X-note : Mix End

ตอนที่ 6 : บทที่ 2 ทำความรู้จัก -- 2 - แหล่งข้อมูล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 433
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    28 ธ.ค. 54

2 - แหล่งข้อมูล

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน

ชั้นเรียนเริ่มต้นตามปรกติ

ฉันพยายามจะตั้งใจเรียน แต่ในหัวดันมีเรื่องมากมายให้ครุ่นคิดจนฉันยากที่จะจดจ่อได้

สู้รบกับความคิดตัวเองจนกระทั่งสัญญาณบอกเวลาเลิกเรียนดังขึ้น แล้วก็รีบไปที่ห้องทำงานที่นัดหมายไว้

“ฉันกำลังรอเธออยู่พอดี” ยูออนทักเมื่อเห็นฉันเข้าไปในห้อง

“ประหลาดใจจังที่นายรักษาสัญญาในครั้งนี้” ฉันว่า

ยูออนพริ้มตาหลับลงครู่หนึ่ง ก่อนกล่าว

“ฉันเป็นคนรักษาคำพูดเสมอ”

ฉันไม่แน่ใจนักว่าทำไมเขาต้องหลับตาก่อนบอกประโยคดังกล่าวออกมา

เขาใช้เวลาช่วงนั้นสงบสติอารมณ์ไม่ให้เต้นไปตามคำประชดของฉันหรือ...

หรือว่านั่นจะเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเขากำลังพูดโกหก...

ไม่ว่าอย่างไรฉันคงพลาดเองที่ไม่สามารถจับเขาได้คาหนังคาเขา

“เริ่มเลยละกัน”

เสียงยูออนเรียกสติของฉันกลับมา เขาหันจอคอมพิวเตอร์มาให้ฉันมองได้ถนัดๆ ในจอนั้นกำลังแสดงไฟล์ข้อมูลของฉัน

ฉันไม่พบเห็นอะไรที่เกินเลยในนั้น อย่างน้อยมันก็ไม่ได้มีอะไรงี่เง่าอย่างขนาดหน้าอก

อาน่อนต้องกุขึ้นมาแน่... อีตาลามกร้อยเปอร์เซ็นต์เอ๊ย!

สาปส่งอาน่อนในใจเสร็จเรียบร้อย ฉันก็สงบสติอารมณ์เสียใหม่ แล้วถามยูออนว่า

“มีทั้งหมดเท่านี้เหรอ”

“ก็มีอยู่เท่าที่เห็น” ยูออนตอบ “หรือเธอคิดว่ามันน่ามีมากกว่านี้”

“ฉันแค่หวังว่าข้อมูลนี้จะมีอะไรที่ฉันไม่รู้มาก่อนอยู่บ้าง” ฉันบอก หลุบตาลงระลึกความหลัง แล้วกล่าวว่า “อันที่จริง...ฉันจำเหตุการณ์ก่อนหน้าที่จะเกิดอุบัติเหตุกับแม่ไม่ค่อยได้นัก ความทรงจำในช่วงนั้นของฉันดูจะเลือนราง ฉันสามารถจำได้เพียงส่วนเล็กๆ ของเหตุการณ์ที่ไม่ปะติดปะต่อ ไม่มีอะไรชัดเจน”

“การสูญเสียความทรงจำในวัยเด็กสูญหาย...” เขาเอ่ยเสียงเรียบ อธิบายตามหลักวิชาการ “โดยทั่วไป คนเราจะไม่สามารถเรียกคืนความทรงจำตั้งแต่เกิดจนถึงอายุสี่ขวบได้ การที่เธอจะจำไม่ได้เป็นเรื่องปรกติ”

“ก็จริง แต่นั่นก็หมายความว่าแม้แต่แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือของนายก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับฉันในช่วงเวลานั้นสินะ”

ยูออนส่ายหน้าเล็กน้อย บ่งบอกได้สองแง่ว่า ตัวเขาเองก็ไม่รู้ หรือไม่ก็ แหล่งข้อมูลของเขาไม่มีข้อมูลในส่วนนี้จริงๆ

“เอาเถอะ” ฉันตัดใจ “ยังไงก็ตาม รายละเอียดในบทความเกี่ยวกับสัมผัสพิเศษพวกนี้ก็น่าสนใจทีเดียว”

ไฟล์ที่ฉันเปิดขึ้นมาดูในตอนนี้ก็คือบทความพวกนั้น

“ขอฉันก็อปฯ ไปหน่อยได้ไหม บางทีมันอาจจะเป็นประโยชน์ในการฝึกของฉัน”

“ได้อยู่แล้ว” ยูออนอนุญาต

หลังคัดลอกบทความพวกนั้นและไฟล์ข้อมูลที่เคยขอไว้ลงในแฟลชไดร์ฟที่เตรียมมาเรียบร้อย ฉันก็หันไปบอกยูออนว่า

“ขอบคุณนะ” ประโยคนี้ฉันกล่าวจากใจจริง “ฉันจำข้อมูลเกี่ยวกับการใช้พลังจิตที่แม่เคยบอกได้คลุมเครือ ฉันลืมรายละเอียดส่วนใหญ่ไปเรียบร้อยแล้ว นี่คงช่วยฉันได้มากเลย”

“แม่เธอรู้เกี่ยวกับพลังของเธอด้วยหรือ” ยูออนสงสัย ดูเหมือนเขาก็ไม่รู้เรื่องแม่ของฉันเท่าไหร่เช่นกัน

“รู้สิ” ฉันตอบ “แม่เป็นคนห้ามไม่ให้ฉันใช้มันนอกจากจะจำเป็นจริงๆ เท่านั้น”

“อย่างนี้เอง” เด็กหนุ่มผงกศีรษะแสดงความเข้าใจ ราวกับเขาเพิ่งค้นพบตำแหน่งที่จะวางตัวต่อของจิ๊กซอว์เพิ่มอีกชิ้นหนึ่ง “พูดแล้วก็นึกขึ้นได้ การฝึกของเธอเป็นยังไงบ้างล่ะ”

“ฉันคงต้องขอเวลาฝึกอีกสักระยะ”

“ลองประมาณให้หน่อยได้ไหมว่าอีกนานเท่าไรเธอถึงจะนำพลังมาใช้ช่วยในการสืบสวนได้”

“คงประมาณอีกสัปดาห์หรือสองสัปดาห์”

“ถ้าอย่างนั้นตั้งแต่นี้ไปพักเรื่องสืบคดีเอาไว้ก่อนแล้วตั้งใจฝึกแทนแล้วกัน” ยูออนแนะนำ

“จริงสิ พูดถึงเรื่องคดี ฉันมีสมมุติฐานอยู่อย่างหนึ่ง...”

แล้วฉันก็เล่าเรื่องที่ฉันสงสัยเกี่ยวกับมิสอาเซียให้เขาฟัง ยูออนนิ่งฟังฉันพูดจนจบแล้วค่อยบอก

“เรื่องนั้นฉันก็เคยคิดอยู่เหมือนกัน แต่เท่าที่ฉันรู้ งบประมาณของโรงเรียนก็ไม่ได้มีความผิดปรกติอะไร แล้วมิสอาเซียก็เลือกที่จะเป็นแค่อาจารย์ธรรมดาเอง”

“อย่างนั้นหรอกเหรอ” ใจหนึ่งฉันรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่อีกใจฉันกลับดีใจ ต่อไปฉันคงคุยกับเรื่องแม่กับมิสอาเซียได้อย่างสะดวกใจขึ้น

“เธอไม่จำเป็นต้องพยายามทำตัวเป็นนักสืบหรอก” ยูออนบอก “ในเรื่องนี้ฉันสามารถทำเองหรือจ้างนักสืบเอกชนคนอื่นมาทำให้ก็ได้ แต่ฉันต้องการจากเธอจริงๆ คือการใช้พลังพิเศษของเธอมาช่วยในการสืบสวน ข้อมูลที่ให้ไปก็ให้เธอไปดูไว้เป็นพื้นที่จะได้เข้าใจเรื่องราวได้ดีขึ้นเท่านั้น”

“อืม...”

