่ฉันเอง

 

 

ผิดตั้งแต่เลือกฟังสมองแล้วเดินออกมาจากชีวิตเขาตอนนั้น

 

 

มันสมควรแล้วที่ฉันจะเจ็บแบบนี้

 

 

นี่มันคือบาปที่ฉันต้องชดใช้ที่ทิ้งใครบางคนไว้ให้ทนอยู่กับความรู้สึกผิด

 

 

ทั้งๆที่ใครคนนั้นไม่ผิดเลยสักนิดเดียว

 

 

ขอโทษนะบี

 

 

ขอโทษที่ทำให้บีต้องทนเจ็บทั้งที่บีไม่ได้ทำอะไรผิดเลย

 

 

รอคริสหน่อยนะบีคริสจะขอโทษและบอกความจริงทุกอย่างด้วยปากของคริสเอง

 

 

อีกไม่นาน.......

 

 

ถึงมันจะสายเกินไปสำหรับคำว่า  รัก  และเราคงไม่อาจจะได้รักกันก็ตาม.....

 

 

นี่คือความจริงอีกอย่างที่ฉันต้องยอมรับและต้องเผชิญความจริงที่เราทั้งคู่ต่างมีใครอยู่แล้วทั้งสองคน

 

 

 

 

 

 

 

หัวใจไม่เคยจะอยู่ กับคนที่ควรรักกัน
หัวใจไม่เคยจะอยู่ กับคนนี้ที่เคียงข้างฉัน
มันอยู่กับเธอนั้น ทั้งหมดใจ
ก็ไม่รู้ทำอย่างไร กับรักที่มันไม่ควรเกิด
ตัดใจลืมเธอซะเถิด ก็ทำไม่ได้

 

 

 

                                                                                                -เพลง หัวใจไม่อยู่กับตัว  มาเรียม B5

 

 

 

เสียงบทเพลงท่วงทำนองเปิดผ่านโทรศัพท์มายังหูฟังที่เสียบไว้ยังหูทั้งสองข้างยิ่งฟังยิ่งรู้สึกเหมือนมีอะไรมาสะกิดในใจ  ยิ่งเหมือนมีอะไรมาสะกิดในใจยิ่งเปิดให้เสียงดังมากกว่าเดิมเพื่อตอกย้ำความรู้สึกของตัวเอง คนเรานี่ก็แปลกทั้งที่รู้ว่าเจ็บก็ยิ่งไปซ้ำไปย้ำให้มันเจ็บ ถ้าจะบอกว่ามนุษย์เราเป็นโรคจิตด้วยกันทั้งหมดคงไม่ผิดใช่มั้ย เพราะไม่มีคนดีๆที่ไหนมานั่งทำร้ายตัวเองหรอก อาวุธที่ไม่มีตัวตนแต่อยู่ในรูปของความคิดดูเหมือนไม่อันตรายแต่ใครหลายๆคนก็ต้องตายเพราะสิ่งนี้   อย่างที่เห็นได้ตามข่าวที่มีแทบจะไม่พ้นแต่ละวัน ฆ่าตัวตาย สาเหตุหลักๆของการฆ่าตัวตายก็คือความคิด อารมณ์ชั่ววูบ และยอมรับความจริงไม่ได้ การฆ่าตัวตายเพราะเรื่องความรักก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ....  และนั่นก็ทำให้ฉันสัญญากับตัวเองไว้ว่าจะไม่เป็นอย่างนั้นฉันจะไม่ยอมตายเพราะความรัก ฉันจะไม่มีจุดจบที่น่าสลดแบบนั้น......แต่นั่นก็เป็นเพียงความคิดตอนที่ฉันมีสติสัมปชัญญะครบทุกอย่าง หากแต่ตอนที่สติของฉันมันหลุดไปเพราะอะไรบางอย่าง ฉันอาจจะเสียใจจนไม่เหลือความคิด หรือแม้กระทั่งความเป็นตัวเอง และอาจทำอะไรโง่ๆที่ฉันสัญญาว่าจะไม่มีวันทำเลยก็ได้.....

