X-note : Mix End

ตอนที่ 20 : บทที่ 5 ไม่ประสานกัน -- 3 - ความทรงจำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 291
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    4 มี.ค. 55

3 - ความทรงจำ

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน

เด็กหญิงชุดดำกำลังเดินวนเวียนหลงทางอยู่ในตึกที่ไม่คุ้นเคย

“ฉันอยู่ที่ไหนนี่ ที่นี่ใหญ่เกินไป มันหลงง่ายมากเลย”

เธอถามและบ่นกับตัวเอง

“แม่บอกว่าฉันไม่ควรเดินไปไหนมาไหนเอง ฉันน่าจะเชื่อฟังแม่”

คิดถึงตอนนี้แล้วก็เริ่มสำนึกเสียใจ

“แต่การอยู่แต่ในห้องตลอดเวลามันน่าเบื่อนี่นา... ถ้าฉันมีเพื่อนคุยด้วยสักคนก็คงดี...”

ทันใดนั้นเองเธอก็สะดุดสายตากับอะไรบางอย่าง

“เอ๊ะ! ตรงนั้นมีคนอยู่ด้วยนี่” เด็กหญิงอุทาน “ฉันจะไปถามเขาดีกว่า”

ว่าแล้วเธอก็เดินไปหาคนที่ว่า

“ขอโทษนะ...” เธอเอ่ย

“ฮะ?” เด็กชายสวมชุดขาวหันมาหา “เธอเรียกผมเหรอ”

เด็กหญิงพยักหน้าแล้วบอก

“ฉันคิดว่าฉันหลงทาง เธอรู้ไหมว่าตึกหลักไปทางไหน”

“มันน่าจะอยู่ทางขวาตรงมุมนั้นนะ” เขาชี้มือประกอบด้วย

“ขอบคุณนะ”

“ด้วยความยินดี”

ทั้งสองยิ้มให้แก่กัน

“...ฉันชื่อเอสซี่นะ” เด็กหญิงแนะนำตัว “เธอชื่ออะไรล่ะ”

“ผมชื่อโอเร ยินดีที่ได้รู้จัก” เด็กชายคลี่ยิ้มสดใส

 

เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาฉันก็ยังจำความฝันนั้นได้ดี โอเรพูดถูกว่าเราเคยเจอกันมาก่อน

เด็กชายชุดขาวในความฝันของฉันก็คือเขานั่นเอง ฉันเคยเจอเขาที่สถาบันเซ็นเมื่อนานมาแล้ว

...

ฉันใช้เวลาช่วงเช้าก่อนเข้าเรียนและช่วงพักกลางวันออกไปอยู่ที่ระเบียง คาดหวังว่าจะเจอโอเร แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าเขาจะปรากฏตัว

ช่วงเย็นฉันมีเรื่องของอาน่อนที่ต้องจัดการ แต่ก็ยังอดแวะมาหาโอเรที่ระเบียงไม่ได้ และสิ่งที่เห็นก็ยังคงเป็นเช่นเดิม เด็กหนุ่มชุดขาวก็ไม่ได้อยู่ที่นั่น

“ถ้าอาน่อนเป็นเอ็กซ์ นั่นหมายความเขาเป็นคนฆ่านายงั้นเหรอ โอเร”

ฉันกระซิบถามเสียงเศร้าเคล้าความกลัว ยังไม่อยากเชื่อว่าอาน่อนจะเป็นคนอย่างนั้นได้

“แล้วนายยังอยู่ที่นี่เพราะความแค้นงั้นเหรอ ดูนายไม่น่าจะเป็นคนอย่างนั้นเลยนะ” ฉันแค่นยิ้มให้กับคำพูดของตัวเอง แน่นอนว่าไม่มีคำตอบกลับมา

“เอาใจช่วยฉันด้วยนะ โอเร”

ฉันเอ่ยคำอธิษฐานจากใจ จากนั้นก็ตรงไปหาอาน่อนที่ห้องคอม

 

“ฉันมาแล้ว มาต่อจากเมื่อวันกันเถอะ” ฉันรีบบอกคนที่รออยู่ทันทีก่อนที่ความกล้าของฉันจะหมดไป

อาน่อนเหยียดยิ้มบางก่อนค่อยเอาหน้าผากของเขามาจ่อหน้าผากของฉันเหมือนเมื่อวาน

ตึก ตึก...ก

พริบตานั้นก็มีกระแสข้อมูลมหาศาลวิ่งผ่านเข้าไปในตัวฉันราวกับไฟฟ้าช็อต

...

พริบตาถัดมาฉันมาเห็นเพียงห้วงอวกาศอันดำมืดที่เต็มไปด้วยเศษเสี้ยวแห่งความทรงจำ

แม้จะมาเป็นครั้งที่สองแล้ว แต่ฉันก็ยังรู้สึกไม่คุ้นเคยกับที่นี่ บางทีฉันอาจไม่มีวันคุ้นเคยกับมันเลยก็ได้ เพราะนี่มันน่าสยดสยองและให้ความรู้สึกที่แย่มาก

...แล้วอาน่อนล่ะ

ฉันนึกถึงเจ้าของความทรงจำที่แหลกสลายเหล่านี้ เขาต้องอยู่กับเจ้าพวกนี้ตลอดเวลาอย่างนั้นหรือ แค่เพิ่งได้สัมผัส ฉันก็ยังรู้สึกว่ามันเลวร้ายมากเลย แล้วเขาจะรู้สึกอย่างไรกัน

ก่อนที่จะคิดมากนอกเรื่องไป ฉันก็รีบเตือนตัวเองให้กลับมาจดจ่ออยู่กับสถานการณ์ตรงหน้าต่อ ฉันมาที่นี่เพื่อที่จะหาความจริง ไม่ว่าจะแย่เพียงไรฉันก็จะทำมัน ดังนั้นก็ควรลงมือได้แล้ว

เศษเสี้ยวส่วนใหญ่มีขนาดเล็กเกินไปสำหรับฉันที่จะอ่านได้

ฉันต้องหาบางอย่างที่จับต้องได้มากกว่านี้

ฉันจะลองไล่หาดูความทรงจำที่ฉันพอจะอ่านได้ แล้วไม่นานฉันก็เจอเศษความทรงจำชิ้นใหญ่อันหนึ่งที่ใช้การได้

ฉันเริ่มต้นอ่านมัน

 

ภาพที่เห็นนั้นเป็นสีแดง...