ถึงจะเข้าใจ...แต่อย่างไรก็อยากจะพยายามทำเท่าที่ตัวเองทำได้อยู่ดี

“ยังไงถ้ามีข้อสงสัยหรือสะกิดใจเรื่องอะไรขึ้นมาอีกก็มาบอกได้ ฉันยินดีรับฟัง”

ยูออนคล้ายต้องการจะปลอบฉัน แต่ฉันก็ยังทอดสายตามองต่ำ เลี่ยงที่จะสบตาเขาตรงๆ อยู่

“...เข้าใจละ”

“อีกเรื่องหนึ่ง เธอดูจะเป็นกังวลอยู่นะช่วงนี้” เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้น

ฉันเงยหน้ามองเขาด้วยความแปลกใจ

นี่เขารู้จักสังเกตสังกาและเป็นห่วงคนอื่นด้วยหรือ...

“ฉันรู้ว่าเธอมีหลายเรื่องที่ต้องคิด แต่ฉันก็ไม่ได้เชิญเธอมาที่นี่เพื่อที่จะผลักภาระให้เธอหรอกนะ งานนี้ไม่ได้จำกัดเวลา ดังนั้นเธอไม่จำเป็นต้องเร่งรีบไป”

เว้นจังหวะพักหายใจเล็กน้อย ก่อนบอก...

“เธอสามารถสนุกกับชีวิตวัยเรียนได้อย่างที่เธอชอบ”

ครั้งนี้เขาทำให้ฉันแปลกใจจริงๆ

“...มีอะไรผิดปรกติหรือไง” เด็กหนุ่มสงสัยว่าทำไมฉันถึงจ้องหน้าเขาอยู่นาน

“ที่จริงนายอาจจะไม่ใช่คนเลวอะไรหรอกนะ” ฉันว่า

“แล้วฉันดูเหมือนคนเลวหรือไง” เขาโต้กลับทันควัน

“ถ้าในกรณีปรกติทั่วไปน่ะ ฉันคิดว่าน่าจะใช่”

ยูออนตีหน้านิ่งพูดไม่ออกไปพัก

“ฉันล้อเล่นน่า” ฉันส่งรอยยิ้มขี้เล่นอย่างผู้มีชัยไปให้เขา “ยังไงก็ขอบคุณนะ”

ว่าแล้วก็รีบออกจากห้องไปก่อนที่ยูออนคิดจะเล่นงานฉัน

แต่จะว่าไป ฉันก็อยากรู้เหมือนกันนะว่าถ้าเขาโกรธขึ้นมาจริงๆ จะเป็นอย่างไร คนที่ปรกติดูสุขุมเยือกเย็นอย่างหมอนั่นถ้าเกิดอาละวาดขึ้นมาจริงคงน่ากลัวน่าดู

 

ถึงอย่างไรยูออนก็พูดถูก มีเรื่องหลายอย่างเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้จนฉันไม่สามารถทำสมาธิได้อย่างที่ควรจะเป็น

ความสามารถอันเกิดจากพลังจิตทั้งหลายอาศัยจิตใจที่ปลอดโปร่งเป็นอย่างมาก ดังนั้นช่วงฝึกนี้ฉันไม่ควรจะคิดมาก

ฉันวนกลับมาฝึกพลังจิตหยั่งรู้ที่สวนเพกาซัสอีกครั้ง โดยได้เพิ่มขนาดของสำรับไพ่ให้ใหญ่ขึ้นด้วย

ตอนที่กำลังจะเลิกฝึกพอดี ฉันก็สัมผัสได้ว่ามีคนอื่นอยู่ในบริเวณด้วย คงต้องขอบคุณการฝึกทั้งหลายที่ผ่านมาที่ช่วยให้ประสาทสัมผัสของฉันคงแหลมคมขึ้นอีกขั้น

ฉันมั่นใจว่านี่ต้องไม่ใช่เพียงจินตนาการของฉันแน่ๆ ใครบางคนกำลังมองฉันอยู่ และคนคนนี้ก็น่าจะเป็นคนกับคนที่แอบมองฉันเมื่อสองสามวันก่อนด้วย

ด้วยไม่อยากให้มีคนรู้เกี่ยวกับความสามารถของฉันเพิ่มขึ้นอีก ฉันจึงตัดสินใจว่า จะต้องจับคนแอบมองฉันฝึกให้ได้ในวันนี้

“นั่นใครอยู่ตรงนั้นน่ะ” ฉันเปล่งเสียงถามไป “ถ้าหากว่าไม่รีบออกมาล่ะก็ ฉันจะ...ฉันจะเรียกตำรวจนะ!

ฟังแล้วก็น่าโมโหตัวเองนัก

นี่ฉันกำลังคิดอะไรอยู่นี่นั่นเป็นการขู่ที่ดูไม่มีอำนาจข่มขู่หรือชักจูงเอาเสียเลย!

ทว่าชายผมแดงชายที่มัดรวบไว้ก็ปรากฏตัวออกมาจากหลังต้นไม้ ท่ามกลางความไม่อยากเชื่อของฉัน

เขาตัวใหญ่มากทีเดียว แต่ท่าทางเขาออกจะหงิมๆ เหมือนไม่ได้ประสงค์ร้าย คล้ายหวาดกลัวอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้แตกตื่น ที่แก้มซ้ายของเขามีปาสเตอร์ยาไขว้กันเป็นรูปกากบาทอยู่ด้วย แต่แววตาใต้คิ้วเข้มของเขานั้นดูอ่อนโยน

“คุณเป็นใคร”

ฉันถามเสียงแข็งแต่ก็ยังเลือกใช้สรรพนามที่สุภาพไว้ก่อน เพราะถ้าเขาเอาจริง ฉันคงสู้เขาไม่ได้

“คุณเป็นคนเดียวกับคนที่แอบมองฉันก่อนหน้านี้ใช่ไหม” ฉันซักต่อ

ชายผมแดงไม่ตอบกลับค่อมศีรษะลงเล็กน้อยพลางบอก

“...ขออภัย”

เขาบอกขอโทษงั้นหรือ... ฉันคาดไม่ถึงเลยว่าเขาตอบมีปฏิกิริยาตอบกลับแบบนี้

“คุณเห็นทั้งหมดแล้วใช่ไหม”

ทั้งหมดที่ว่านั่นหมายถึงการพลังจิตของฉัน แน่นอนว่าหากคนนอกผ่านๆ อาจจะเห็นแค่ว่าฉันเล่นไพ่อะไรสักอย่างของฉันเองอยู่ แต่หากสังเกตดีๆ ก็ต้องรู้แน่ว่ามันผิดปรกติ โดยเฉพาะถ้าเขาเห็นวันที่ฉันฝึกกับก้อนหินและใบไม้

“ระ...เร็กซัส...” เขาพูดอย่างกล้าๆ กลัว

“คุณว่าอะไรนะ” ฉันไม่เข้าใจว่าเขาต้องการจะสื่ออะไร

“...ชื่อของผม” เขาบอก

“ฉันไม่ได้ถามชื่อคุณสักหน่อย ฉันอยากรู้ว่าคุณเห็นทุกอย่างแล้วหรือเปล่าต่างหาก!

“ผมขอโทษ” เร็กซัสว่าอีกครั้ง

นั่นแปลว่า 'ใช่' หรือ 'ไม่' กันแน่นะ...

ฉันลอบถอนหายใจ พลางนึกสงสัยว่า ชายคนนี้นี่อะไรกัน สำหรับคนที่มีร่างกายล่ำสันใหญ่โตเช่นนี้ เขามีมารยาทดีอย่างไม่น่าเชื่อ

“อธิบายมาว่าทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่!” ฉันพยายามคงน้ำเสียงให้ฟังดูเหมือนยังโกรธอยู่ ทั้งที่ความจริงก็ไม่ได้โมโหเท่าเดิมแล้ว

เร็กซัสทำหน้าเป๋อเหลอสุดๆ ขณะตอบว่า

“ผมอยากเห็นเพกาซัส”

เพกาซัส...? หมายความว่าเขาดั้นด้นมาถึงที่นี่เพื่อที่จะมาดูวงล้อมม้าสปริงมีปีกพวกนั้นน่ะเหรอ

ช่างโกหกได้ห่วยแตกสิ้นดี! ขนาดฉันยังบอกได้เลยว่าเขากำลังโกหกอยู่!