เสียงบทเพลงยังคงคลอไปเรื่อยฉันเองก็กดปุ่มเพิ่มเสียงไปเรื่อยๆทั้งๆที่ตอนนี้เสียงก็เพิ่มมาจนสุดแล้ว

 

 

รักไม่ได้ ไม่ใช่ไม่รัก ที่ร้ายก็เพราะรัก ยิ่งรักก็ยิ่งต้องร้ายเพื่อสร้างเกาะกำบังตัวเอง แต่ยิ่งสร้างก็ยิ่งถูกทำลาย ยิ่งห้ามใจก็ยิ่งรู้สึกมากกว่าเดิมทุกวัน อยากจะทำร้ายเท่าไหร่แต่สุดท้ายก็ใจอ่อน คนเดียวที่ทำให้ฉันเสียสมดุล สูญเสียความเป็นตัวเอง ลืมไปว่าอยากจะร้ายให้ได้สักครึ่งหนึ่ง ไม่สิ มากกว่าที่เธอคนนั้นร้ายกับฉัน ความรู้สึกสิบปีที่ผ่านมามันไม่เคยเปลี่ยนเลยสักวันตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกันจนวันนี้ ถึงตอนนี้ฉันจะมีใครอีกคนอยู่เคียงข้างกันและเขาก็ดีกับฉันมากและดีทุกอย่างจนฉันเองก็รู้สึกผิดที่ต้องโกหกทั้งเขาและตัวเองว่าเรารักกัน

 

 

 

คุณว่ามันแปลกมั้ยล่ะ?

 

 

 

คนนึงดีกับเราแทบตายแต่เรากลับไม่เคยรักเขาได้เต็มหัวใจ

 

 

คนนึงร้ายกับเราไม่รู้เท่าไหร่แต่เรากลับไม่เคยที่จะหยุดรักเขาและรู้สึกมากกว่าเดิมทุกวัน

 

 

มันเหมือนสารเสพติดอย่างหนึ่ง

 

 

รู้ว่ามันไม่ดี....แต่ถ้าได้ลองเสพมันแล้ว....คุณก็จะหยุดเสพมันไม่ได้อีกเลย

 

 

 

 

 

“บี!!

 

สายหูฟังถูกดึงออกโดยมือของใครบางคนตามด้วยเสียงเรียก น้ำทิพย์จึงหันไปหาคนต้นเสียงที่ทำให้เธอหลุดออกจากภวังค์

 

“มามัวเล่นเป็นพระเอกมิวสิควีดีโออะไรอยู่ตรงนี้เรียกตั้งหลายรอบแล้ว!

 

เสียงบ่นของเมทินีช่วยเรียกสติของน้ำทิพย์ให้คืนกลับมาเธอจึงเลื่อนมือไปบนจอสี่เหลี่ยมเพื่อปิดเพลง

 

“เรียกบีมีอะไรหรือเปล่าคะพี่เกด?”

 

“มี! ทุกคนเค้าไปรวมตัวกันเตรียมอัดรายการหมดแล้วเหลือเรานี่แหละ”

 

“ห๊ะ!

 

น้ำทิพย์ทำสีหน้าตกใจพลางเหลือบไปดูนาฬิกาบนมือถือบอกว่าเวลาทุ่มกว่าๆ

 

อัดรายการตอนนี้เนี้ยนะ? พี่เต้คิดอะไรอยู่?

 

“มัวยืนมึนอะไรอยู่ล่ะรีบไปสิทุกคนอยู่ด้านล่าง”

 

“ค่ะๆ”

 

น้ำทิพย์ตอบรับรัวๆแล้วรีบวิ่งไปตามที่เมทินีบอก

 

 

 

 

“แหมกว่าจะเสด็จมาได้นะคะพี่บีติช่ามันตบยุงตายไปหลายตัวแล้ว”

กวางพูดขึ้น

 

“โทษทีนะที่ให้รอนาน”

 