 

แดง...

แดงไปหมดทุกที่

ฉันเห็นแต่สีแดง...

คนคนนี้ตายแล้ว คนคนนั้นก็ตายแล้วเช่นกัน ทุกคนตาย ไม่มีใครมีชีวิต

มนุษย์ช่างอ่อนแอ ไม่มีอาหาร พวกเขาก็ตาย ไม่มีน้ำ พวกเขาก็ตาย ไม่มีอากาศ พวกเขาก็ตาย

ใบมีด กระสุน ระเบิด... มีหลายอย่างเหลือเกินที่สามารถพรากชีวิตไปได้

มีสิ่งที่พรากชีวิตคนไม่ได้ด้วยหรือ

ช่างเปราะบางนัก...

นี่คือสิ่งที่มนุษย์เป็น...

แต่ว่า... ฉันยังมีชีวิตอยู่...

ทำไมฉันถึงยังมีชีวิตอยู่

 

ความทรงจำนั้นจบเพียงเท่านั้น ฉันไม่ค่อยเข้าใจมันนัก แต่คิดว่านั่นคงเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นตอนช่วงสงคราม เป็นความเศร้าที่สุดจะว่างเปล่าของเจ้าของความทรงจำ

ฉันเริ่มนึกภาพเด็กชายตัวเล็กๆ นั่งอยู่ท่ามกลางกองซากปรักหักพังของอาคาร ที่รอบตัวเขามีแต่ศพคนตาย เขาไม่เหลือใครเลย สงครามได้พรากทุกสิ่งที่เขารักไปหมด ย้อมทุกอย่างเป็นสีแดง และทิ้งเขาไว้เพียงลำพังกับความสงสัยว่าชีวิตคืออะไรกัน

เขาเศร้าเกินกว่าจะร้องไห้เสียใจและรับรู้ถึงความเจ็บปวดด้วยซ้ำ...

คิดถึงตรงนี้แล้ว ฉันก็รีบถอนตัวออกจากความเศร้าที่ความทรงจำนั้นมอบให้ฉัน เพราะขืนจมอยู่ในความรู้สึกนั้นนานเข้า ฉันอาจออกมาไม่ได้

ฉันรีบหาอ่านความทรงจำอื่นมาอ่านต่อ...

 

ฉากที่เห็นนั้นเป็นห้องนอนขนาดเล็กแห่งหนึ่ง...

 

ที่ใหม่ การเริ่มต้นใหม่

ในที่นี้ ทุกคนเรียกฉันว่าเอ็กซ์ มันเป็นชื่อที่แปลก แต่ฉันก็ไม่ได้เกลียดมัน

ฉันลืมไปนานแล้วว่ามันรู้สึกอย่างไรเวลามีใครบางคนเรียกชื่อ

มันก็ยังให้ความรู้สึกดีอยู่ แม้ว่ามันจะไม่ใช่ชื่อจริงของฉัน

...

“สวัสดีจ้ะ เอ็กซ์ เธอเป็นยังไงบ้างวันนี้”

มีผู้หญิงคนหนึ่งชอบมาคุยกับฉันทุกบ่าย ที่จริงมีผู้คนประหลาดๆ หลายคนที่ชอบมาสนทนากับฉันเป็นครั้งคราว แต่ก็ไม่มีใครทำมันได้ยาวนานติดต่อกันเท่าเธอ

“เธอก็มาอยู่ที่นี่ครบหนึ่งเดือนแล้ว ฉันหวังว่าเธอจะเริ่มชินกับสภาพแวดล้อมของที่นี่ในท้ายที่สุดนะ”

เธอเป็นคนที่อ่อนโยน... บางทีอาจอ่อนโยนเกินไป...

...ฉันไม่เข้าใจเธอ

“เธอยังคงฝันซ้ำๆ เหมือนเดิมอยู่หรือเปล่าช่วงนี้”

ฉันพยักหน้า

“...สีแดง ผมเห็นแต่สีแดงมาตลอด”

“เธอเห็นอะไรอีกบ้าง”

“ทุกคนตายหมด ยกเว้นผม”

“ฉันเห็นละ”

เธอมองฉันด้วยดวงตาที่โศกเศร้า

มันคือความสงสาร? หรือว่าความเห็นใจ?

...ฉันบอกไม่ได้

เธอเขียนใบสั่งยาให้ฉันหลังจากที่ถามฉันอีกสองสามอย่าง

“เธอมีเพื่อนเพิ่มบ้างหรือเปล่าช่วงนี้”

“ฮะ?

“เธอน่าจะลองพยายามเป็นเพื่อนกับคนอื่นนะ เด็กส่วนใหญ่ในสถาบันล้วนมีความพิเศษเฉพาะตัว ดังนั้นฉันคิดว่ามันน่าจะง่ายสำหรับพวกเธอที่จะเข้ากันได้”

“พิเศษ?

“ใช่จ้ะ พวกเขาเป็นเด็กพิเศษเหมือนเธอนั่นแหละ”

“มีอะไรพิเศษเกี่ยวกับผม”

“ก็...เธอสามารถทำสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำไม่ได้”

“อย่างนั้นผมสามารถหยุดไม่ให้คนตายได้หรือเปล่า”

“...เธอเป็นเด็กที่มีจิตใจดีมากเลยนะ... แต่การตายเป็นเรื่องธรรมชาติสำหรับสิ่งมีชีวิตทุกชนิด นั่นเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมเราถึงต้องชื่นชมทุกเวลาที่เรามี”

“...ผมไม่สามารถชื่นชมอะไรได้ถ้าพวกมันเอาแต่ตาย”

 

ความรู้สึกบางอย่างบอกฉันว่าผู้หญิงที่เห็นเพียงร่างเงาในความทรงจำนี้คือเอ็มม่า...แม่ของฉันเอง ส่วนห้องนอนนั้นก็คือห้องพักของสถาบันเซ็น

ฉันคิดว่า อาน่อนหรือเอ็กซ์ค่อนข้างจะมีมุมมองต่อความตายที่แปลก เขาคล้ายจะชอบครุ่นคิด และก็คิดอะไรได้ลึกซึ้งกว่าเด็กทั่วไปมาก ดูเหมือนเขาต้องการการเยียวยาจริงๆ แต่อย่างน้อยเขาก็สามารถมีความรู้สึกดีๆ อยู่ ดูจากความคิดต่อเรื่องชื่อของเขา

ฉันลองอ่านความทรงจำชิ้นต่อไป...

