X-note : Mix End

ตอนที่ 21 : บทที่ 5 ไม่ประสานกัน -- 4 - เสแสร้ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 243
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    6 ก.พ. 55

4 - เสแสร้ง

วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน

นี่เป็นอีกวันที่ฉันใช้เวลาทั้งช่วงเช้าและกลางวันเฝ้ารอให้โอเรปรากฏตัว ทว่าเขาก็ยังไม่ยอมโผล่มาให้ฉันเห็น

ฉันอยากถามเขาถึงเรื่องในอดีต ถึงเหตุการณ์ตอนที่เขาเสียชีวิต นี่อาจถือเป็นเรื่องที่เสียมารยาท แต่ฉันจำเป็นต้องรู้จริงๆ ฉันอยากรู้ว่าอาน่อนก่อเหตุเพราะอะไร และโอเรเป็นเพียงคนเดียวที่สามารถบอกเรื่องนั้นกับฉันได้

หลังเลิกเรียน ฉันก็แวะมาที่ระเบียงอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ ฉันไม่ได้อยู่เพียงลำพังคนเดียว มีเด็กหนุ่มอีกคนอยู่กับฉันด้วย เขากำลังยืนมองฟ้าด้วยท่าทางที่คล้ายโอเรอยู่หลายส่วน ทว่าเขาก็ไม่ใช่โอเร

“ล็อกเก็ตนี่...” ยูออนหยิบล็อกเก็ตสีเงินขึ้นมาถือไว้ในมือ “เป็นของขวัญที่พ่อซื้อให้ฉัน”

“แล้วทำไมมันถึงไปอยู่ที่โอเรล่ะ” ฉันถามเบาๆ

“ถ้าจะพูดถึงเรื่องนั้นก็คงต้องเท้าความยาวสักหน่อย” เขาบอก

“ฉันก็อยู่นี่ และก็มีเวลาก็มีอยู่มากมาย” ฉันว่าไป

ยูออนตัดสินใจเริ่มต้นเล่าเรื่องของเขา

“ตอนที่พ่อบอกฉันว่า ฉันต้องออกสถาบันเซ็นแล้วกลับไปอยู่บ้าน” เขาเอ่ยขึ้นต้น “ฉันเสียใจมาก เพราะว่าพี่ไม่ได้กลับไปด้วย แล้วพ่อก็ไม่ค่อยจะกลับบ้านถ้าพี่ไม่อยู่ แม้เขาจะชอบสัญญาว่าจะกลับมาบ่อยๆ ก็ตาม... นั่นหมายความส่วนใหญ่ฉันต้องอยู่คนเดียว ฉันพยายามแย้งแต่ก็ไม่เป็นผล สุดท้ายฉันก็ต้องยอมและขอพ่อไปบอกลาพี่ก่อนเดินทางกลับ”

ฉันพยักหน้ารับเป็นสัญญาณว่ากำลังฟังอยู่

“ฉันบอกพี่ว่า ฉันไม่อยากกลับไป พี่ก็ไม่อยากให้ฉันไปเช่นกัน เขายอมมาที่สถาบันในตอนแรกเพราะว่าฉันมาด้วย แต่ว่าเขาก็ยังให้กำลังใจฉัน และบอกว่ามันไม่ได้หมายถึงเราจะไม่ได้เจอกันอีก”

มือของคนเล่ากำล็อกเก็ตแน่นขึ้น

“เขาห้ามไม่ให้ฉันร้องไห้ สอนว่าเป็นลูกผู้ชายต้องเข้มแข็งไว้ ฉันบอกกับเขาว่า ฉันจะไม่ร้องไห้อีก แล้วก็ให้ล็อกเก็ตเขาเป็นการแลกเปลี่ยน ฉันแค่ให้เขายืมไว้ชั่วคราวเท่านั้น ฉันให้เขารับปากว่าจะเอามาคืนฉันทีหลัง แล้วเขาก็สัญญา”

เด็กหนุ่มเปิดฝาล็อกเก็ตออกมา มองภาพข้างใน แล้วกล่าว

“เขาสัญญาไว้ เขาสัญญาไว้ว่าจะเอามันมาคืนฉัน”

เสียงนั้นคล้ายจะสะท้อนก้องอยู่ในใจฉัน

เขาสัญญากับฉันได้เช่นกันว่าจะกลับมา...