แปลกแฮะทำไมคนหน้าหมวยถึงไม่หันมาว่าหรือพูดเหน็บอะไรเลย? หรือจะโกรธเรา ไม่สิคนที่ควรโกรธควรจะเป็นเรามากกว่ามั้ยล่ะ

 

“ถ้ามากันครบทุกคนแล้วงั้นพวกเราก็รีบขึ้นรถกันเถอะ”

ปิยะรัฐพูด

 

“พวกเราจะไปไหนกันหรอคะ”

เสียงเจื้อยแจ้วของติช่าถามและดูเหมือนว่าจะมีเพียงเธอแค่เพียงคนเดียวที่รู้สึกสนุกกับการทำเล่นเกมในครั้งนี้

 

“ไปถึงเดี๋ยวก็รู้จ้ะ”

ปิยะรัฐขยิบตาให้แล้วเดินนำขึ้นรถไป

 

เซอร์ไพรส์

 

ทุกคนนึกถึงคำของปิยะรัฐก่อนหน้านี้อีกครั้งแล้วรู้สึกหวั่นๆเข้ามาในใจแปลกๆ

 

 

หลังจากทุกคนขึ้นรถมา รถตู้คันสีขาวก็แล่นมาถึงจุดหมายแล้วจอดเพื่อให้ทุกคนลงและสิ่งที่ทุกคนหวั่นๆก็ดูเหมือนจะเป็นจริงเมื่อมองไปรอบๆแล้วพบเพียงความมืด ต้นไม้และบ้านร้างหลังหนึ่ง

 

“เจสซี่กวางกลัวง่าTT

กวางหันไปเกาะแขนเจสซี่จนคนถูกเกาะถึงกับส่ายหน้า

 

“ช่วยทำตัวให้มันดูแมนๆเหมือนคนอื่นหน่อยได้มั้ย”

เจสซี่ว่าให้แล้วพลางหันไปดูคู่อื่นๆ

 

นี่ฉันใครเป็นผัวใครเป็นเมียกันแน่วะ เธอหันมาหากวางที่ยังคงกอดแขนเธอแน่นพลางส่ายหน้า

 

“กลัวหรอ”

เฌอมาลย์เลิกคิ้วถามคนรักของตัวเอง

 

“ซะที่ไหน”

รฐาทำหน้าเลิกลักพร้อมพยายามไม่แสดงความกลัวออกไป

 

“เกาะไว้สิ”

เฌอมาลย์ยื่นแขนข้างหนึ่งไปให้รฐาจึงเกาะแขนเธอไว้อย่างว่าง่าย

 

“ไหนบอกไม่กลัว”

เฌอมาลย์ยิ้มแล้วขำทำให้รฐาทำเสียงจิ๊จ๊ะแต่ก็ไม่ได้ปล่อยมือไปจากแขนขอเฌอมาลย์

 

ส่วนคนหน้านิ่งอย่างมะปรางก็ไม่ได้พูดอะไรมากตามนิสัยของคนพูดน้อย เพราะเธอคิดเสมอว่าการกระทำสำคัญกว่าคำพูด เธอจึงเลือกที่จะแสดงออกทางการกระทำโดยการเอื้อมมือไปกุมมือติช่าไว้แต่ก็ยังคนทำหน้านิ่งอยู่ ติช่าจึงแอบอมยิ้มให้กับความหน้านิ่งของมะปราง

 

“ไม่หวานเหมือนคู่อื่นบ้างหรอ”

วุ้นเส้นที่อยู่ใกล้หันไปกระซิบพอได้ยินกันสองคนกับศิริน

 

“ยุ่ง!

 

ศิรินว่าแล้วเดินไปรวมตัวกับคนอื่นๆที่ในตอนนี้ทุกคนเริ่มเดินไปอัดรายการกันแล้ว


"เดี๋ยวก่อนเจนี่"

น้ำทิพย์เอ่ยเรียกเจนี่ก่อนจะเดินไปรวมตัวกลับคนอื่น เจนี่หันกลับมา


"ว่าไง?"