 

ที่นั่นไม่มีฉากสถานที่ที่ชัดเจน ฉันเห็นเพียงภาพหลังของเศษเสี้ยวความทรงจำ และเงาคนคนหนึ่งยืนอยู่ตรงกลาง

 

“ที่รัก เธอเป็นพวกไม่ชอบพูดจริงๆ ใช่ไหม เธอดูจะจมอยู่ในห้วงความคิดตลอดเวลา เธอกำลังคิดอะไรอยู่ล่ะ บอกฉันมาสิ”

ฉันคิดอะไรอยู่น่ะหรือ... นั่นเป็นคำถามที่ดี

ฉันกำลังคิดว่าทำไมฉันถึงต้องคิดอยู่ในตอนนี้ด้วย

ฉันเริ่มคิดเพราะว่าเขาถามฉันหรือเปล่า

พอฉันเริ่มคิดแล้ว ฉันก็สงสัยว่าทำไมเขาถึงอยากรู้ว่าฉันคิดอะไร

“ฉันคิดล่ะว่าเธอยังคงลังลงที่จะพูดอะไร เอาอย่างนี้ดีไหม เรามาลองแลกเปลี่ยนกัน ฉันจะบอกเธอถึงสิ่งที่ฉันคิด และเธอก็บอกฉันถึงความคิดของเธอ”

ชายตรงหน้าฉันนี่ประหลาดมาก ฉันไม่ได้พูดสักคำ แต่เขาก็ยังพูดไม่หยุด

“ฉันอ่านคนได้ ฉันไม่ได้เป็นผู้ใช้พลังจิต แต่มันก็ง่ายสำหรับฉันที่จะเข้าใจใครบางคนเมื่อฉันพบพวกเขา

มันจำเป็นต้องไม่ใช้อะไรมากไปกว่าการปฏิสัมพันธ์ครั้งแรก ทั้งหมดที่เธอก็ต้องการก็คืออากัปกิริยา ท่าทาง และคำพูดเพื่อที่จะบอกลักษณะนิสัยของคนคนหนึ่ง

บางคนอาจซ่อนมันได้ดี แต่เธอก็ยังคงเข้าใจได้ว่าสิ่งที่พวกเขาแสดงให้เห็นตอนเริ่มแรกว่านั่นเป็นส่วนหนึ่งของลักษณะนิสัยที่แท้จริงของพวกเขา

ไม่ว่าใครจะพยายามทำตัวให้พิเศษออกมาสักเท่าไหร่ ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็ต้องตกลงสู่เบ้าหลอมที่สร้าขึ้นโดยสังคมที่อยู่ สภาพแวดล้อม และประสบการณ์ที่พบเจออยู่ดี

ใช่แล้ว มีคนอยู่มากมายหลายประเภทเหลือเกิน แต่ก็ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเกี่ยวกับมนุษย์ พวกเขาทำให้ฉันเบื่อ ทว่ามันก็มีข้อยกเว้นสำหรับทุกอย่าง...

และนั่นก็คือพวกเด็กๆ เด็กก็เหมือนเมล็ดพันธุ์ที่เธอไม่มีทางรู้ว่าพวกเขาจะกลายเป็นอะไรตอนที่โตขึ้น การเข้าใจจิตใจของเด็กนั้นยากมากกว่าของผู้ใหญ่

ใช่แล้ว เธอเป็นเด็ก นั่นเป็นสาเหตุที่ฉันไม่เข้าใจเธอไม่ว่าฉันพยายามจะวิเคราะห์พฤติกรรมของเธอมากเท่าไหร่ เธอพิเศษขนาดนั้นเลย”

เขาเป็นคนที่แปลกจริงๆ

เขาเอาแต่พูดไปเรื่อยว่าเด็กวิเศษอย่างไร และฉันก็ตามเขาไม่ค่อยทัน แต่เขาก็ทำให้ฉันแปลกใจ

ฉันสงสัยว่าเขาจะมีคำตอบสำหรับสิ่งที่ฉันค้นหาหรือไม่

“เอาละ บอกฉันมาสิว่าเธอคิดอะไร”

“คุณว่าคุณสนใจแต่เด็ก นั่นหมายความว่าคุณจะเลิกสนใจเมื่อผมโตขึ้นหรือเปล่า”

“โอ้! นั่นเป็นคำถามที่ดีทีเดียว ฉันว่าน่าจะเป็นอย่างนั้นนะ”

“คุณจะทำอะไรเมื่อผมโตขึ้น”

“ฉันจะฆ่าเธอ -- ฮะหะห่ะ -- ฉันล้อเล่นน่า”

นั่นเป็นมุกจริงๆ หรือ

“แล้วคุณล่ะ คุณเป็นผู้ใหญ่แล้ว คุณจะฆ่าตัวคุณเองด้วยหรือเปล่า”

“โอ้! นี่ก็เป็นคำถามที่ดีจริงๆ มีข้อยกเว้นสำหรับทุกสิ่งเสมอ...และฉันก็เป็นข้อยกเว้นนั้น ฉันไม่ใช่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ฉันเป็นแค่คนคอยสังเกต”

“ถ้างั้น แล้วคุณจะฆ่าทำไม มนุษย์ฆ่ากันได้อย่างนั้นเลยหรือ”

“โอ้! ฉันชอบคำถามที่เธอถามทั้งหมดเลย... พวกมันกระตุ้นฉันได้... มันก็มีกฏหมายที่ห้ามฆ่าอยู่ แต่ในความเป็นจริงมันมีขึ้นก็เพราะไม่มีใครอยากถูกฆ่า ลองจินตนาการว่าถ้าไม่มีกฎนั่นดูสิ เธอก็จะรู้ว่าสังคมของเราเป็นมายาแค่ไหน ลองดูประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่น่าสงสารพวกนี้สิ สงคราม การหลั่งเลือด ความรุนแรง... และอีกมากมาย เราอยู่ในโลกที่ไม่มีอะไรนอกจากสัตว์ร้ายเพ่นพ่านไปมา”

“สัตว์ร้าย? คุณหมายถึงสัตว์ประหลาดหรือเปล่า”

“ใช่แล้ว มนุษย์เราก็คือสัตว์ประหลาดที่พยายามแสดงให้เห็นว่าตัวเองเป็นอย่างอื่น และสัตว์ประหลาดก็ไม่ได้เป็นของโลกนี้”

ฉันเข้าใจละ...

