X-note : Mix End

ตอนที่ 7 : บทที่ 2 ทำความรู้จัก -- 3 - มิสอาเซีย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 330
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    6 ม.ค. 55

3 - มิสอาเซีย

วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน

วันนี้ไม่มีการเรียนการสอนที่โรงเรียน แต่ฉันสัญญาเอาไว้ว่าจะไปช่วยมิสอาเซีย ดังนั้นกิจวัตรของฉันก็ค่อนข้างจะเหมือนเดิม ตื่นแต่เช้าแล้วเตรียมตัวเดินทางไปโรงเรียน

เมื่อไปถึงสถาบันเซ็น ฉันก็พบมิสอาเซียอยู่ที่ห้องรับรองพอดี

“ขอบคุณที่มาช่วยนะ เอสซี่” หญิงสาวทัก

“ไม่เป็นไรค่ะ เท่านี้ไม่ถือว่าลำบากอะไรเลย”

พวกเราย้ายทำงานกันที่ห้องเรียนต่อจากนั้น ฉันช่วยมิสอาเซียจัดแฟ้มนักเรียนเท่าที่พอจะทำได้จนเวลาล่วงเลยไปพอสมควร

“นี่จ้ะ” มิสอาเซียนำน้ำชามาให้ฉันถ้วยหนึ่ง

“ขอบคุณค่ะ” ฉันรับถ้วยชามาถือไว้

ความรู้สึกนี้... มัน...

“นั่นน่าจะเป็นคำพูดของฉันมากกว่านะ” หญิงสาวบอก “ที่จริงเธอน่าจะได้พักผ่อนในวันหยุดเช่นนี้ แต่ฉันกลับขอให้เธอมาช่วย”

“มิสอาเซีย...” ฉันขมวดคิ้วเล็กน้อย ด้วยจับความรู้สึกซ่อนเร้นบางอย่างในคำพูดของเธอได้ และในถ้วยชาที่เธอส่งมา...ก็มีความรู้สึกนั้นเช่นกัน

“จ๊ะ?

ฉันสูดหายใจลึก รวบรวมความกล้าแล้วลองถาม

“ทำไมถึงได้ขอให้หนูมาช่วยล่ะคะ มีนักเรียนคนอื่นอีกตั้งหลายคนนอกจากหนู แล้วหนูก็เป็นเด็กใหม่ มันแปลกที่ระบุให้หนูมาช่วยงานคนเดียวแต่แรก... ครูมีอะไรจะบอกหนู...ใช่หรือเปล่าคะ”

หญิงสาวผมทองยังนิ่งอยู่

ฉันพยายามพูดโน้มน้าวต่อ

“เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ตอนครูบอกว่าครูรู้จักแม่หนู... หนูสังเกตเห็นแววเศร้าสร้อยในดวงตาของครูทุกครั้งที่ครูเอ่ยชื่อแม่... ตอนแรก หนูคิดว่าครูเศร้าเพราะการจากไปอย่างกะทันหันของเธอ แต่พอกลับมาพิจารณามันอีกครั้งอย่างในตอนนี้... มันไม่ใช่แค่ความเศร้า แววตาของครูมีร่องรอยของความรู้สึกผิดเจือปนอยู่ด้วย”

มิสอาเซียถอนหายใจแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน

“เธอพูดถูกแล้วล่ะ” หญิงสาวยอมรับ “และเธอก็เหมือนแม่ของเธอในเกือบทุกด้านจริงๆ” นั่งลงที่เก้าอี้แล้วเล่าต่อ “เอ็มม่าน่ะถูกยกย่องว่าเป็นนักจิตวิทยาผู้เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ และนั่นไม่ใช่เพียงเพราะการค้นคว้าของเธอ เธอมีความสามารถอันน่าอัศจรรย์ที่จะมองทะลุหัวใจของผู้คน ไม่มีสิ่งใดหลุดรอดไปจากสายตาเธอได้”

มิสอาเซียบอกให้ฉันนั่งลงด้วย ก่อนกล่าว “เอสซี่ ฉันมีบางอย่างที่อยากจะบอกกับเธอ... ฉันและแม่ของเธอเป็นผู้ก่อตั้งสถาบันเซ็น”

“เรื่องนี้หนูได้ยินมาจากยูออนแล้ว”

