X-note : Mix End

ตอนที่ 17 : บทที่ 4 แตกหัก -- 6 - ร้าวฉาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 250
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    16 ม.ค. 55

6 - ร้าวฉาน

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน

ฉันตื่นขึ้นมาแต่เช้าซึ่งก็ไม่น่าแปลกเพราะเมื่อคืนฉันแทบนอนไม่หลับ

...ก็จะหลับลงได้อย่างไรหลังจากที่ได้รับจดหมายนั่น

ความรู้สึกของมิสอาเซีย... ความจริงเกี่ยวกับ X-note... มีหลายอย่างตีกันในหัวของฉันให้วุ่นไปหมด

เพื่อจะสะสางมัน ฉันจึงมุ่งหน้าไปที่สถาบันเซ็น

เนื่องจากวันนี้เป็นวันอาทิตย์ ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีคนอยู่ที่โรงเรียน ถือว่าเป็นเวลาที่เหมาะที่จะค้นให้ทั่วบริเวณ

ฉันเริ่มต้นจากห้องเรียนเพราะคุ้นเคยกับการมีมิสอาเซียอยู่ที่นั่น สถานที่ซึ่งเหมาะจะซ่อนของเอาไว้น่าจะเป็นที่ที่เราคุ้นเคย และมิสอาเซียก็ยังบอกใบ้ไว้ด้วยว่ามันอยู่ใกล้ตัวกว่าที่ฉันคิด

ทว่าพอสำรวจของต่างๆ ไปได้สักพักฉันก็เริ่มคิดว่า ถ้าเป็นห้องเรียนก็คงโจ่งแจ้งเกินไป ที่นี่มีนักเรียนเข้าออกตั้งมากมาย และถึงจะมีที่ซ่อนลับทำไว้สำหรับเก็บของอยู่ในห้องเรียน ก็อาจจะมีเด็กซนๆ มาพบเข้าให้สักวันหนึ่ง ดังนั้นคงมีความเป็นไปได้น้อยที่จะเป็นที่นี่ อีกอย่างฉันก็ยังหาที่ที่เหมือนที่ซ่อนลับในห้องไม่เจอเลย

ที่ต่อไปที่ฉันลองไปดูก็คือห้องทำงานของยูออนเพราะฉันก็เคยเจอมิสอาเซียที่นี่เช่นกันหรืออย่างน้อยก็หน้าห้องนี่ละนะ

น่าแปลกอยู่บ้างที่ไม่เห็นยูออนนั่งอยู่ที่โต๊ะอย่างที่เคยเห็นจนชินตา ฉันเดาว่าแม้แต่คนบ้างานก็ต้องการวันหยุดบ้างเช่นกัน

ฉันเคยช่วยยูออนทำความสะอาดห้องทำงานมาก่อน ดังนั้นตำแหน่งของของต่างๆ ฉันจึงรู้ดี แต่ดูๆ ไปก็ยังไม่เจออะไรที่ผิดปรกติ

ที่ห้องพักครูก็ไม่มีอะไรน่าสงสัย ฉันแวะไปดูที่ห้องคอมเป็นอันดับถัดไป

ห้องคอมไร้วี่แววของผู้คน แม้แต่อาน่อนก็ไม่อยู่ ฉันดูทั่วๆ แล้วก็เห็นมีแต่คอมพิวเตอร์ ไม่มีอะไรที่เหมือนแฟลชไดร์ฟหรือสร้อยคออยู่ในห้อง

ต่อจากนั้นฉันก็ลองไปดูที่ระเบียง โอเรไม่อยู่ที่นั่น ตอนแรกฉันว่าจะลองชวนเขาให้มาช่วย แต่ตอนนี้คงเป็นไปไม่ได้เสียแล้ว ฉันคงต้องค้นหาคนเดียวต่อไป

เมื่อเวลาผ่านไปฉันก็เริ่มคิดเสียแล้วว่า การค้นหาสร้อยคอเส้นหนึ่งในโรงเรียนที่ใหญ่ขนาดนี้ไม่ต่างจากการงบเข็มในมหาสมุทรเลย

เดี๋ยวก่อนสิ!

ฉันยังไม่ได้ไปดูที่ห้องแล็บวิทยาศาสตร์!

ฉันนึกได้เมื่อเดินไปถึงทางแยกที่จะนำไปสู่ห้องนั้น

เอาละ...

“นี่เธอ!” เสียงชายคนหนึ่งตะโกน

ฉันที่กำลังจะเดินหยุดชะงักทันที

“ฉันเห็นเธอเดินไปเดินมาทั่วโรงเรียนได้พักหนึ่งแล้ว” ชายคนนั้นบอก เขาแต่งเครื่องแบบยามรักษาความปลอดภัยของโรงเรียน และมีหน้าตาที่ดูดุร้ายจริงจังเอาเรื่อง

“เธอดูน่าสงสัย” เขาพูดพลางเขม้นมองฉัน

“เปล่า ฉันเป็นนักเรียนของที่นี่” ฉันรีบบอกพร้อมแค่นยิ้มอ่อนๆ ให้เขา “กำลังหาบางอย่างอยู่”

“อะไรล่ะที่เธอกำลังหาอยู่” เขาถามต่อทันที

“มะ...มันคือ...สมุดบันทึก” แวบนั้นฉันนึกออกเพียงมุกเก่าที่เคยใช้ “ใช่แล้ว ฉันกำลังหาสมุดบันทึกที่ฉันลืมเอาไว้ที่โรงเรียนโดยไม่ได้ตั้งใจ”

“เธอพูดจริง?” สีหน้าของเขาบ่งบอกความไม่เชื่อถือเต็มที่

หะ...หัวไวเป็นบ้า!

“ดูเหมือนว่าฉันจะหามันไม่เจอแล้วล่ะ” ฉันบอก “กลับบ้านดีกว่า!

ฉันทำเป็นเศร้าแล้วตัดใจ จากนั้นก็รีบออกจากโรงเรียน

“...นั่นไม่ค่อยเนียนเท่าไหร่เลย” ฉันถอนหายใจแล้วบ่นกับตัวเองเมื่อออกมาถึงที่ถนน

ไม่อยากเชื่อเลยว่าฉันต้องมารับมือกับยาม

ถ้าฉันกลับไปอีกครั้งในตอนนี้ ฉันก็จะดูน่าสงสัยมากยิ่งขึ้น

นี่ฉันควรทำอย่างไรดี

ครุ่นคิดเพียงไม่นานฉันก็ได้คำตอบ

เอาละ ฉันจะลอบเข้าไปในตอนกลางคืน

อย่าคิดนะว่าฉันจะยอมแพ้ง่ายๆ

ฉันแค่นยิ้มให้ฟ้าพร้อมประกาศในใจ

 

เนื่องจากมีเวลาอีกตั้งนานกว่าจะถึงเวลาที่โรงเรียนปิด ฉันจึงคิดว่าควรจะใช้ช่วงเวลานี้ฝึกเพิ่มเติมสักหน่อย

หลังจากฝึกเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉันก็กลับมาสงสัยว่าจะเป็นการดีหรือเปล่าถ้าฉันบุกไปโรงเรียนเพียงคนเดียว

ตอนเช้ายังไม่เท่าไหร่ แต่ว่าโรงเรียนก็มีบรรยากาศน่าสยองชวนขนลุกอยู่ แล้วยิ่งคิดถึงประสบการณ์ในแต่ละครั้งที่ฉันลอบเข้าไปโรงเรียนในตอนค่ำคืน...