เราล้วนเป็นสัตว์ประหลาด

แต่...ฉันไม่อยากเป็นสัตว์ประหลาด

 

บทสนทนานี่มันอะไรกัน... มันแปลกพิลึกเหลือเกิน...

ฉันอดรู้สึกไม่ได้ว่าเงาร่างที่ฉันเห็นเพียงเลือนรางในความทรงจำส่วนนี้คือลอยล์ ลักษณะการพูดของพวกเขาคล้ายกันมาก แต่พอได้ฟังเนื้อหาที่เขาพูดแล้วฉันกลับรู้สึกสยองยิ่งขึ้น

...ชายคนนี้นี่ยังไงกันแน่นะ

แต่ฉันก็สัมผัสได้ถึงความเศร้าแปลกๆ ในตอนท้ายจากความทรงจำนี้ด้วย

ทว่าคิดมากไปก็คงไม่ได้อะไรขึ้นมาตอนนี้... ฉันเคลื่อนไปอ่านความทรงจำชิ้นต่อไป

 

ที่แห่งนั้นคือทางเดินสีขาวข้างอาคาร...

 

มีคนทุกประเภทอยู่ที่นี่ มีบางคนที่เป็นคนดี มีบ้างที่แตกต่าง และก็มีคนที่ไม่ธรรมดาอย่างถึงที่สุด

ฉันใช้เวลาทุกวันสังเกตพฤติกรรมของพวกเขา

“อย่ามาทำเป็นหยิ่ง! มันไม่สำคัญหรอกว่าพวกเขาจะปฏิบัติต่อนายเป็นพิเศษ นายไม่ได้ดีไปกว่าพวกเรา!

ตุบ!

เมื่อเร็วๆ มีพวกที่ชอบซ้อมฉันอยู่ด้วย

ฉันไม่เข้าใจว่าทำไม และก็ไม่อยากจะทราบสาเหตุด้วย

แต่ฉันอยากรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าฉันปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ไป ดังนั้นฉันเลยแค่ยืนอยู่เงียบๆ และปล่อยให้พวกเขาตีฉัน

ตุบ!

ตุบ!! ตุบ!!

ตุบ!!! ตุบ!!! ตุบ!!!

ฉันรู้สึกสัมผัสที่แปลกประหลาด มันมีความคล้ายคลึงอยู่เล็กน้อยกับสิ่งที่ฉันมักสัมผัสได้... แต่ก็แตกต่างอย่างเห็นได้ชัด

นี่คือสิ่งที่เขาเรียกว่าความเจ็บปวดหรือ

...ความรู้สึกที่ฉันสัมผัสได้บ่อยๆ ในอกมันรุนแรงกว่านี้มาก

ตุบ!

ฉันควรจะหยุดพวกเขาไหม

ฉันควรจะสู้กลับหรือไม่

ฉันไม่คิดจะสนใจ

ตุบ!

หืม?

สีแดงนี่คืออะไร

มันเป็นสิ่งเดียวกับที่ฉันเห็นในฝันอยู่เสมอ

แดง...สีที่ฉันชอบน้อยที่สุด

เจ้าสิ่งไร้ค่านี่มีรสชาติเหมือนโลหะ...

นี่คือสิ่งที่ประกอบขึ้นมาเป็นมนุษย์อย่างเรา...

น่าขยะแขยงเหลือเกิน...

ตุบ!

 

อยากบอกเหลือเกินว่าทุกครั้งที่มีเสียง ตุบ!’ ดังขึ้นนั้นฉันรู้สึกเจ็บแทนเขา แม้จริงๆ แล้วเขาอาจจะไม่รู้สึกอะไรก็ตาม แต่ฉันยิ่งเจ็บปวดยิ่งกว่าอีกที่รู้ว่าเป็นแบบนี้

เขาไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวดจริงๆ หรือ... เขาสูญเสียสัมผัสเช่นคนปรกติไปแล้วจริงๆ หรือ...

ทำไมเขาถึงไม่ต่อสู้ ไม่ป้องกันตัวเอง ไม่ทำอะไรเลย

แม้จะรู้ความคิดของเขาในขณะนั้น ฉันก็ยังไม่เข้าใจเขาอยู่ดี

ฉันอยากจะรู้ความจริง ฉันอยากจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ถ้าเขาเป็นอย่างนี้แล้วทำไมเขาถึงได้...

 

ภาพที่ปรากฏคือร่างของเด็กหลายคนล้มอยู่รอบบริเวณ พวกเขาล้วนถูกย้อมด้วยสีแดงของเลือด

 

“นี่มันอะไรกัน เกิดอะไรขึ้น”

“เด็กพวกนี้ตายหมด! เขาเป็นคนทำมันหรือ”

“ไอ้สัตว์ประหลาด!

สัตว์ประหลาด?

เขากำลังพูดถึงฉันอยู่หรือ

ทุกสิ่งเป็นสีแดง

มันกลายเป็นสีแดงไปหมดอีกแล้ว

ฉันไม่สามารถช่วยชีวิตใครได้

ฉันทำได้แค่พรากมันไป

พวกเขาพูดถูก

ฉันคือสัตว์ประหลาด

สัตว์ประหลาดไม่สมควรจะมีชีวิตอยู่บนโลกนี้

 




 

ไม่!! หยุดที!!

ฉันทนรับความรู้สึกนี้ไม่ไหวแล้ว

มันไม่มีอะไรนอกจากความปวดร้าว ความสิ้นหวัง และความว่างเปล่า...

นี่คือความบ้าคลั่งแท้ๆ !