“ถ้าอย่างนั้นมันก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เธอมาที่นี่สินะ” มิสอาเซียคล้ายจะจับความเชื่อมโยงได้ “ยูออนคงต้องอับจนหนทางจริงๆ ถ้าหากเขาไปไกลถึงขั้นต้องขอความช่วยเหลือจากเธอ แต่ก็คงช่วยไม่ได้...เป็นพ่อของเขานี่นาที่ถูกฆ่า”

“ว่าไงนะคะ” ฉันโพล่งถามด้วยความตกใจ

“เขาไม่ได้บอกเธอหรือว่าซิดคือพ่อของเขา”

“หนูไม่เคยรู้มาก่อนเลย”

หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ อีกครั้งก่อนบ่นอย่างปลงๆ ว่า

“เด็กนั่นเป็นอย่างนี้ประจำ เขาคงไม่อยากให้ใครรู้ว่าเขามีความเกี่ยวโยงทางสายเลือดกับซิด”

“ทำไมล่ะคะ”

“มันคงเป็นตราบาปของพวกเรา” เสียงนั้นฟังเศร้า ดวงตาใต้กรอบแว่นมองย้อนไปในความหลัง หญิงสาวรำพึงกับตัวเอง “พวกเราได้ทำสิ่งที่ให้อภัยไม่ได้ลงไป จนถึงวันนี้...ฉันก็ยังจดจำมันได้ชัดเจนอยู่เลย ไม่อยากเชื่อเลยว่าฉันจะปล่อยให้มันเกิดขึ้น”

“เคยเกิดอะไรขึ้นเหรอคะ พวกครูเคยทำอะไร” ฉันเร่งด้วยความอยากรู้

แวบนั้น มิสอาเซียเหมือนเพิ่งรู้ตัวว่า เธอได้หลุดพูดอะไรที่ไม่สมควรออกไป จึงนิ่งเงียบไม่ยอมตอบ

ฉันลองเปลี่ยนคำถาม

“แม่ของหนูเกี่ยวด้วยหรือเปล่าคะ”

“เอสซี่...” มิสอาเซียเอ่ย “ล้มเลิกสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่เถอะนะ”

ฉันชะงัก ...มิสอาเซียรู้แล้วหรือว่าฉันกำลังสืบคดีอยู่

“บางทีก็มีบางอย่างเหมือนกันที่เธอไม่ควรรู้” หญิงสาวบอก

“ไม่ หนูจำเป็นต้องรู้” ฉันยืนกราน “หนูมั่นใจว่าแม่ก็อยากให้หนูรู้ด้วยเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นแม่คงไม่ทิ้งสร้อยคอเอาไว้ให้หนูหรอก”

“สร้อยคอ?

“ที่จริงมันเป็นแฟลชไดร์ฟ ข้างในมีโฟลเดอร์ที่ชื่อว่า X-note

กล่าวจบก็รู้ตัวทันทีว่าได้หลุดปากบอกข้อมูลอะไรไปโดยไม่ระวัง ทว่าฉันกลับเห็นมิสอาเซียเป็นฝ่ายที่ตกใจยิ่งฉันเสียอีก

“เอ็กซ์” เธอพึมพำ

“ครูรู้บางอย่างเกี่ยวกับมัน...ใช่ไหม”

“เลิกพูดถึงเรื่องนี้เถอะ” หญิงสาวเอ่ยคล้ายสั่ง ทว่าฟังเสียงอ่อน

“ทำไมล่ะ ทำไมครูไม่บอกหนู”

มิสอาเซียถอนหายใจอีกครั้ง แล้วค่อยอธิบาย “ฉันก็ว่าจะบอกเธออยู่หรอก...ถึงได้ขอให้เธอมาช่วยงานในวันนี้ ฉันคิดว่าท้ายที่สุดแล้วฉันน่าจะรวบรวมความกล้าแล้วเล่าทุกอย่างที่เธอฟังได้” หญิงสาวพริ้มตาหลับลง แล้วสารภาพว่า “แต่เอสซี่... ฉันมันขี้ขลาด ฉันไม่แข็งแกร่งพอที่จะยอมรับบาปของฉันเอง”