ถ้าหากว่าฉันบังเอิญไปเจอลอยล์เข้าอีกล่ะ...

แค่คิดฉันก็เริ่มสั่นไปทั้งตัวแล้ว

บางทีฉันอาจขอให้ใครบางคนช่วยไปเป็นเพื่อนด้วยน่าจะดีกว่า

ฉันนึกถึงยูออนเป็นคนแรก เพราะเขาเคยพาฉันเข้าไปครั้งหนึ่ง แต่จะรบกวนเขาขอให้เรื่องที่เป็นอะไรที่ดูส่วนตัวแบบนี้ก็ดูไม่ค่อยเหมาะสมอยู่ ฉันยังไม่แน่ใจนักว่า X-note มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีที่เขาให้ฉันช่วยสืบไหม

คนต่อมาที่ฉันนึกถึงก็คืออาน่อน ถ้าเป็นนายนั่นฉันคงสะดวกใจกว่าถ้าขอให้ช่วยเรื่องส่วนตัว ทว่าฉันไม่มีเบอร์ติดต่อเขานี่สิ

มันก็ประหลาดอยู่เหมือนกันนะที่เขาเคยนัดฉันถึงสองครั้งแต่ไม่เคยขอเบอร์ฉัน แต่ที่จริงเขาคงหาข้อมูลนี้ได้อยู่แล้ว ติดอยู่แค่ว่าฉันไม่มีทางสำหรับจะติดต่อกลับ

อีกคนที่เหลือก็คือ โอเร ถ้าฉันบังเอิญเจอเขาขึ้นมาอาจจะขอให้ช่วยก็ได้ แต่ตอนนี้เขาก็อยู่ในข่ายเดียวกับอาน่อน

สุดท้ายฉันจึงเอามือถือที่มาโทรหายูออน ฉันขอเบอร์โทรเขาไว้หลังจากที่เคยมีปัญหาในการตามหาตัวเขาในช่วงแรกที่มาที่โรงเรียน แต่ส่วนใหญ่ฉันมักจะลืมและเคยชินกับการไปติดต่อเขาโดยตรงที่ห้องมากกว่า ใครจะคิดล่ะว่ามันจะมีประโยชน์ขึ้นมาตอนนี้

“สะ...สวัสดี” เนื่องจากไม่เคยโทรหาเขามาก่อน คำพูดแรกของฉันที่หลุดออกไปตอนต่อสายติดจึงติดขัดอยู่เล็กน้อย

“ครับ?” ปลายสามตอบกลับมา

“นี่เอสซี่นะ”

“มีอะไรงั้นหรือ”

“ฉันก็แค่...” ฉันกำลังคิดว่าจะบอกเขาอย่างไรดี “...ฉันอยากหาของบางอย่างที่โรงเรียนน่ะ แล้วก็ว่าจะไปตอนดึก เลยรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัยที่จะไปเพียงลำพัง นายช่วยมาเป็นเพื่อนฉันหน่อยได้ไหม”

“...” ดูเหมือนยูออนกำลังพิจารณาคำขอแปลกๆ ของฉัน

“ถ้านายไม่ว่างก็ไม่เป็นไรนะ ฉันค่อยไปทีหลังก็ได้”

“เธอวางแผนว่าจะไปเวลาไหน” เขาถาม

“อ้อ ฉันคิดว่าฉันจะไปตอนสองทุ่ม...”

“งั้นไปเจอกันที่หน้าประตูโรงเรียน”

“ได้ ขอบคุณมากนะ” ฉันแปลกใจอยู่บ้างที่เขาไม่ถามอะไรเพิ่มเติมนัก แต่ก็ดีใจที่เขายอมไปด้วยมากกว่าจนต้องรีบบอกขอบคุณ

 

สถาบันเซ็น -- 20.00 น.

ที่หน้าประตูโรงเรียน ฉันรีบวิ่งเข้าไปทักเมื่อเห็นเด็กหนุ่มที่นัดกันไว้

“ยูออน!

ยูออนพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการทักทายตอบ จากนั้นก็ถาม

“แล้วเธอกำลังหาอะไรอยู่ล่ะ”

“พอดีฉันได้ยินมาว่ามีสร้อยคออีกเส้นที่เหมือนกับของฉันซ่อนอยู่ในโรงเรียนนี้” ฉันเอาสร้อยเส้นที่ฉันคล้อยให้เขาดู “ฉันลองมาค้นที่นี่แล้วในตอนเช้า แต่ว่ามียามมาพบเข้าและขัดจังหวะฉันเสียก่อน”

“เรื่องนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีไหม”

“มันเกี่ยวกับ X-note ที่แม่ทิ้งไว้ให้ฉันน่ะ” ฉันยอมตอบเขาตามจริงไป “มันก็ถือว่ามีความเกี่ยวข้องอยู่บ้างนะ เพราะดูเหมือนมันจะบอกประวัติการต่อตั้งสถาบันเซ็น แล้วก็บอกถึงความสัมพันธ์ของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับคดี”

“เข้าใจละ”

พูดแล้วฉันก็นึกขึ้นได้

“ยูออน นายเคยบอกว่า ถ้าฉันอยากรู้เกี่ยวกับ X-note ก็ควรมาช่วยนายสืบคดีใช่ไหม แล้วนายรู้อะไรเกี่ยวกับมันบ้าง”

ยูออนที่กำลังจะเดินไปกดรหัสเปิดประตูพอดีหยุดชะงัก หันมามองฉัน แล้วค่อยตอบ

“บอกตามจริง ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย แล้วก็ไม่มีข้อมูลที่ว่านั่นอยู่กับฉันด้วย มีคนบอกฉันมาว่าเธอจะยอมมาช่วยถ้าบอกเธอไปอย่างนั้น”

“ใครเป็นคนบอกนาย” ฉันสงสัย

“คนเดียวกับคนที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเธอในตอนแรก ฉันสัญญากับเขาไว้แล้วว่าจะไม่บอกชื่อเขาให้เธอรู้”

“อย่างน้อยฉันก็ได้ข้อมูลมาเพิ่มแล้วว่า เขา เป็นผู้ชาย” ฉันพูดกับตัวเอง ยูออนไม่มีปฏิกิริยาต่อต้านหรือปฏิเสธ ดังนั้นฉันจึงถือว่าข้อสรุปนี้ถูกต้อง

ดีจริง ฉันตัดคนออกไปได้ครึ่งโลก ยังเหลืออีกสามพันล้านชีวิตที่เป็นผู้ต้องสงสัย

ยูออนเปิดประตูต่อโดยไม่สนใจฉันที่กำลังใช้ความคิดอย่างเยือกเย็น

ถึงเขาจะไม่ได้มี X-note อยู่อย่างที่บอกแต่แรก แต่การมาที่นี่ก็ช่วยให้ฉันไข X-note ที่แม่ทิ้งไว้ให้ฉันได้ ดังนั้นฉันจะถือว่ามันหักล้างกันได้ จะให้อภัยและไม่ติดใจเอาความเขาก็แล้วกัน

