X-note : Mix End

ตอนที่ 22 : บทที่ 5 ไม่ประสานกัน -- 5 - ปัจจุบัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 265
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    4 มี.ค. 55

5 - ปัจจุบัน

“เอสซี่ แม่มีงานบางอย่างที่ต้องทำ” หญิงสาวถาม “หนูช่วยอยู่เป็นเพื่อนเอ็กซ์ตอนที่แม่ไม่อยู่หน่อยได้ไหมจ๊ะ”

“ได้ค่ะ” เด็กหญิงตัวน้อยรับ

“ดีจ้ะ” คนเป็นแม่ชม “แล้วเจอกันนะ”

หลังจากที่เธอจากไปแล้วเด็กหญิงก็หันมามองเด็กชายอีกคน

“เฮ่!” เธอเรียกเขา “เธออยากเล่นอะไรไหม”

“...”

“ปรกติเธอทำอะไรเวลาที่เบื่อเหรอ”

“...”

“เอ่อ... ฉันจะเล่นชงกาแฟนะ เธออยากลองดูไหม”

“...”

“เฮ่!!

เด็กหญิงขึ้นเสียงจนเด็กชายตกใจ

“ฉันไม่เคยได้ยินเธอพูดอะไรกับฉันเลย” เธอทำหน้ามุ่ย “พอกันที! คุยกับกำแพงยังสนุกกว่าคุยกับเธอเลย!

เด็กชายฟังแล้วสงสัย จึงเปิดปากพูดกับเธอเป็นครั้งแรกว่า

“เธอคุยกับกำแพงยังไง ทำให้ฉันดูหน่อยได้ไหม”

“เอ่อ... ก็...ฉันทำมันเวลาที่ฉันไม่มีใครคุยด้วย”

“ทำไมเธอต้องมีใครคุยด้วยด้วยล่ะ”

“ก็เห็นชัดอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ” เด็กหญิงกลับมาพูดเสียงดังอีกครั้ง “ในนี้มันเหงาจะตายไป!

“แล้วการคุยกับกำแพงทำให้เธอรู้สึกเหงาน้อยลงเหรอ”

เด็กหญิงครุ่นคิดแล้วตอบว่า

“...เปล่า”

“ถ้างั้น การคุยกับกำแพงจะสนุกกว่าคุยกับฉันได้ไง”

“เพราะว่ากำแพงไม่ทำให้ฉันเสียใจน่ะสิ!” เธอโวยวาย “แต่เธอ... เธอรู้แต่วิธีจะทำให้ฉันเสียใจ!

เด็กชายไม่ได้พูดอะไรตอบกลับมาอีก

 

ตื่นขึ้นมาพบว่าเป็นตอนเย็น นี่ฉันคงเผลอหลับไปทั้งน้ำตาในช่วงบ่าย

ว่าแต่ทำไมกัน... ทำไมฉันถึงฝันเกี่ยวกับเขาอีกแล้ว... ฉันบอกลาเขาไปแล้วนี่

ฉันคิดว่าฉันปล่อยมันไปได้แล้ว

พอทบทวนความฝันที่เกิดขึ้นแล้วก็อยากร้องไห้อีกครั้ง

เขารู้แต่วิธีที่จะทำให้ฉันเสียใจจริงๆ ใช่ไหม

...

เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องมานั่งเสียใจอย่างไม่มีที่สุดสิ้นแบบนี้อีกต่อไป ฉันจำเป็นต้องเข้าใจทุกอย่างอย่างถ่องแท้ จึงกลับมาพิจารณาเรียบเรียงสิ่งที่เกิดขึ้นอีกครั้ง

ความทรงจำที่เก่าสุดของอาน่อนที่ฉันเห็นคือเหตุการณ์ช่วงสงคราม สิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะกระทบกระเทือนจิตใจของเขามาก และจากการสันนิษฐานที่แม่เคยบอกไว้ใน X-note นั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้พลังเขาตื่นขึ้นมา

อาน่อนถูกย้ายไปที่สถาบัน ถ้าไม่นับนิสัยที่ชอบเก็บตัวครุ่นคิดเพียงลำพัง ชอบสงสัยอะไรแปลกๆ เกี่ยวกับชีวิตและความตาย และแทบไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดแล้ว เขาก็ดูจะมีชีวิตที่ปรกติดี

เด็กคนอื่นไม่เข้าใจเขา แม้แต่ฉันในตอนนั้นก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงเอาแต่เงียบและถามอะไรแปลกๆ แล้วเขาก็เป็นที่อิจฉาของเด็กธรรมดาที่ได้รับการดูแลที่ต่างออกไป เด็กพวกนั้นรุมทำร้ายเขา แต่เขาก็ไม่ตอบโต้ เขาแทบจะไม่คิดว่าชีวิตของเขาเองมีค่าด้วยซ้ำ

หลังจากนั้นก็เกิดเรื่องขึ้น มีอะไรบางอย่างที่ทำให้เด็กที่อยู่รอบๆ ตัวเขาเสียชีวิตทั้งหมด โอเรน่าจะเป็นเหยื่อในเหตุการณ์นั้นด้วย มีคนกล่าวหาว่าเขาเป็นต้นเหตุ หาว่าเขาเป็นสัตว์ประหลาด แล้วตอนนั้นเขารู้สึกอย่างไรกันแน่ล่ะ

ความรู้สึกในตอนนั้น... เหมือนจะมีความเสียใจที่เขาช่วยใครไว้ไม่ได้ มีแต่ทำร้ายคนอื่น ความสำนึกผิด ความเจ็บปวดรวดร้าวทรมานแสนสาหัส ความบ้าคลั่ง ความเกลียดชังตัวเอง และความกลวงเปล่า... นั่นคือเท่าที่ฉันจะสรุปได้จากประสบการณ์ตอนอ่านความทรงจำ

มันเป็นความรู้สึกที่รุนแรงจนฉันทนรับไม่ไหวในตอนนั้น แต่ก็... ถ้าเป็นแบบนั้น ฉันก็บอกได้ว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะทำ และที่อาน่อนบอกว่าเขาสูญเสียความสามารถในการรับรู้ความรู้สึกต่างๆ ไปแล้วคงเป็นเพียงเรื่องโกหก อย่างน้อยในตอนเด็กเขาก็คงยังรับรู้ได้อยู่

ประสาทสัมผัสรับรู้ความเจ็บปวดของกายภาพของเขาอาจจะผิดปรกติก็จริง ทว่าความรู้สึกอื่นนั้น...คนเรารู้รับได้ด้วยวิธีอื่นไม่ใช่หรือ แล้วก็ยังมีสิ่งที่เรียกว่าความเจ็บปวดทางใจอยู่ด้วย

เหตุการณ์หลังจากนั้น ฉันไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นแม้ฉันจะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยก็ตาม เหมือนแม่จะพาเขากับฉันหนีไปเพราะอะไรบางอย่าง แม่อาจจะต้องการปกป้องเขาก็ได้ แต่ก็เกิดเหตุกับรถที่เราใช้ แล้วแม่ก็จากไปเพราะเหตุนั้น