เสียงเธอยังดูปวดร้าวยิ่งนัก

“ตั้งแต่แม่เธอเสียไป ฉันได้แต่ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความกลัวว่าใครบางคนจะค้นพบมันเข้าสักวัน ความกลัวนั้นแข็งแกร่งถึงขนาดจนสามารถทำลายทุกความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ฉันเหลืออยู่”

“ครูจะบอกว่าครูกำลังหนีอยู่อย่างนั้นเหรอคะ” ฉันพยายามสรุป

หญิงสาวนิ่ง

“มิสอาเซีย... ครั้งแรกที่หนูกับครู หนูรู้สึกเกรงกลัวครูมาก แต่พอมาเมื่อหนูได้คุยกับครูมากขึ้น หนูก็ยิ่งได้เห็นด้านที่อ่อนโยนของครู หนูอยากที่จะเชื่อในด้านนั้นของครูค่ะ”

มันอยู่ใกล้ว่าที่เธอคิด ...นี่คือโวหารที่เอ็มม่าชอบ ถ้าเอ็มม่าอยากให้เธอรู้ความจริงล่ะก็...กุญแจที่จะไขคำตอบได้ต้องอยู่ใกล้กว่าที่เธอคิดแน่ๆ” ท้ายที่สุด มิสอาเซียก็ยอมพูดต่อ

“มิสอาเซีย...”

“ฉันบอกเธอได้เพียงเท่านี้” เธอบอก “ขอโทษด้วยนะ”

 

ฉันเดินออกจากโรงเรียนด้วยความรู้สึกโหวงเหวง ขาขยับเรื่อยพาตัวเองไปที่ใดสักแห่งที่ฉันเองก็ยังไม่ทราบว่าเป็นที่ใด

นึกไม่ถึงจริงๆ ว่ามิสอาเซียจะบอกให้ฉันเลิกสืบคดีตรงๆ แบบนี้

ยิ่งไปกว่านั้น ฉันเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมาแล้ว... ฉันกลัวที่จะค้นพบว่าแม่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องทั้งหมดนี่ได้อย่างไร

นี่ฉันควรจะทำอย่างไรดี...

ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายในห้วงความคิด ฉันเดินไปหยุดอยู่ที่เบื้องหน้าของชายร่างใหญ่ผู้มีผมสีแดงก่อนจะชนเขาโดยไม่รู้ตัว

“คุณคือ...”

เงยหน้ามองชัดๆ จึงพบว่าเป็นชายคนเดียวกับที่เคยพบที่สวน

“มีอะไรเกิดขึ้นอย่างนั้นหรือ” เร็กซัสถามด้วยน้ำเสียงแสดงความห่วงใย

ไม่รู้ทำไมฉันถึงไว้ใจเขา แล้วไม่ว่าอะไรที่เขามาเดินอยู่ด้วยข้างๆ เราสองคนเดินเงียบๆ คู่กันไปอีกสักระยะจนไปถึงสวนเพกาซัสแล้วจึงหยุดฝีเท้าลง

“คือว่า...ผมก็ไม่ได้ฉลาดอะไรนักหรอกนะ แต่ว่า...” ชายหนุ่มขึ้นต้น “บางครั้งถ้ามีเรื่องทุกข์ การเล่าให้คนอื่นฟังก็ช่วยได้เหมือนกัน ถ้าเธอไม่ว่าอะไร ผมก็ยินดีที่จะช่วยฟัง”

ฉันพยักหน้าช้าๆ ยินยอมทำตามที่เขาเสนอ

“...กล่องของแพนโดร่า” ฉันเอ่ยขึ้น “ทำไมมนุษย์ถึงอยากเปิดมันล่ะ ถ้าเปิดมันแล้ว...ทุกสิ่งจะเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลง... แต่ในท้ายที่สุด...มนุษย์ก็ไม่สามารถเอาชนะความอยากรู้อยากเห็นของตนเองได้อยู่ดี”

เร็กซัสนิ่งคิดอยู่พักหนึ่ง แล้วกล่าว “งั้นสมมุติดู...ถ้าหากว่ามีกล่องของแพนโดร่าวางอยู่หน้าผม ผมจะเปิดมันไหม”

เขาวาดมือเป็นกล่องสี่เหลี่ยมตรงหน้า แล้วก็ทำท่าเปิดฝามันออกมา

“แน่นอนว่า ผมจะเปิดมัน” เขาบอก

“ทำไมล่ะ ทำไมคุณถึงตอบโดยไม่ลังเลเลยล่ะ”