“จะว่าไป นายสั่งให้ยามไม่ต้องมาดูแถวนี้ในเวลานี้หรือเปล่า” ฉันต้องข้อสังเกต “ทำไมฉันไม่ค่อยเห็นพวกเขาเลยล่ะ ในเวลากลางคืนแบบนี้พวกเขาน่าจะเพิ่มการตรวจตราไม่ใช่เหรอ”

“ฉันไม่ได้สั่ง” หลังตอบคำนั้น เขาก็มองไปรอบๆ แล้วเห็นด้วย “เธอพูดถูก มันแปลกทีเดียว”

“ฉันคิดว่ามันแปลกที่เขาสามารถผ่านระบบรักษาความปลอดภัยเข้ามาในโรงเรียนได้ง่ายขนาดนี้ทั้งๆ ที่เกิดเหตุฆาตกรรมที่นี่มาตั้งสองหนแล้ว”

“ฉันสั่งเพิ่มระดับการรักษาความปลอดภัยขึ้นตั้งแต่ซิดเสียชีวิตไป” เขาเล่า “ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงไม่มียามอยู่เลยสักคนในตอนนี้ บางทีอาจมีใครบางคนอาจจะสั่งพวกเขาให้ไม่ต้องมาในช่วงเวลานี้เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง”

“มีคนที่มีอำนาจขนาดนั้นอยู่ด้วยหรือ”

“ฉันนึกออกอยู่แค่คนเดียวที่ทำได้” มีการเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนประกาศนาม “ลอยล์”

ไม่นะ! ไม่เอาคนน่าสยองคนนั้นแล้วความอ่อนแอในตัวฉันรีบปฏิเสธชื่อนั้นทันที

“เขาเป็นคนเดียวในสถาบันเซ็นที่มีอำนาจสั่งการเหนือฉัน” เด็กหนุ่มกล่าวต่อ “ถ้าหากว่าเป็นเขาจริง ฉันก็สงสัยว่ามันมีจุดประสงค์เพื่ออะไร”

“...” ฉันปิดปากเงียบ ยังไม่อยากบอกข้อมูลเกี่ยวกับลอยล์ที่ฉันได้มาจากการเผชิญหน้าโดยตรงให้เขาฟัง

“อย่างไรก็ตาม เราไปตามหาสร้อยคอที่ว่านั่นกันดีกว่า” ยูออนชวน “เธอพอมีไอเดียบ้างไหมว่ามันอยู่ที่ไหน”

“ฉันยังไม่ได้เช็คที่ห้องแล็บวิทยาศาสตร์” ฉันบอกเขา “ฉันสังหรณ์ว่ามันน่าจะซ่อนอยู่ที่นั่น”

“งั้นก็ไปกันเถอะ”

จากนั้นเราก็ออกเดินเข้าไปในตัวสถาบัน

“ไฟที่ห้องคอมเปิดอยู่นี่” ฉันสังเกตเมื่อเดินทางถึงทางแยกที่ทางหนึ่งพาไปสู่ห้องคอม อีกทางพาไปสู่ห้องแล็บวิทยาศาสตร์

“มีคนอยู่ในนั้นหรือ”

เมื่อมีเรื่องให้ต้องสงสัย ฉันก็อดไม่ได้ที่จะเดินไปดูที่ห้องคอมก่อน พอมองผ่านประตูกระจกแล้วไป ฉันก็เห็นเงาคนนั่งอยู่ที่มุมหนึ่งของห้อง

“นั่นใคร” ยูออนที่ตามมาด้วยถาม

“ฉันคิดว่าฉันรู้จักคนคนนั้น” ฉันบอกเขา แล้วหันไปกล่าวกับยูออนด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ยูออน ขอฉันเข้าไปคุยกับเขาตามลำพังก่อนได้ไหม”

“นั่นเป็นเพื่อนเธอใช่หรือเปล่า”

“ใช่” ฉันรับ “ถึงเขาจะทำตัวน่าสงสัย และชอบทำอะไรผิดกฎอยู่บ้าง แต่ฉันก็คิดว่าเขาไม่ได้มีเจตนาร้าย”

“เธอแน่ใจนะ”

“อื้ม” ฉันกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ แล้วพยักหน้าหนักๆ ทีหนึ่ง “นายเองก็มีแหล่งข้อมูลของนายที่ต้องช่วยรักษาความลับให้ใช่ไหม ฉันก็มีแหล่งข้อมูลของฉันเหมือนกัน ก็คือเขาคนนี้แหละ แล้วฉันก็อยากช่วยเขาบ้าง ดังนั้นขอให้ฉันลองเข้าไปคุยดูก่อนนะ ถ้าเขาทำอะไรผิดจริง ฉันจะมาบอกนายเอง”

“เข้าใจแล้ว ฉันจะรออยู่ตรงนี้”

“ขอบใจนะ”

ฉันส่งยิ้มจากใจจริงให้ยูออน จากนั้นก็เปิดประตูห้องคอมแล้วก้าวเข้าไปเงียบๆ

“อาน่อน!

ฉันตั้งใจจะร้องทักเพื่อให้เขาสะดุ้งตกใจ ซึ่งเขาก็ดูจะตกใจอยู่แต่ไม่สะดุ้งอย่างที่ฉันคิด พอหันมาเจอว่าเป็นฉัน เขาก็แค่หมุนหน้าจอมอนิเตอร์ไปอีกทางไม่ให้ฉันเห็นแล้วกดปิด แต่นั่นก็ยืนยันได้แล้วว่าเขาคงอยากซ่อนสิ่งที่เขากำลังทำอยู่จากฉัน

“นายมาทำอะไรที่นี่” ฉันถาม

“แล้วเธอล่ะ มาทำอะไรที่นี่” เขาย้อน

“คือว่า ฉัน...” เพิ่งนึกได้ว่าตัวเองก็ดูน่าสงสัยเหมือนกัน

“ฉันมาหาบางอย่างน่ะ” ฉันรีบบอกแล้วถามกลับ “ทีนี้ก็บอกมาได้แล้วว่านายมาทำอะไร”

“ฉันกำลังตรวจสอบบางอย่างอยู่น่ะ” เขาไหวไหล่สบายๆ

“อยู่ระหว่างการขุดคุ้ยเรื่องส่วนตัวของคนอื่นอยู่งั้นเหรอ”

“ฉันจะดีใจมากกว่าจะถ้าเธอเรียกมันว่าการวิจัย” เขาพูดยิ้มๆ

“ทำไมนายถึงไม่ทำมันในตอนกลางวันล่ะ” ฉันถามเลียบเคียงต่อ

“งานของฉันเกี่ยวข้องกับการแฮ็กนะ ฉันทำมันตอนกลางวันไม่ได้หรอก”

“อ้อ... ฟังดูสมเป็นนายทีเดียว” ฉันยอมรับว่ามันมีเหตุผล “ว่าแต่กำลังวิจัยอะไรอยู่ล่ะ”

“แค่อะไรนิดหน่อย” อาน่อนปรายตาไปทางหน้าจอ

ฉันอดไม่ไหวต้องหันมันมาเปิดดูด้วยตัวเอง

“อะ...อะไรนี่”

นี่คือสิ่งที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ

 

ORZ Corporate Private Message Board

(บอร์ดสนทนาส่วนบุคคลของ ORZ Corporate)

OVER-9000:

แล้วที่สถาบันเซ็นเป็นยังไงบ้าง

LOLICON:

คุณเคยได้ยินเกี่ยวกับนักเรียนที่ชื่อเอสซี่ไหม

ANONYMOUS:

เคยแน่นอน เธอน่ารักดีนะ

OVER-9000:

คุณถามคำถามนั้นไปเพื่ออะไร

LOLICON:

ลูกชายผู้อำนวยการคนก่อนเชิญเธอมาเพื่อให้ช่วยสืบคดี

ฉันได้ยินมาว่าเธอเป็นผู้ใช้พลังจิต

OVER-9000:

คุณได้ยินเรื่องนั้นมาจากไหน

LOLICON:

ฉันมีแหล่งข้อมูลของฉัน

อย่างไรก็ตาม เธอเอาตัวเข้ามาเกี่ยวกับเรื่องนี้มากเกินไปแล้ว

เราควรทำอะไรบางอย่างกับเธอดีไหม

OVER-9000:

คุณกำลังวางแผนจะทำอะไร

LOLICON:

^___^

 

“บทสนทนานี่มันอะไรกัน” ฉันถามอึ้งๆ หลังอ่านจบ แล้วหันไปมองทางเด็กหนุ่ม “อาน่อน นาย...”

“นี่คือบอร์ดสนทนาส่วนบุคคลของ ORZ Corporate” อาน่อนบอก

“ฉันจำได้ว่าเคยอ่านอะไรที่คล้ายๆ กันนี้จากมอนิเตอร์เครื่องหนึ่งมาก่อน” ฉันนึกถึงตอนที่ฉันฝึกอ่านความจำจากวัตถุ “นายเป็นคนใช้เครื่องคอมนั่น!

“งั้นเธอก็รู้แล้วสิ นั่นทำให้อธิบายง่ายขึ้นเยอะเลย” เขาคลี่ยิ้มขี้เล่น “ฉันได้ข้อมูลส่วนใหญ่ของสถาบันเซ็นมาจากบอร์ดนี้แหละ”

“แต่ฉันนึกว่านายเป็นต้องสมาชิกของ ORZ Corporate เสียอีกถึงจะล็อกอินเข้าไปได้เสียอีก อย่าบอกนะว่านายเป็น...”

“ใจเย็นน่า! ฉันไม่ใช่อะไรอย่างที่เธอคิด” อาน่อนรีบห้ามจินตนาการของฉัน

“ฮะ?”

“ฉันเป็นแฮ็กเกอร์ จำได้ไหม” เขาเตือน “ฉันแฮ็กเข้าเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทแล้วก็เพิ่มยูเซอร์เนม ANONYMOUS เข้าไปใน”

“อย่างนั้นนั่นก็คือนามแฝงของนายสิ!

“ใช่แล้ว” เขายิ้มรับ “ดูเหมือนว่าบางคนจะเริ่มสงสัยแล้วว่าฉันไม่ได้เป็นคนของที่นั่นจริง แต่ก็ไม่เป็นไร ฉันได้ข้อมูลมามากพอแล้วในตอนนี้”

“ฉะ...ฉันคิดว่าฉันพอจะเข้าใจละ”

แม้ฉันจะไม่มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์มากนัก แต่ก็คิดว่าพอจะปะติดปะต่อเรื่องได้ และที่อาน่อนพูดมาก็มีเป็นเหตุเป็นผลสอดคล้องกัน

“จะยังไงก็ตาม ฉันก็ดีใจที่นายไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทนั่น” ฉันบอกเขาด้วยความโล่งใจ

“ทำไมล่ะ”

“ไม่ว่าอะไรก็ดีกว่าการไปเกี่ยวข้องคนบ้านั่น!

คนบ้า’ …” อาน่อนหรี่ตาครุ่นคิด “เธอหมายถึงลอยล์?

“ใช่” ฉันรับพร้อมถอนหายใจหนักๆ

เด็กหนุ่มหัวเราะออกมาเบาๆ ด้วยสาเหตุใดฉันก็ไม่ทราบเช่นกัน

ฉันรู้เพียงแค่ว่าตอนนี้ฉันรู้สึกสบายใจ แล้วดีใจมาก อาน่อนไม่ได้ทำอะไรผิดอย่างที่ฉันคิดไว้ เขาแค่ช่วยฉันสืบตามที่ฉันเคยขอ ดังนั้นก็ถือว่าเขากำลังช่วยยูออนสืบคดีทางอ้อมด้วย แบบนี้ฉันก็กลับไปบอกยูออนได้แล้ว

“ยังไงก็ตาม ฉันจะไปที่ห้องแล็บวิทยาศาสตร์ก่อนนะ” ฉันกล่าวกับอาน่อน

“ของที่เธอตามหาอยู่อยู่ที่นั่นเหรอ” เขาถาม ความจำดีจริงๆ ยังจำเรื่องที่ฉันพูดทีแรกได้ด้วย

“น่าจะใช่” ฉันว่า

“อยากให้ฉันไปด้วยไหม”

“ไม่เป็นไร ฉันมีคนไปด้วยแล้ว ยูออนรอฉันอยู่ที่ด้านนอกห้อง”

“ยูออน?” เด็กหนุ่มเลิกคิ้วสงสัยพลางชะเง้อมองไปที่ประตูกระจก

“อย่าห่วงเลย ฉันบอกเขาให้รออยู่ข้างนอกระหว่างที่ฉันเข้ามาดูว่านายกำลังทำอะไรกันแน่ ฉันจะไปบอกกับเขาเองว่านายช่วยหาข้อมูลเกี่ยวกับคดีให้ฉันอีกแรง แต่อย่างไรซะนายก็ควรจะเลิกเข้ามาใช้คอมที่นี่ทำเรื่องไม่เหมาะสมโดยพลการได้แล้ว”

“ก็แหม ฉันไม่มีคอมนี่ แล้วที่นี่ก็เงียบดีด้วย” อาน่อนยิ้มแหย “เธอช่วยบอกยูออนว่าให้ฉันยืมให้ต่อไปโดยทำเป็นไม่เห็นได้ไหม”

“นายนี่นะ” ฉันมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ

เขาหัวเราะแห้งๆ “ล้อเล่นน่า ฉันล้อเล่น เดี๋ยวเสร็จงานวันนี้ฉันคงเลิกใช้ที่นี่แล้วล่ะ”

จากนั้นก็เปลี่ยนมาทำหน้าจริงจังพร้อมกับเปลี่ยนเรื่อง

“ว่าแต่ แน่ใจเหรอว่าไม่อยากให้ฉันไปด้วยอีกคน พวกคนในบอร์ดเพิ่งพูดกันถึงเธอ ดูเหมือนพวกเขาจะรู้ว่าเธอกำลังทำอะไร และก็กำลังวางแผนจะหยุดเธอ”

“อื้ม ฉันรู้แล้วล่ะ แต่ไม่เป็นไร ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ฉันจะร้องดังๆ ก็แล้วกัน”

“แล้วฉันก็จะรีบตรงไปช่วยเจ้าหญิง” อาน่อนยิ้มกว้างขณะพูดเปรียบกับเทพนิยาย

“ใช่ ตามนั้นแหละ” ฉันยิ้มอย่างนึกสนุกตามเขาไปด้วย

“ระวังตัวด้วยนะ อย่าลืม”