ความเจ็บปวดนี้มันไปแล้ว! เจ็บเหลือเกิน!

มันกำลังทำให้ฉันบ้า...

ฉันไม่อยากเห็นอะไรอย่างนี้อีกต่อไป...

...

ฉันรีบดึงตัวเองออกจากความทรงจำนั้นแล้วพยายามหนีไปให้ไกลในห้วงมิติอันมืดมิด

อ๊ะ?

ความทรงจำนี่มันอะไรกัน

มันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้เอง...

 

สถานที่แห่งนั้นคือห้องแล็บวิทยาศาสตร์ของสถาบันเซ็น

“ฉันสงสัยว่าฉันอาจเจออะไรบางอย่างที่นี่”

เด็กหนุ่มสวมแจ็กเกตเขียวที่พูดคำนั้นคืออาน่อน บางทีอาจเพราะนี่เป็นความทรงจำที่ไม่แตกเป็นเศษเสี้ยวความทรงจำในสมัยเด็ก ฉันจึงสามารถตีความมันเป็นภาพเหตุการณ์ที่ค่อนข้างชัดเจน และรับรู้ในมุมมองของบุคคลที่สามได้

“โอ๊ะ มีกล้องซ่อนอยู่? ดูเหมือนอาน่อนจะค้นเจอหรือสัมผัสถึงอะไรบางอย่าง ฉันมองเห็นไม่ถนัดนัก “ผู้คนในโรงเรียนนี้คงจะประสาทเสียกับการที่คนนอกจะเข้ามาคุ้ยหาความลับของพวกเขาจริงๆ สินะ”

“นั่นใครน่ะ” ชายร่างสูงคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น ฉันจำได้จากรูปถ่ายที่เคยเห็นว่าเขาคือซิด เขาดูแก่กว่าที่ฉันเคยตอนอ่านความจำจากแว่นของมิสอาเซีย

อาน่อนหันมามองตามเสียงเรียก เขามีสีหน้าตกใจในทีแรก แต่หลังจากนั้นก็ทักกลับอย่างทีเล่นทีจริงว่า

“อ้าว นี่ท่านผู้อำนวยไม่ใช่หรือ”

“คนนอกถูกสั่งห้ามไม่ให้เข้ามาในโรงเรียน” ซิดบอก

“ผมเป็นนักเรียน...ยอมปล่อยผมไปหน่อยเถอะนะ”

เด็กหนุ่มยื่นบัตรใบหนึ่งให้เขา ซิดรับไปดูแล้วก็กล่าวขึ้นว่า

“บัตรประจำตัวนักเรียนนี่เป็นของปลอม เธอไม่สามารถหลอกฉันได้ด้วยของแบบนี้”

“...คุณรู้ได้ไง” เจ้าของบัตรหลุดถาม

“ฉันจำนักเรียนทุกคนที่นี่ได้ เธอไม่ใช่นักเรียนของที่นี่”

“คุณพูดจริง? อาน่อนถามด้วยน้ำเสียงไม่เชื่อถือ “เท่าที่ผมเช็คดูครั้งสุดท้ายที่นี่มีนักเรียนเป็นพันเลยนะ”

“ใช่สิ แล้วฉันก็จำพวกเขาได้ทุกคน!

“ดูท่าคุณคงเพี้ยนจริงอย่างที่เขาพูดกันมา” เด็กหนุ่มยิ้มเย็น

“นายเป็นใคร มีจุดประสงค์อะไรถึงมาที่นี่ รัฐบาลจ้างนายมาให้มาสอดแนมเราอย่างนั้นหรือ” ซิดยิงคำถามรัว

“รัฐบาล? คนฟังเลิกคิ้ว “ทำไมพวกเขาต้องทำด้วย พวกคุณกำลังทำอะไรที่สมควรให้รัฐบาลต้องมาสอดส่องดูแลเป็นพิเศษหรือ”

“อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง! ชายวัยกลางคนตวาด

“ใจเย็นน่า” อาน่อนบอก “ฉันไม่ได้เป็นพวกเดียวกับใคร ไม่ต้องพูดถึงรัฐบาลที่น่าสงสัยของประเทศนี้หรอก”

“นายรู้ใช่ไหมว่าสามารถถูกจับข้อหาบุกรุกเข้ามาได้”

“ย่อมต้องรู้อยู่แล้ว” เขาเหยียดยิ้มตอบ “โดยเฉพาะเมื่อที่ที่ฉันบุกรุกเข้ามาเป็นอดีตสถาบันสำหรับผู้มีพลังจิตด้วย”

ทันทีที่ได้ยินคำนั้นซิดก็มีสีหน้าตื่นตระหนกขึ้นมา เขารีบถามว่า

“นายรู้อะไรบ้าง”

“ก็ไม่มากเท่าไหร่” อาน่อนไหวไหล่ ก่อนหรี่ตามองอย่างเจ้าเล่ห์ “แต่ฉันอาจจะรู้มากพอที่จะทำให้พวกคุณเกิดปัญหาได้”

ซิดดูค่อยๆ เดือดขึ้นมา เขากำหมัดแน่น แต่ก็ยังคุมอารมณ์เอาไว้

“ไม่ต้องรีบร้อนไป ฉันอยากให้เราหาทางตกลงกันด้วยสันติวิธีมากกว่า” อาน่อนบอกอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า

“ไม่มีเหตุผลที่ฉันต้องเชื่อแก!ซิดชี้นิ้วตวาด

จังหวะนั้นเองก็มีอีกคนเข้ามาในห้อง

“โอ้ ดูสิ นี่อะไรกัน...” ชายท่าทางสะโอดสะองที่ฉันรู้จักดีค่อยๆ เดินเข้ามา

“ลอยล์ นายมาทำอะไรที่นี่” ซิดดูตกใจอยู่บ้างที่เห็นเขา

“ฉันเห็นทุกอย่างจากกล้องที่ซ่อนไว้” ลอยล์บอก

“ฉันไม่ได้บอกไปแล้วหรือไงว่าให้เอามันออกไป” ซิดว่า

“ถ้าทำอย่างนั้น ฉันก็พลาดเรื่องพวกนี้ทั้งหมดน่ะสิ” เขาทำท่าคล้ายป้องปากหัวเราะ ก่อนบอกต่อว่า “ซิดที่รัก เด็กหนุ่มคนนี้ไม่ใช้เด็กธรรมดานะ”