“ผมเชื่อว่าเราเกิดมาพร้อมความสามารถในการแยกแยะว่าอะไรถูกอะไรผิด” เร็กซัสอธิบาย “ผมไม่มีทางรู้ได้หรอกว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นดีหรือร้ายจนกว่าผมจะเปิดมัน”

“คุณพูดถูก...” ฉันยอมรับ “ฉันว่าฉันก็คงเหมือนกับมิสอาเซีย ฉันมันขี้ขลาด ฉันกลัวว่าเมื่อฉันรู้ความจริงแล้วทุกอย่างจะเปลี่ยนไป”

“เธอจะเสียใจกับอะไรมากกว่ากัน... รู้ความจริง หรือไม่รู้ความจริง” ชายหนุ่มให้ฉันเลือก

“ฉันไม่รู้” ฉันส่ายหน้าช้าๆ ก่อนค่อยๆ นึก แล้วบอกคำตอบของตัวเองออกมา “ในตอนนี้...ฉันคิดว่าฉันคงจะเสียใจถ้าฉันไม่รู้ความจริง แต่ฉันก็ไม่แน่ใจว่าฉันจะสามารถรู้สึกเหมือนเดิมได้อยู่ไหมเมื่อฉันทราบคำตอบ...”

เร็กซัสหลับตาลง พูดเชิงปรัญชาว่า “คนบางคนใช้ชีวิตเพื่อปกป้องความลวง ขณะที่คนอื่นใช้ชีวิตเพื่อเปิดเผยความจริง”

เขาลืมตาสีเข้มขึ้น แล้วจึงกล่าว “เอสซี่ สัญญากับผมทีสิว่า ไม่ว่าเธอจะเลือกทางไหนก็ตาม...เธอจะไม่เสียใจในภายหลัง”

เห็นสีหน้าจริงจังอยากทุ่มเทช่วยเหลือเต็มที่ของเขาแล้ว...ฉันก็รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมา

“ฉันสัญญาว่าจะไม่เสียใจ ขอบคุณนะคะ” ฉันตอบตกลง มือปาดน้ำตาที่คลอเบ้าอยู่ทิ้ง แล้วบอกขออภัยต่ออีกฝ่าย “ขอโทษด้วยที่ชวนคุณมาคุยอะไรแปลกๆ แบบนี้”

“ไม่เป็นไรครับ” เร็กซัสบอก

“ว่าแต่...”

พอได้สติสดชื่นขึ้นมา ฉันก็มีข้อสงสัยอยู่อย่าง...

“...ฉันเคยบอกชื่อฉันกับคุณก่อนหน้านี้ด้วยหรือคะ”

ชายหนุ่มทำหน้าเหวออย่างที่ฉันไม่เคยเห็นใครจะเหวอได้ขนาดนี้

“...ลาก่อน” เขาบอกแล้ววิ่งหนีไปก่อนที่ฉันจะซักเอาความอะไรจากเขาได้อีก

เร็กซัสเป็นอีกคนที่หนึ่งที่เพิ่มเข้ามาในรายนามกล่องปริศนาของฉันซึ่งนับวันมีแต่จะยิ่งเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

ฉันจะรวบรวมความกล้าได้มากพอจะเปิดกล่องสักใบได้ไหมนะ

 

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน

ฉันกะไว้ว่าวันนี้จะพักผ่อนทั้งวัน แต่ทว่า...

กริ๊งๆ

เสียงโทรศัพท์ที่บ้านดังขึ้น ปรกติสายที่โทรมาเบอร์บ้านมักจะเป็นสายสำคัญ ฉันจึงรีบวิ่งไปรับ

“สวัสดีค่ะ”

“นี่ยูออนพูด” ปลายสายตอบรับมา

“นายน่ะเอง มีอะไรเหรอ”

“นี่ก็ครบหนึ่งสัปดาห์แล้วตั้งแต่เธอเริ่มฝึก พอจะมีความคืบหน้าบ้างหรือยัง”

“ก็พอมีบ้างนะ”

เมื่อวานนี้หลังจากคุยกับเร็กซัสเสร็จ ฉันก็ฝึกต่อตามปรกติ จะว่าไปแล้วฉันก็ฝึกพลังจิตอยู่ทุกวันไม่มีว่างเว้น

