X-note : Mix End

ตอนที่ 13 : บทที่ 4 แตกหัก -- 2 - สันนิษฐาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 255
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    8 ม.ค. 55

2 - สันนิษฐาน

 

วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน

ตอนที่ใกล้ตื่น ฉันฝันเห็นภาพโอเรที่กำลังมองมาที่ฉันอย่างเป็นห่วง เหตุการณ์ในตอนนั้นฉันนึกว่าฉันแค่ฝันไป แต่เมื่อตื่นมาพิจารณาดีๆ แล้ว อาน่อนบอกว่าได้ยินคนเรียกให้ช่วยเลยมาพบฉันนี่นา บางทีนั่นอาจเป็นโอเรก็ได้ เขาคงหาคนพาฉันไปห้องพยาบาลเพราะเขาคงแบกฉันเพียงลำพังไม่ไหว แต่หัวสมองวิปริตของอาน่อนก็มาชิงเอาตัวฉันกลับบ้านมาเสียก่อน...

อย่างไรก็ตาม ฉันรู้สึกดีขึ้นมาก หายสนิทเป็นปลิดทิ้งเหมือนได้เกิดใหม่อีกครั้ง ดังนั้นฉันควรแวะไปขอบคุณเขาสักหน่อย

ใช่แล้ว ฉันต้องไปหาโอเร

 

“โอเร!” ฉันร้องทักทันทีที่เห็นร่างขาวๆ ของเด็กหนุ่มที่ระเบียง

“เอสซี่!” โอเรหันมายิ้มให้ฉัน แต่เพียงครู่เดียวก็เปลี่ยนไปแสดงสีหน้าเป็นห่วง “เธอเป็นยังไงบ้าง”

“ไม่ต้องห่วง ฉันรู้สึกดีขึ้นมากแล้ว” ฉันชูหมัดทำท่าให้เขาเห็นว่าฉันแข็งแรงแค่ไหน

“เธอแน่ใจนะ” โอเรยังไม่ค่อยเชื่อ “ถ้าหากว่ายังรู้สึกไม่ค่อยดีก็น่าจะอยู่บ้านและพักผ่อน เธอไม่ควรจะฝืนมาเรียนเลย”

“นายพูดถูกนะ แต่ว่าตอนนี้ฉันไม่เป็นไรจริงๆ” ฉันยิ้มกว้าง “แล้วฉันก็อยากมาที่นี่เพื่อบอกให้นายรู้ว่าฉันไม่เป็นไรแล้ว ดังนั้นนายไม่ต้องเป็นห่วงไป”

“เอสซี่...”

“ฉันใช้ชีวิตเพียงลำพังมาตลอด ฉันเลยเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตัวเอง ฉันไม่อยากให้ใครต้องมาเป็นห่วงฉัน ฉันจึงพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเอง” ฉันเล่า “แต่เมื่อวาน... ฉันกลับทำให้นายเป็นห่วงเสียนี่ ขอโทษด้วยนะ”

ฉันก้มหัวให้เขาขณะกล่าวประโยคสุดท้ายนั้น

“โอ้ ไม่ต้องหรอก เธอไม่จำเป็นต้องขอโทษ...” โอเรรีบห้าม “ผมก็แค่...”

“ฉันรู้ว่าฉันน่าจะทบทวนการกระทำของฉัน” ฉันชิงแทรกขึ้น “แต่ว่า... ฉันกลับรู้สึกดีใจ”

คลี่ยิ้มแสดงอารมณ์ที่ว่านั้น แล้วถามต่อ

“มันแปลกดีใช่ไหม”

“นั่นเป็นเพราะเธอไม่ได้อยู่เพียงลำพังอีกแล้วไง” โอเรส่งรอยยิ้มสุดสดใสให้ฉันขณะบอกประโยคนั้น “มันก็วิเศษนะที่เป็นอิสระ...ไม่ต้องพึ่งพาใคร แต่มันก็โดดเดี่ยวด้วยไม่ใช่เหรอ บางทีก็ไม่เป็นไรหรอกที่จะพึ่งคนอื่นบ้าง”