จากนั้น...ถ้าความฝันของฉันถูกต้อง เขาก็บอกว่าจะจบทุกสิ่งด้วยการจบชีวิตของเขาเองแล้วโดดลงแม่น้ำ ฟังจากบอกคำของอาน่อนก่อนหน้านี้ เขาโชคดีรอดชีวิตแต่ก็สูญเสียความทรงจำไป พวกพ่อค้าเร่ร่อนรับเขาไว้ในความดูแล

ฉันไม่แน่ใจว่าเพราะการสูญเสียความทรงจำทำให้บุคลิกของเขาเปลี่ยนไป แล้วกลายเป็นอาน่อนแบบที่ฉันรู้จักในทีแรกหรือเปล่า หรือว่านั่นจะเป็นแค่การเสแสร้งแสดงละคร

ทว่าเขาก็พยายามเรียกคืนความทรงจำของเขากลับมา แล้วมาจบลงที่เซ็น

ไม่รู้ว่าเขาค้นพบพลังของตัวเองและเปลี่ยนเป็นอาน่อนที่มีแววตากลวงเปล่าแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ถ้าให้ฉันเดาก็น่าจะเป็นตั้งแต่ที่เขาเจอซิด เหตุการณ์นั้นคงปลุกบุคลิกที่ซ่อนเร้นของเขาขึ้นมาพร้อมๆ กับพลังจิตที่เขามี

นึกย้อนถึงสถานการณ์จริงที่ฉันเผชิญร่วมกับเขาแล้ว... ฉันก็คิดว่าอาน่อนที่ร่าเริงทีเล่นทีจริงเป็นตัวตนที่เสแสร้ง เขามักออกอาการมากไปจนดูเกินจริง เหมือนเขากำลังพยายามเลียนแบบว่าปรกติคนอื่นทำอย่างไรกันแล้วลองทำตาม ส่วนที่ดูเป็นจริงที่สุดของเขากลับเป็นตอนที่เขาบอกว่า ไม่เข้าใจว่าทำไมฉันถึงไม่ดีใจที่ได้ชุดชั้นในเป็นของขวัญวันเกิด เพราะเขาไม่มีสามัญสำนึกเช่นคนทั่วไป มีแต่ความคิดที่พยายามตีความและเรียนรู้ทุกอย่างตามหลักเหตุผล

แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม... เขาก็กำลังพยายามเรียนรู้อยู่ไม่ใช่หรือ เขาพยายามที่จะเข้าใจว่าคนอื่นคิดหรือทำกันอย่างไร เพราะว่าตัวเขานั้นแตกต่าง แต่เขาผิดด้วยหรือที่แตกต่าง

ต่อให้ใส่หน้ากากเสแสร้งแสดงละครอยู่ นานเข้าก็ต้องมีความเข้าถึงหรือผูกพันกับบทบาทนั้นบ้าง อย่างเมื่อวานตอนที่ฉันพยายามทำให้ยูออนร่าเริงขึ้น ตอนที่วาดรูปอยู่นั่นฉันก็ลืมไปสนิทเลยว่ากำลังพยายามทำอะไร ฉันแค่สนุกไปกับสิ่งที่ทำอยู่ แม้เจตนาตอนแรกอาจไม่บริสุทธิ์แต่เมื่อได้ทำแล้วก็ลืมเลือนความตั้งใจเดิมไป

ฉันยัง...อยากที่จะเชื่อว่า อาน่อนก็สามารถรู้สึกแบบนั้นได้เช่นเดียวกับฉัน

แม้เขาจะเป็นเอ็กซ์จริง แต่เอ็กซ์ตอนเด็กก็ไม่ใช่คนเลวร้าย คนอื่นแค่ไม่เข้าใจและเอาแต่ทำร้ายเขาเท่านั้น

เอ็กซ์ตอนโต...หรืออาน่อนที่มีแววตากลวงเปล่านั้น เป็นอย่างไรกันแน่ฉันไม่ทราบ ฉันกลัวเขา แต่ก็อยากที่จะรู้จักและทำความเข้าใจเขามากกว่านี้

เมื่อได้ข้อสรุปนั้นแล้ว ฉันก็ได้แต่ร้องไห้ออกมา วันนี้ฉันพูดอะไรที่งี่เง่าออกไปโดยไม่คิดเอง ฉันชอบเอามุมมองของตัวเองไปตัดสินและตีความคนอื่นเสมอ ถึงฉันจะคิดว่าอยากจะเข้าใจเขา แต่ก็ไม่ได้พยายามทำอะไรเลย ฉันมีแต่กล่าวโทษคนอื่น ทั้งๆ ที่ฉันอาจเป็นคนทำให้เขาเสียใจยิ่งกว่าก็ได้

ฉันยังไม่อยากยอมแพ้ ฉันต้องค้นหาความจริง และทำให้เขาหันมาฟังคำพูดของฉัน

สิ่งเดียวที่อาน่อนปรารถนาก็คือการไขความทรงจำในอดีต... ฉันจำเรื่องราวช่วงนั้นได้เพียงน้อยนิดยิ่งกว่าเขา แต่ฉันรู้จักคนอีกคนที่น่าจะรู้ดี

ฉันจะไปถามเขา

 

“เอาละ ถึงแล้ว”

หลังรวบรวมของที่จำเป็นเสร็จ ฉันก็บุกมาถึงที่ระเบียงของสถาบันเซ็น

เวลานั้นเป็นช่วงหัวค่ำพอดี พระจันทร์กำลังฉายแสงส่องฟ้า

“โอเร ฉันจำได้แล้วล่ะที่เหตุการณ์สมัยก่อน ฉันเคยเจอนายที่นี่มาก่อนตอนสมัยเด็ก” ฉันระลึกถึงความฝันเมื่อไม่กี่คืนก่อน “ฉันนึกไม่ถึงเลยว่าการพบกันอีกครั้งของเราจะคล้ายกับตอนที่เรายังเป็นเด็ก ฉันกำลังหลงทางแล้วก็ถามทางจากเธอ”

“ใช่แล้ว ผมก็คิดว่าผมฝันไปตอนที่เห็นเธออีกครั้ง”

ฉันที่ตั้งใจจะพูดคนเดียวในทีแรก...สะดุ้งวูบและหันไปมองต้นเสียง

“มันเหมือนเดจาวูเลย”

เด็กหนุ่มชุดขาวที่นั่งอยู่ข้างๆ ยิ้มให้ฉัน ร่างของเขาดูซีดจางกว่าปรกติ คล้ายฉันสามารถมองทะลุผ่านเขาได้ในบางขณะ

“โอเร...?” แม้จะดีใจ แต่ฉันก็ยังไม่อยากเชื่อว่าอยู่ดีๆ เขาจะปรากฏตัวขึ้นมาแบบนี้

“ครับ?” โอเรเอียงคอถามอย่างน่าเอ็นดู

“นายหายไปไหนมา รู้ไหมฉันเป็นห่วงแทบแย่”