“เธออยากมาเช็คที่จุดเกิดเหตุไหม” ยูออนถาม

“วันนี้เลยเหรอ”

“ใช่ ฉันคิดว่ามันถึงเวลาที่จะให้เธอดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดี” เขาบอก “เธอคิดว่าไง”

“...ก็ได้” ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะผจญกับเส้นทางที่ฉันเลือกนี้ต่อ ดังนั้นก็ไม่มีอะไรที่ต้องกลัวละ

“อย่างนั้นแวะมาที่โรงเรียนตอนสองทุ่มนะ ฉันจะรออยู่ที่ประตูทางเข้า”

“เข้าใจแล้ว”

“ไว้เจอกัน”

แล้วสายก็ตัดลง

ฉันคิดว่าอย่างไงฉันก็ต้องเผชิญกับมันในไม่ช้าไม่เร็วนี้อยู่ดี แต่ฉันไม่แน่ใจนักว่าฉันพร้อมเต็มที่แล้วหรือยัง และนั่นก็น่าจะตีความได้ว่า ไม่มากกว่า ใช่ดังนั้นฉันจึงแวะไปที่สวนเพกาซัสเพื่อฝึกฝนเพิ่มเติมจนกระทั่งรู้สึกพร้อมมากขึ้น

จากนั้นฉันก็กลับบ้านแล้วเตรียมตัวไปพบกับยูออนที่โรงเรียน

 

สถาบันเซ็น -- 20.00 น.

ฉันเจอยูออนมารออยู่ที่หน้าประตูทางเข้าสถาบัน

มองไปมองมาก็เห็นว่าบรรยากาศยามค่ำของที่นี่แปลกๆ อยู่ โดยเฉพาะประตูโรงเรียนที่ปิดล็อกไว้ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกแปลกตา ปรกติฉันจะเห็นเปิดอยู่ตลอด

“มีอะไรผิดปรกติหรือไง” ยูออนถามฉัน

“โรงเรียนปิดแล้วเหรอ”

“โรงเรียนปิดเร็วในวันอาทิตย์” เขาบอก “ฉันเลือกที่จะมาเวลานี้เพราะว่าฉันอยากให้โรงเรียนปิดเสียก่อน เราจะได้ดำเนินการสืบสวนโดยไม่มีใครมารบกวน”

“ฉันเข้าใจละ”

“ตามฉันมา”

ยูออนพาฉันเข้าโรงเรียนได้อย่างไม่ยุ่งยาก เขาเพียงใส่รหัสเข้าไปที่กล่องควบคุมด้านข้าง ประตูก็เปิดออกโดยง่าย เขากรอกรหัสเพื่อปิดประตูอีกครั้งหลังจากที่เราเข้าไปด้านในเรียบร้อยแล้ว

ภายในตึกนั้นค่อนข้างมืด มีไฟสว่างอยู่ไม่กี่แห่ง ยูออนบอกว่าเขาไม่อยากเปิดไฟเพิ่มเติมเพราะไม่อยากให้เป็นที่สังเกตเห็นได้

ฉันคิดว่าโรงเรียนยามค่ำคืนดูน่ากลัวอยู่ไม่น้อย แต่ยูออนดูเหมือนจะไม่ได้รับผลกระทบจากบรรยากาศน่าขนลุกนี่เลย เขายังคงก้าวยาวๆ ไปข้างหน้าไม่มีหยุด จนฉันแทบตามไม่ทัน

“ฉันจะพาเธอไปดูที่ห้องแล็บวิทยาศาสตร์เป็นที่แรก...นั่นเป็นสถานที่ที่มีคนพบศพซิด” เด็กหนุ่มเหมือนเพิ่งสังเกตเห็นว่าฉันทิ้งห่างเขาไปมาก จึงชะลอยความเร็วลง แล้วชวนคุยด้วย “มันเป็นที่เดียวกับที่ที่มีคนเห็นลอยล์ครั้งสุดท้าย”

“ถ้าลอยล์หายไปในวันเดียวกับที่ซิดถูกฆ่า ตามปรกติแล้ว คนต้องสงสัยว่าลอยล์เป็นคนทำไม่ใช่เหรอ”