“ก็ถูกของนาย”

“แต่ผมพึ่งพาไม่ค่อยได้หรอกนะ” เขาเอานิ้วเกาแก้มอย่างเขินๆ “วันก่อนผมก็ได้แต่เรียกให้คนมาช่วย ดีนะที่เหมือนจะมีคนที่รู้จักเอสซี่ผ่านมาพอดี”

“อื้ม เขาพาฉันกลับบ้าน แล้วช่วยดูแลให้น่ะ” ฉันบอก แล้วก็แซวโอเรต่อว่า “แต่นายดูพึ่งไม่ได้จริงๆ ด้วย”

“โหดร้ายจัง” โอเรเอ่ยเสียงอ่อย

ฉันหัวเราะไปกับท่าทางและกิริยาการแสดงออกที่แสนน่ารักของเขา

นายไม่รู้เหรอ โอเร... แค่รู้ว่ามีนายอยู่ตรงนั้นเพื่อฉันเสมอก็มากเกินพอแล้ว

อย่างน้อยฉันก็รู้เท่านี้แหละ

 

ตอนที่ใกล้จะเลิกเรียนภาคบ่าย ฉันนั่งครุ่นคิดถึงหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งเรื่องของ X-note ลอยล์ และก็เขา...

ภาพของเด็กชายผมปรกหน้าที่ยืนอยู่ริมแม่น้ำปรากฏขึ้นมาในห้วงความคิดของฉัน

ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรจะเริ่มต้นที่ไหนดี

เด็กที่เรียกว่า เอ็กซ์ นั่นจะอยู่ที่โรงเรียนนี้ไหมนะ

ที่จริงก็น่าจะมีความเป็นไปได้ ถ้าเขามีพลังมากขนาดนั้นจริง เขาอาจจะเป็นฆาตกรที่สังหารซิดก็ได้...

เมื่อสัญญาณเลิกเรียนดังขึ้น ฉันตัดสินใจว่าจะลองไปปรึกษาเรื่องนี้กับยูออนดู

“ยูออน” ฉันเรียกเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน

เขาเงยหน้าขึ้นมามองฉัน แล้วถาม

“เธอสบายดีแล้วใช่ไหม”

“ใช่ ไข้หายไปหมดแล้ว ไม่ต้องห่วง” ฉันตอบ

“ดีใจที่ได้ยินเช่นนั้น” เขาว่านิ่งๆ

“ยังไงก็ตาม ฉันมีบางอย่างอยากจะปรึกษากับนาย” ฉันเอ่ยเข้าเรื่อง

“อะไรล่ะ”

“เรื่องเกี่ยวกับ...”

ทันใดนั้นฉันก็ชะงักไป...

เดี๋ยวก่อนสิ!

ฉันรู้ว่ายูออนเป็นคนเชิญฉันมาที่นี่ แต่ว่ามันจะปลอดภัยจริงๆ หรือถ้าจะบอกเนื้อหาของ X-note กับเขา ถึงอย่างไร X-note ก็เป็นสิ่งที่แม่ทิ้งไว้ให้ฉัน ยูออนไม่มีความจำเป็นต้องรู้

ในกรณีที่แย่ที่สุด เขาอาจเป็นเอ็กซ์ก็ได้

ไม่สิ ฉันกำลังคิดอะไรอยู่นี่

ยูออนไม่มีทางเป็นเอ็กซ์ได้ เขาเป็นคนเชิญฉันมาที่นี่เอง ไม่มีทางที่เขาจะทำอย่างนั้นถ้าเขาเป็นเอ็กซ์ แล้วอีกอย่างเขาก็เป็นลูกชายของซิด ซิดจะไปตั้งชื่อลูกของเขาเองใหม่ทำไม แบบนั้นมันก็ออกจะงี่เง่าเกินไปแล้ว

จริงอยู่ที่ยูออนไม่ได้บอกทุกอย่างกับฉันทั้งหมด แต่ว่า...