ฉันปฏิเสธที่จะเชื่อและไม่อยากจะยอมรับมาตลอดว่า โอเรตายไปตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อน

แต่เมื่อเวลาผ่านไปแล้วเขายังไม่ยอมปรากฏตัว มันก็ยากขึ้นเรื่อยๆ ที่จะคงความเชื่อไว้เช่นนั้น

ถ้าเขาตายไปเมื่อนานมาแล้วจริง ก็หมายความว่า เด็กหนุ่มชุดขาวที่ฉันเห็นมาตลอดอาจเป็นเพียงวิญญาณ

...เป็นไปได้ไหมที่เขาจะกลับมาเพราะว่าเขาสัญญาเอาไว้ว่าจะคืนเจ้าสิ่งนี้ให้ยูออน

“ขอโทษด้วยที่ทั้งเมื่อวานและวันนี้ฉันก็ยังหาเขาไม่เจอ” ฉันบอกยูออน “แต่ฉันไม่เชื่อว่าเขาจะหายไปแล้วจริงๆ ฉันคิดว่าเขายังอยู่ที่ไหนสักแห่ง เราแค่ต้องรออีกสักหน่อย”

“...ฉันไม่คิดว่าวันนั้นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันจะได้เจอกับเขา” เด็กหนุ่มยังคงกล่าวถึงเหตุการณ์ในอดีต “ถ้าฉันรู้ ฉันคงอยู่ที่นั่นต่อไม่ว่ายังไงก็ตาม”

ว่าแล้วเขาก็ปิดฝาล็อกเก็ต

“ฉันรักพี่มาก... แต่นี่เป็นเรื่องเดียวที่ฉันไม่อาจให้อภัยเขาได้” ยูออนหันมามองฉัน “เขาน่าจะมาหาฉันด้วยตัวเองและคืนมันให้ฉันโดยตรงสิ”

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาถึงต้องฝากฉันให้เอาล็อกเก็ตไปคืนนาย” ฉันพูดเบาๆ

“พ่อก็ชอบผิดคำสัญญาเสมอ...” ดวงตาของยูออนทอแววระลึกความหลังอีกครั้ง “ฉันไม่คิดว่าพี่ก็จะทำอย่างนั้นกับฉันเหมือนกัน... ทุกคนที่ฉันรักจากไปหมดแล้ว... เหลือฉันอยู่เพียงลำพัง”

“ยูออน...”

บางทีอาจไม่มีอะไรที่ฉันจะทำเพื่อช่วยเขาได้ แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็อยากทำบางอย่าง แค่อะไรเล็กน้อยก็ยังดี...

ฉันไม่อยากเห็นเขาเศร้าอยู่อย่างนี้...

“ยูออน!” ฉันเรียกชื่อเขาด้วยอารมณ์ที่เปลี่ยนไป ใบหน้าเปลี่ยนเป็นยิ้มแฉ่ง “ไปหาอะไรกินที่ร้านนายบักส์กันเถอะ!

“อะไรนะ” ยูออนตั้งรับไม่ทัน

“จำตอนที่เราไปร้านนั้นเมื่อสุดสัปดาห์ก่อนได้ไหม ฉันเคยบอกไม่ใช่หรือว่าเราน่าจะหาเวลาไปที่นั่นกันอีก ไปกันวันนี้เลยดีกว่า”

“ฉันก็ไม่ว่าอะไรนะ แต่ว่า...”