เดินคุยกันก็น่าจะเป็นความคิดที่ดี อย่างน้อยมันก็น่าจะช่วยดึงความสนใจของฉันออกห่างจากบรรยากาศยามค่ำยามของโรงเรียนที่ไร้ผู้คนได้ ถึงแม้เราจะคุยกันเรื่องคดีฆาตกรรมก็เถอะ

“นั่นก็จริง แต่ว่าลอยล์ไม่ได้เป็นผู้มีพลังจิต”

“นายรู้ได้ไง”

“ไม่เคยมีบันทึกเรื่องนี้มาก่อน ดังนั้นฉันจึงคิดว่าเขาไม่ได้เป็น” คนเดินนำตอบ

“ทำไมนายถึงมั่นใจนักล่ะ”

“ปีนี้เขาก็อายุสามสิบห้าแล้ว ผู้ใช้พลังจิตส่วนใหญ่จะสูญเสียพลังไปเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่” เขาว่า “ถึงจะมีกรณียกเว้นอยู่บ้าง แต่กรณียกเว้นเหล่านั้นก็ไม่เคยแสดงพลังออกมาได้มากขนาดนี้”

“ก็จริง” ฉันเห็นด้วย “แม่ฉันเคยบอกว่าความสามารถของฉันก็หายากเหมือนกัน ไม่มีใครใช้สามารถใช้พลังจิตจลน์ พลังจิตหยั่งรู้ และพลังจิตสัมพันธ์ได้ถึงสามอย่างในคนคนเดียว แต่ถึงอย่างนั้น พลังของฉันก็ค่อนข้างกำจัด ที่ดีที่สุดที่ฉันทำได้ก็แค่งอช้อนหรือทำให้กระจกแตก”

เสียงของฉันแสดงความน้อยเนื้อต่ำใจอยู่บ้าง ทว่ายูออนก็ไม่ได้แสดงความผิดหวังอะไรในตัวฉัน แต่เขาก็ไม่ได้พูดให้กำลังใจฉันเช่นกัน

“ผู้ใช้พลังจิตที่สังหารซิดต้องมีพลังมากจริงๆ คนคนนั้นสามารถฆ่าคนได้ง่ายๆ เพียงแค่คิดเท่านั้น” ฉันว่า

“กรณีการใช้พลังจิตฆ่าคนด้วยการโจมตีที่สมองโดยตรงก็ไม่มีเคยมีปรากฏมาก่อนเช่นกัน” ยูออนบอก “ในอดีต ผู้ใช้พลังจิตที่มีพลังสูงจะถูกต้องสงสัยว่าเป็นพวกแม่มด แต่ก็มีแม่มดเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถแสดงพลังขึ้นขั้นฆ่าคนได้โดยไม่ต้องใช้อาวุธอื่นช่วย เมื่อความกลัวต่อพลังแปลกประหลาดนั้นแผ่ขยายออกไป แม่มดจำนวนมากก็ถูกล่าและถูกสังหาร”

ฉันเพิ่งรู้ว่ายูออนศึกษาเกี่ยวกับประวัติของผู้ใช้พลังจิตมามากขนาดนี้... ด้วยความที่อยากฟังต่อและไม่อยากขัดเขา ฉันจึงปล่อยให้ยูออนบรรยายต่อไป

“นักปรจิตวิทยา*บางคนอธิบายว่าการลดจำนวนลงของผู้ใช้พลังจิตที่มีพลังสูงในเป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากการล่าแม่มดในศตวรรษที่สิบเจ็ดเป็นสาเหตุหลัก แต่ถึงจะมีการตามล่าและสังหารแม่มดอย่างจริงจังในสมัยก่อนก็ตาม ก็ยังมีผู้ใช้พลังจิตเหลือรอดอยู่มาจนถึงปัจจุบัน”

ถึงตอนนี้ฉันก็คิดว่าฉันน่าจะพูดอะไรบ้าง ไม่ใช่ปล่อยให้เขาโชว์ภูมิอยู่ฝ่ายเดียว

“ฉันจินตนาการไม่ออกเลยว่าคนแบบไหนจะใช้พลังจิตฆ่าพ่อของนาย... โอ๊ะ!