“นายหมายความว่าไง”

“เขาต้องแฮ็กเข้าฐานข้อมูลของเรา ถึงจะสามารถเอาข้อมูลของเราไปได้” ลอยล์บอก “เขาเก่งเกินไปสำหรับใครบางคนที่อายุเพียงเท่านั้น ฉันสงสัยว่าเขาจะไม่มีความเกี่ยวพันกับรัฐบาลจริงๆ หรือ”

“อย่างที่บอกไป ฉันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพวกเขา” อาน่อนรีบเถียง “ฉันมีเหตุผลของฉันที่จะมาที่นี่”

“บอกเหตุผลนั้นมาสิ” ซิดกล่าว “ฉันจะตัดสินเองว่าฉันจะเชื่อนายได้หรือไม่จากคำตอบของนาย”

ดูจากสรรพนามที่เปลี่ยนไป เขาคงอารมณ์เย็นลงแล้วหลังจากที่ลอยล์เข้ามา

“ฉันไม่ได้วางแผนที่จะบอกเรื่องที่กับใคร...” เด็กหนุ่มขึ้นต้น “แต่ว่าเรื่องดูไปไกลจะเกินกว่าที่ฉันจะควบคุม ดังนั้นฉันจะบอกพวกนาย”

แล้วเขาก็บอกออกมาว่า

“ฉันกำลังพยายามรื้อฟื้นความทรงจำที่แหลกสลายของฉัน และโรงเรียนนี้ก็เป็นเบาะแสเดียวที่ฉันมี”

“ความทรงจำที่แหลกสลาย? ซิดทวนคำเป็นคำถาม

“เรื่องมันยาวน่ะ” เด็กหนุ่มว่า แล้วค่อยเล่า “ประมาณเมื่อสิบปีก่อน คาราวานพ่อค้ากลุ่มหนึ่งพบฉันหมดสติอยู่ริมแม่น้ำ ฉันไม่สามารถเข้าถึงความทรงจำที่ฉันเคยมีมาก่อนที่พวกเขาจะพบฉันได้ พวกเขาเมตตาพอที่จะรับฉันไปดูแล ดังนั้นฉันก็เดินทางไปมาตลอดเวลาที่อยู่กับพวกเขา จนกระทั่งฉันมาถึงที่โรงเรียนแห่งนี้ ฉันมั่นใจว่าความทรงจำที่แหลกสลายของฉันมีอะไรบางอย่างเกี่ยวข้องกับที่นี่”

ซิดฟังแล้วพิจารณาสักพักจึงถามว่า

“นายอายุเท่าไหร่ตอนที่พวกเขาพบนาย”

“ฉันไม่รู้แน่ชัด” อาน่อนตอบ “แต่มีบัตรประจำตัวอันหนึ่งตกอยู่ข้างฉันตอนที่ฉันฟื้น ถ้ามันตรง ฉันน่าจะอายุประมาณหกปีในตอนนั้น”

ทั้งซิดและลอยล์ต่างแสดงอาการตกใจอย่างปิดไม่มิดที่ได้ยินคำนั้น

“คุณพระช่วย! ลอยล์ร้อง

“อะไร” อาน่อนสงสัย เขาถามอย่างรวดเร็วว่า “พวกนายรู้อะไรงั้นหรือ นายรู้ใช่ไหมว่าฉันเป็นใคร”

“มีเด็กคนเดียวที่ฉันรู้จักที่ตรงกับคำบรรยายนั่น” ลอยล์บอก

“ใช่...” ซิดกัดฟันรับเสียงเย็น “ไม่มีทางที่ฉันจะลืมได้... ไอ้ฆาตกรที่ฆ่าลูกชายฉัน!

“พะ...พวกนายหมายถึงอะไร” เด็กหนุ่มตกใจ เขาตามเรื่องไม่ทัน

“แกยังมีชีวิตอยู่...ไอ้สัตว์ประหลาดที่เอาชีวิตลูกชายฉันไป! ซิดกำมือแน่นจนด้วยความแค้น “ดีเลย! ฉันจะส่งแกลงนรกด้วยมือของฉันเอง!

แล้วเขาก็พุ่งตรงเข้ามาจะทำร้ายอาน่อน

“ดะ...เดี๋ยว!เด็กหนุ่มพูดพลางขยับหนี “พวกนายจำผิดหรือเปล่า ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้! อีกอย่างฉันอายุแค่หกปีเองตอนนั้น!

“ใช่สิ! ด้วยอายุเพียงเท่านั้นก็ฆ่าเด็กไปตั้งมากมาย... แกเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากสัตว์ประหลาด!

ซิดคว้าตัวอาน่อนไว้ได้ ชายร่างสูงเริ่มบีบคอเด็กหนุ่ม...



 

อาน่อนปิดเปลือกตาลง... และแล้ว...

ตึก ตึก...ก

ซิดกลับเป็นฝ่ายปล่อยมือออกจากเด็กหนุ่ม เขากรีดร้อง ยืนตาเหลือก แล้วหงายหลังล้มไป

ภาพเหตุการณ์นั้นคล้ายถูกย้อมไปด้วยสีแดงอยู่ชั่วขณะหนึ่ง

เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาของอาน่อนก็กลายเป็นกลวงเปล่า

“กะ...แกทำอะไรลงไป” ลอยล์ร้องเสียงหลง “ซิดที่รัก!