“รับทราบ”

จากนั้นฉันก็กลับมาเจอกับยูออนที่นอกห้อง

“เป็นไงบ้างล่ะ” เขาถาม

“อาน่อนมายืมใช้คอมที่นี่เพื่อหาข้อมูลนิดหน่อย จริงๆ มันก็คือข้อมูลที่ฉันเคยขอให้เขาช่วยหาให้เพื่อใช้ในการสืบคดี ฉันรู้มาด้วยว่าอาน่อนเป็นคนแฮ็กเข้าไปใช้บอร์ดสนทนาของโออาร์แซทคอร์เปอร์เรทแต่เขาก็แค่ปลอมตัวเข้าไปหาข้อมูลเฉยๆ เขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัท”

“อย่างนั้นหรือ”

“ฉันบอกเขาแล้วว่าให้เลิกมาใช้คอมของโรงเรียนโดยพลการ แล้วเขาก็บอกฉันว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว เขาฝากมาด้วยว่าขอให้นายยอมปล่อยๆ เขาไปหน่อย ซึ่งฉันก็อยากขอร้องด้วยอีกแรง อย่างน้อยก็แค่เรื่องในวันนี้ เพราะเขาทำเพื่อช่วยฉัน”

“ดูเธอพยายามปกป้องเขาเหลือเกินนะ” ยูออนกล่าวเสียงเรียบ

“นายต้องการจะบอกอะไร”

“ฉันแค่อยากบอกว่าเขาไม่น่าไว้ใจ” เด็กหนุ่มบอก “แต่เรื่องในวันนี้ฉันจะปล่อยไปก่อนตามที่เธอขอ เรารีบไปกันต่อเถอะ”

ฉันเดินตามยูออนที่ออกตัวนำไปด้วยความรู้สึกเคืองและสับสนเล็กน้อย จริงอยู่ที่ว่าฉันอาจจะออกตัวปกป้องอาน่อนมากไป แต่ยูออนมีหลักฐานอะไรมาบอกว่าเขาไม่น่าไว้ใจล่ะ ในเมื่อตัวเขาเองก็ปิดบังความจริงหลายๆ เรื่องจากฉัน เรื่อง X-note ที่เขาไม่ได้มีอยู่จริงนี่ก็ทำฉันเคว้งพออยู่แล้ว

ความคิดคำนึงถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นของฉันหยุดลงทันทีที่เราเดินทางมาถึงห้องแล็บวิทยาศาสตร์ ฉันยังรู้สึกไม่ค่อยสบายเท่าไหร่นักทุกครั้งที่มาที่นี่ แต่มันคงช่วยไม่ได้ ฉันมีแต่ความทรงจำเลวร้ายที่ฝังลึกอยู่กับที่นี่

“ฉันจะเปิดไฟนะ” ยูออนบอก

ในอีกไม่กี่วินาทีถัดมาไฟในห้องก็สว่าง

“เรามาเริ่มกันเถอะ” เขาเอ่ยชวน

“ตกลง ฉันจะค้นฝั่งนี้” ฉันหมายถึงฝั่งที่อยู่ใกล้ประตูทางเข้า

“งั้นฝั่งนี้ฉันจัดการเอง” ยูออนรับผิดชอบฝั่งที่อยู่ด้านใน

แต่ไม่ทันไรเขาก็กล่าวขึ้นอีกครั้งว่า

“เอสซี่ เธอรู้สึกถึงอะไรบางอย่างหรือเปล่า เหมือนมีใครบางคนซ่อนอยู่ในห้องนี้”

แม้จะยังงงกับคำถาม แต่ฉันก็ลองใช้พลังตรวจสอบดูอีกครั้ง แล้วก็ต้องตกใจ

“นายพูดถูก”

ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่าฉันไม่ทันสังเกตตั้งแต่แรก ทั้งๆ ที่ฉันก็เป็นผู้ใช้พลังจิตแท้ๆ ...!

...จู่ๆ ก็มีความคิดหนึ่งสะดุดขึ้นมาในใจฉัน

“อยู่ใกล้ฉันไว้นะ” ยูออนสั่ง เสียงเขาบ่งบอกว่าสถานการณ์ในตอนนี้ดูจะอันตราย

กลับกับยูออนที่ระมังระวังขึ้นอีกหลายเท่า ความคิดของฉันเริ่มสับสนและตีกันเองจนฉันเริ่มจะสนใจโลกภายในมากกว่าสถานการณ์ภายนอกที่เกิดขึ้น

ปัง!

“กะ...เกิดอะไรขึ้น” เสียงที่ดังขึ้นปลุกฉันตื่นทันที “กระจกนั่นเพิ่งแตก...”

ฉันมองไปที่หน้าต่างห้องและพื้นที่มีเศษกระจกกระจายอยู่เต็ม

“นั่นมันเสียงปืน!” ยูออนว่า “เราไม่ควรอยู่ที่นี่ต่อ!

เด็กหนุ่มดึงมือฉันให้ตามเขาไปขณะที่เราวิ่งหนีออกจากโรงเรียนให้เร็วที่สุดเท่าที่เราจะทำได้

ครั้นออกมาถึงลานว่างข้างโรงเรียน พวกเราจึงค่อยหยุดวิ่ง แล้วต่างหอบหายใจ

“มาถึงตอนนี้น่าจะปลอดภัยแล้ว” ยูออนบอกหลังเริ่มปรับลมหายใจได้

เมื่อรู้ว่าปลอดภัยแล้วฉันก็กลับไปครุ่นคิดหนักอีกครั้ง เรื่องที่คิดย่อมไม่พ้นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น ทว่าฉันไม่ได้นึกถึงเสียงปืน คนร้าย หรือกระจกที่แตกแต่อย่างใด

“มีอะไรงั้นหรือ” ยูออนคงสังเกตเห็นอาการของฉันจึงถาม “เธอบาดเจ็บ?

“ยูออน...” ฉันมองเข้าไปในดวงตาของเขา กล่าวถามอย่างจริงจังว่า “นายรู้ได้ไงว่ามีคนอื่นซ่อนอยู่ในห้องนั้น แล้วเสียงก่อนที่แก้วจะแตกนั่นมันอะไรกัน”

“เธอกำลังพยายามจะบอกอะไร”

“ฉันรู้ว่าฉันอาจเป็นคนที่ไม่ค่อยระมัดระวัง แต่ว่า...” พักสูดหายใจเฮือกใหญ่อีกครั้ง แล้วกล่าวต่อ “ฉันก็มั่นใจในสัมผัสที่หกของฉัน การที่นายสามารถรับรู้ได้ถึงตัวตนของบุคคลอื่นได้ก่อนฉันนั้น... หมายความได้เพียงอย่างเดียว”

รวมพลังเข้าปอด ยืดตัวยืนตรงๆ แล้วบอก

“นายมีพลังจิตหยั่งรู้ระดับเดียวกับฉัน”

เมื่อเห็นว่าเขาไม่แสดงอาการปฏิเสธ ฉันก็พูดต่ออย่างมั่นใจว่า

“พูดอีกอย่างก็คือ... นายเป็นผู้ใช้พลังจิต”