ปรากฏว่าสิ่งที่ฉันพูดไปดันไม่เข้าท่าอย่างยิ่ง ถึงจะรีบยกมือขึ้นปิดปากก็แก้ไขไม่ทันเสียแล้ว

“...เธอรู้แล้วสินะ” ยูออนถามเสียงเรียบ

“มิสอาเซียบอกฉันเมื่อวานนี้ ฉันไม่รู้มาก่อนเลยว่าพ่อนายคือเหยื่อของการฆาตกรรม” ฉันเล่าให้เขาฟัง “ทำไมนายถึงไม่บอกฉันล่ะ”

“ฉันไม่คิดว่ามันจำเป็น”

“แต่...”

“มันจริงที่ว่าพวกเราเกี่ยวโยงทางสายเลือด แต่มันก็เท่านั้น” เด็กหนุ่มชิงตัดบท “ความสัมพันธ์ของเราไม่ได้แตกต่างไปจากคนแปลกหน้าเลย”

“ทำไมล่ะ”

ฉันไม่เข้าใจ พ่อของฉันตายไปตั้งแต่ฉันยังไม่เกิด แล้วฉันก็กำพร้าแม่ตั้งแต่เล็ก ดังนั้นฉันจึงไม่เข้าใจคนที่มีทั้งพ่อและแม่หรือใครคนหนึ่งอยู่ครบแต่กลับเข้ากับพวกท่านไม่ค่อยได้

ยูออนเงียบไม่ยอมตอบฉัน ฉันว่าฉันคงผิดเอง คนเราคงเอาไปเทียบกันไม่ได้

“ฉันขอโทษ ฉันจะไม่ถามต่ออีกแล้ว” ฉันบอก

ยูออนไม่พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก

“ห้องแล็บวิทยาศาสตร์อยู่ตรงหัวมุมนี้”

เมื่อเขายอมเปิดปากพูดอีกครั้ง มันก็กลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างที่เห็น


 

 

ทันทีที่ฉันก้าวเข้ามาในห้อง ฉันสัมผัสก็ถึงบรรยากาศหนักอึ้งที่ห่อหุ้มทั้งห้องเอาไว้

รู้สึกเหมือนหายใจติดขัด วิสัยทัศน์เริ่มมืดลง...

“...ยะ...ยูออน” ฉันพยายามเรียกคนที่เดินนำไปก่อน

“อะไรหรือ” ยูออนหันมาถาม ดูเหมือนเขาจะปรกติดี ไม่ได้รับผลกระทบกระเทือนอะไรแบบฉัน

“ฉันสัมผัสได้ถึงความตาย...” ฉันบอก “ทั้งห้องนี้มีกลิ่นของความตาย”

“เธอหมายถึงความตายของซิดใช่ไหม”

“ไม่ใช่ มันใหม่กว่า” ฉันส่ายหน้าปฏิเสธ “เหมือนเพิ่งเกิดเมื่อไม่นาน”

ยูออนดูตกใจ แต่ก็ยังคุมสติไว้ได้

“ฉันจะเปิดไฟล่ะนะ” เขากล่าวแล้วรีบเดินไปหาสวิตช์ไฟ

ทันทีที่เขาสับสวิตช์ทั้งห้องก็สว่างจ้า เผยให้เห็นร่างที่จมกองเลือดนอนอยู่ที่พื้น

“ไม่ เป็นไม่ไม่ได้!” ฉันร้องลั่น

ร่างนั้นมีผมสีทอง...และเคยสวมแว่น...ตัวแว่นเปื้อนเลือดวางตกอยู่บนตัวเธอ

เธอโดนยิงที่ช่วงท้อง...นอนอ้าปากค้าง...ดวงตาเบิกกว้าง...ไร้สัญญาณของชีวิต



“มิสอาเซีย!

กลิ่นของความตาย...

บรรยากาศแห่งความตาย...

...เผาไหม้ลึกอยู่ในจิตใจของฉัน

ฉันคิดว่าฉันเตรียมตัวมาดีแล้ว ฉันคิดว่าฉันรู้ว่าจะมาเจอกับอะไร

ทว่า...

ชั่วขณะนั้นเอง ฉันถึงได้รู้ตัวว่า ฉันไม่ได้พร้อมสำหรับสิ่งนี้เลย...














* Parapsychologist - ผู้ศึกษาเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางจิตที่อธิบายไม่ได้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

59 ความคิดเห็น