เขารีบไปดูอาการของเพื่อนร่วมงาน

“เขาตายแล้ว” ลอยล์ประกาศและเหยียดนิ้วมาที่เด็กหนุ่ม “แกฆ่าเขา”

อาน่อนไม่ตอบอะไร สีหน้าของเขานั้นเรียบสนิท

… 

 

เมื่อหลุดออกจากวังวนแห่งความทรงจำมาสู่โลกแห่งความจริงแล้ว ฉันก็พบตัวเองกำลังหอบหายใจอยู่ที่ห้องคอม

คนที่ฆ่าซิดก็คือ... อาน่อน

ความจริงนั้นดังกระหน่ำอยู่ในหัวของฉัน และตัวฆาตกรก็อยู่ตรงหน้าฉันนี่เอง

“...ถ้าฉันสามารถเลือกได้..ฉันหวังจริงๆ ว่าเธอว่าจะไม่เห็นความทรงจำนั้น” อาน่อนกล่าว เขามีสีหน้าและแววตาไม่ต่างจากภาพสุดท้ายของเขาที่ฉันเห็นในความทรงจำ

ฉันพยายามอย่างที่สุดที่จะซ่อนมืออันสั่นเท่าของฉันไว้

“ตะ...แต่...” รวบรวมความกล้าแล้วพูดขึ้น “นั่นสามารถจัดว่าเป็นการป้องกันตัวเองได้ใช่ไหม ดังนั้นนายก็ไม่ได้...”

“ไม่ว่าคนอื่นจะทำให้เธอเชื่ออย่างไร” เขาแทรกขึ้น “กฎหมายปัจจุบันก็ไม่ยอมรับว่าพลังเหนือธรรมชาติเป็นหนึ่งในวิธีฆาตกรรม”

ฉันรู้ดี แต่ว่าฉันก็ไม่ได้คิดจะพูดแบบนั้น...

“อีกอย่าง... นั่นไม่ใช่การป้องกันตัวเอง” เขาเสริม สายตามองตรงมาอย่างเย็นชา “ฉันมีความปรารถนาอันรุนแรงที่จะฆ่าเขา ตั้งแต่แรกที่ฉันพบเขา ฉันก็รู้สึกว่าฉันมีความเกลียดชังรุนแรงอย่างที่ไม่สามารถบรรยายได้ต่อชายที่ชื่อว่าซิดคนนั้น ตลอดทั้งการสนทนา ฉันพยายามอย่างยิ่งที่จะซ่อนความต้องการที่จะฉีกเขาเป็นชิ้นๆ เอาไว้”

“ทะ...ทำไมล่ะ” ฉันถามเสียงสั่น

“ถ้าหากว่าฉันรู้เหตุผล มันคงง่ายมากกว่าเดิมเยอะ” เขาบอก

ฉันรู้ว่าเขาไม่ได้โกหก ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเกลียดชังที่เข้มข้นตอนที่เขากล่าวคำเหล่านั้น แต่ฉันก็ยังไม่เข้าใจ...

“...ตอนนี้เธอกลัวฉันหรือเปล่า” อาน่อนถามฉัน

กลัวหรือเปล่าน่ะหรือ...

มือฉันสั่นไม่หยุดอยู่อย่างนี้แล้วจะให้ตอบไปว่าไม่กลัวได้อย่างไร

“ฉะ...ฉัน...กลัว...” ฉันตอบไป “ฉันขอโทษ... ขอโทษจริงๆ ...”

ฉันอยากมีความกล้ามากกว่านี้ อยากให้ตัวเองเลิกกลัวเขา เพื่อที่จะได้เข้าใจเขาได้มากขึ้น

ในความทรงจำของอาน่อน...หรือเอ็กซ์นั้น มีแต่คนที่เกรงกลัวและเกลียดชังเขาอยู่รายล้อม ถึงแม้จะมีคนดีๆ แบบแม่อยู่ด้วยก็ตาม แต่ทุกคนก็เข้าหาเขาด้วยความสนใจในพลังของเขาไม่ใช่หรือ

แล้วฉันเองก็ยังมากลัวเขาด้วยอีกคน... ทั้งๆ ที่ฉันอยากเข้าใจเขาจริงๆ

“...เธอนี่ซื่อตรงตลอดเลยนะ” อาน่อนคลี่ยิ้มบาง “นั่นเป็นสิ่งที่ฉันชอบเกี่ยวกับเธอ”

ไม่จริง... ฉันยังพูดความรู้สึกทั้งหมดออกมาไม่ได้ด้วยซ้ำ...

ฉันได้แต่ส่ายศีรษะปฏิเสธ

“มันขึ้นอยู่กับเธอแล้วว่าอยากจะทำอะไรกับฉัน” เขาบอกฉัน “ฉันไม่มีแผนที่จะหนี”

ถึงอย่างนั้น ฉันก็ยังไม่ควรว่าฉันควรทำยังไงดี

อาน่อน... นายอย่าทำกับฉันอย่างนี้เลยได้ไหม

 

สุดท้ายของวันนั้น ฉันก็ไปจบลงที่สวนเพกาซัสเช่นเคย ฝึกพลังไปด้วยความเคยชินจนต้องทำทุกวันเสียแล้ว แม้จะมีจิตใจที่สับสน แต่การฝึกด้วยหัวสมองที่กลวงเปล่าไม่คิดอะไรก็พอมีความคืบหน้าอยู่บ้าง

พอฝึกไปได้พอควรฉันก็กลับมาครุ่นคิดต่อ

ตอนนี้ฉันก็พิสูจน์ได้แล้วว่าอาน่อนเป็นเอ็กซ์ และเป็นคนสังหารซิด ฉันควรจะเอาเรื่องนี้ไปบอกยูออนได้จบเรื่องไปเลยดีไหม ถ้าทำอย่างนั้นหน้าที่ของฉันก็ถือว่าเสร็จสิ้น แล้วฉันก็จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้อีก

ฉันไม่รู้ว่ายูออนจะจัดการอย่างไรถ้าทราบเรื่อง อันที่จริง ฉันคิดว่าเขาคงทำอะไรอาน่อนไม่ได้ แต่อาน่อนก็บอกไว้ว่าเขาจะไม่หนี

อย่างไรก็ตาม ฉันก็ไม่อยากบอกเรื่องนี้กับยูออน ฉันอยากรู้เบื้องหลังให้มากกว่านี้ ต้องมีสาเหตุอะไรซ่อนอยู่แน่ๆ ฉันอยากที่จะเชื่อว่าอาน่อนไม่ใช่คนที่จะฆ่าใครโดยไร้เหตุผล

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

59 ความคิดเห็น

  1. #52 p.t.dreamm (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 27 มกราคม 2555 / 22:15
    ยิ่งอ่านบทนี้ยิ่งชอบอาน่อนค่ะ ^^" รู้สึกว่าเป็นตัวละครที่มีบุคลิกแปลกๆ อย่างบอกไม่ถูก แต่ก็คิดอะไรหลายๆ อย่างได้อย่างถูกใจหยกทีเดียว **หัวเราะ**
     
    ตอนนี้พอจะเข้าใจที่มาที่ไปของเรื่องแล้ว แต่ปมต่างๆ ก็ยังไม่คลายออกซะทีเดียว เพราะเจ้ากรรไกรที่ใช้ตัดปมนั้นหายไปอย่างไร้ร่องรอยนี่สิ จังหวะเหมาะจริง...เหมือนแกล้งคนอ่านเลย ชิชะ!
     