พระจันทร์ส่องสว่างขณะที่ลมฤดูใบไม้ร่วงก็พัดพาความเย็นมา

อย่างไรก็ตาม ใจฉันกระจ่างดั่งตอนกลางวัน

ฉันให้โอกาสเขามาครั้งแล้วครั้งเล่า ทุกเรื่องที่เขาเคยปิดบังและมาเปิดเผยเอาทีหลังฉันก็อดรับเอาไว้

ถึงจะรู้ว่าเขาไม่น่าไว้ใจ แต่ฉันก็ยังอยากที่จะเชื่อใจเขา แล้วก็พยายามทำเช่นนั้นมาตลอด

แต่สำหรับเรื่องนี้ฉันเหลือทนแล้ว นี่คือฟางเส้นสุดท้ายของฉัน

“...ขอโทษ” ยูออนเอ่ยทำลายความเงียบ

“ทำไมล่ะ ทำไมนายต้องขอให้ฉันช่วยทั้งๆ ที่นายสามารถทำได้ด้วยตัวนายเอง” ฉันยิ่งพูดยิ่งรัวเร็ว “เพราะอะไรฉันถึงต้องพยายามตั้งมากมายจนล้มหมดสติไปโดยที่ฉันแทบไม่ได้อะไรตอบแทนเลย แม้แต่ X-note ที่นายเคยบอกก็ไม่มีอยู่จริง”

เด็กหนุ่มไม่ตอบ

“พูดอะไรบ้างสิ” ฉันตวาดก้อง “ทำไมถึงไม่ยอมพูดอะไรเลยล่ะ นายสัญญาว่าจะบอกฉันทุกอย่างนี่นา... ทำไมกัน”

ยูออนนิ่งอยู่ครู่ จึงค่อยกล่าว

“ฉันอยากบอกความจริงเธอมาตลอด แต่...” เขาหลับตาลงขณะพูดประโยคถัดไป “ฉันไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ฉันเริ่มกลัวว่าวันหนึ่งเธอจะค้นพบมันด้วยตัวเธอเอง”

“ฉันไม่เข้าใจ”

ฉันไม่เข้าใจเหตุผลของเขาเลย ถ้าไม่กลัวที่ว่าฉันจะค้นพบความจริงด้วยตนเอง ก็ควรจะบอกฉันแต่แรกสิ

“...โดยปรกติแล้ว ฉันก็ไม่ต่างจากคนธรรมดาทั่วไป” เขาบอก “นั่นคือในกรณีที่ฉันไม่ได้อยู่ใกล้ผู้ใช้พลังจิต พวกคนในสถาบันเซ็นเรียกความสามารถของฉันว่า ปรับตัวหรือความสามารถในการเอาพลังผู้อื่นมา ฉันสามารถมีพลังอะไรก็ได้ก็หากว่าฉันอยู่ใกล้ๆ ผู้มีพลังจิตนั้นเป็นเวลาช่วงหนึ่งที่ยาวนานพอ เหมือนการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม”

“หมายความว่าความสามารถของนายขึ้นอยู่กับของฉันใช่ไหม”

“ใช่” เขาพยักหน้า

“นั่นเป็นสาเหตุที่นายต้องการตัวฉันตั้งแต่แรกใช่ไหม ทั้งหมดนี่ก็เพื่อที่จะเอาพลังของฉันไป”

“ฉัน...” เขามีสีหน้าลำบากใจ “คงปฏิเสธไม่ได้” แต่ก็ยอมตอบตามจริง

“เข้าใจละ เป็นอย่างนี้นี่เอง มันก็สมควรอยู่หรอก...” ฉันพึมพำออกมาดังๆ “ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมนายถึงทำเป็นใจดีและเป็นห่วงฉัน” ก้าวถอยหลังทีละก้าว... “นายลงทุนถึงขั้นพาฉันไปเลี้ยงวันเกิดและซื้อของขวัญให้ฉันด้วยนี่ ไม่เคยมีใครทำแบบนั้นให้ฉันมาก่อน ถึงว่าทำไม...”

เรื่องพวกนั้นทำให้ฉันมีความสุขมาก แต่นั่นคงเป็นเพราะความอ่อนต่อโลกของฉันเอง

“ฉันผิดเองที่หลงคิดไปว่านายจริงใจด้วย!

พูดคำนั้นจบฉันก็รีบหันเดินหนี

“เอสซี่ ฟังฉันก่อน!” ยูออนจับข้อมือฉันไว้ “ฉัน...”

“อย่าเข้ามาใกล้ฉันนะ!” ฉันสลัดข้อมือหลุดทันที “ตั้งแต่แรกเลย นายก็ไม่ได้คาดหวังอะไรในตัวฉันอยู่แล้ว ฉันมันก็แค่เบี้ยในกำมือของนายเท่านั้นนี่ ทำไมล่ะ ทำไมนายถึงต้องทำแบบนี้กับฉันด้วย” ฉันวิ่งไปโดยไม่รอฟังคำตอบจากเขา คำถามที่กล่าวออกไปนั่นก็แค่แสดงความน่าสมเพชของตัวเองออกมาเท่านั้น

“เอสซี่!” เสียงยูออนไล่ตามฉันมา แต่ฉันไม่สนใจเขาอีกแล้ว

รู้สึกใบหน้าเย็นวูบขึ้นมาทันทีมีเมื่อสายลมพัดตรงเข้าใส่

ฉันเพิ่งรู้ตัวในตอนนั้นว่ามีหยดน้ำไหลเป็นทางจากดวงตาของฉัน

น้ำตา?

กะพริบตาปริบไล่น้ำที่คลออยู่ในเบ้าแล้วหยุดวิ่ง

ทำไมฉันถึงต้องร้องไห้ด้วย เขาก็แค่คนที่ใช้ฉันเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ร้องไห้เพื่อเขาไปก็ไม่ได้อะไร

ฉันไม่จำเป็นต้องร้องไห้เลย...

เอามือปาดคราบน้ำตาบนใบหน้า ลืมตามองรอบๆ แล้วก็พบว่าตัวอยู่มาหยุดอยู่ที่หน้าประตูของสถาบันเซ็น มองไปด้านในก็เห็นไฟบางจุดเปิดไว้อยู่

“จริงสิ อาน่อนจะเป็นยังไงบ้าง”

หลังจากที่เสียงปืนดังขึ้นฉันก็ปล่อยให้ยูออนลากฉันหนีโดยลืมนึกถึงเขาไปเลย ถ้าเขาได้ยินเสียงแล้วรีบวิ่งมาช่วยล่ะ หรือว่าถ้าฉันกลับไปเลยโดยไม่แวะบอกเขาก่อน เขาอาจจะไปดูที่ห้องแล็บวิทยาศาสตร์ก็ได้

อาน่อนอาจกำลังตกอยู่ในอันตรายเพราะฉัน...