“เถอะน่า” ฉันรีบแทรก

ยูออนเห็นใบหน้าจะไปให้ได้ของฉันแล้วก็จำต้องตอบว่า

“...ก็ได้”

“ดีเลย” ฉันชูมือขึ้นด้วยความยินดี “งั้นนายเคลียร์งานก่อนก็ได้ เดี๋ยวฉันจะไปรอที่หน้าโรงเรียนตอนหกโมงเย็นนะ”

เด็กหนุ่มพยักหน้ารับ แล้วทุกอย่างก็เป็นอันตกลง

มีเวลาเหลืออยู่พอสมควรก่อนถึงเวลานัด ฉันจึงใช้มันให้คุ้มด้วยการไปฝึกและทำใจให้โล่งที่สวนเพกาซัส ภารกิจของฉันในวันนี้คือการทำให้ยูออนร่าเริงและสบายใจขึ้น ดังนั้นฉันจะเล่นสวมบทเศร้ากว่าเสียเองไม่ได้

ฉันจะลองดู จะใส่หน้ากากลวงทั้งโลกดูบ้าง

 

“ยูออน!” ฉันโบกมือเรียกเขาทันทีที่เห็นเขาออกมาจากตึกเรียน

ยูออนเดินมานิ่งๆ ไม่กล่าวอะไร

“มาเถอะน่า! ไปกันเถอะ!” ฉันเร่งดึงแขนเขาให้รีบตามมาเร็วๆ

ที่ลานใกล้ๆ ร้านกาแฟนายบักส์เหมือนจะมีกิจกรรมอะไรบางอย่างจัดอยู่พอดี ฉันไปอ่านป้ายทางเข้าและพบว่ามันคือกิจกรรมวาดภาพส่งกำลังใจให้ผู้ประสบภัยธรรมชาติที่ต่างประเทศซึ่งทุกคนสามารถเข้าร่วมได้

ฉันคิดว่ามันน่าสนุกกว่าการไปกินอาหารด้วยกันเฉยๆ จึงชวนยูออนเข้าไปลองด้วยกัน

“ทุกคนวาดภาพสวยกันจัง” แอบมองภาพของแต่คนละที่โต๊ะแล้วอดชมไม่ได้ “เราลองมาวาดกันบ้างดีกว่า”

ฉันยิ้ม ดึงยูออนที่ยังดูลังเลอยู่ให้นั่งลงแล้วก็หยิบอุปกรณ์ให้เขาด้วย ส่วนฉันเองก็ลองวาดตามแบบที่เขาจัดไว้ให้สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าจะวาดรูปอะไรดี

เส้นขลุกขลิกของฉันออกมาแย่มาก...

“ฉันนึกว่ามันจะวาดได้ง่ายกว่านี้เสียอีก” ถอนหายใจพร้อมบ่นเบาๆ

“เธอควรจะวาดแบบนี้” ยูออนพูดขึ้น แล้วก็เริ่มแสดงฝีมือวาดตามแบบบ้าง

เพียงไม่นานเขาก็วาดเสร็จ แล้วภาพของเขาก็ออกมาสวยมาก ดูดียิ่งกว่าตัวแบบเสียอีก

“ว้าว! นายวาดภาพสวยแบบนี้ได้ไง” ฉันตื่นตาตื่นใจ “ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่านายมือฝีมือด้านนี้ด้วย”

“นี่ยังไม่ใช่ทั้งหมดที่ฉันทำได้นะ” เด็กหนุ่มดูคึกขึ้นมา “ฉันทำได้มากกว่านี้”

ว่าแล้วเขาก็หยิบกระดาษมาวาดภาพอีกใบ ครั้งนี้ออกมาเป็นรูปเจ้าตัวปุกปุยที่ฉันคุ้นเคยดี

“มิสเตอร์พัฟฟี่!” ฉันอุทาน “ดูเหมือนมากเลย! นายนี่สุดยอดจริง!