“เอสซี่” เด็กหนุ่มเรียกฉันที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ “เธอเป็นอะไรหรือเปล่า”

“ฮะ?

“เธอดูเหมือนกำลังจมอยู่ในห้วงความคิดที่ซับซ้อน”

“...โทษที”

“ฉันนึกว่าเธออยากบอกอะไรฉันเสียอีก”

“อ้อ จริงด้วย...” แล้วฉันก็นึกขึ้นได้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับยูออนอย่างไร “ยูออน นายมีพี่ชายคนหนึ่งใช่ไหม”

“เธอรู้ได้ไง” เขาถามขึ้นทันที

“พอดีว่าฉันได้ยินมาจากใครบางคนน่ะ” ฉันกล่าวพร้อมยิ้มแหย

ยูออนมองหน้าฉันอย่างพิจารณาอยู่พัก ก่อนจะตัดใจไม่สืบสาวถึงแหล่งที่มาของข้อมูล คงเพราะทราบดีว่า ฉันคงไม่มีทางยอมบอกง่ายๆ

“ฉันมีพี่ชายคนหนึ่งจริง แต่เขาตายไปเมื่อประมาณสิบปีก่อน” เขารับ

“เขาเป็นสาเหตุที่ทำให้นายมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีนักกับพ่อของนายหรือเปล่า” ฉันสงสัย

ยูออนนิ่งคิดอีกครั้ง แล้วจึงถามว่า

“เรื่องนี้มีอะไรเกี่ยวกับคดีด้วยหรือ”

“กะ...ก็คงไม่ค่อยเกี่ยวนักละมั้ง” ฉันพยายามทำใจดีสู้เสือตอบ

ดูจากสีหน้าของอีกฝ่ายแล้ว เห็นได้ชัดเลยว่าเขาไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้

ฉันว่าฉันควรหยุดเพียงเท่านี้ แล้วค่อยถามเขาเอาทีหลัง ดังนั้นฉันจึงหาข้ออ้างขอตัวออกจากห้องทำงานของเขาก่อน แล้วคิดว่าจะลองไปปรึกษาเรื่องนี้กับคนอื่นดู

พอเดินออกจากห้องของยูออนมาได้ไม่ทันไร ก็มีคนร้องทักฉันทันที

“เฮ่! เธอดูกลับมาเป็นปรกติเต็มขั้นแล้วนี่ เยี่ยมไปเลย!” เด็กหนุ่มสวมแจ็กเกตสีเขียวกึ่งวิ่งกึ่งกระโดดมาหาฉันกล่าวอย่างเริงร่า “คงต้องขอบคุณฝีมือทำอาหารอันสุดยอดของฉันละ”

“ไม่มีทาง” ฉันไม่ยอมรับและหมุนตัวหลบหน้าเขาทันควัน แต่แล้วก็อดไม่ได้ที่จะเหลียวหน้ามองเขาพลางครุ่นคิด

ชายคนนี้ชอบพูดนอกเรื่องไร้สาระอยู่ก็จริง แต่ว่าเขาเหมือนจะรู้อะไรอยู่มากเช่นกัน

เขาอาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดที่จะมาปรึกษาแบบอ้อมๆ

ทว่า... หากพูดถึงบุคคลที่น่าสงสัยแล้วล่ะก็ คงไม่มีใครอีกแล้วที่จะดูน่าสงสัยมากไปกว่าเขาคนนี้

หรือว่าอาน่อนจะเป็นเอ็กซ์?

ทันทีที่คิดเช่นนั้น ความคิดส่วนที่เหลือของฉันก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธคำถามงี่เง่านั่น

ไม่หรอกน่า พวกเขาไม่มีทางเป็นคนเดียวกันได้

ในบางขณะรอยยิ้มของอาน่อนอาจดูคล้ายรอยยิ้มสุดท้ายของเด็กชายที่ฉันเห็นในฝันอยู่บ้างแล้วทำให้ฉันเกิดความคิดงี่เง่านี่ขึ้นมา แต่ว่ารอยยิ้มหยันของคนเราก็ดูคล้ายกันได้ไม่ใช่หรือ ลักษณะภายนอกอื่นๆ ของพวกเขาก็ดูไม่ค่อยเหมือนกัน อาน่อนมีสีผมที่อ่อนกว่าของเด็กชายคนนั้น

อุปนิสัยของพวกเขาก็ต่างกันอย่างสุดขั้ว ฉันนึกภาพไม่ออกเลยว่าเอ็กซ์จะเปลี่ยนมาเป็นคนอย่างอาน่อนได้อย่างไร

ที่สำคัญ ฉันไม่สามารถจินตนาการภาพเอ็กซ์เป็นคนลามกได้...