...ดูสีหน้าเหมือนเด็กที่กลัวว่าตนกำลังจะถูกลงโทษของเขานี่สิ!

“ผมไม่ได้มาร้าย ดังนั้นได้โปรดอย่าเรียกตำรวจเลย” ชายผมแดงพูดต่อ

เขาเชื่อจริงๆ หรือว่าฉันจะเรียกตำรวจ ไม่อยากเชื่อเลยว่ายังมีคนซื่อบื้อขนาดนี้อยู่ในโลกด้วย

“ฉันจะไม่เรียกตำรวจ แต่ว่าคุณต้องรับปากนะว่า ฉันจะไม่บอกใครเกี่ยวกับฉันหรือสิ่งที่คุณเห็น” ฉันตั้งเงื่อนไขแลกเปลี่ยน

“เข้าใจละครับ” เร็กซัสยอมรับปาก

“งั้นคุณก็ไปได้แล้ว นี่ก็มืดแล้ว เดี๋ยวฉันก็ต้องกลับบ้านเหมือนกัน”

“ผมจะไปละนะ” ชายหนุ่มยังคงรักษามารยาท ราวกับว่าก่อนจะทำอะไรเขาก็บอกล่วงหน้าเสมอ ทั้งยังเตือนฉันส่งท้ายว่า “โปรดระวังตัวด้วย”

ครั้นร่างสูงของชายผมแดงหายไปจากรัศมีการมองเห็นแล้ว ฉันก็ลอบถอนหายใจออกมาอีกครั้ง

“คนอะไรประหลาดจริงๆ” ฉันอดบ่นออกมาไม่ได้ ...แต่อย่างน้อยเขาก็ดูไม่เหมือนคนเลวละนะ

มองนาฬิกาอีกที...ก็ตัดสินใจได้ว่าถึงเวลากลับบ้านจริงๆ แล้ว

 

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน

ฉันมาถึงโรงเรียนเช้ากว่าปรกติเลยคิดจะหาออกไปสูดอากาศยามเช้าที่ระเบียงโค้งฆ่าเวลาสักหน่อย โดยที่ในใจก็หวังอยู่ว่าจะบังเอิญได้พบใครบางคนที่นั่นด้วย...

ถ้าหากว่าฉันอยากผ่อนคลาย การคุยเล่นกับโอเรน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ฉันสบายใจเมื่อคุยกับเขา

แล้วฉันก็ได้พบเด็กหนุ่มชุดขาวอยู่ที่ระเบียงดังที่คิด

โอเรยิ้มทักทายให้ฉันทันทีที่เจอหน้า แล้วถาม

“งานแข่งกีฬาเป็นไงบ้าง”

“ฮะ?

ฉันเอ๋อไปชั่วครู่ ลืมไปเลยว่าเคยยกเรื่องนี้มาอ้างไว้ แต่เมื่อนึกขึ้นได้แล้วฉันก็รีบบอก

“มันก็สนุกดีนะ ...ฉันคิดว่า”

“ยอดเลย”

โอเรเอ่ยชมด้วยดวงตาสีเทาที่เป็นประกาย ดูเหมือนเขาจะจินตนาการงานกีฬาปลอมๆ ของฉันไว้สนุกมาก

“กีฬาโปรดของเธอคืออะไรเหรอ” เด็กหนุ่มถามต่อ

“ฉันคิดว่าโรลเลอร์สเก็ตก็สนุกดี”

ข้อนี้ฉันตอบตามจริง แค่ที่เคยโกหกเขาก่อนหน้านี้ก็ทำให้ฉันรู้สึกผิดมากพออยู่แล้ว ก็เขาออกจากใสซื่อบริสุทธิ์เชื่อคนง่ายขนาดนี้นี่นา

“ผมก็ชอบโรลเลอร์สเก็ตเหมือนกัน แล้วผมก็เล่นเก่งทีเดียวนะ”

“จริงเหรอ” ฉันอดสงสัยไม่ได้ โอเรดูบอบบางจนฉันนึกภาพเขาเล่นโรลเลอร์สเก็ตไม่ออกเท่าไหร่

เด็กหนุ่มหน้าแดงเล็กน้อย เอานิ้วเกาแก้มอย่างอายๆ เฉลยว่า

“ผมหกล้มเก่งน่ะ”

ฉันหัวเราะคิกคัก ไม่ได้ตั้งใจจะหัวเราะเยาะเขาหรอกนะ แต่ท่าทางที่เขาแสดงออกมาดูน่ารักเกินไปแล้ว

“บอกตามตรง ผมออกจะอิจฉาเอสซี่ด้วยซ้ำ” โอเรเปลี่ยนมาพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังกว่าเก่า “ผมชอบกีฬาตั้งแต่ผมยังเด็ก แต่ว่าสมถภาพด้านร่างกายของผมกลับต่ำกว่ามาตรฐาน ดังนั้นผมเลยจบลงที่ไม่ได้ทำอะไรนอกจากมองคนอื่นเล่นจากที่ไกลๆ มันชวนให้รู้สึกเหงาอยู่บ้างเหมือนกัน”

“โอเร...”

“แต่ผมไม่ยอมแพ้หรอก สักวันหนึ่ง...ผมจะต้องพิชิตมันให้จงได้” เขาประกาศกว้างพร้อมส่งยิ้มให้ฉัน

“นายต้องทำได้แน่” ฉันอยากตอบรับและเป็นกำลังใจให้เขาเช่นกัน

“ขอบคุณนะ”

เด็กหนุ่มบอกก่อนหันกลับไปมองฟ้าท้องที่เขาโปรดปราน

แวบหนึ่ง ฉันรู้สึกเหมือนว่าโอเรทั้งอยู่ใกล้และห่างไกลออกไป เหมือนความคิดและความฝันของเขาล่อยลองอยู่ในเมฆพวกนั้น ส่วนตัวเขาเองก็ได้แต่เฝ้ามองพวกมันโดยที่ไม่อาจสัมผัสได้

บางครั้งฉันก็สงสัยว่าสาเหตุที่เราเข้ากันได้ดีอาจเป็นเพราะเรารู้สึกโดดเดี่ยวเช่นเดียวกัน

ไม่นานหลังจากนั้นสัญญาณบอกเข้าเรียนก็ดังขึ้น ฉันจึงแยกกับเขา แล้วไปเรียนตามปรกติ

ฉันคิดว่าตัวเองเข้าใจเนื้อหาของบทเรียนในวันนี้ได้ดีกว่าเดิมมากทีเดียว บางทีอาจเป็นเพราะฉันรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นก็ได้

 

ตอนพักกลางวันหลังกินข้าวเสร็จ ก็นึกขึ้นได้ว่าควรไปสะสางเรื่องบางอย่างที่ค้างคาอยู่เสียหน่อย ดังนั้นจึงลองแวะไปดูที่ห้องคอม

ฉันไม่มีทางรู้สึกผ่อนคลายได้เต็มที่แน่...ไม่จนกว่าจะได้สั่งสอนบทเรียนให้ใครบางคนเสียก่อน

แล้วโชคก็เข้าข้างฉันอีกครั้ง เป้าหมายของฉันยังคงประจำการอยู่จุดยุทธศาสตร์เดิมของตน

“ว่าไง เจอกันอีกแล้วนะ”

เด็กหนุ่มร่างสูงในแจ็กเกตสีเขียวยิ้มยียวนพร้อมร้องทักทายฉันอย่างร่าเริง แต่ ร่าเริงในที่นี้เป็นคนละอย่างกับความร่าเริงสดใสของโอเร ถ้านิยามของโอเรคือความใสซื่อบริสุทธิ์ นายนี่ก็ต้องเป็นพวกกร้านโลกเสแสร้งทุกอย่าง

“ฉันคุยกับยูออนแล้ว และ...” สูดหายใจเข้าลึก รวบรวมกำลังขึ้นต้น

“และ...” อาน่อนลากเสียงยาวต่อให้

“มันไม่มีอะไรเกี่ยวกับขนาดหน้าอกของฉันเลย!” ระบายลมหายใจและความโกรธออกมากับประโยคนั้นเต็มที่

“จริง?” เด็กหนุ่มทำสีหน้าไม่อยากเชื่อ

“ก็ใช่น่ะสิ”

“แย่จัง นั่นเป็นข้อมูลที่ฉันอยากรู้ที่สุดเชียวนะ” เขาโวยวายอย่างสุดเสียดาย ยิ้มกรุ้มกริ่มแล้วจึงกล่าวต่อ “แต่บางทีฉันคงพอคำนวณตัวเลขเอาเองจากสิ่งที่เห็นก็ได้มั้ง มันน่าจะประมาณ...”