“ฉันมีความสามารถด้านศิลปะมาตั้งแต่เด็กแล้ว” ยูออนบอก

“นึกไม่ถึงเลยนะนี่” ฉันว่า “ใครจะคิดว่านายมีพรสวรรค์แบบนี้ซ่อนอยู่ด้วย”

“ฉันไม่ค่อยได้ฝึกด้านนี้นักหรอกเพราะว่าฉันคิดว่าพ่อคงไม่ชอบมัน”

“เขาบอกนายงั้นเหรอ”

“เปล่า เขาไม่เคยพูดอะไร และฉันก็กลัวเกินกว่าที่จะถาม” เด็กหนุ่มกล่าว “พอมาคิดๆ ดูแล้ว... เราก็ไม่เคยคุยกันจริง” แววตาของเขาดูเศร้าลง “เขาคงต้องเกลียดฉันมากแน่ๆ”

“อย่างนั้นเหรอ”

ฉันพยายามนึกถึงซิดที่ฉันรู้จัก ในไดอารีเล่มนั้นเขากล่าวถึงยูออนด้วยความชื่นชม ถ้ายูออนได้อ่านน่าจะดีใจ ทว่าส่วนใหญ่เขาก็เขียนเกี่ยวกับโอเรมากกว่า แล้วก็ยังมีปัญหาที่หน้าสุดท้ายนั้น...กับเรื่องที่เขาคิดจะทำร้ายอาน่อน...

ฉันไม่อยากให้ยูออนรู้ ดังนั้นเขาจะไม่บอกเขาเกี่ยวกับไดอารี ในมุมมองของลูกทุกคน พ่อควรเป็นตัวอย่างที่ดี...เป็นแบบอย่างที่ควรเจริญลอยตาม และก็ดูยิ่งใหญ่เสมอ ฉันอยากให้ยูออนมองพ่อของเขาเช่นนั้นต่อไป

สุดท้าย ฉันก็กล่าวว่า

“แต่ฉันคิดว่ามันตรงข้ามกันนะ”

“ทำไมเธอถึงคิดอย่างนั้น” เขาถาม “เธอไม่เคยพบเขานี่”

“นายเป็นลูกของเขา ฉันหมายถึงดูตัวนายสิ” ฉันชี้นิ้วไปที่เขา “นายปฏิเสธที่จะยอมรับว่านายรักพ่อตอนที่ฉันถามเมื่อก่อนหน้านี้ แต่การกระทำแสดงออกได้มากกว่าคำพูด... นายพยายามทำสุดความสามารถของนายเพื่อสถาบันเซ็น นั่นแสดงให้เห็นว่านายรักเขาแค่ไหน”

แล้วฉันก็เลือกเอาข้อความจากในไดอารีมาบอกเขาโดยอ้อมๆ ว่า

“ฉันอดคิดไม่ได้ว่าทั้งนายและพ่อเหมือนกันมาก บางทีเขาอาจไม่รู้ว่าจะเข้าถึงนายยังไงก็ได้”

ยูออนเก็บคำพูดของฉันไปพิจารณา แล้วบอก

“ฉันไม่เคยคิดเกี่ยวกับมันในทางนั้นมาก่อน...” เขาหลับตาลงครู่หนึ่ง “มันก็คงเป็นไปได้ แต่ก็ไม่มีทางที่จะรู้แล้วตอนนี้...”

ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็ยังมีความเศร้าอยู่ในดวงตาคู่นั้น

ฉันถอนหายใจด้วยความหงุดหงิด หยิบกระดาษและดินสอมาขีดเขียนต่อ

“นี่อะไร” เขาถามถึงรูปที่ฉันวาด

“นี่ก็คือนาย!” ฉันบอกไปพลางจิ้มดินสอเน้น “นายทำหน้าแบบนี้ตลอดเวลา”

ที่ฉันเขียนก็คือรูปแป๊ะหน้าบึ้งที่ประกอบด้วยวงกลมเป็นใบหน้า เส้นขีดตรงสองเส้นแทนตาสองข้าง และปากรูปภูเขาปลายแหลม

“ฉันอยากให้นายทำหน้าแบบนี้!