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน” เด็กหนุ่มกล่าว ดวงตาสีเทาฉายแววไม่แน่ใจ “แต่ผมคิดว่าเวลาของผมกำลังค่อยๆ หมดลงแล้ว”

“อย่าพูดอย่างนั้นสิ” ฉันรีบบอก “ยังไงตอนนี้นายก็อยู่ที่นี่แล้ว นายรักษาสัญญาเอาไว้นะ โอเร”

เขาหัวเราะแห้งๆ พลางยิ้มแหย

“ว่าแต่...” ฉันขึ้นต้น “นายจำทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตได้หรือเปล่า”

“ผมคิดว่าผมจำเรื่องส่วนใหญ่ได้” เขาตอบ “อย่างน้อยก็จนกระทั่งถึงเหตุการณ์ตอนนั้น”

“เหตุการณ์ตอนนั้น...? นายหมายถึง...วันที่นายตายใช่ไหม”

“ใช่” เขารับ

“บอกฉันหน่อยได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น”

“เรื่องมันซับซ้อนน่ะ” โอเรบอก ดวงตามีประกายเศร้ากว่าปรกติ

“โอเร” ฉันเรียกชื่อเขา “ฉันรู้ดีว่าเรื่องนี้อาจทำให้นายต้องเจ็บปวดหรือลำบากใจ แต่ฉันจำเป็นต้องรู้”

เขามองตาฉันอยู่เนิ่นนาน ก่อนค่อยๆ หลังออกจากระเบียงไปมองท้องฟ้า แล้วเปิดปากขึ้นว่า

“เขาพยายามจะปกป้องผม”

“ใครเหรอ”

“ซีรร์”

ชื่อที่เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรกทำให้ฉันแปลกใจ

“เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นเหรอ” ฉันเอ่ยถาม

“ผมจะเล่าให้ฟังตั้งแต่แรกเลยแล้วกัน” โอเรบอก

เขาหลับตาลง แล้วค่อยเริ่มเล่าเรื่องของเขาว่า

“ตอนที่ผมอายุได้เจ็ดขวบ ผมก็ถูกมาที่นี่ด้วยกันกับน้องชาย พวกเขาบอกว่าที่นี่เป็นสถานที่ที่สร้างมาเพื่อเรา...เด็กที่มีความสามารถพิเศษโดยเฉพาะ”

ที่นี่ที่เขาหมายถึงก็คือสถาบันเซ็นในอดีต...สถานทดลองวิจัยเกี่ยวกับเด็กที่มีพลังจิต

“อย่างไรก็ตาม ยูออนก็อยู่ที่นี่ได้ไม่นาน เขาถูกส่งกลับบ้านไปด้วยเหตุผลที่ผมเองก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก เมื่อเขาไม่อยู่แล้ว ผมก็รู้สึกเหงามาก...”

โอเรหันมามองฉันแล้วยิ้มให้

“เอสซี่ก็อยู่ด้วยนะ แต่เราก็ไม่ค่อยได้พบกันทั้งๆ อยู่ในที่เดียวกัน เพราะว่าพวกเขาห้ามไม่ได้เด็กผู้ชายเข้าไปเล่นในส่วนที่เป็นที่พักของเด็กผู้หญิง สำหรับพวกเด็กหญิงก็เช่นเดียวกัน เวลาอื่นนอกจากนั้นเราก็วุ่นวายอยู่กับการทำการทดสอบและตอบคำถามแปลกๆ ที่พวกผู้ใหญ่ถาม”

เรื่องพวกนี้ฉันพอจำได้อยู่บ้างเช่นกัน จึกพยักหน้ารับฟังไป

“ผมจำได้ว่าเอสซี่บ่นว่าที่นี่ไม่สนุกเลย แล้วก็ไม่ค่อยมีเด็กหญิงคนอื่นให้คุยด้วยเลยเหงา ผมเห็นด้วยกับเอสซี่ เพราะที่นี่ก็ไม่ค่อยมีเด็กผู้ชายเช่นกัน สถานที่ก็ดูใหญ่และโล่งมากไป แล้วเอสซี่ก็บอกว่า ถ้าผมไม่อยู่ด้วยแล้วเธอคงหลงทางแน่ๆ”

เขายิ้มกว้างขึ้น และฉันก็ยิ้มตามไปด้วย

“หลังจากนั้นไม่นาน เราก็ได้ข่าวว่าจะมีเด็กกลุ่มใหม่เข้ามาอยู่กับเรา เราดีใจที่จะมีเพื่อนเพิ่มขึ้น”

นั่นคงเป็น...กลุ่มเด็กที่ลอยล์ไปพบเข้า...

“แล้วผมก็เข้าไปทักเด็กคนหนึ่งในกลุ่มที่เพิ่งมาใหม่ ผมแนะนำตัวไปว่าชื่อโอเร แต่เด็กคนนั้นไม่ยอมพูดตอบ ผมคิดว่าเขาคงเหนื่อยเลยบอกให้เขาไปพักก่อน ห้องเราอยู่ติดกันนี่เอง ถ้าเขาต้องการความช่วยเหลืออะไร ก็มาถามผมได้เสมอ ผมบอกเขาไปอย่างนั้น”

เด็กที่โอเรเข้าไปทักคนนั้นคงไม่ใช่...

“เขาเป็นเด็กที่เงียบอย่างไม่น่าเชื่อ เขาไม่ยอมบอกชื่อผมเลยตอนที่ผมถาม แต่ผมก็สังเกตเห็นว่าทุกคนเรียกเขาว่าเอ็กซ์”

“...เอ็กซ์” แล้วความกลัวของฉันก็กลายเป็นจริง ใช่เขาจริงๆ ด้วย “นายรู้จักเขาเหรอ”

โอเรพยักหน้ารับ

“ช่วยบอกเรื่องเกี่ยวกับเขาเพิ่มหน่อยได้ไหม” ฉันขอร้อง

“ได้สิ” โอเรตกลง “ผมจะเล่าให้ฟังเท่าที่จำได้ ...อย่างไรเรื่องนี้ก็เกี่ยวกับเขาอยู่แล้ว”

ประโยคหลังนั้นยิ่งทำให้ฉันรู้สึกหวั่นใจ แต่ฉันก็นิ่งฟังเขาเล่าต่อ

“หลังจากนั้นผมก็ลองไปทักทายและเรียกเขาว่าเอ็กซ์ดูบ้าง เขายังคงไม่พูดอะไร ผมกล่าวขอโทษไป แล้วบอกว่าเพราะไม่รู้ชื่อจริงของเขาและได้ยินทุกคนเรียกเขาว่าเอ็กซ์เลยเรียกตาม ถ้าเขาไม่ชอบ ผมก็จะหยุดเรียกเขาแบบนั้น แต่เขาก็ยังไม่ยอมพูดอะไรอยู่ดี ผมเลยถามไปว่าเขาเกลียดผมหรือเปล่า ผมคิดว่าอยู่ที่นี่มันเหงามาก ดังนั้นผมเลยหวังว่าผมจะคุยกับเขาได้ ถ้าเขาคิดว่าผมน่ารำคาญ ผมก็จะไป”