“อย่าแม้แต่จะคิดเชียว! ไอ้คนลามกร้อยเปอร์เซ็นต์!

ว่าแล้วฉันก็ทุบเขาไปเต็มแรง จนเกิดเสียงดัง ป้าบ!

อาน่อนร้อง “โอ๊ย!” อย่างที่ดูเหมือนไม่ได้เจ็บจริงจัง แต่ก็ไม่ได้ตอบโต้อะไรกลับมา เพียงแค่ยกแขนขึ้นป้องกันเล็กน้อยเท่านั้น แต่นั่นก็สายไปแล้ว

“เอาละ ฉันรู้สึกดีขึ้นแล้ว” ฉันบอกพลางปัดมือทำความสะอาด อย่างไรฉันก็ไม่ใช่พวกเจ้าคิดเจ้าแค้นนัก แค่ทีเดียวก็พอ

แล้วฉันก็เดินกลับห้องไปเรียนภาคบ่ายต่อ

 

เนื่องจากยูออนบอกให้ฉันใช้ชีวิตนักเรียนของฉันได้ตามสบายในช่วงนี้ ดังนั้นพอสัญญาณเลิกเรียนดังขึ้น ฉันจึงไม่ได้รีบพุ่งไปไหน กะว่าจะอยู่ทบทวนบทเรียนในห้องต่ออีกสักหน่อย ทว่าครั้งนี้ฉันก็ไม่สามารถทำสำเร็จตามที่วางแผนไว้ เพราะ...

“เอสซี่ เป็นยังไงบ้างเอ่ย” มิสอาเซียเข้ามาทักฉันถึงที่ที่นั่ง

“หนูสบายดีค่ะ ขอบคุณนะคะ” ฉันตอบไป

“ถ้าเธอมีปัญหาอะไรเกี่ยวกับเรื่องเรียนล่ะก็...อย่าลังเลที่จะถามฉันนะ” มิสอาเซียบอก

ฉันพยักหน้ารับ นิ่งคิดครู่หนึ่ง แล้วเลือกที่จะถามเกี่ยวกับเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องเรียน

“หนูอยากรู้เกี่ยวกับแม่มากกว่านี้” ฉันเกริ่นก่อนบอกสิ่งที่ฉันปรารถนาอยู่ลึกๆ ในใจให้เธอฟัง “แม่จากไปตอนหนูยังเด็กมาก หนูจำอะไรไม่ค่อยได้มากนัก หนูไม่ได้หวังให้ครูบอกทุกอย่างเกี่ยวกับแม่ให้หนูฟังหรอกนะคะ แค่บางส่วนที่ครูพอจะเล่าได้ก็พอค่ะ”

มิสอาเซียคลี่ยิ้มอ่อนโยนให้ฉัน

“ได้เลยจ้ะ เธออยากรู้อะไรก็ถามได้”

ฉันยิ้ม รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาบ้าง

“ครูรู้จักกับแม่ได้ยังไงคะ”

“เราเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันตั้งแต่ตอน ม.ต้น แล้ว” มิสอาเซียบอก “แต่ถึงแม้ว่าเราจะรู้จักมานานก็ตาม เราก็เพิ่งเริ่มสนิทกันตอนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยนี่เอง”

“ค่ะ” ผงกศีรษะรับฟังแล้วรอเธอเล่าต่อ

“ฉันจะบอกความลับให้อย่างหนึ่งนะ” มิสอาเซียส่งยิ้มทรงเสน่ห์ให้ฉัน “เอ็มม่าเคยเป็นดาวโรงเรียนด้วยล่ะ”

“ครูพูดจริงเหรอคะ” เรื่องนี้ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเช่นกัน

“จริงจ้ะ เธอเป็นที่นิยมทั้งในหมู่ผู้หญิงและผู้ชายเลยล่ะ” หญิงสาวเล่า “เธอเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ฉันเลือกเรียนด้านจิตวิทยาด้วย เธอถือเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญของฉัน”

“หนูไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามิสอาเซียก็เป็นนักจิตวิทยาด้วย”

“ฉันแค่เคยเป็นน่ะ” รอยยิ้มของเธอดูสลดลงอยู่บ้าง “ดูเหมือนว่าฉันจะไม่มีพรสวรรค์ทางด้านนี้ เพราะฉะนั้นฉันถึงมาลงเอยด้วยการมาเป็นครูอยู่ที่สถาบันเซ็นนี่ไง”

หญิงสาวพูดดั่งคนที่มีประสบการณ์มากกว่า เคยผ่านอะไรมาเยอะ แต่ก็สามารถยอมรับชะตาของตัวเองและอยู่ร่วมกับมันได้

เมื่อแรกฉันเคยรู้สึกเกรงๆ มิสอาเซียอยู่บ้าง เพราะถึงจะเป็นเธอจะดูใจดีแต่ยังดูมีอำนาจเปล่งรัศมีแบบพวกครูอยู่ดี แล้วก่อนหน้านี้ฉันก็ยังสงสัยว่าเธอมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีด้วย ...แต่หลังจากที่ได้ลองพูดคุยกับเธอ ฉันก็ได้ค้นพบด้านที่อ่อนโยนของคุณครูคนนี้

ฉันคุยกับมิสอาเซียเกี่ยวกับแม่ต่ออีกเล็กน้อย พวกเราดูมีความสุขกันดี แต่ฉันก็ไม่อยากรบกวนเวลาเธอนานนัก ฉันจึงจำใจต้องปิดบทสนทนาลงแล้วบอกขอตัวก่อน ซึ่งมิสอาเซียก็ไม่ได้ว่าอะไร

ยังพอมีเวลาเหลือก่อนถึงจะเวลาที่ฉันเริ่มฝึก ฉันว่าจะแวะไปหาใครบางคนเพื่อกล่าวขอบคุณเสียหน่อย...

 

“ยูออนไม่อยู่เหรอนี่”

ฉันตั้งใจจะมาขอบคุณยูออนที่ห้องของเขา เพราะวันนี้ฉันทำตามคำแนะนำที่เขาให้มาแล้วรู้สึกดีขึ้นมาก แต่เขาก็ไม่อยู่ที่ห้องอีกแล้ว ฉันไม่คิดว่าเขาจะได้ยุ่งขนาดนี้

เขาต้องไม่ใช่นักเรียนธรรมดาแน่ๆ นักเรียนธรรมดาไม่น่าจะมีห้องทำงานที่ใหญ่ขนาดนี้อยู่ในโรงเรียนหรอก...

ฉันตัดสินใจว่าจะลองรอเขาสักหน่อย และในเมื่อที่นี่ไม่มีอะไรให้ทำ ฉันก็ว่าจะทำความสะอาดโซฟาเพื่อสร้างพื้นที่ให้ตนเองเสียหน่อย

ไม่...

หันมองไปรอบๆ แล้วก็ต้องเปลี่ยนใจ แค่โซฟาอย่างเดียวไม่มีทางพอ...