ความคิดนั้นทำให้ฉันเสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันที

ฉันกลืนความโศกเศร้าลงคอ ทิ้งความกลัวไปเบื้องหลัง แล้วรีบกลับเข้าไปในสถาบันเซ็นอีกครั้ง เพื่อไปดูว่าอาน่อนเป็นอย่างไรบ้าง

เมื่อมาถึงทางแยกและเห็นว่าไฟที่ห้องคอมยังเปิดไว้อยู่ ฉันก็เดินช้าลง แต่ละย่างก้าวที่ออกเดินค่อยๆ เพิ่มความตื่นเต้นและลุ้นระทึกในใจฉัน

ทันทีที่ผลักประตูห้องเข้าไปเห็นภาพข้างใน ฉันก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งใจ อาน่อนนั่งเอามือเท้าศีรษะอยู่ที่โต๊ะ

เมื่อเดินเข้าไปมองใกล้ๆ ฉันก็ยิ่งไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็น... เขากำลังหลับอยู่

เป็นคนบอกเองแท้ๆ ว่าจะรีบมาช่วยถ้าได้ยินฉันร้อง แต่ดันมาหลับสบายอยู่ที่นี่ทั้งๆ ที่เมื่อครู่มีเสียงปืนดังและกระจกแตกอยู่ที่ห้องแล็บวิทยาศาสตร์ แล้วทำให้ฉันเป็นห่วงแทบแย่จนต้องรีบมาหา

ควรจะบอกเป็นความผิดของนายนี่ที่ขี้เซา หรือว่าเป็นเพราะเสียงอาจเข้ามาไม่ถึงห้องนี้ดีล่ะ...

อาน่อนตอนหลับดูเป็นพิษเป็นภัยไม่ถึงครึ่งของอาน่อนตอนตื่น เห็นภาพเขาอย่างนี้แล้วทำให้ฉันรู้สึกปลอดภัยและสบายใจขึ้นมาทันที

เรื่องที่ฉันเพิ่งทะเลาะกับยูออนเหมือนจะอยู่ห่างออกไปไกลจากที่นี่มาก แต่เมื่อนึกถึงเรื่องนั้นฉันก็ยังเจ็บอยู่ลึกๆ

รู้สึกคล้ายน้ำตาจะรื้อขึ้นมาอีกครั้ง แต่ฉันก็รีบบอกตัวเองว่าอย่าร้อง...อย่ามาร้องเอาตรงนี้ เดี๋ยวอาน่อนจะเห็นเข้า...

เมื่อมองอาน่อนแล้ว ฉันก็อดจึงไม่ได้ว่า ถ้าสามารถแบ่งความสงบของเขาในตอนนี้มาให้ฉันบ้างก็น่าจะดี ฉันไม่รู้ว่าคืนนี้กลับไปแล้วจะหลับลงได้ไหม

แต่เรื่องเช่นนั้นคงเป็นไปไม่...

ไม่...! เรื่องนี้มีทางเป็นไปได้สิ!

...ถ้าหากว่าใช้พลังจิตสัมพันธ์ของฉัน

เมื่อเร็วๆ นี้พลังจิตสัมพันธ์ของฉันพัฒนาขึ้นมาก ด้วยระดับของฉันในตอนนี้ ฉันน่าจะอ่านความฝันของคนที่กำลังหลับ และดึงความรู้สึกบางอย่างของเขามาไว้ในตัวได้ นั่นไม่ใช่การขโมย แต่เป็นเหมือนการแบ่งปันมากกว่า

ฉันคิดว่าอาน่อนไม่น่าจะถือสาอะไรถ้าฉันจะลองดูสักหน่อย...

ตึก ตึก...ก

ทันทีที่ฉันแตะข้อมือของเขาเพื่อจะลองอ่านใจ ฉันก็สะดุ้งถอยหลังทันที

กะ...เกิดอะไรขึ้น...

ฉันอ่านใจเขาไม่ได้

ไม่สิ! เมื่อคิดดูดีๆ แล้วสัมผัสนั้นเหมือนมีอะไรบางอย่างขวางฉันไม่ได้อ่านใจเขาได้ นั่นไม่ใช่การปิดกั้นความคิดไม่ให้คนล่วงรู้แบบคนที่ฝึกจิตมาเหนือกว่า แต่เป็น...

จังหวะนั้นเอง เด็กหนุ่มที่หลับอยู่ก็ค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้นมา ดวงตาสีเข้มของเขาดูต่างไปจากเดิมอย่างน่าประหลาด




 

“...เมื่อกี้เธอทำอะไรน่ะ” แม้แต่เสียงของเขาก็ฟังไม่เหมือนเดิมเช่นกัน มันเย็นและไม่มีสำเนียงขี้เล่นอีกต่อไป

“นะ...นาย... เป็นใคร” ฉันถามด้วยเสียงที่เริ่มสั่น

อาน่อนเอามือที่เท้าศีรษะของเขาไว้กับโต๊ะออก แล้วลุกขึ้นยืน มองฉันตรงๆ

แววตาของเขาดูแปลกไปมาก มันดูเย็นชา และกลวงเปล่า เหมือนไม่มีแสงสว่างสะท้อนออกจากมันอีกต่อไป และความรู้สึกที่ดวงตาคู่นั้นส่งออกมาก็ทำให้ฉันนึกอะไรบางอย่างได้

“อาน่อน... ANONYMOUS… สิ่งที่ไม่รู้จัก... เอ็กซ์...!

เมื่อกระบวนความคิดและข้อสรุปของฉันจบลง เสียงแห่งความเงียบก็ปกคลุมไปทั่วห้อง...

ที่ตรงหน้าฉันมีชายที่ฉันเคยคิดว่ารู้จักยืนอยู่ แต่ตอนนี้ฉันรู้สึกเหมือนไม่ได้รู้จักเขาอีกต่อไป

“เอ็กซ์...!” ฉันพูดชื่อนั้นซ้ำอีกครั้งพลางถอนเท้าห่างสองสามก้าวอย่างสับสน

ภาพของเอ็กซ์ปรากฏชัดในใจฉัน อาน่อนในตอนนี้ช่างดูคล้ายกับเด็กชายผมปรกหน้าคนนั้นเสียเหลือเกิน

“นายคือเอ็กซ์ใช่ไหม” ฉันถามเขาไป

อาน่อนเลิกคิ้วสงสัยเล็กน้อย ถามอย่างไม่ค่อยใส่ใจนักว่า

“เขาเป็นใคร”

“ไม่ต้องมาทำเป็นไขสือ” ฉันขึ้นเสียง “มีพลังมหาศาลที่ห่อหุ้มตัวนายคอยกันไม่ใช่ฉันอ่านใจนายได้เมื่อครู่ เป็นนายใช่ไหม ไม่มีใครอีกแล้วที่จะมีพลังขนาดนี้”

“เมื่อครู่นี่เธอพยายามอ่านใจฉันงั้นหรือ” เขาถามเสียงเรียบฟังเยือกเย็น

“อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง” ฉันสั่ง ไม่ทราบเหมือนกันไปเอาความกล้ามาจากไหนมาเถียงเขาในตอนนั้น

เด็กหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนบอก

“ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าเธอกำลังพูดถึงเรื่องอะไร แต่ว่า... ฉันไม่ปฏิเสธว่าเราเป็นประเภทเดียวกัน... เราทั้งคู่เป็นผู้ใช้พลังจิต” เขาแค่นยิ้มบางต่อท้ายประโยค

“ทำไมนายถึงไม่บอกฉันก่อนหน้านี้ล่ะ”

“ฉันไม่มีเหตุผลที่ต้องบอกนี่” เขาไหวไหล่ “เธอคงไม่ป่าวประกาศให้ทุกคนรู้กันทั่วว่าเธอเป็นมีพลังจิตหรอก หรือไม่ใช่”

ก็จริงของเขา ฉันงี่เง่าที่ถามไปอย่างนั้นเอง แต่ว่าก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่ฉันติดใจ