ฟังแล้วฉันก็อดคิดชื่นชมโอเรไม่ได้ว่า เขานี่ช่างคิดถึงความรู้สึกของผู้อื่น แม้แต่เด็กแบบเอ็กซ์เขาก็พยายามเข้าหาด้วยความบริสุทธิ์ใจ

“สุดท้ายเขาก็บอกว่าเขาไม่ได้เกลียดผม” โอเรเล่าด้วยสีหน้าเปี่ยมความยินดี “ผมดีใจมากเลยที่ได้ยิน แต่ก็เผลอไปเรียกเขาว่าเอ็กซ์อีก จึงรีบขอโทษอีกครั้ง เขาบอกว่าไม่เป็นไร ทุกคนก็เรียกเขาอย่างนั้น แต่ผมก็ยังอยากรู้ชื่อจริงของเขาเลยคะยั้นคะยอถาม แล้วเขาก็ยอมบอกออกมาว่าทุกคนในหมู่บ้านที่เขาเคยอยู่เรียกเขาว่า ซีรร์”

“ซีรร์...” ฉันพึมพำชื่อนั้นเบาๆ

“ซีรร์เป็นเด็กที่แปลกมาก เขาพูดน้อยมาก และก็ดูจะครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา” เด็กหนุ่มบรรยาย “ผมต้องยอมรับว่าผมไม่เคยเจอใครอย่างเขามาก่อน ถึงอย่างนั้น ผมก็ดีใจมากที่เขาเริ่มเปิดรับผม”

คนอย่างอาน่อน...หรือเอ็กซ์...จะเปิดใจรับโอเรอย่างนั้นหรือ

ฉันพยายามใคร่ครวญถึงความเป็นไปได้... เมื่อคิดว่าพวกเขายังเด็กอยู่ แล้วโอเรก็ดูใสซื่อบริสุทธิ์และจริงใจกับทุกคนตลอดแม้ในเวลานี้ ถึงฉันจะไม่เคยเห็นภาพเขาในความทรงจำของอาน่อนเลยก็ตาม ก็ยังคิดว่าเรื่องนี้มีทางเป็นไปได้อยู่

“วันหนึ่งผมชวนเขาไปนั่งกินข้าวด้วยกัน” เสียงของโอเรที่พูดขึ้นต่อหลังหยุดไปครู่ดึงสติฉันให้กลับมารับฟัง “และเขาก็ยอมไปด้วย เขาคงสังเกตเห็นจากสีหน้าของผมเลยถามว่า ทำไมผมถึงดูดีใจมากเมื่อเขาตอบตกลง ผมบอกไปว่า เพราะว่าพอมีเขาอยู่ด้วยแล้วผมรู้สึกเหมือนมีน้องชายอีกคน เขาถามต่อถึงน้องชายของผม แล้วผมก็เล่าให้เขาฟังว่าน้องผมเป็นคนอย่างไร เขาถามว่าผมกับน้องชายสนิทกับมากหรือ ผมตอบว่าใช่ ผมรักน้องชายมาก เขาพูดว่ามันดีที่มีครอบครัว เขาไม่มีครอบครัว...”

เรื่องนี้ฉันรู้ ครอบครัวของเขาคงจากไปในสงคราม...

“ผมถามถึงเด็กคนอื่นที่มากับเขาว่า พวกนั้นไม่ใช่ครอบครัวหรือ เขาบอกว่า พวกเขาแค่มาจากหมู่บ้านเดียวกัน แต่ไม่มีใครสนิทกับเขา คนที่สนิทกับเขาตายไปหมดแล้ว ผมเสียใจที่ได้ยิน...” โอเรทำหน้าเศร้า “แล้วเขาก็ถามว่า เขาสามารถเป็นเพื่อนกับผมได้จริงๆ หรือ ผมว่าคำถามนั้นแปลกอยู่ แต่แน่นอนผมตอบไปว่า ได้อยู่แล้ว ไม่เห็นจะเป็นไร แล้วเขาก็บอกขอบคุณผมด้วย”

มนตร์เสน่ห์ของโอเรคงทำช่วยเยียวยาหัวใจของอีกฝ่ายได้จริงๆ

“มีอยู่วันหนึ่งเขาเห็นผมฉีดอินซูลินอยู่ที่ห้อง แล้วถามว่านั่นคืออะไร ผมอธิบายไปเท่าที่ผมรู้ ว่ามันช่วยให้ผมมีชีวิตอยู่ พูดถึงตรงนั้นเขาบอกว่าผมห้ามตายนะ ผมรับปากเขา หลังจากนั้นเขาก็ถามผมว่า ผมแน่ใจนะว่าผมจะไม่ตาย มนุษย์น่ะเปราะบางมาก พวกเขาตายกันง่ายมาก ผมแซวเขาไปว่า เขายังชอบพูดเรื่องแปลกๆ อยู่เหมือนเดิม แต่ก็ยังบอกเขาไปว่า ผมจะไม่ตายง่ายๆ หรอก ผมยังมีความฝันที่ผมอยากทำให้สำเร็จ”

โอเรพูดประโยคถัดมาด้วยน้ำเสียงที่แปลกไป...

ความฝันเหรอ... เขาถาม” เขาคงเลียนเสียงของเอ็กซ์หรือซีรร์ในตอนนั้นอยู่ “ผมเล่าถึงความฝันที่ว่าผมอยากเล่นโรลเลอร์สเก็ตให้เก่งและอยากกินพาร์เฟต์เยอะๆ ให้เขาฟัง เขาว่าฝันผมแปลกดี”

ความฝันของโอเรอาจฟังดูเป็นฝันแบบเด็กๆ ก็จริง... แต่ฉันรู้ดีว่าความฝันที่ฟังดูจะเป็นจริงง่ายๆ พวกนั้นสร้างความทรมานให้เขามากแค่ไหน

“มันอาจจะขรุขระอยู่บ้าง แต่เราก็ค่อยๆ ใกล้ชิดกันมากขึ้นทุกวัน” เด็กหนุ่มบอกพลางคลี่ยิ้มบาง แต่จากนั้นสีหน้าเขาก็เปลี่ยนไปเคร่งเครียดกว่าเก่า “และแล้วก็เกิดเรื่องขึ้น...”