ฉันทนไม่มองความรกนี่ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

“ขอโทษนะยูออน แต่ฉันต้องลงมือทำความสะอาดทั้งห้องล่ะ” ฉันกล่าวขอโทษเบาๆ แล้วลงมือจัดการทันที

อีกหนึ่งชั่วโมงถัดมา ทุกอย่างก็กลับมาเข้าที่เข้าทางเรียบร้อย ห้องทำงานกลายเป็นห้องที่สะอาดเอี่ยมอย่างที่ควรจะเป็นเสียที


 

“โอเค นี่น่าจะใช้ได้แล้ว” ฉันพูดกับตัวเองอย่างภาคภูมิใจขณะมองไปทั่วๆ ห้อง

ทันใดนั้น ประตูห้องก็เปิดออก และยูออนก็หยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น เหมือนเขาจะชะงักเท้าไปกะทันหัน

“นายกลับมาแล้ว!” ฉันโพล่งขึ้นอย่างยินดี

“ฉันเข้ามาผิดห้องหรือไง” เจ้าของห้องสงสัย

“ไม่ผิดหรอก นี่คือห้องของนาย”

“ห้องทำงานฉันไม่ได้มีสภาพแบบนี้” ยูออนยังไม่ยอมรับ

“นี่แหละห้องนาย ฉันเพิ่งจัดการตกแต่งใหม่นิดหน่อย” ฉันอธิบายด้วยสีหน้าชื่นมื่น

“...ทำไมเธอถึงต้องทำอะไรที่ไม่จำเป็นด้วยนะ”

“นั่นไม่ใช่วิธีที่นายจะใช้ขอบคุณคนอื่นนะ” ฉันประท้วง

“ฉันเป็นพวกชอบให้อะไรทุกอย่างสมบูรณ์แบบ ฉันทนไม่ได้ถ้ามีใครมาแตะของของฉัน” เขาบอกออกมาตรงๆ แต่น้ำเสียงก็ยังเป็นโทนเดิม ไม่ได้แสดงความโกรธมากเป็นพิเศษ

“ถ้างั้น...ฉันเองก็ชอบความสมบูรณ์แบบเหมือนกัน ฉันทนไม่ได้ที่จะเห็นห้องรก” ฉันเถียงกลับไป

ยูออนมีสีหน้าจำยอม เหมือนไม่อยากพูดเรื่องนี้ต่อแล้ว เขาเปลี่ยนไปถามอีกเรื่องแทน

“...เธอมาที่นี่ทำไม มีอะไรอยากคุยอย่างนั้นหรือ”

ที่จริง...เจตนาแรกที่ฉันมาที่นี่ก็เพื่อจะบอกขอบคุณหมอนี่ แต่ถือว่าฉันทำความสะอาดห้องให้เขาแทนการขอบคุณไปเลยก็แล้วกัน

“นายกำลังพยายามบอกฉันว่า ฉันมาที่นี่ไม่ได้ถ้าไม่มีอะไรมารายงานนายใช่ไหม”

ฉันลองตั้งแง่แหย่เขาดู ...ก็หมอนี่ชอบคิดอะไรเป็นเหตุเป็นผลเสมอเลยนี่นา

“ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้น” ยูออนปฏิเสธ ดูเหมือนเขาค่อนข้างอาย...เหมือนไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี

ฉันเลยยื่นมือช่วยเขาสักหน่อย...ฉันหมายถึง ยื่นมือจริงๆ

“จริงสิ... นี่ของนายหรือเปล่า”

บนฝ่ามือของฉันที่ยื่นมาออกข้างหน้ามีพวงกุญแจที่มีตัวการ์ตูนรูปร่างคล้ายขนมสายไหมติดอยู่

ยูออนมีสีหน้าตกใจอย่างปิดไม่มิด

“เธอเจอมันที่ไหน” เขาถาม น้ำเสียงฟังคาดคั้นกว่าเดิมเล็กน้อย

“ฉันเจอมันตอนกำลังทำความสะอาดพื้น มันแอบอยู่ใต้กองเอกสาร”

“อะ...เอาคืนมา!

พร้อมกันนั้นเขาก็รีบเอื้อมมือมาหยิบฉับคว้าพวงกุญแจไป

ปฏิกิริยาแบบนี้นี่มันอะไรกัน ฉันไม่เคยเห็นเขาดูงุ่มง่ามเหมือนไม่เป็นตัวของตัวเองอย่างนี้มาก่อนเลย

“นั่นคือพวกกุญแจมิสเตอร์พัฟฟี่ใช่ไหม”

“เธอรู้จัก...?

“ก็แหงสิ ฉันต้องรู้อยู่แล้ว มิสเตอร์พัฟฟี่เป็นมาสคอตที่เป็นที่นิยมออกนี่นา เหมือนกับที่ถ้าพูดถึง Imaginary Realm ในสมัยนี้ก็ไม่มีใครไม่รู้จักไง”

Imaginary Realm? มันคืออะไร”

“นายไปหลบอยู่ใต้หินอะไรมา มันเป็นชื่อรายการที่ดังมากเลยนะ!

ไม่อยากเชื่อเลยจริงๆ ว่าจะมีคนไม่รู้จัก Imaginary Realm ด้วย ฉันเป็นแฟนตัวยงของรายการนี้เลยล่ะ

“ฉันไม่รู้ว่าเธอกำลังพูดเรื่องอะไร” ยูออนบอกอย่างเฉยชา “ฉันไม่เคยดูโทรทัศน์หรือภาพยนตร์เพื่อจุดประสงค์ด้านความบันเทิง”

“นี่นายพูดจริง?

“ฉันไม่สนใจความบันเทิง เลยไม่ไปยุ่งกับมัน”

ฉันรู้ว่าเคยพูดไปแล้ว แต่...

ฉันไม่เข้าใจหมอนี่รวมทั้งตรรกะบิดเบี้ยวของเขาเอาเสียเลย ให้ตายสิ

ถึงนายอาจจะไม่คิดจะดูทีวีเพื่อความบันเทิง แต่ถ้าได้ดูทีวีแล้ว...ไม่ว่าจะดูรายการที่มีสาระสักแค่ไหน...ยังไงก็ต้องได้รับความบันเทิงกลับไปบ้างแน่นอน

อย่ามาทำเป็นผู้สูงส่งปฏิเสธว่าไม่สนใจความบันเทิงเสียให้ยากเลย ฉันไม่เชื่อหรอกว่านายเป็นพวกตายด้านไร้อารมณ์จริงๆ

“อย่างไรก็ตาม... ฉันคงต้องขอบคุณเธอ”

เมื่อยูออนเอ่ยคำนั้นออกมา ความรู้สึกอยากเถียงเขากลับก็คลายลง ฉันเลือกถามอะไรที่ดูเป็นการหาเรื่องน้อยลงไปว่า

“นายขอบคุณที่ฉันช่วยทำความสะอาดห้องให้ หรือว่าขอบคุณที่ฉันหาพวงกุญแจแสนสำคัญของนายเจอล่ะ”

“รวมกันทั้งสองอย่างแหละ ...ฉันว่า” เด็กหนุ่มเชิดหน้าขึ้น หลับตาลงเล็กน้อยขณะตอบ เหมือนเขาไม่อยากพูดขอบคุณอีกครั้ง

พอได้เห็นด้านนี้ของเขาทำแล้วฉันมีความสุขขึ้นมาเล็กน้อย

ถ้าหากว่าเขาสามารถพูดออกมาให้ตรงกับใจได้มากกว่านี้อีกหน่อยคงดีทีเดียว

หลังจากนั้นฉันก็ขอตัวไปฝึกพลังจิตแล้วกลับบ้านไปพัก

 

วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน

ฉันมาโรงเรียนด้วยความรู้สึกสดชื่นอย่างยิ่ง คงเป็นเพราะเมื่อวานมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้น และการฝึกพลังจิตในตอนเย็นก็ให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ

เนื่องจากยังพอมีเวลาเหลือ ฉันเลยว่าจะไปพิมพ์งานที่ค้างอยู่ที่ห้องคอมเสียหน่อย แต่เมื่อไปถึงที่นั่นจริง ฉันก็ชักสงสัยว่าคิดถูกหรือผิดที่มาที่นี่