“นายเป็นคนก่อเหตุฆาตกรรมในโรงเรียนหรือเปล่า”

“อะไรทำให้เธอคิดไปในทางนั้น” เขาย้อน แม้แต่ลักษณะคำพูดที่เขาเลือกใช้ก็ต่างไปจากเดิม

“นายเป็นอินฟอร์แมนต์ไม่ใช่เหรอ นายน่าจะรู้ว่าฉันหมายถึงอะไร” ฉันพูดเสียงเข้ม “ซิดตายอย่างผิดธรรมชาติ นั่นหมายความว่าคนก่อเหตุต้องมีพลังจิตจลน์ที่แข็งแกร่งมาก และฉันก็รู้จากการสัมผัสตัวนายเมื่อครู่นี่ว่านายมีพลังจิตประเภทนั้นอยู่ มันเหนือกว่าของฉันมาก”

ผู้ที่มีพลังจิตจลน์ที่เข้มข้นมากห่อหุ้มอยู่รอบตัวจะสามารถใช้มันป้องกันการโจมตีทางกาย และปิดกั้นการรุนรานของกระแสจิตของผู้อื่นได้ด้วย นั่นคือพลังระดับเดียวกัพลังที่กันไม่ให้ฉันใช้พลังจิตสัมพันธ์อ่านใจเขาได้

“ไม่มีใครอื่นแล้วในโรงเรียนนี้ที่จะมีพลังเท่ากับนาย มันไม่มีทางเป็นอย่างอื่นไปได้” ฉันสรุปด้วยเสียงอันดังลั่น

อาน่อนคลี่ยิ้มบางราวกับไม่สะทกสะท้านต่อคำกล่าวหาของฉัน

“ถือเป็นการคาดคะเนที่ดี” เขาว่า “แต่เสียใจด้วย มันเต็มไปด้วยช่องโหว่หลายแห่ง เธอก็เป็นผู้ใช้พลังจิตนี่ แล้วเธอก็เพิ่งรู้ว่าฉันมีพลังจิต เธอมั่นใจได้ไงว่าไม่มีใครในโรงเรียนที่มีพลังจิตในระดับที่เหนือกว่าฉัน”

ฉันสะอึกกับคำถามนั้น จนปัญญาที่จะแย้ง เมื่อครู่นี้ฉันก็เพิ่งรู้ว่ายูออนเป็นผู้มีพลังจิตด้วย

“อาจมีอีกหลายคนที่ซ่อนอยู่ใต้จมูกเธอก็ได้” เขาเสริม

“แต่...” ฉันยังไม่อยากยอมแพ้ “ถึงงั้นก็เถอะ... ฉัน...”

เด็กหนุ่มหยักยิ้ม พูดแทรกขึ้นว่า “ถ้างั้นลองสมมุติว่าฉันเป็นคนผิดจริง... เธอจะทำยังไงล่ะ”

รอยยิ้มของเขาน่ากลัวเกินไป จนฉันค่อยๆ ก้าวถอยหลังโดยที่สมองแทบไม่ได้สั่งการ

“จะเอาเรื่องนี้ไปบอกตำรวจอย่างนั้นหรือ”

ถึงเอาไปบอกตำรวจก็คงไม่ได้อะไรขึ้นมา ฉันไม่มีหลักฐานอะไรจะชี้ชัด และกฎหมายก็ไม่ได้มีบทบัญญัติไว้ลงโทษผู้ที่ใช้พลังจิตในทางที่ผิด ทั้งฉันและเขาต่างทราบความจริงข้อนี้กันดี

ไม่...! เสียงในใจของฉันกรีดร้อง ...ชายที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่อาน่อนที่ฉันรู้จัก พวกเขาไม่มีทางเป็นคนคนเดียวกัน

ฉันปฏิเสธที่จะเชื่อเช่นนั้น... ปฏิเสธ!

ขณะที่ใจฉันกำลังกระหน่ำร้อง เด็กหนุ่มตรงหน้าก็เพียงแค่นยิ้มแล้วมองฉันด้วยดวงตาที่ลืมขึ้นไม่เต็มที่

แววตาของเขานั้นกลวง...กลวงเปล่าเหมือนขุมนรกที่ไร้ก้นเหว

ฉันไม่สามารถทนยืนดูแล้วถูกมันดูดกลืนได้อีกต่อไป

 

ฉันอยากเชื่อในทุกคำพูดที่เคยได้ยิน

ฉันอยากเชื่อในความใจดีที่ได้รับมา

ฉันอยากเชื่อในทุกสิ่ง...

แต่ฉันควรจะเชื่อใคร

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

59 ความคิดเห็น

  1. #48 p.t.dreamm (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 16 มกราคม 2555 / 00:51
    มายก็อด...
    สำหรับหยกแล้ว...ตอนจบตอนนี้ "ค้าง" อย่างที่สุด **โวยวาย**
    ถมดำนะคะ จะได้บ่นเต็มที่ ชิๆ
    อ่านตอนนี้จบแล้ว หยกจะขอเชื่อในตัวคนที่หยกชอบ ลองดูสักตั้งล่ะกัน ตอนที่เอ่ยเรื่องเอ็กซ์นั่นตกใจอยู่หน่อยๆ ค่ะ ไม่สิ...ตกใจมาก! แต่คิดว่าน่าจะไม่ใช่นะ ถึงจะใช่ แต่คงไม่ได้เป็นความจริงทั้งหมด ...ตอนนี้คงได้แต่รอดูต่อไปว่าจะมีพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยเอสซี่ไหม รึว่าเธอจะเอาตัวรอดด้วยตัวเองไปได้ หรือจริงๆ แล้วทั้งหมดมันเป็นแค่ฝัน ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
    **วิ่งไปซ่อนอยู่หลังโอเร**
    ถ้านายโกหกอีกคนนี่...โกรธจริงๆ นะ! (ถึงคาดว่าจะต้องมีอะไรพลิกก็เถอะ)
    เอ่อ...งยูออนไม่ช็อคเท่าไร พอจะเข้าใจค่ะ แอบเชียร์อยู่นิดๆ ด้วย เพราะอาน่อนเป็นของเรา (ฮา) สรุปว่าหยกไว้ใจยูออนว่างั้น แฮะๆ
    ส่วนเรื่องอาน่อน ตอนแรกคิดว่าเป็นคนสองบุคลิกด้วยล่ะ **หัวเราะ** คิดไกลไปมั้งนี่ ...เป็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นคงต้องรอดูต่อไปล่ะกัน ไงๆ ก็ยังชอบตานี่ที่สุดในสามหนุ่มล่ะ ดังนั้น...อย่ามาทำร้ายจิตใจกันนะย่ะ
    รอตอนต่อไปท่ามกลางพายุ...ชิ!
    ท่านเคจ ช่วงย่อหน้าแรกๆ หยกหลอนคำว่า "ที่" มากเลย ลองตรวจดูนะคะ
    คำผิดจ้า >>>
    แล้วยิ่งขึ้นถึงประสบการณ์ในแต่ละครั้ง - คิด
    ทำไมฉันไม่ค่อยนพวกเขาเลยล่ะ - พบ?
    ทั้งฉันและเขาต่างทราบความจริงข้อดีกันดี - นี้
    #48
    0