“เรื่องอะไร...” ฉันกระซิบถามแผ่วเบา

“ผมเห็นว่าเขามีแผลเลือดออก ผมถามเขาไปว่ามีใครทำร้ายเขาหรือ เขาไม่ยอมตอบสักคำ แต่มีผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นคนดูแลพวกเราอธิบายให้ผมว่า เขาถูกรังแกโดยเด็กที่มาพร้อมกับเขา พวกนั้นเกลียดเขาที่ได้รับการดูแลที่ดีกว่า ดูเหมือนเธอคนนั้นจะเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นมาก เธอพึมพำว่าตัดสินใจผิดไปที่ให้เด็กคนอื่นอยู่ที่นี่ด้วย แล้วกำลังหาทางแก้ไขอยู่ เธอบอกให้ผมช่วยดูแลซีรร์ด้วย ระหว่างที่เธอหาทางจัดการเรื่องนี้ ผมก็รับปากกับเธอไป”

ผู้หญิงคนนั้นที่เขาพูดถึง...ฉันมีความรู้สึกว่าเธอน่าจะเป็นแม่ของฉันเอง

“อย่างไรก็ตาม การกลั่นแกล้งก็ไม่หยุดลง ที่จริงแล้ว มันรุนแรงขึ้นทุกวัน” โอเรบอกเสียงเศร้า

ฉันเข้าใจดี ฉันเคยเห็นภาพเหตุการณ์แบบนั้นในความทรงจำของอาน่อน

“แล้วผมก็ไปเห็นเขาถูกซ้อมในวันหนึ่ง เด็กพวกนั้นเอาแต่ต่อว่าเขา โดยที่เขาไม่ตอบโต้อะไรเลย ผมพยายามเข้าไปช่วยพูดแทนเขา บอกว่าที่เขาได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่าเป็นเพราะว่าเขามีพลังจิต พวกนั้นไม่เชื่อ ท้าว่าถ้าเขามีพลังจิตจริงทำไมถึงไม่ใช้มันป้องกันตัวเองล่ะ ผมถามไปว่า เขาเคยช่วยพวกนายไว้ไม่ใช่หรือ พวกนั้นบอกว่านั่นยิ่งทำให้เขาทำเป็นหยิ่ง ทำเหมือนว่าทุกคนติดค้างเขา พวกนั้นไม่ยอมฟังเหตุผลเลย แล้วก็เริ่มหันมาตีผมบ้าง...”

“อย่าบอกนะว่า...”

โอเรพูดต่อโดยไม่สนใจฉัน

“ในตอนนั้นเอง ซีรร์ที่รีบเข้ามาขวาง อย่าทำร้ายเขา! เขาบอก ฉันไม่สนใจว่าตัวเองจะเป็นอย่างไร แต่ห้ามพวกนายทำอะไรโอเร!

เสียงนั้นดังกึกก้อง ราวกับฉันกำลังได้ยินเสียงของเด็กอีกคนในเหตุการณ์นั้น



 

“แล้วเขาก็ปล่อยพลังของเขาออกมาโดยไม่รู้ตัว” โอเรเอ่ย “โชคร้ายที่มีรุนแรงเกินกว่าที่เขาจะควบคุมได้...”

เขาหลับตาลง ไม่ต้องบอกต่อฉันก็เดาได้แล้วว่าเรื่องเป็นอย่างไรต่อไป

“นั่นมัน...” ฉันค่อยๆ พูดออกมา “โหดร้ายเกินไปแล้ว”

โหดร้ายเหลือเกิน...

“เขาตั้งใจจะช่วยนาย แต่...”

...แต่เขากลับทำร้ายโอเรไปด้วย

เมื่อคิดว่าเรื่องมันกลายเป็นแบบนี้ไป ฉันก็อดรู้สึกเสียใจแทนโอเรและอาน่อนไม่ได้...

“...ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาหลังจากนั้น” โอเรบอกต่อ “เมื่อผมรู้สึกตัวอีกที ผมก็มาอยู่ที่นี่แล้ว”

เขาเอามือแตะราวระเบียง

“ผมพยายามทำความเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นจากการฟังคนที่มาคุยกันที่นี่” เด็กหนุ่มกล่าว “ดูเหมือนว่าผมจะตายจากอุบัติเหตุนั่น”

แล้วเขาก็สายหน้าช้าๆ

“ผมไม่รู้ว่าผ่านมากี่ปีแล้วตั้งแต่เหตุการณ์ในครั้งนั้น... หลายสิ่งเปลี่ยนไป...”

เสียงเขาช่างฟังหดหู่และเศร้าสร้อยยิ่งนัก

“บอกตามตรง ผมไม่รู้เลยว่าผมมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร” เขาบอกต่อ “ช่วงหลังมานี่ ผมรู้สึกว่าผมอาจหายตัวไปได้ทุกเมื่อโดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า”

เป็นคำพูดที่ฟังแล้วทำให้ใจกระตุก

“อย่าทำหน้าเศร้าอย่างนั้นสิ โอเร” ฉันพูดพร้อมแค่นยิ้ม “นายยังต้องรักษาสัญญากับฉันไว้ต่อไปนะ นายบอกว่านายจะกลับมาอีกนี่นา แล้วยูออนก็อยากเจอนายด้วยเหมือนกัน อ้อใช่ ฉันยังไม่ได้บอกนายเลยนี่นาว่าฉันเอาล็อกเก็ตไปให้เขาตามที่นายขอแล้ว”

“อย่างนั้นหรือ ขอบคุณนะ เอสซี่”

“ยูออนสงสัยว่าทำไมนายถึงไม่ยอมเอาไปคืนเขาด้วยตัวเอง” ฉันว่า “นายปรากฏตัวต่อหน้าเขาไม่ได้หรือ”

“ผมไม่รู้...” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสับสน “ที่จริง ผมคงกลัวน่ะ ผมฝากให้เธอเอาล็อกเก็ตไปให้เขาในตอนนั้นเพราะผมกลัวว่าผมจะไม่มีโอกาสอีก”

“ไม่เป็นไร ฉันจะชวนเขามาหานายที่นี่บ่อยๆ เดี๋ยวพวกนายต้องได้เจอกัน...” คำพูดของฉันเลือนหายไปกลางคัน เพราะนึกขึ้นมาได้ว่า ตอนนี้โรงเรียนถูกสั่งปิดแล้ว นั่นหมายถึงโอกาสที่ฉันกับยูออนจะได้มาเจอโอเรก็ลดลงไป

ฉันกำลังคิดอะไรอยู่นี่...

ไม่มีอะไรที่ฉันสามารถทำได้เลยหรือ...