"ไหนเธอบอกว่าคริสเป็นลมพิษไงแล้วทำไมคริสถึงไม่มีอาการอะไรเลยล่ะ"


"ทำไมจะไม่มีอาการยัยคริสน่ะเห็นชัดมากกกกก"

เจนี่ลากเสียงยาว


"อาการ? อาการอะไร?"


"ก็อาการที่เป็นอยู่นั่นล่ะ"


หืม? น้ำทิพย์ขมวดคิ้ว


โอเค เข้าใจแล้วดูเหมือนว่าบีจะไม่เข้าใจในสิ่งที่ฉันกำลังพยายามจะสื่อออกไปเลย บทจะรู้ก็รู้เกินมนุษย์บทจะไม่รู้ก็ไม่รู้เลยจริงๆ เรียนเก่งทุกวิชาแต่ตกวิชารักสิน่ะ


"คริสน่ะไม่ได้เป็นลมพิษแบบทั่วไปที่แสดงอาการออกมาหรอกนะ"


ถึงว่าล่ะทำไมไม่เห็นมีผื่นหรือรอยแดงๆขึ้นเลย

น้ำทิพย์คิดและฟังเจนี่พูดต่อ


"ลมพิษหึงน่ะรู้จักมั้ย? พูดแค่นี้ก็น่าจะเข้าใจแล้วงั้นเจนี่ขอตัวก่อนนะคะ"

เธอว่าพลางขยิบตาให้อีกฝ่าย


ลมพิษหึง? เชื้อไวรัสสายพันธ์ุใหม่หรอ


เธอขมวดคิ้วสงสัยและเดินตามเจนี่ไปเพื่อไปรวมตัวกับคนอื่น




 

 

“และในที่สุดเราก็ดำเนินรายการ The buddy game ก็มาถึงเกมที่ห้าผมขอต้อนรับคุณแพร วทานิกา กรรมการพิเศษของเราในวันนี้ครับ”

 

ชานนท์กล่าวเปิดรายการพร้อมเสียงปรบมือพอเป็นพิธีของทุกคน

 

“ต่อไปผมจะขอชี้แจงกติกาของเกมในวันนี้นะครับ โจทย์ของวันนี้คือบ้านผีสิงส่วนภารกิจเราจะแบ่งเป็นสามภารกิจคือ 1.ตามหาของชิ้นที่หนึ่ง 2.ตามหาของชิ้นที่สองตามที่ได้คำใบ้มาจากภารกิจที่หนึ่งและ 3.ทำภารกิจตามที่ได้รับมาจากโจทย์จากภารกิจที่สองและก่อนที่จะเริ่มทำภารกิจเราจะมีเชือกเส้นนึงผูกแขนบัดดี้แต่ละคู่ไว้กติกามีอยู่ว่าห้ามให้เชือกเส้นนี้หลุดออกจากกันเด็ดขาดถ้าหากเชือกหลุดจะถูกปรับแพ้ทันทีแต่ถึงจะถูกปรับแพ้บัดดี้ทุกคู่ก็ต้องทำภารกิจทุกภารกิจให้ครบภายในเวลากำหนดหนึ่งชั่วโมง พวกคุณจะออกก่อนเวลาได้ก็ต่อเมื่อคุณทำภารกิจสำเร็จทุกอย่างแล้วหรือมีเหตุฉุกเฉินใดๆ ซึ่งผมหวังว่าคงจะไม่มีเหตุฉุกเฉินนั้นและผมก็เชื่อว่าทุกคนก็คงไม่อยากให้มี และมีอีกสองเรื่องที่ผมจะแจ้งก็คือหลังจากที่ทุกคนเข้าบ้านร้างไปแล้วประตูบ้านร้างจะถูกล็อกจากข้างนอกจนกว่าจะถึงเวลาที่กำหนดหรือเมื่อคุณทำภารกิจสำเร็จก่อนเวลาประตูจึงจะเปิด สองห้ามนำอุปกรณ์สื่อสารทุกชนิดเข้าไปสิ่งที่พวกเราจะให้พวกคุณนำเข้าไปได้ก็คือไฟฉายและอุปกรณ์สื่อสารระหว่างบัดดี้แต่ล่ะคู่กับกรรมการที่จะคอยช่วยเหลือคุณอยู่ข้างนอกเท่านั้น”