ฉันเริ่มตั้งแง่อย่างเป็นทางการแล้วว่าห้องคอมนี้เป็นพื้นที่อันตรายเพราะการคงอยู่ของ...นายคนหัวกระเซิงมัดผมจุกที่นั่งสวมหูฟังพิงเก้าอี้ฟังเพลงอย่างสบายใจเฉิบอยู่ในห้อง

อาน่อนหันมามองฉันทันทีที่ฉันนั่งลงที่โต๊ะตัวถัดจากเขา มันช่วยไม่ได้...ไม่มีคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นที่ใช้ได้เลย

“เธอยังโกรธฉันอยู่เหรอ” เด็กหนุ่มถาม เขาคงสังเกตเห็นว่าฉันหงุดหงิดอยู่

ฉันไม่ตอบ กลับถามไปอีกเรื่อง

“นี่นายเบื่อหรือว่าอะไร ทำไมฉันถึงต้องเจอนายที่นี่เป็นประจำเลย”

“ก็เป็นเรื่องปรกติไม่ใช่เหรอ” อาน่อนพูดเสียงเรื่อยๆ เอนหลังมองจอมอนิเตอร์ไปพลางๆ “เทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดเวลาที่ต้องการรวบรวมข้อมูล”

“นั่นไม่ใช่สิ่งที่ฉันต้องการจะบอก ฉันกำลังถามว่า...ทำไมนายต้องมาหาข้อมูลที่นี่แต่แรกด้วยล่ะ” แล้วอีกอย่างตอนนี้อีกฝ่ายก็ดูเหมือนไม่ได้กำลังหาข้อมูลอยู่ด้วย

“โอ้ นั่นเป็นคำถามที่ดีทีเดียว” เขาออกอุทานก่อนอธิบายว่า “ข้อมูลคืออำนาจ ในสงครามมันจะเป็นประโยชน์มากถ้าเธอถือครองข้อมูลมากกว่าฝ่ายตรงข้าม”

“นายกำลังทำสงครามกับใครบางคนอยู่เหรอ” ถ้าไม่ใช่ฉันว่าเขาคงเล่นเกมมากเกินไป

อาน่อนหยีตา หยักริมฝีปาก ทำหน้าทะเล้น ตอบว่า

“เปล่าหรอก ภายนอกฉันอาจดูเป็นอย่างนี้ แต่ที่จริงฉันสนับสนุนความรักและสันติภาพนะ”

“นายต้องการจะสื่อว่า?

“ฉันก็แค่สนุกกับการขุดคุ้ยข้อมูลที่ไม่มีใครรู้เท่านั้นเอง” เด็กหนุ่มยิ้มทีเล่นทีจริง

“นั่นฟังดูไม่ต่างจากคนที่เห็นการขุดคุ้ยเรื่องส่วนตัวของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ได้อนุญาตเป็นเรื่องสนุกเลยนะ” ฉันลองเปลี่ยนคำพูดใหม่

“ฉันไม่ปฏิเสธหรอก นั่นแหละส่วนที่สนุกล่ะ”

ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี...

“ว้าว! ใจเย็นสิ! อย่าเพิ่งรีบเดือดไป...”

อาน่อนทำมือพัดๆ คงหวังจะทำให้อุณหภูมิของฉันเย็นลง

“ก็เหมือนกับอำนาจทุกอย่างในโลกนั่นแหละ ฉันสามารถใช้ความสามารถของฉันในทางที่ดีได้” เขาบอกเสียงใสเปี่ยมความเชื่อมั่น

แต่ฉันก็ไม่นึกอยากตื่นเต้นตามเขาไปด้วยแม้แต่น้อย

“ตัวอย่างเช่น?

“ขอคิดเดี๋ยวนะ...”

อาน่อนเอามือจับปลายคาง ทำท่าใช้ความคิดสักพัก

“...สาวสวยผมดำในชุดดำคนหนึ่งกำลังมองหาข้อมูล แต่เธอไม่รู้จะเริ่มต้นที่ไหน เธอก็สามารถมาหาฉันได้ทุกเมื่อ”

นั่นเขาหมายถึงฉันชัดๆ

“ฉันสามารถช่วยเธอได้ทุกเรื่องที่เธออยากรู้” เด็กหนุ่มโฆษณาตัวเองต่อ

“ฉันไม่แน่ใจนักว่าฉันสามารถไว้ใจนายได้” ฉันบอกเขาตรงๆ

“ไม่ต้องห่วงไป เมื่อเธอคิดว่าไว้ใจฉันได้แล้วก็ค่อยมาหาฉันก็ได้” อาน่อนว่า “ฉันเชื่อว่าวันหนึ่งเธอจะเห็นว่าโดยเนื้อแท้แล้วฉันเป็นคนดี”

ฉันหรี่ตาลง หยักยิ้ม “นายหมายถึงคนดีแค่เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์...”

“โอ๊ย! เจ็บจริง”

เขาทำท่าเหมือนโดนกระสุนยิงเข้ากลางใจที่ฉันไม่เชื่อแม้แต่น้อยว่าเขาจะเจ็บจริงๆ แต่ก็รู้สึกสะใจอยู่เหมือนกัน

 

“สวัสดี เอสซี่!

“ดีจ้ะ โอเร!

ฉันเจอเด็กหนุ่มชุดขาวในระหว่างช่วงพักกลางวัน ไหนๆ ฉันก็กินข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว แวะสนทนากับโอเรเสียหน่อยคงไม่เสียหาย เราพากันเดินไปที่ระเบียงเพื่อผึ่งลมชมท้องฟ้าไปด้วยเช่นเดิม

“เป็นไงบ้างล่ะวันนี้”

“ค่อนข้างดีทีเดียว”

วันนี้ฉันรู้สึกสนุกกับเนื้อหาของบทเรียน แล้วก็ใช้เวลาช่วงเช้าก่อนเข้าเรียนทำการบ้านเสร็จไปอีกอย่าง ถ้าไม่นับว่าต้องเสียเวลากับอาน่อนไปบ้างทุกอย่างก็ถือว่าไปได้สวยอย่างที่บอก

“เธอดูมีความสุขดีนะ” โอเรแสดงความเห็น

“ก็... ในที่สุดฉันก็เริ่มคุ้นกับโรงเรียนนี้แล้วล่ะ” ฉันบอกเขา “ต้องยอมรับละนะว่า ฉันย้ายมาที่นี่ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ปรกตินัก ดังนั้นก็รู้สึกเครียดอยู่บ้างเป็นธรรมดา แต่นั่นมันก็แค่เรื่องก่อนหน้านี้ พอฉันกลับมาคิดอีกที ฉันไม่ได้รู้สึกแย่อะไรขนาดนั้นแล้ว แล้วฉันก็ได้พบคนดีๆ อย่างโอเรด้วย”

ฉันยิ้มให้เขาจากใจจริง

“เอสซี่...” โอเรเอ่ย “ผมน่าจะเป็นคนที่พูดประโยคนั้นมากกว่านะ ก่อนที่เธอจะมาที่นี่น่ะ ผมรู้สึกสิ้นหวังมากเลย แต่ละวันดูจะยาวนานมาก...นานเหมือนกับว่ามันจะเป็นเช่นนี้ไปตลอดกาล แต่ในท้ายที่สุด ผมก็มีสิ่งที่ทำให้ผมต้องตั้งตารอคอยในแต่ละวันแล้วล่ะ”

โอเรยิ้มให้ฉันด้วยเช่นกัน แต่รอยยิ้มของเขาดูเศร้าๆ อยู่บ้าง

“ฉันค่อนข้างแปลกใจนะนี่” ฉันบอก “โอเรเป็นคนดีจะตาย แล้วฉันชอบคุยเล่นกับนายมากเลย ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่าคนดีๆ อย่างนายจะไม่มีเพื่อนเลยสักคน”

เด็กหนุ่มเพียงยิ้มเจื่อนๆ ไม่กล่าวตอบอะไร เหมือนเขาไม่อยากเล่าถึงสาเหตุ

“เอาอย่างนี้ดีไหม” ฉันปริ๊งไอเดียขึ้นมาอย่างหนึ่ง “นายบอกเบอร์มือถือของนายมาสิ!