คิดแล้วฉันก็ตัดสินใจเปลี่ยนมาพูดเรื่องสำคัญแทน

“นี่ โอเร” ฉันขึ้นต้น “นอกจากยูออนแล้ว ยังมีอีกคนที่ฉันอยากให้นายพบ”

“ใครเหรอ”

“อาน่อน...” เอ่ยแล้วก็รีบส่ายหน้าเปลี่ยนคำ “ไม่สิ ฉันหมายถึงซีรร์น่ะ”

โอเรโพล่งขึ้นทันทีว่า

“ซีรร์! เขายังมีชีวิตอยู่ที่นี่เหรอ”

“อื้ม” ฉันรับ “ที่จริงเขาอยู่ที่โรงเรียนนี้ด้วย ฉันว่านายอาจจะเคยเห็นเขาด้วยนะ”

“จริงเหรอ ผมเคยเห็นเขาที่ไหนเมื่อไหร่กัน”

“คนที่มาช่วยแบกฉันไปตอนที่ฉันล้มหมดสติเพราะไม่สบายน่ะ” ฉันย้อนนึกถึงเหตุการณ์ในตอนนั้น “จำได้ว่าเขาบอกว่า ได้ยินเสียงเรียกให้ช่วย แต่ฉันคิดว่าฉันไม่มีเสียงจะพูดเลยนะตอนนั้น น่าจะเป็นเสียงนายมากกว่าที่เขาได้ยิน”

“อย่างนั้นเหรอ” โอเรคลี่ยิ้มดีใจ “เป็นเขานี่เอง”

“เขาเห็นนายได้หรือเปล่า”

“ไม่รู้สิ ตอนนั้นผมกลัวน่ะ พอเห็นคนมาผมก็รีบไปซ่อนและแอบมองห่างๆ” เขาตอบอย่างอายๆ พลางเกาแก้ม

ได้ยินดังนั้นฉันก็หลุดยิ้ม โอเรอยู่ในสภาพอย่างนี้แล้วยังกลัวด้วยหรือว่าใครจะเห็นเขาเข้า

“แล้วซีรร์เป็นยังไงบ้างเหรอ” เด็กหนุ่มถามต่อ

ฉันเล่าเรื่องของอาน่อนให้เขาฟัง เปิดเผยให้โอเรรู้เรื่องราวทั้งหมดในคราวเดียว ถ้าจะเว้นไปก็มีแต่เรื่องที่ว่าอาน่อนได้ใช้พลังจิตสังหารซิดซึ่งเป็นพ่อของโอเร จากนั้นก็บอกเขาว่า

“ฉันจึงอยากให้นายช่วยพูดให้เขามีกำลังใจขึ้นมาหน่อย ฉันว่าลึกๆ แล้วเขาคงรู้สึกผิดต่อนายมาก ถึงแม้เขาอาจจะจำไม่ได้ก็ตาม”

“ได้สิ ผมก็อยากคุยกับเขาเหมือนกัน” โอเรรับปาก “แต่ว่านั่นก็หมายถึงถ้าผมมีโอกาสได้เจอเขานะ”

โอกาสอย่างนั้นหรือ... ฉันก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสพาเขามาพบโอเรได้สำเร็จไหม

“มีอีกเรื่องหนึ่งที่นายอาจยังไม่รู้” ฉันว่า “รัฐบาลสั่งปิดโรงเรียนแล้วนะ โอเร”

“ทำไมล่ะ พวกเขาจะปิดโรงเรียนไปทำไมกัน”

ฉันอธิบายเรื่องแผนการกดดันลอยล์คร่าวๆ ให้เขาฟัง ที่จริงฉันก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องในส่วนนี้นัก

“แล้วเธอจะทำยังไงต่อล่ะ เอสซี่” โอเรถาม

“สำหรับวันนี้...” ฉันเอ่ย คลี่ยิ้ม พลางเปิดกระเป๋า “ฉันจะอยู่ค้างที่นี่ล่ะ” แล้วก็เอาผ้าห่มออกมา

“ฮะ? เธอจะนอนที่นี่เหรอ แต่นี่มันระเบียงนะ” เด็กหนุ่มโวยวาย

“แล้วปรกตินายนอนที่ไหนล่ะ”

“ผมก็นอนที่นี่ละ” เขาถอนหายใจยอมรับ “แต่ว่านั่นก็เพราะผมไม่มีทางเลือกนี่นา”

“นายนอนที่ไหนฉันก็จะนอนที่นั่นด้วยล่ะ”

“ทำไม... เอสซี่ไม่กลับไปนอนบ้านเหรอ”

“ถึงกลับไปบ้านฉันก็คงนอนไม่หลับอยู่ดี” ฉันกางผ้าห่มคลุมไหล่เหมือนเป็นเสื้อคลุม “ฉันกลัวว่านายจะหายไปตอนที่ฉันไม่อยู่...หายไปโดยที่ฉันไม่รู้ตัวอีก”

ที่จริง...ตอนแรกฉันตั้งใจจะมานอนรอเขาทั้งคืน รอให้เขาปรากฏตัวแล้วถามทุกเรื่องที่อยากรู้ แต่ตอนนี้เขาก็อยู่ตรงหน้าฉัน และตอบคำถามของฉันทั้งหมดแล้ว ทว่าฉันกลับรู้สึกกลัวขึ้นมาจริงๆ ว่าฉันจะสูญเสียเขาไป

“ในตอนนี้...ฉันอยากลืมเรื่องทุกอย่างไปสักระยะ ทิ้งความวุ่นวายสับสนไว้เบื้องหลังไปก่อน ฉันไม่รู้จะทำอย่างไรจริงๆ ฉันเพียงแค่อยากอยู่กับนาย”

“เอสซี่...” เขาเรียกเสียงนุ่ม “แน่ใจจริงๆ เหรอว่าอยากละทิ้งทุกอย่างไปเพื่อผม ผมเห็นว่าเธอจริงจังกับเรื่องการสืบคดีมาตลอด แล้วเธอก็ตั้งใจจะช่วยยูออนกับซีรร์ไม่ใช่เหรอ”

“โอเร อย่าพูดถึงเรื่องพวกนั้นเลย เรื่องคดีและเรื่องของแม่น่ะเป็นเรื่องในอดีตที่ฉันพยายามจะค้นหา ส่วนเรื่องที่จะช่วยยูออนกับอาน่อนน่ะเป็นเรื่องอนาคตที่เดี๋ยวฉันจะไปจัดการ แต่ตอนนี้ฉันอยากอยู่กับปัจจุบันที่มีนายอยู่ ...เพราะต่อไปฉันอาจไม่มีโอกาสได้อยู่กับนายอีกแล้ว”

ฉันไม่อยากเอ่ยประโยคนั้นออกไปเลย...แต่ก็จำเป็นต้องพูด

ตอนที่นายหายตัวไปในวันนั้น... มันเจ็บปวดเหลือเกิน ฉันเคยคิดว่าเป็นเพราะฉันบีบนายให้รับรู้ถึงความจริงเกี่ยวกับตัวนายเองจึงทำให้นายหายไปด้วย ฉันเสียใจ แล้วก็พยายามออกตามหา ออกมาคุยกับนายที่นี่บ่อยๆ ทั้งๆ ที่นายก็ไม่อยู่ ฉันเคยคิดว่าตัวเองคงบ้าไปแล้ว ยึดติดกับอะไรก็ไม่รู้ แต่ตอนนี้ฉันก็อยู่ที่ข้างฉันแล้วนี่นา ดังนั้นฉันจึงอยากใช้เวลานี้ให้คุ้มค่า ฉันไม่รู้ว่านายจะอยู่ที่นี่อีกนานไหม แต่ฉันอยากอยู่ข้างนายจนวินาทีสุดท้าย”

“เอสซี่...”