“เฮ่ เธอจ้องฉันมานานพอสมควรแล้วนะ” เสียงอาน่อนดังเตือนสติฉัน “อย่าบอกนะว่า ในท้ายที่สุดเธอก็ตกหลุมรัก...”

ปั้ง!

ฉันเอากำปั้นทุบใส่เขาก่อนที่คนปากวอนหาเรื่องจะพูดได้จบประโยค

“ฉันไม่ได้เป็นอะไรอย่างที่นายคิดทั้งนั้น” ฉันโวยเสียงดัง แล้วเดินปึงปังจากไป

โธ่เอ๊ย! ฉันไม่สามารถคิดอะไรได้อย่างที่ควรต่อหน้านายคนนี้เลย!

 

เมื่ออารมณ์เริ่มสงบลง ฉันก็พบว่าตัวเองมาหยุดอยู่ที่ระเบียงโค้งรอบนอกแล้ว ฉันไม่รู้สึกแปลกใจเท่าไรที่เห็นเด็กหนุ่มผู้แต่งตัวด้วยชุดสีขาวล้วนยังคงนั่งมองฟ้าอยู่ที่นั่น

“โอเร!” ฉันโบกมือให้เขา

“เอสซี่!” เขาหันมายิ้มตอบอย่างยินดี

ถ้าจะให้เปรียบเทียบ คงต้องบอกว่าโอเรเป็นคนที่ตรงข้ามกับอาน่อน เขาเป็นคนที่น่าสงสัยน้อยที่สุดในบรรดาคนที่ฉันรู้จัก

บางทีการมาปรึกษากับเขาอาจจะเป็นความคิดที่ดีก็ได้...

แต่เดี๋ยวก่อนสิ! ฉันแน่ใจขนาดนั้นได้ยังไงว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์

เอ็กซ์อาจจะเป็นใครก็ได้ในโรงเรียนนี้ ฉันยังไม่ควรจะชะล่าใจไป

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะคิดในแง่ไหน ฉันก็นึกภาพโอเรเป็นคนเดียวกับเอ็กซ์ไม่ออก

โอเรเป็นคนดีจะตาย แล้วพวกเขาก็ดูไม่เหมือนกันเลยแม้แต่น้อย

ฉันสรุปเป็นอย่างนี้นอกจากนี้ไม่ได้ว่า โอเรไม่ใช่เอ็กซ์

“เอสซี่... เธอแน่ใจนะว่าเธอไม่เป็นไรวันนี้” เด็กหนุ่มถามพลางแกว่งมือไปมาที่หน้าฉัน ราวกับกำลังทดสอบว่าฉันมีสติอยู่ตรงนี้หรือไม่

“ชะ...ใช่ แน่นอนอยู่แล้ว” ฉันรีบตอบเมื่อรู้สึกตัว “ฉันแค่กำลังคิดบางอย่างอยู่น่ะ”

“อ้อ”

เมื่อคิดไปคิดมา ฉันก็นึกขึ้นได้ว่าโอเรก็มีเรื่องที่น่าสงสัยเช่นกัน มันเป็นข้อสงสัยที่รบกวนใจฉันมานานแล้ว เรื่องที่ว่าเขาต้องอยู่ที่โรงเรียนนี่ตลอด ออกไปไหนไม่ได้ อาจมีความเกี่ยวโยงกับเนื้อหาของ X-note

“...โอเร ฉันถามอะไรนายหน่อยได้ไหม” ฉันตัดสินใจเอ่ยถาม

“อะไรเหรอ”