แล้วฉันก็วาดอีกรูปหนึ่งอยู่ข้างๆ ประกอบด้วยวงกลมเป็นส่วนของใบหน้าเช่นเดิม แต่รูปภูเขาเปลี่ยนเป็นดวงตาแทน และปากก็คือส่วนโค้งของท้องเรือ

ยูออนยิ้มเมื่อเห็นภาพใบหน้านั้น

“ในที่สุดนายก็ยิ้มแล้ว!” ฉันร้อง “ดีใจจัง!

ทันใดนั้นเขาก็เปลี่ยนไปเก๊กหน้านิ่งเช่นเดิม

...ฉันละไม่รู้จะพูดอย่างไรดีจริงๆ กับตาคนขี้เก๊กนี่

สุดท้ายเราก็ส่งภาพวาดสามใบที่วาดขึ้นให้ผู้จัดกิจกรรมนำไปส่งต่อ ภาพหนึ่งที่ภาพที่ยูออนวาดตามแบบ อีกหนึ่งคือมิสเตอร์พัฟฟี่ และอีกหนึ่งก็ใบที่ฉันวาดหน้าบึ้งกับหน้ายิ้มที่มีรูปศรโยงแสดงความเปลี่ยนแปลงแทรกอยู่ตรงกลาง

หวังว่าภาพพวกนี้จะทำให้คนที่ได้รับมีกำลังใจสู้ต่อไป

จากนั้นเราก็แวะร้านอาหารแถวนั้นเพื่อทานมื้อเย็น ฉันพยายามชวนยูออนคุยถึงเรื่องไร้สาระต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญ แต่ยูออนก็ดูไม่ค่อยสนุกด้วยเท่าไหร่

หลังทานอาหารเสร็จเราก็ซื้อเครื่องดื่มจากร้านนายบักส์มากินกัน ดูนาฬิกาก็ควรใกล้จะถึงเวลาต้องแยกทางกันกลับบ้านแล้ว ทว่าฉันกลับรู้สึกว่าภารกิจที่ตั้งใจจะทำยังไม่สำเร็จลุล่วงด้วยดี บางทีคงถึงเวลาที่ต้องพูดกันอย่างจริงจังแล้ว

“นี่ ยูออน...” ฉันดึงแขนเสื้อของยูออนที่กำลังจะออกเดินไปก่อนให้หันมาคุยด้วย


 

เขามีท่าทางแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็ยอมรอฟังสิ่งที่ฉันต้องการจะพูด

“ฉันรู้นะว่ามันรู้สึกอย่างไรที่ต้องสูญเสียคนที่สำคัญไป” ฉันนึกทบทวนถึงแม่ “ฉันหลีกเลี่ยงที่จะพบปะผู้คนหลังจากที่แม่ตายไป ความรู้สึกนั้นชวนขมขื่นมากจนฉันพาลเกลียดทุกสิ่งในโลกนี้”

นั่นคือช่วงเวลาของการโทษทุกสิ่งทุกอย่าง เกลียดชังมันทั้งหมด

“แต่การมีชีวิตก็แปลกดีนะ” ฉันคลี่ยิ้มบาง “นายไม่มีทางรู้หรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปหากนายยังมีชีวิตอยู่ อย่างน้อยที่สุด... ฉันก็ยังอยู่ข้างนาย”

ฉันเอามือของเขามากุมแน่น

“ดังนั้น... อย่าได้บอกว่านายมีเพียงตัวคนเดียว”

“เอสซี่...” ยูออนเรียกชื่อฉันเบาๆ แล้วกล่าวว่า “ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าเธอดูเศร้ากว่าฉันอีกล่ะวันนี้ เหมือนเธอพยายามทำตัวร่าเริงตั้งมากมาย แต่ที่จริงแล้วกลับซ่อนความเศร้าอยู่ลึกๆ ข้างใน ฉันไม่เข้าใจ เกิดอะไรขึ้นหรือ”