“ตอนนี้ฉันไม่มีความคิดจะไปจัดการเรื่องอื่น ดังนั้นขอฉันอยู่ที่นี่ไปก่อนเถอะนะ โอเร”

“แต่ผมเป็นวิญญาณนะ” เขาพยายามทำหน้าตาแปลกๆ แต่ฉันคิดว่าใบหน้านั้นเหมือนเด็กกำลังจะร้องไห้มากกว่า “คนส่วนใหญ่คงหนีถ้าเจอวิญญาณตอนกลางคืน”

“ตอนที่ฉันเริ่มคุยกับนายมันก็ช่วงหัวค่ำแล้วนะ โอเร” ฉันทำหน้าดุเถียงเขา “แล้วที่คนส่วนใหญ่กลัว นั่นเป็นเพราะว่าเขาไม่รู้ต่างหาก ฉันจะไม่หนีหรอกถ้าวิญญาณหน้าตาน่ารักอย่างนาย”

ฉันเปลี่ยนมายิ้มหยีตา แล้วบอกต่อว่า

“อีกอย่าง ผีก็เคยเป็นมนุษย์ไม่ใช่เหรอ ฉันสงสัยว่าฉันจะกลายเป็นวิญญาณด้วยไหมถ้าหากว่าฉันตายไป”

“อย่า! เอสซี่! อย่าแม้แต่จะคิด...” โอเรรีบห้าม

“ไม่ต้องห่วง ฉันไม่ทำมันหรอก” ฉันแทรกแล้วเอามือตบอก “นี่เป็นชีวิตที่แม่ฉันมอบให้ ฉันไม่งี่เง่าถึงขนาดจะละทิ้งมันไป”

“ผมดีใจที่เธอคิดอย่างนั้น” เด็กหนุ่มบอก แล้วมองออกไปบนฟ้า “ผมลองคิดดูแล้ว... ผมใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อจะหนี ถึงอย่างนั้น ผมก็ดีใจที่ผมเกิดมาในโลกนี้”

มีจังหวะแห่งความเงียบเข้ามาแทรกครู่หนึ่ง ก่อนที่ฉันจะกลับมาที่คำถามเดิมว่า

“แล้วสรุปว่าฉันอยู่ที่นี่ในคืนนี้ได้นะ”

“ได้สิ” เขาพยักหน้าให้ฉัน แล้วกล่าว “ผมดีใจจริงๆ ที่เธอใส่ใจผมขนาดนี้ ยังไงก็ตาม ผมยังคงรู้สึกแย่เพราะว่าผมสร้างปัญหาให้เธอตั้งมากมาย ผมอยากเป็นพลังให้เธอ...”

“โอเร... แค่รู้ว่าเธอยังอยู่เคียงข้างฉันก็มากเกินพอแล้ว”

เพราะว่ามีเขาอยู่ฉันถึงเข้าใจเรื่องทุกอย่างได้ เพราะว่ามีเขาอยู่ฉันถึงรู้ว่าสิ่งที่ฉันเชื่อมาตลอดนั้นไม่ผิด เพราะว่ามีเขาอยู่ฉันถึงกำลังใจที่จะเดินหน้าต่อไป

โอเรยิ้มอ่อนโยน ก่อนบอก

“แต่ถ้าเอสซี่จะอยู่ที่นี่ ผมบอกไว้ก่อนนะว่า ผมชอบเอสซี่แบบปรกติที่ร่าเริงสดใสมากกว่า เอสซี่คนนั้นเป็นความหวังในชีวิตของผม ถ้าจะอยู่ที่นี่ด้วยกัน ผมว่าเราก็มาหาอะไรสนุกๆ ทำดีกว่า”

“ได้เลย” ฉันฉีกยิ้มกว้าง “ฉันเตรียมนี่มาด้วยแน่ะ” แล้วก็หยิบของอีกอย่างออกมาจากกระเป๋า

“หนังสือภาพเหรอ” โอเรมองเจ้าสิ่งนั้นด้วยดวงตาที่เป็นประกายสว่างขึ้น

“อื้ม ฉันคิดว่านายน่าจะชอบ เลยหยิบติดมาด้วย ที่จริงตั้งใจจะเอามาอ่านเล่นระหว่างรอนาย”

ว่าแล้วฉันก็ใช้ไฟฉายที่พกมาเปิดส่องดูหนังสือเล่มนั้น

“ฉันชอบหนังสือ โดยเฉพาะวรรณกรรมเยาวชน หนังสือภาพ และหนังสือสำหรับเด็ก” ฉันว่า “มองทีแรก มันอาจดูเรียบง่าย แต่มันก็ถ่ายทอดเรื่องราวที่งดงามและส่งต่อไปในแต่ละยุค อาจเป็นเพราะว่าความเรียบง่ายนั้นก็ได้ เรื่องเล่าเหล่านี้จึงสื่อถึงใจคนมากมาย มันทำให้ฉันรู้สึกว่าชีวิตที่สวยงามก็ไม่จำเป็นต้องซับซ้อนเสมอไป ในบางครั้งเราก็อาจจะมัวมองหารายละเอียดมากไปจนลืมมองภาพใหญ่”

ขณะที่พูดไปฉันก็นึกย้อนถึงตัวเอง ที่ผ่านมาฉันก็มัวแต่ตั้งหน้าตั้งหาจะค้นหาความจริงและไปให้ถึงจุดหมายจนลืมใส่ใจตัวเองและสนุกกับช่วงเวลาที่มี

พอได้มาคุยกับโอเรแล้ว ฉันค่อยรู้สึกสบายใจ และคิดเช่นนี้ขึ้นมาได้

“...ขอโทษนะที่ฉันพูดอะไรนอกเรื่องอยู่ตั้งนาน” ฉันคลี่ยิ้มอายๆ แล้วบอกเขา

“ไม่หรอก” โอเรส่ายหน้า “ผมชอบวิธีคิดของเธอ”

“ฉันคิดว่าคนส่วนใหญ่จะบอกว่ามันเป็นการไม่รู้จักโต”

“ไม่นะ ผมก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน” เด็กหนุ่มแย้ง “อาจเป็นเพราะผมถูกขังอยู่ในนี้มานานจนจิตใจผมของไม่ต่างไปจากของเด็กมากนักก็ได้ แต่ว่าไม่ว่ายังไงผมก็ยังชอบของที่เรียบง่าย”

“โอเร นายก็เหมือนหนังสือพวกนั้น... ดูเรียบง่าย แต่ก็บอกเล่าเรื่องราวที่งดงาม”

“ผมเคยเล่าเรื่องอะไรแบบนั้นด้วยเหรอ” เขาถามด้วยสีหน้าสงสัย

ฉันหัวเราะเบาๆ แล้วอธิบายไปว่า

“เปล่าหรอก ฉันไม่ได้หมายถึงเรื่องเล่าจริงๆ มันคือลักษณะนิสัยของนาย ความคิดของนาย... การคงอยู่ของนายบอกเล่าถึงเรื่องราวที่งดงาม”