“นายเป็นผู้มีพลังจิตหรือเปล่า”

เด็กหนุ่มอ้าปากเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำแทนนั้น แววตาและสีหน้าแสดงความตกใจอย่างชัดเจน

“ทะ...ทำไมเธอถึงถามอย่างนั้นล่ะ”

“นายเป็นใช่ไหม” ฉันถามซ้ำ “นายไม่มีทางดูตกใจขนาดนั้นถ้าหากว่านายไม่ใช่ คนส่วนใหญ่จะรีบบอกว่ามันเป็นมุกตลก ปฏิกิริยาของนายยืนยันข้อสงสัยของฉัน”

“...ผมปิดบังอะไรจากเธอไม่ได้เลยสินะ”

เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย ใบหน้ายังคงประดับยิ้ม แต่นั่นเป็นยิ้มที่ดูเศร้าสร้อยมากกว่ารอยยิ้มยินดี

“ใช่แล้ว เธอพูดถูก” เด็กหนุ่มรับ

“อืม ทีนี้ทุกอย่างก็เข้าล็อก ยังไงสถาบันเซ็นห้องทดลองสำหรับวิจัยพลังจิตนี่นา” ฉันพึมพำกับตัวเอง แล้วเปลี่ยนมาคลี่ยิ้มสดใสให้เขา บอกไปว่า “ลืมบอกไป... ฉันก็เป็นผู้มีพลังจิตเหมือนกันนะ”

“โอ้...” เด็กหนุ่มอุทานเบาๆ ทว่าดูไม่ค่อยตกใจเท่าครั้งที่ฉันถามเขาในทีแรก

“นายดูไม่ค่อยตกใจเท่าไหร่เลย” ฉันตั้งข้อสังเกต

“อ้อ... คงเป็นเพราะว่าผมสังหรณ์อยู่แล้วน่ะว่าเธอน่าจะเป็น”

สังหรณ์อย่างนั้นหรือ...

พูดถึงสังหรณ์แล้วฉันก็มีอยู่เหมือนกัน...

“...โอเร นายกำลังปิดบังอะไรบางอย่างจากฉัน” ฉันรุกเข้าไปประชิดเขา ตีหน้าเครียดถามอย่างคาดคั้น “อย่าบอกนะว่านาย...”

เด็กหนุ่มกะพริบตาปริบๆ ตอบกลับมา อยู่ใกล้ขนาดนี้ฉันสามารถมองเห็นเม็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นมาบนใบหน้าของเขาได้อย่างชัดเจน

“...ขอโทษที” ว่าแล้วฉันก็ถอยตัวออก “ฉันพูดเหมือนฉันกำลังสืบสวนนายเลย...ใช่ไหม” คลี่ยิ้มเหมือนว่าที่ทำไปนั่นแค่แกล้งเล่นเท่านั้น

“ใช่แล้ว แล้วเธอก็ดูน่ากลัวด้วยเวลาทำแบบนั้น” โอเรเออออตาม

ฉันส่งแลบลิ้นโดยตั้งใจจะสื่อความหมายว่า ช่วยไม่ได้นี่นาไปให้เขา แล้วเขาก็หัวเราะเสียงใส

แต่ที่ทำไปเมื่อครู่นั่น ฉันหวังจริงๆ นะว่าเขาจะยอมบอกอะไรบางอย่างกับฉันมากกว่านี้

 

ระหว่างที่เดินอยู่ในโรงเรียน ฉันก็ลองมองหาคนที่น่าจะเป็นเอ็กซ์ไปด้วย ทว่าไม่มีใครดึงดูดความสนใจของฉันได้ ดังนั้นฉันจึงมุ่งหน้าไปที่สวนเพกาซัสเพื่อทำการฝึกพลังจิตต่อ