“มือ...ถือ...?” โอเรทำท่าแบสลับกับกำมืออย่างงงๆ

“นี่นายไม่มีมือถืองั้นเหรอ” ฉันตกใจนะนี่

“มันคืออะไร”

ไม่คิดมาก่อนเลยว่าจะมีคนในยุคนี้ที่ไม่รู้ว่ามือถือคืออะไร

“มือถือก็คือโทรศัพท์ไร้สายที่เราสามารถพกติดต่อไปในที่ต่างๆ ด้วยได้ มันเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้นายโทรหาคนอื่นได้ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหน” ฉันพยายามหาคำง่ายๆ มาอธิบายตามที่เข้าใจ

“อ้อ... มันคือเจ้าสิ่งที่คนชอบถือไปไหนต่อไหนด้วยนั่นเอง...ใช่ไหม”

โชคยังดีที่ดูเหมือนโอเรจะเคยเห็นมือถืออยู่

“ใช่แล้ว นั่นล่ะมือถือ” ฉันบอก “นายน่าจะลองหามาใช้โดยเร็วนะ”

“ผมขอโทษ” เด็กหนุ่มก้มหน้างุด

“เอาเถอะ”

ฉันถอนหายใจเบาๆ เมื่อกี้เหมือนฉันจะใช้อารมณ์พูดกับเขามากไปหน่อย ที่จริงโอเรก็ไม่ได้ผิดอะไรนี่นา ฉันเคยเจอเด็กบางคนเหมือนกันที่ทางบ้านไม่อนุญาตให้ใช้มือถือ ฉันคงผิดเองที่ชอบเหมารวมทุกคนว่าเป็นอย่างตัวเองไป

“ถึงฉันคงไม่สามารถโทรหานายได้ทุกเวลาอย่างที่ในตอนนี้ แต่ก็ไม่เป็นไร ฉันจะมาหานายบ่อยๆ แล้วกัน แบบนี้นายจะได้ไม่ต้องเหงาอีกต่อไปไง”

ฉันยิ้มกว้างพลางพูดแก้ตัวและให้กำลังใจ

“เอสซี่... ขอบคุณนะ”

โอเรดูตื้นตันอย่างยิ่ง

ฉันพอจะเห็นแล้วว่าทำไมโอเรถึงไม่มีเพื่อน เขามีบางอย่างที่แปลกและพิเศษต่างจากคนอื่นไป แต่ฉันก็คิดว่ายอมรับและเข้าใจความพิเศษของเขาได้อยู่

 

หลังเลิกเรียน

“เอสซี่” มิสอาเซียเรียกฉันไว้ก่อนออกจากห้อง

“มีอะไรหรือคะ”

“พรุ่งนี้ว่างหรือเปล่า ฉันอยากให้มาช่วยจัดแฟ้มนักเรียนหน่อยจ้ะ”

ฉันไม่ได้มีแผนการจะทำอะไรเป็นพิเศษในวันพรุ่งนี้ ถึงจะเสียดายวันหยุดอยู่บ้าง แต่ฉันก็ตอบตกลงไป

“ได้ค่ะ หนูจะช่วย”

“ขอบใจจ้ะ เจอกันพรุ่งนี้นะ”

หลังจากนั้นฉันก็ตั้งใจว่าจะตรงไปที่สวนเพกาซัสเพื่อไปฝึกเลย ทว่าพอเดินผ่านห้องทำงานของยูออนก็อดแวะเข้าไปดูไม่ได้

ตอนแรกฉันจะว่าจะแค่ไปชื่นชมผลงานของตัวเองและตรวจสอบดูว่ายูออนทำให้ห้องรกได้เท่าไหนในช่วงหนึ่งวันที่ผ่านมาเท่านั้น... ฉันไม่นึกว่าเขาจะอยู่ที่ห้องด้วย

หายากจริงๆ ที่เห็นเขาอยู่ที่นี่ เขาดูจะยุ่งอยู่ตลอด

“มีอะไรหรือเปล่า” ยูออนทักเมื่อเห็นฉัน

“เปล่า ไม่มีอะไรหรอก” ฉันตอบยิ้มๆ “ฉันแค่ผ่านมา เลยว่าจะแวะมาดูสักหน่อยน่ะ หวังว่านายคงชอบห้องสะอาดๆ นะ”

ยูออนตีหน้านิ่งเหมือนต้องการเลี่ยงที่จะพูดถึงประเด็นนี้

“อ้อใช่ ฉันว่าจะขอเบอร์มือถือนายไว้สำหรับติดต่อด้วย”

เป็นเพราะได้คุยกับโอเรในวันนี้ทำให้ฉันนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ ฉันลืมที่จะขอเบอร์เขามาหลายวันแล้ว

ยูออนบอกเบอร์โทรให้ฉัน แต่ก็เสริมว่าถ้าอยู่ที่โรงเรียนให้ส่งข้อความแล้วนัดพบคุยกันดีกว่าเพราะมันไม่เหมาะสมที่จะใช้มือถือเวลาเรียน ฉันตอบไปว่าเข้าใจ

“...การฝึกของเธอเป็นไงบ้าง” เขาถามต่ออีกเรื่อง

“ก็กำลังไปได้ด้วยดีนะ ฉันคิดว่า”

“เธอน่าจะเอาเวลาไปพักผ่อนแทนนะถ้ามีเวลาแวะมาที่นี่”

นี่เขาไม่อยากเจอหน้าฉันขนาดนั้นเลยหรือนี่...

ก็ได้ถ้าเป็นอย่างนั้น ฉันจะแกล้งเถลไถลอยู่ที่นี่แหละ

“นายก็รู้นี่...การนอนพักเฉยๆ ไม่ได้ช่วยอะไรช่วยในการฝึกจิตนักหรอก” ฉันพูดเปรยๆ ขณะเดินชมของตกแต่งในห้อง “บางครั้ง การสนทนาหรือทำกิจกรรมอย่างอื่นก็ช่วยลดความเครียดได้ดีกว่าเสียอีก...” แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นชุดตัวหมากรุกและกระดานที่อยู่ในตู้เข้าพอดี “...ในกรณีของการรับรู้นอกเหนือจากประกาศสัมผัสพื้นฐานด้วยแล้ว เกมกระดานก็ช่วยฝึกจิตได้ดีเช่นกัน”

“หมากรุกก็ด้วย?” ยูออนถาม

“ใช่ หมากรุกก็รวมด้วย” ฉันรับ “นายเคยบอกว่าชอบเล่นหมากรุกนี่นา”

“เธออยากแข่งกับฉันงั้นหรือ”

“ฉันก็มีฝีมือพอตัวอยู่เหมือนกันนะ หรือว่านายไม่เชื่อ” ฉันลองท้าย

ยูออนคลี่ยิ้มบาง...

“หวังว่าเธอคงไม่เสียใจในภายหลังแล้วกัน”



 

“รุกฆาต”

รอยยิ้มกริ่มของผู้ชนะประดับอยู่บนใบหน้าที่มักจะเย็นชาเสมอของยูออน พร้อมกับที่เขาเคลื่อนไนท์ของเขามาอยู่ในตำแหน่งบุกคิง*ของฉัน

“ไม่นะ อีกแล้วเหรอนี่” ฉันโวยวายอย่างเศร้าสลด

นึกไม่ถึงเลยว่าหมอนี่จะเล่นหมากรุกได้เก่งขนาดนี้ แล้วเขาก็ดูจะอารมณ์ดีอย่างมากที่ได้กำจัดตัวหมากของฉันออกจากกระดานไปทีละตัว

“เธอก็ถือว่าเก่งในระดับผู้เล่นทั่วไป แต่...”