    อ่านตอนนี้แล้ว หยกกำลังคิดเรื่องมนุษย์ต่างดาว (ฮา) เพราะท่านเคจบอกว่ามันไซไฟก็น่าจะมีโผล่มาบ้างนิดหน่อยล่ะนะ หรือจะเกี่ยวกับเรื่องพลังจิตอย่างเดียวหว่า? อื้ม...?
     
    บทชวนไม่ให้ชอบลอยด์อย่างไรไม่รู้ แต่ก็รู้สึกว่ามันก็จิตดีนะ กำลังลุ้นว่าจัเกี่ยวโยงจะโลลิค่อนหรือไม่ เพราะถ้าเกี่ยวละก็ จะยกแท่นให้เป็น SHOTACON SS **เผ่น**
     
    คอมเม้นต์นิดนึง บทช่วงความทรงจำสุดท้าย ตัวละครโต้ตอบกันเหมือนเรากำลังเล่นเกมเลยค่ะ คือมันเป็นบทส่งและบทรับที่สมบูรณ์ดี แต่เหมือนขาดรสชาติบางอย่างไปน่ะคะ อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน รึจริงๆ บางทีอาจเป็นเพราะหยกติดเสียงแอฟแฟคมากไปเองก็ได้ **หัวเราะ** ลองถามความคิดเห็นท่านอื่นดูนะคะ
     
    อิงบทที่แล้วหน่อย ภาพเอสซี่กะยูออนช่างเหมือนพระนางเกาหลี ยูออนคะ เอาบทพระเอกไปเลยจ้ะ คนอ่านยกให้ (เพราะอาน่อนเป็นของเค้า ^^)
     
    ขอเป็นแรงเชียร์ให้อาน่อนต่อไป ^___^
    และขอสารภาพกะท่านเคจว่าหยกก็กำลังจะเริ่มลูปสอบมาราธอนแล้วเหมือนกันค่ะ มันช่างโหดร้ายเหลือเกิน...
     
    ต่อไปเป็นโซนนอกเรื่อง แฮ่...
     
    **ปิดประตูกันท่านเคจหน**
     
    อ๊ะ...จับนักอ่านเงาได้คนนึงล่ะ **ยิ้ม** หยกก็ชอบเมฆมากๆ ค่ะ เคยมีวางแปลนว่าจะแต่งนิยายเรื่องยาวเกี่ยวกับเมฆด้วย แต่ก็ไม่ได้เริ่มลงมือสักที สำหรับเรื่องปลุย จำได้ว่าแทรกหลายๆ อย่างลงไปล่ะมั้ง...? แฮะๆ ขอสารภาพว่า ในตอนนี้หยกตามปลุยไม่ทันแล้วค่ะ ...Orz ปลุยวิ่งเร็วจนคนแก่ๆ คนนี้เหนื่อยจนหอบซะแล้ว แต่ก็คิดว่า...ถ้าปลุยผ่านมาเห็นนิยายเรื่องนี้เข้า คงจะวิ่งเข้ามาขอถ่ายภาพโอเรด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มแน่ๆ ค่ะ ดีใจที่ท่านเคจนึกถึงปลุยนะคะ ^^
     
    เรื่อง Case Study ตอนนี้มีเคสใหญ่เกี่ยวกับคนโรคโลหิตจางน่ะคะ หยกเรียนคณะเดียวกะท่านเฮล แต่คนละภาควิชากัน คือว่าปัญหามันอยู่ที่เราอ่านเคสแล้วรู้ว่าผู้ป่วยอยู่ในภาวะอะไร แต่ไม่สามารถอธิบาย+ลำดับความคิด+เชื่อมโยงออกมาได้ค่ะ TT" มันเลยเหมือนกับว่าถึงจะระบุภาวะของผู้ป่วยไป แต่มันก็เหมือนเดาสุ่มอย่างไรไม่รู้ เรียกได้ว่าความรู้ยังไม่แน่นนั่นเอง งือ...
     
    เหมือนจะเวิ่นเว้อกินพื้นที่มากกว่าคอมเม้นต์นิยาย ขอโทษด้วยนะคะ กำลังคิดว่าคราวหน้าไปคุยหน้า MyID จะสะดวกท่านเคจกว่าไหม หรือคุยในนี้ดีกว่า? ยกให้ท่านเคจตัดสินใจเจ้าค่ะ ^^
     
    ท่านเคจ...ว่างเมื่อไรอย่าลืมมาอัพนะคะ ><"
     
    คำผิดเจ้าค่ะ >>>
    เด็กชายชุดขาวในความฝันของฉันก็คือ - คือเขา?
    จ่อหน้าผากของฉันเหมือนเมื่วาน - เมื่อ
    หลังจากที่ถามฉันอีกสามสองอย่าง - สองสาม
    ฉันจะบอกเธอถึงสิ่งที่ฉํนคิด - ฉัน
    พวกเขาก็ต้องตกลงสู่เบ้าหลวมที่สร้าขึ้นโดยสังคมที่อยู่ - หลอม
    ลองจินตนาการว่าถ้าไม่มีกฏนั้นดูสิ - นั่น
    อยากบอกเหลือเกินว่าทุกครั้งที่มีเสียง ‘ตุบ!’ ดังขึ้นนั่น -นั้น
    ฉันมีความเกลียดชังรุนแรงอย่างที่ไม่สามารถบรรยายได้แต่ชายที่ชื่อว่าซิดคนนั้น - กับชาย
    เชื่อว่าอาน่อนไม่ใช้คนที่จะฆ่าใครโดยไร้เหตุผล
    #52
    0