หลังฝึกเสร็จฉันก็จับสัมผัสได้ว่ามีใครบางคนกำลังจับตามองฉันอยู่

“เลิกซ่อนตัวได้แล้ว ฉันบอกแล้วไงว่ามันเปล่าประโยชน์ที่จะซ่อนจากฉัน” ฉันบอกออกไป

“ผะ...ผมขอโทษ” ชายผมแดงร่างใหญ่ปรากฏตัวออกมา “ผมได้ยินว่าเมื่อวานนี้คุณเป็นไข้ ผมเลยเป็นห่วง”

“ก็อย่างที่คุณเห็นนี่ละ ฉันหายดีแล้ว” ฉันว่าพลางไหวไหล่

“ดีจริงๆ” เขากล่าวอย่างโล่งใจ และนั่นทำให้ฉันต้องครุ่นคิดเกี่ยวกับเขา...

เร็กซัส... เขารู้อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นกับฉันอยู่ตลอดเลย เขาเป็นห่วงฉันจริงๆ หรือ

เดี๋ยวสิ!

มีตัวอักษร 'X' ในชื่อ 'Rexus' ด้วย เป็นไปได้ไหมว่าเร็กซัสจะเป็นเอ็กซ์

อีกอย่าง เขาก็มีปาสเตอร์ยาแปะไขว้กันเป็นรูปกากบาทที่แก้มด้วย

พอตั้งข้อสังเกตเช่นนั้นขึ้นมา ฉันก็รีบส่ายหน้าไล่ความคิดบ้าๆ นั่นไปอีกครั้ง

แค่ปาสเตอร์ที่บังเอิญแปะไขว้กันเป็นรูปกากบาทไม่มีทางเป็นหลักฐานหรือสัญลักษณ์อะไรได้อยู่แล้ว เรื่องของเอ็กซ์ก็เกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อน ในบันทึกของแม่ก็ไม่ได้บอกด้วยว่าเอ็กซ์มีแผลที่หน้า...

นี่ฉันกำลังดึงทุกอย่างมาเกี่ยวกับเรื่องของเอ็กซ์ไปแล้วหรือนี่

ทำไมฉันถึงต้องเที่ยวสงสัยคนอื่นไปทั่วแบบนี้ด้วย

ทั้งๆ ที่ทุกคนก็ดีกับฉันมาตลอด... ยูออน โอเร อาน่อน และเร็กซัส ไม่มีทางที่จะมีใครในพวกเขาเป็นเอ็กซ์ได้

...

แต่ถึงอย่างไร ฉันก็มั่นใจว่าฉันเห็นเร็กซัสเข้าไปในตึกเรียนในคืนนั้น... และฉันก็อยากพิสูจน์เรื่องนี้

“เร็กซัส”

ฉันเรียก แล้วเขาก็ขานรับ

“ครับ?

“คุณไปได้ที่สถาบันเซ็นเมื่อวันอาทิตย์ที่แล้วหรือเปล่า”

เร็กซัสมีสีหน้าตกใจอยู่ชั่วครู่ แต่ก็ยอมรับตามจริงด้วยสีหน้าที่สงบลงว่า

“ใช่ ผมไป”

“คุณไปทำไม”

เขาเงียบไม่ยอมตอบ

“นี่เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คุณไม่สามารถบอกฉันได้งั้นเหรอ” ฉันถามด้วยเสียงที่ฟังอ่อนลง เห็นอกเห็นใจมากกว่าเดิม

เขาหลับตาลงแล้วพยักหน้ารับ

“ฉันเริ่มเต็มกลืนกับการที่ทุกคนปิดความลับไม่ให้ฉันรู้แล้ว” ฉันบอกเขา “เหมือนคุณรู้เรื่องเกี่ยวกับฉันแทบทุกอย่าง แต่ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับคุณเลย”

“ผมขอโทษ” ชายหนุ่มก้มหน้าลงด้วยความสำนึกผิด

“ไม่เป็นไร ฉันจะหาความจริงด้วยตัวฉันเองก็ได้”

“ผมมั่นใจว่าคุณทำได้”

เร็กซัสยิ้มให้ฉัน และเพียงเท่านั้นก็ทำให้ฉันมีกำลังใจขึ้นมาก

บางทีฉันอาจไร้เดียงสาเกินไป แต่ทั้งหมดที่ฉันเห็นก็คือความปรารถนาดีที่ทุกคนมอบให้

มันผิดหรือเปล่าที่จะเชื่อว่า พวกเขาล้วนจริงใจ

...เพราะฉันอยากเชื่ออย่างนั้น

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

59 ความคิดเห็น

  1. #45 p.t.dreamm (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 8 มกราคม 2555 / 19:41
    กำลังดีใจที่ตอนใหม่มาแล้ว...
     