ราวกับหน้ากากที่สวมไว้กำลังค่อยๆ แหลกสลาย ฉันตะกุกตะกักตอบเขาไปว่า

“ฉะ...ฉันก็แค่ สนิทกับโอเรด้วยเหมือนกัน กะ...ก็เลย...” นั่นคือเรื่องจริง แต่ก็ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ฉันยังปิดไว้

“อย่างนั้นหรือ”

“อื้ม” ฉันรับ “แล้วก็ยังมีเรื่องที่ฉันยังไม่เข้าใจ เลยยังบอกนายไม่ได้”

“เอาเถอะ” เขาว่า “เธอเองก็อย่าพยายามเกินตัวไปละ ถ้ามีอะไรจะให้ฉันช่วยก็บอกฉันได้ จำไว้ว่าฉันก็อยู่ข้างเธอเช่นกัน”

“ขอบใจนะ” ฉันบอกเขา

“ฉันต่างหากล่ะที่ต้องเป็นฝ่ายขอบคุณ” ยูออนกล่าว “ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง ฉันซึ้งใจมากเลย”

“ไม่เป็นไร”

เราสองคนเดินกันไปใต้ฟ้าและพระจันทร์ยามราตรี

ยูออนยืนกรานว่าจะไปส่งฉันให้ถึงที่บ้านในวันนี้

ในระหว่างนั้นก็มีเสียงมือถือดังขึ้น

“นั่นโทรศัพท์ฉัน” ยูออนบอก ก่อนรับสาย

“ฮัลโหล -- ใช่ ผมเอง -- ว่ายังไงนะ -- ผมเข้าใจ -- ผมจะคุยกับคุณทีหลัง”

“เกิดอะไรขึ้นเหรอ” เห็นอีกฝ่ายคุยโทรศัพท์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดฉันก็อดสงสัยไม่ได้

“รัฐบาลตัดสินใจปิดโรงเรียน” เขาบอกเสียงกร้าว

“ทำไมถึงกะทันหันแบบนี้ล่ะ” ฉันถามด้วยความตกใจ

“พวกเขาคงหมดความอดทนแล้ว” ยูออนว่า “พวกเขาคิดว่าลอยล์คงปรากฏตัวออกมาหากบีบเขาถึงขั้นนั้น”

“แล้วนายจะทำยังไงต่อ”

“สถาบันเซ็นเป็นของพ่อฉัน” เด็กหนุ่มพูดเสียงดัง “ฉันจะไม่ปล่อยให้พวกเขาได้สิ่งที่ต้องการไป”

ฉันเริ่มไม่มั่นใจเสียแล้ว ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น

คืนนั้น ฉันข่มตานอนไม่หลับ เรื่องทุกอย่างประดังเข้ามา ฉันอยากแก้ไขเรื่องทั้งหมดนี้ แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร

 

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน

หลังจากไปออกกำลังกาย ฝึกพลังจิตตอนเช้าเสร็จ ฉันก็ออกเดินทางเตร็ดเตร่ไถลไถลไปตามอารมณ์ รู้ตัวอีกทีฉันก็ลงรถเมล์มาอยู่ที่ชายทะเลเสียแล้ว

ทำไมฉันถึงมาจบลงที่นี่นะ

นึกสงสัยแล้วก็คิดถึงเหตุการณ์ครั้งสุดท้ายที่มาที่นี่ได้

ที่นี่เป็นไง สวยไหม

...ฉันไม่รู้ว่าคนอย่างนายมีประสาทรับรู้ด้านสุนทรียภาพด้วย

แน่นอน ฉันรู้จักชื่นชมความงามของเธออยู่ตลอดเวลา

เงียบไปเลย!’