 

“ต่อไปกรรมการที่จะดูแลช่วยเหลือบัดดี้แต่ล่ะคู่มีดังนี้ คู่แรกพลอยหญิง กรรมการผู้ดูแลคือชานนท์ คู่สองกวางเจสซี่ กรรมการผู้ดูแลคือแพร คู่สามมะปรางติช่ากรรมการผู้ดูแลคือพี่เอง ส่วนคู่ที่สี่บีคริสกรรมผู้ดูแลเจนี่”

 

“กรรมการวันนี้มีสี่คนเลยหรอคะ”

กวางถาม

 

“ใช่จ้ะพอดีกรรมมีไม่ครบกับจำนวนคู่บัดดี้พี่เต้เลยขอให้เจนี่มาช่วย”

เมทินีแจง

 

“มีใครสงสัยอะไรอีกมั้ย”

เมทินีถาม

 

“ถ้าไม่มีงั้นเรามาเริ่มเกมที่ห้ากัน!








Talk

พี่บีผู้ไม่รู้จักลมพิษหึง ถถถ เรียนดีทุกวิชาแต่ตกวิชารัก ฮ่าๆๆ ลมพิษหึงของพี่เจนี่ก็หมายถึงหึงนั่นแหละส่วนของพี่บีเราลมพิษหึงหมายถึง เชื้อไวรัสสายพันธ์ุใหม่นะคะะะจำไว้รีดทุกคน


พี่คริสยอมรับใจตัวเองได้แล้ว ไรท์กลัวเรื่องมันจะยืดเยื้อเลยตัดมาให้พี่คริสยอมรับใจตัวเองไปเลย(ควรทำตั้งนานแล้วมั้ย?)


ตอนนี้จะพูดถึงความรู้สึกของพี่บีแล้วก็พี่คริสที่อยากจะพูดออกมาแต่ก็พูดไม่ได้เป็นความรู้สึกที่อยู่ลึกๆในใจ  สปอยสำหรับตอนหน้าพี่บีจะได้รู้ความจริงว่าทำไมพี่คริสถึงหนีกลับมาไทยแล้ว


ปล.อันที่จริงไรท์กะจะลงตอนนี้กับตอนที่ทุกคนไปทำภารกิจที่บ้านร้างในตอนเดียวกันเลยแต่ด้วยความที่ไรท์กลัวผี+กับตอนนี้ก็ห้าทุ่มกว่าๆเกือบจะเที่ยงคืนจะให้ไรท์มานั่งพิมพ์ตอนนี้มันก็ยังไงอยู่ มันจะดูหลอนๆ เพราะงั้นเลยขอเอาไว้รวมกับตอนหน้าเลยนะ ฮุๆ ก็ไรท์กลัวง่าาาาา //อยากเข้าไปซุกอ้อมกอดพี่บีให้พี่บีปลอบ><


#ขอบคุณทุกเม้นทุกกำลังทุกคำติชมนะคะ

#สำหรับตอนที่แล้วต้องขออภัยไรท์คึกไปหน่อยอย่างเพิ่งฆ่าไรท์น้าาาาา><

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

346 ความคิดเห็น

  1. #172 clubbc (@clubbc) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2560 / 09:55
    พี่บีคนซื่อ ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย555
    #172
    0
  2. #171 NISI_WOO (@NISI_WOO) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2560 / 08:45
    โถ่บีรู้อะไรบ้างเนี้ยชีวิต -_-
    #171
    0
  3. #170 บีคริส (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2560 / 08:41
    นี่เธอไม่รู้หรือแกล้งไม่รู้ บีน้ำทิพย์!!! ผู้ค้นพบไวรัสสายพันธ์ใหม่ โถ่!!!
    #170
    0
  4. #169 Pream_fata (@Pream_fata) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2560 / 00:14
    พี่บีคะนี่ไม่รู้จริงๆหรือแกล้งคะ
    #169
    0