เว้นจังหวะให้อยากรู้ก่อนประกาศอย่างผู้มีชัยว่า

“ฉันเคยบอกหรือยังว่าฉันครองตำแหน่งแชมป์คนปัจจุบันในระดับมัธยมของประเทศอยู่”

รอยยิ้มของเขาในตอนนี้ยิ่งดูน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม... เขาเหมือนนักวางแผนเลือดเย็นที่รอคอยเหยื่อให้มาตกหลุมพรางที่เขาวางไว้อย่างสุขุมที่กำลังยินดีในชัยชนะ

“นี่นายไม่ได้ล้อเล่นใช่ไหม” ฉันไม่อยากเชื่อเลยจริงๆ

“รู้อย่างนี้แล้วก็จงยอมแพ้เสียเถอะ” ยูออนบอก

“ไม่มีทาง!” ฉันปฏิเสธทันควัน เรื่องอะไรฉันจะยอมกันเล่า

ฉันใช้เวลาที่เหลือในวันนั้นเล่นหมากรุกกับยูออน แล้วเขาก็ไม่ปรานีต่อฉันเลยสักนิด

ผลคะแนนสุดท้ายของฉันคือ ชนะ 0 แพ้ 3

เป็นการพ่ายแพ้ที่น่าอนาถอย่างยิ่ง

ถึงจะเจ็บใจแต่ก็ต้องยอมรับว่ามันคงเป็นเรื่องที่ช่วยอะไรไม่ได้ ไว้ฉันค่อยหาเกมใหม่ที่พอจะมีโอกาสชนะบ้างมาเล่นกับเขาแล้วกัน

แน่นอนว่าฉันก็ไม่ลืมที่จะแวะเป็นฝึกที่สวนเพกาซัสในวันนี้ด้วย แม้จะเสียเวลาป่วนยูออน (หรือโดนยูออนป่วน) ไปบ้าง แต่อย่างไรการฝึกก็ต้องดำเนินต่อไป

 

Writer’s Note: Imaginary Realm ที่เอ่ยถึงในตอนนี้คือชื่อเกมที่ Zeiva คนสร้างเกมทำไว้ก่อน X-note ซึ่งเป็นเกมคนละแนวกัน และสรุปแนวเรื่องได้ยากอยู่ เพราะคนเขียนเองก็ทราบไม่หมด การเอาชื่อนี้มาใส่เลยอาจถือว่าเป็นมุกเฉพาะไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาของเรื่องโดยตรง ดังนั้นก็ขอคงไว้เช่นนี้เพื่อเป็นการใช้เกียรติคนทำเกมและตัวเกมต้นฉบับ



* ในเกมหมากรุกถ้าหากคิงหรือพระราชาของฝ่ายไหนถูกกำจัดออกจากกระดานจะถือว่าฝ่ายนั้นแพ้ในทันที

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

59 ความคิดเห็น

  1. #42 p.t.dreamm (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2554 / 01:26
    ท่านเคจตอบเม้นต์ยาวน่ากลัวมาก (จริงๆ คือเขินมากค่ะ >///<")
     
    พออ่านเรื่องคำจำกัดความของ Last Boss แล้ว เหมือนสังหรณ์แปลกๆ ว่าเรื่องนี้มันต้องไม่ชอบมาพากลแหงๆ งือ...แต่หยกจะไม่พยายามเดาเรื่องแบบเป็นจริงเป็นจังล่ะ (อ้าว?) อยากจะอ่านไปเรื่อยๆ มากกว่า เพราะส่วนใหญ่ก็จะตกหลุมอยู่ดีค่ะ (ฮา) อีกอย่างหยกรู้สึกว่าพอเราพยายามที่จะคาดเดาตอนจบไป เหมือนอรรถรสในการอ่านมันจะลดลงยังไงไม่รู้ อธิบายยังไงดี? เหมือนบางครั้งจะมองข้ามความรู้สึกที่ตัวละครพยายามจะสื่อออกมาน่ะค่ะ ดังนั้น...ขอใช้ลางสังหรณ์ของผู้หญิงแก้ปมของเรื่องล่ะกัน แฮ่...จริงๆ คือเดาสุ่มนั่นเอง
     
    เรื่องเด็ก ม.ปลาย สงสัยคงเพราะหยกเริ่มแก่แล้ว เลยรู้สึกว่า ม.ต้น นี่มันเด็กจังเนอะ -__-" สรุปคือเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐานนั่นเอง แหะๆ
     
    ศัพท์พลังจิตหยกขอผ่านเลยค่ะ เพราะนอกจากตัวเองจะเป็นคนที่สื่อสารภาษาไทยได้กระจ่าง (ประชด) แล้ว ยังมีสกิลด้านปะกิดติดลบอีกด้วย!
     
    สมมติฐานหยกผิดไปเหรอ... **โวยวาย** แล้วให้เกิดอะไรขึ้นกับมิสอาเซียดีล่ะ งือ...(สรุปว่า ไงๆ ก็จะทำให้เกิดคดีให้ได้ชิมิ)
     
    สำหรับตัวละครทั้งสี่ หยกว่าเขียนจากความประทับใจดูเหมาะกะแฟนฟิคมากๆ เลย เรื่องดาวหิมะสีขาวนี่ต้องอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากโลกแน่ๆ เลยค่ะ (ฮา) แล้วโอเรก็มาเพื่อศึกษาวิวัฒนาการของมนุษย์โลก หรือมาเป็นสปายจับมนุษย์ไปทดลองดีล่ะ หรือว่าเป็นทูตเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีลับกัน? อ่า...ไปกันใหญ่แล้ว แต่จริงๆ บางทียูออนอาจจะเป็นสายสืบราชการลับ และอาน่อนอาจจะเป็นแอนดรอยด์ก็ได้นะ (ท่านเคจคะ หยกยังไม่ได้บ้านะคะ)
     
    ท้าย (ส่วน) นี้...รูปสวนเพกาซัสสวยมาก!! ((*o*)) เหมือนมีหลายสีกว่าโทนฉากอื่นๆ ของเรื่อง เปิดไปดูแล้วชอบมาก ^-^b
     
    #2.2
    อาน่อนไม่ได้ลามกนะ อารมณ์ขันต่างหากล่ะ...อย่าว่ากันๆ (ไม่ค่อยเข้าข้างเล้ย) แต่ลามก 100% กะ คนดี 70% นี่แอบน่าสงสารมาก เอสซี่ใจร้ายอย่างที่สุด
     
    อ่านตอนนี้แล้วอิมเมจโอเรเหมือนเจ้าชายขี้เหงามากๆ เลยค่ะ ถ้าเป็นนิยายรักคงจะเป็นพระรองที่มีแฟนคลับคอยลุ้นคอยเชียร์อยู่ไม่ขาดแน่ๆ 
     
    ยูออนจริงจังกับชีวิตมาก แต่ภาพยิ้มตอนเล่นหมากรุกนั่น เทคะแนนแม่ยกให้เลย หยกแพ้ผู้ชายที่ถือตัวหมากน่ะคะ เหอๆ 
     
    ชายผมแดงคนนั้นเป็นใคร? หายหน้าไปเลย...หรือสวนเพกาซัสมันจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไร? งือ...ตอนนี้มันนิ่งๆ แต่ถ้าตามที่ท่านเคจบอก เหมือนจะซ้อนปมอะไรไว้รึเปล่า อ่า...ที่จับใจความได้ คือรู้จักแต่ละคนมากขึ้นเท่านั้นเอง
     
    แฮ่...รอตอนต่อไป ^^
     
    คำผิดจ้า >>>
    "ก็มีอยู่เท่าที่เห้น" - เห็น
    รายละเอียดในบทความเกี่ยวกับสัมผัสพิเศษพวกนี่ก็น่าสนใจทีเดียว - พวกนี้
    ดูเหมือนว่าฉันจะไม่มีพรสรรค์ทางด้านนี้ - สวรรค์
    แต่ถ้าได้อยู่ทีวีแล้ว - ดู


    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 28 ธันวาคม 2554 / 01:27
    #42
    0