มันเป็นคำชมนะ เธอน่าจะยินดีสิ

ตอนนั้น เรามีความสุขด้วยกันจริงๆ ไม่ใช่หรือ

“หรือว่าแม้แต่รอยยิ้มของเขา... มันเป็นเรื่องโกหก”

ฉันพำพึมถามไถ่กับลมทะเล

เงยหน้าขึ้นมาอีกทีก็ได้พบคนที่ไม่อยากเชื่อว่าจะได้เจออยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนี่

“อะ...อาน่อน!” อุทานดังจนเขาหันมามอง แล้วฉันก็ต้องถามต่อ “นายมาทำอะไรที่นี่”

เธอล่ะมาทำอะไรที่นี่” เขายิ้มเจ้าเล่ห์ถามกลับด้วยรูปประโยคเดียวกัน

“ฉัน...ก็แค่...” ฉันคิดหาคำตอบว่าฉันมาทำอะไรกันแน่ “ฉันก็แค่ไม่ได้คิด รู้ตัวอีกทีฉันก็อยู่ที่นี่แล้ว”

“บังเอิญจัง” เขาหรี่ตายิ้ม “ฉันก็เหมือนกัน”

ฉันพูดไม่ออก รู้สึกขนลุกไปทั้งตัว ...นี่มันขลุกขลักยิ่งกว่าตอนที่เขาเป็นคนลามกที่ชอบยิ้มขี้เล่นเสียอีก

“ฉันถามอะไรอย่างหนึ่งได้ไหม” ฉันตัดสินใจพูดทำลายความเงียบไป

“ว่ามาเลย” เขาอนุญาต

“อาน่อนเป็นชื่อจริงของนายหรือเปล่า”

ฟังดูเป็นคำถามงี่เง่า...ฉันรู้ แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรอย่างอื่นกับเขาดี

“ไม่มีทาง” เขาหงายมือทั้งสองออกข้างตัว “ฉันจำชื่อจริงของฉันไม่ได้ ในอดีตฉันเคยใช้ชื่ออยู่หลากหลาย... เจมส์ เจสัน จอห์น... อะไรพวกนั้น”

“พวกนั้นมันเป็นชื่อที่โหลมากเลยนี่นา” ฉันออกความเห็น

“ถูกต้อง” เขารับ “ตอนนั้น ฉันแค่ต้องการชื่อ ฉันเลยตั้งชื่อตัวเองตามที่ใจนึกชอบในขณะนั้น สุดท้ายฉันก็ตัดสินใจจะใช้อาน่อน”

“ทำไมถึงเลือกชื่อนั้นล่ะ”

“เธอก็น่าจะรู้อยู่แล้ว...” เขาจ้องมาที่ฉันพร้อมยิ้มกว้าง “Anon แปลงมาจาก Anonymous ฉันรู้สึกว่านั่นคือสิ่งที่ฉันเป็นมาตลอด ใครบางคนที่ไร้ตัวตน ฉันสามารถเป็นใครก็ได้ในโลกนี้”

“...แล้วนาย” ฉันรวบรวมความกล้าถาม “ยังคงยิ้มได้ตอนที่พูดคำพวกนั้นออกมาได้อย่างไร มันเจ็บปวดไม่ใช่หรือ”

การเป็นคนที่ไร้ตัวตน... มันเจ็บปวดไม่ใช่หรือ

“มันไม่สำคัญหรอก” เขายักไหล่ “ฉันชินกับมันแล้ว” ยิ้มเล็กน้อยแล้วอธิบายต่อว่า “ฉันเรียนรู้มันระหว่างที่ฉันอยู่กับพวกพ่อค้า พวกเขายิ้มให้ลูกค้าทุกคน แต่ไม่มีใครเลยที่จริงใจ”

เขาหุบยิ้ม และหรี่ตาลงมองกวาดไปทั่ว

“เราอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยการหลอกลวง ความจริงอาจเป็นความลวง และความลวงก็อาจเป็นความจริง เมื่อทุกอย่างถูกโยนมารวมกัน มันก็ไม่สำคัญอีกต่อไป”

“ฉันไม่ชอบแบบนั้นเลย” ฉันบอกไป “ฉันไม่สามารถเป็นอย่างนายได้ ฉันจะสามารถยิ้มได้อย่างไรในเมื่อฉันร้องไห้อยู่ข้างใน”

ฉันพยายามแล้ว เมื่อวานนี้...ฉันพยายามเป็นอย่างเขา แต่ยูออนก็มองออกได้ง่ายๆ

การต้องทำเช่นนั้น...มัน...