    แต่พออ่านไปได้สี่บรรทัดก็ต้องชะงักกะประโยคนี้ >>> แต่หัวสมองวิปริตของอาน่อนก็มาชิงเอาตัวฉันกลับบ้านมาเสียก่อน
    น่าน...มาเปิดศึกกันเถอะค่ะ เอสซี่! หยกพร้อมลุยปกป้องอาน่อนเต็มที่ ชิๆ
     
    ใช่แล้ว ฉันต้องไปหาโอเร >>> ไม่ใช่อาน่อนหรอกเรอะ -_-" (ใครก็ได้บอกที หยกโดนอาน่อนวางยาไว้ชิมิ)
     
    พูดถึงเรื่องชื่อ ทำไมถึงตั้งว่าเอ็กซ์นะ? เพราะว่าไม่มีข้อมูลเหรอ?
     
    บทนี้เอสซี่ใกล้จะเป็นโรคหวาดระแวงอยู่กลายๆ สงสัยไปหมดทุกคน งือ...หยกขอเดาอีกครั้ง (ฮา) ว่าจริงๆ แล้วเอ็กซ์เป็นผู้ใช้พลังจิตซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการ "แยกจิต" ออกจากกันได้ ดังนั้นทุกคนที่เอสซี่สงสัยมาทั้งหมด ก็คือคนๆ เดียวกัน ประมาณว่าร่างแยกของเอ็กซ์นั่นเอง!
     
    เพราะใกล้เปิดเทอมแล้ว...ความเครียดเลยทำให้เพ้อหนักน่ะค่ะ อย่าถือสาเลย
     
    หยกคิดว่าที่เอสซี่อยากจะเชื่ออย่างนั้นคงไม่ผิด เพราะหยกก็เชื่อเหมือนกัน ถ้าวิตกกังวลมากไปได้กลายเป็นโรคประสาทก่อนอ่านเรื่องจบแน่ค่ะ **หัวเราะ**
     
    โอมเพี้ยง! ปมต่างๆ จงคลายออกมาเร็วๆ เถอะ!!
     
    ปล. ทำไมตอนนี้...หาคำผิดไม่เจอ งุงิ
     
    ==================================================
     
    (ต่อนิดนึง) พอดีกดรีเฟรชก่อนโพสต์ กันเม้นต์ซ้อนอีก แฮะๆ ^^
     
    อือ...หยกจะพยายามไม่อิจฉาเอสซี่ค่ะ เพราะถ้าต้องเป็นเอสซี่จริงๆ ปวดหัวตายแน่ (ฮา) ตอนนี้พยายามมองของโปรดของยูออน นั่นมัน...อะไรน่ะ? ขนมปังใส่หูฟัง? /me โดนตบกลิ้ง
     
    **จับมือ** ใช่แล้ว...หยกชอบหนุ่มที่ทำอาหารเป็นมากๆ เลย เพราะฝีมือการทำอาหารของตัวเองยิ่งกว่าติดลบค่ะ ^^
     
    สำหรับซีรีย์เฟท ท่านเคจรอให้จบอีกสองซีซั่นไปก่อนก็ได้ค่ะ (ประมาณเดือนเจ็ด) เพราะกะได้ดูทั้งสองพาร์ทต่อกันทีเดียวเลย ตอนนี้มันตัดค้างมาก
     
    ท่านเคจ... หยกมอบคำอวยพรให้...
     
    โอม...เวลาว่างจงมา...จงมา...จงมา...เพี้ยง!!
     
    ^_____^
    #45
    0