โอเรหน้าแดงกว่าเดิม ทว่าฉันก็สังเกตเห็นว่าเขากำลังดูโปร่งใสขึ้นเรื่อยๆ ด้วย

“...ฉันจะจดจำนายไปตลอดชีวิต”

เมื่อเผลอพูดคำนั้นออกมา น้ำตาก็ไหลลงสู่แก้มฉันโดยไม่รู้ตัว

“ฉันขอโทษ” ฉันรีบบอกพร้อมเช็ดน้ำตา “ฉันบอกนายแล้วนี่นาว่าจะมาสนุกกัน งั้นมาอ่านหนังสือกันดีกว่านะ”

“แต่เอสซี่” เขาเรียก “ผมไม่แน่ใจนักว่าผมยังอ่านหนังสือได้อยู่หรือเปล่า ผมไม่ได้อ่านอะไรมานานแล้ว”

ฉันหลุดหัวเราะเล็กน้อย

“ไม่เป็นไร แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เดี๋ยวฉันสอนนายใหม่ก็ได้ หนังสือเล่มนี้ก็ง่ายอยู่ หรือจะให้ฉันอ่านให้นายฟังก็ได้นะ”

จากนั้น พวกเราก็อ่านหนังสือกันไปจนจบเล่ม โอเรใช้เวลารื้อฟื้นนิดหน่อยก็จำวิธีอ่านหนังสือได้ แต่ว่าเขาอยากให้ฉันอ่านให้ฟังมากกว่า และฉันก็ยอมทำตามที่เขาขอ

“นี่ก็เลยเที่ยงคืนแล้วล่ะ เอสซี่ ผมว่าควรถึงเวลานอนแล้ว”

“ก็ได้...”

ฉันหาตำแหน่งเหมาะๆ นั่งพิงกำแพงแล้วห่มผ้า

พอปิดไฟฉายแล้วระเบียงแห่งนี้ก็มีบรรยากาศวังเวงน่าขนลุกขึ้นมาทันที

โอเรนั่งอยู่ข้างฉัน แต่ฉันไม่สามารถสัมผัสถึงความอบอุ่นจากเขาได้ เขายังยืนยันด้วยว่าเขาไม่ต้องการผ้าห่ม

ฉันปิดตาลงอย่างไม่ค่อยเต็มใจเมื่อความเหนื่อยล้าเริ่มไล่ตามทัน

นานๆ ที ฉันจะลืมตาขึ้นมาเพื่อตรวจดูว่าเขายังอยู่ข้างๆ หรือไม่



 

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปกี่ชั่วโมงแล้วตอนที่ฉันเริ่มฝัน...

ฉันฝันถึงตัวเองในวัยเด็กที่กำลังหลงทางอยู่ในตึกที่ไหนสักแห่ง พลางครุ่นคิดถึงเด็กชายอีกคนที่เคยช่วยบอกทางฉันเสมอ ฉันไม่ได้เจอเขามานานแล้ว

การเดินหลงทางอย่างไร้จุดหมายกลายเป็นการเดินตามหาเด็กชายคนนั้นไป ฉันไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน ไม่รู้ว่าทำไมฉันถึงหาเขาไม่เจอ

ฉันร้องถามไปในความว่างเปล่าว่า เขาจะทิ้งฉันไว้ในที่แห่งนี้เพียงลำพังอย่างนั้นหรือ ฉันเหงาเหลือเกินเมื่อไม่มีเขาอยู่ด้วย

ได้โปรด... อย่าทิ้งฉันไว้ที่นี่คนเดียว...

ภาพในฝันเริ่มมืดลง ฉันได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ข้างหู

“เอสซี่ เธอหลับอยู่หรือเปล่า...”

ฉันครึ่งหลับครึ่งฝันอยู่ไม่ได้ตอบเสียงอันแสนคุ้นเคยนั้นไป

“เธอดูน่ารักจังตอนที่หลับ”

รู้สึกเหมือนมีสายลมพัดผ่านเส้นผมของฉัน สัมผัสนั้นเย็นอย่างน่าประหลาด

“ผมกำลังจะหายไป... มันคงถึงเวลาของผมแล้ว...”

สัมผัสเย็นนั้นเปลี่ยนมาแตะที่หน้า ฉันพยายามบังคับตัวเองให้ลืมตาแต่ทำไม่สำเร็จ

“เอสซี่... ผมไม่อยากจากไปเลย”

เสียงนี้...

“ตอนที่ผมรู้ว่าผมเล่นกีฬาไม่ได้ ผมพยายามที่สุดที่จะกล้ำกลืนมัน ตอนที่ผมรู้ว่าผมกินพาร์เฟต์ไม่ได้อีกแล้ว ผมก็อดทนกับมัน ตอนที่ผมรู้ว่าผมตาย ผมก็แค่ร้องไห้กับมัน”

...คำพูดนี้...

“แต่... ผมไม่อยากจากเธอไป เอสซี่! ผมสามารถทนกับอะไรก็ได้ทั้งนั้น... แต่ผมไม่คิดว่าผมจะทนได้ถ้าต้องปล่อยให้เธออยู่เพียงลำพัง...”

...เป็นของ...



 

“เอสซี่...”

“โอเร!” ฉันสะดุ้งตื่นขึ้น แล้วรีบเรียกเขา แล้วก็พบว่าเขาไม่ได้อยู่ข้างๆ ฉัน แต่กลับอยู่ตรงหน้า ใกล้กันนิดเดียว

“ผมอยู่นี่ เอสซี่!” โอเรบอก “เกิดอะไรขึ้นเหรอ”

“ฉันฝันว่านายหายไป...”

ทันทีที่พูดคำนั้นฉันก็เห็นตัวเขาค่อยๆ จางลงต่อหน้า

“โอเร นายกำลังจะหายไป!”

เด็กหนุ่มยิ้มเศร้า “...ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น คงถึงเวลาที่ผมต้องไปแล้ว”

ร่างกายเขากลายสภาพเป็นกึ่งโปรงใส

“ไม่!”

“เอสซี่... ผมจะไม่กล่าวคำบอกลา” เขาบอก “ดังนั้น อย่าร้องไห้ ผมไม่ได้บอกคุณหรือไงว่าผมชอบเอสซี่แบบปรกติมากกว่า เอสซี่คนที่ให้ความหวังในชีวิตกับผม”

“โอเร นายสัญญาไว้แล้วนะ...”

“เอสซี่ ผม...”

“โอเร...”

ฉันไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น

...โอเรหายไปแล้ว

“โอเร!!”

แม้กรีดร้องออกไปสุดเสียง แต่เขาก็ยังไม่กลับมา

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

59 ความคิดเห็น

  1. #53 ~ล่องลอย~ (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2555 / 21:29

    ดราม่าจัง TT

    #53
    0