“...มันเจ็บปวดเกินไป”

“ฉันสูญเสียความสามารถที่จะรับรู้ความเจ็บปวดไปนานแล้ว” เด็กหนุ่มบอกเสียงเรียบ

“ไม่สิ...” เขาแก้คำพูดตัวใหม่ พร้อมส่งยิ้ม “ฉันสูญเสียความสามารถที่จะรู้สึกถึงอะไรก็ตามไปนานแล้ว”

“นายโกหก!” ฉันตะโกนใส่เขา “ถ้าอย่างนั้นแล้ว นายจะมาที่นี่ทำไมล่ะ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่เราเคยมีร่วมกันตลอดเวลาที่ผ่านมา...ทั้งหมดนั้นไม่มีทางเป็นเพียงเรื่องโกหก!

“ถ้าฉันบอกว่ามันเป็นเรื่องหลอกลวงล่ะ เธอจะทำยังไง” เขาหยักยิ้มเจ้าเล่ห์ถาม

ฉันสะอึกจนพูดไม่ออก

“หรือเธออยากให้ฉันโกหกเพื่อให้เธอรู้สึกดีขึ้น”

โหดร้าย... โหดร้ายเหลือเกิน...

น้ำตาฉันไหลอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่

“เธอร้องไห้”

เขาหรี่ตาพิจารณามองฉัน

“เธอร้องไห้ทำไม”

เสียงถามนั้นแสดงความสงสัยและไม่เข้าใจอย่างแท้จริง

“มันไม่มีเหตุผลที่จะร้องไห้”

เขายังคงพูดต่อเรื่อยๆ

“เธอกำลังร้องไห้เพื่อฉัน...”

เว้นวรรคยาว...แล้วค่อยถามต่อจนจบว่า

“หรือเธอกำลังร้องไห้เพื่อตัวเธอเอง”

“...ฉัน...เคยได้ยินคำพูดนั้นมาก่อน” ฉันกลั้นใจบอกออกไป “เมื่อนานมาแล้ว...”

 

เอ็กซ์! แม่ไม่ยอมตอบฉัน เราควรทำยังไงดี

เธอร้องไห้... เธอร้องไห้ทำไม

ก็แม่ แม่...

แต่ตัวเธอไม่เป็นไร ไม่ใช่หรือ

ฮะ?’

มันไม่มีเหตุผลที่จะร้องไห้

แต่แม่ใช่จะไม่เป็นไรนี่

เธอกำลังร้องไห้เพื่อแม่... หรือเธอกำลังร้องไห้เพื่อตัวเธอเอง

 

“เอ็กซ์...” ฉันพึมพำ ปาดน้ำตาทิ้ง แล้วประกาศว่า

“ฉันเข้าใจแล้ว อาน่อนที่ฉันรู้จักเป็นเพียงแค่เรื่องโกหก คนที่อยู่ตรงหน้าฉันนี้ไม่ใช่อะไรเลยนอกจากเงาของเด็กหนุ่มที่ฉันเคยรู้จัก”

และคำสุดท้ายที่ฉันกล่าวก่อนที่จะหันหลังให้เขาก็คือ

“ลาก่อน”

“...ลาก่อน” เขากล่าวตอบ

เราสองคนเดินจากกันไป

ระยะทางระหว่างเราค่อยๆ ห่างไกลกันมากขึ้นเรื่อยๆ

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

59 ความคิดเห็น