X-note : Mix End

ตอนที่ 12 : บทที่ 4 แตกหัก -- 1 - ป่วย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 343
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    7 ม.ค. 55

บทที่ 4 แตกหัก

 

1 - ป่วย

 “แม่!” เด็กหญิงที่เบาะหลังร้องขึ้นขณะกำลังมองออกไปที่กระจกหลัง “พวกนั้นยังไล่ตามเรามาอยู่เลย”

“มันเป็นเพราะฉันทรยศ พวกเขาไม่มีทางปล่อยเราไปง่ายๆ” หญิงสาวคนกุมพวงมาลัยเผลอพึมพำความคิดของตัวเองออกมาเบาๆ ด้วยเครียดจัด “นี่เราควรจะทำอย่างไรดี”

แต่แล้วเมื่อเห็นสีหน้าอันเป็นกังวลของลูกจากกระจกมองหลัง เธอก็รีบปรับคำพูดเสียใหม่

“อย่าห่วงเลย เอสซี่ เราต้องไม่เป็นไร” หญิงสาวบอกพลางแค่นยิ้ม “เราต้องไม่เป็น...”

คำพูดยังไม่ทันจบสมบูรณ์ สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปเป็นตกใจสุดขีด

“เบรก... เบรกมันไม่ทำงาน!

มารู้ตัวตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว

“ไม่...!

แว่วเสียงกรีดร้องขณะที่รถเก๋งสี่ที่นั่งแหกโค้งริมขอบผาพุ่งตกถนนไป


 

 


“โอย... เจ็บจัง”

เด็กหญิงขยี้ตา แล้วมองไปรอบๆ

“แม่? แม่อยู่ไหน”

ไม่มีเสียงตอบรับ แต่เธอเห็นสิ่งที่รูปร่างเหมือนเธอแทนนอนอยู่ไม่ไกลออกไปนัก จึงเดินเข้าไปหา

“แม่จ๋า!

เด็กหญิงรีบเข้าไปกอดร่างนั้น ทว่า...

“แม่! แม่!

เด็กหญิงเขย่าร่างนั้นพลางสะอื้นไห้

“ตอบหนูหน่อยสิ! ทำไมแม่ถึงไม่พูดกับหนูล่ะ!

ร่างนั้นโงนเงนไปมาเล็กน้อยตามแรงของเด็กหญิง คอที่ตั้งอยู่บนบ่านั้นเคลื่อนที่ไม่สอดรับกับลำตัว เหมือนกระดูกที่ค้ำยันไว้ได้หักไปแล้ว

เด็กหญิงทำอะไรไม่ได้นอกจากเริ่มร้องไห้ หลังจากนั้นไม่นานเธอก็เห็นเด็กชายที่คุ้นเคยคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้

“เอ็กซ์!” เธอเรียกเขา “แม่ไม่ยอมตอบฉัน เราควรทำยังไงดี”

“เธอร้องไห้” เด็กชายกล่าวกับเธอ “เธอร้องไห้ทำไม”

“ก็แม่ แม่...” เด็กหญิงพูดตะกุกตะกัก

“แต่ตัวเธอไม่เป็นไร ไม่ใช่หรือ” เด็กชายที่ถูกเรียกว่า เอ็กซ์ แทรกขึ้น

“ฮะ?

“มันไม่มีเหตุผลที่จะร้องไห้” เขาบอก

“แต่แม่ใช่จะไม่เป็นไรนี่” เธอเถียง

“เธอกำลังร้องไห้เพื่อแม่... หรือเธอกำลังร้องไห้เพื่อตัวเธอเอง”

“นายกำลังพูดอะไร” เด็กหญิงไม่เข้าใจ

“มันไม่มีประโยชน์ที่จะร้องไห้เพื่อคนที่ตายไปแล้ว” เขากล่าวเนือยๆ

“แม่ไม่ได้ตายซะหน่อย!

“เธอตายแล้ว” เด็กชายพูดด้วยเสียงปรกติ ไม่มีความยินดีหรือยินร้ายเจออยู่ในเสียงของเขาแม้แต่น้อย

“ไม่ แม่ยังไม่ตาย!

เด็กหญิงยังไม่ยอมรับความจริง เธอนั่งร้องไห้อยู่ตรงนั้นต่อ จนกระทั่งมีคนมาเจอเธอเข้า

“เฮ่! มีเด็กรอดชีวิตอยู่ที่นี่ด้วย”

ชายคนหนึ่งตะโกน ก่อนหันมาปลอบเด็กหญิง

“อย่าห่วงเลยนะหนู หนูไม่เป็นไรแล้วล่ะ พวกเรามาช่วยหนูแล้ว”

เด็กหญิงไม่พูดอะไรตอบ เขาจึงมองสำรวจไปรอบๆ แทน แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลออกไปที่ริมแม่น้ำ มีเด็กอีกคนยืนอยู่ที่นั่น

“นั่นใครน่ะ” เขาถามขึ้น พลางออกเดิน “นายเป็นผู้รอดชีวิต...?”

ทันใดนั้นเขาก็กลืนคำพูดเดิมลงคอ ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้

“ไม่สิ!” เขาตะโกน “แกต้องเป็นเด็กนั่น! แกเป็นคนทำทุกอย่างนี่ใช่ไหม ไอ้ฆาตกร! แกคิดจะฆ่าคนอีกสักเท่าไหร่หา”

“ฉันไม่ได้ฆ่าใคร” เด็กชายปฏิเสธ แล้วกล่าวด้วยเสียงโทนเดียวว่า “มนุษย์น่ะเปราะบาง พวกเขาตายง่ายมาก”

“แกมันสัตว์ประหลาด!

โอ้ บางทีฉันจะฆ่าใครบางคนวันนี้” เขายังคงพูดเหมือนไม่นำพาใดๆ ทั้งสิ้น ผิดกับเนื้อความที่ชวนให้ขนลุกซู่

ชายคนนั้นชะงักเท้าด้วยความตกใจทันทีที่ได้ฟังคำพูดนั้น

“ใช่แล้ว... ฉันจะฆ่าตัวฉันเอง”

“ว่าไงนะ!

“นี่คือจุดจบ” เด็กชายบอก “หลังจากนี้...ทุกอย่างจะจบลง...”

เขาจบประโยคด้วยรอยยิ้มหยัน

 

ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นจากฝันร้ายนั้นแล้วก็พบว่าน้ำตาตัวเองกำลังไหลพรากอย่างควบคุมน้ำตาไม่อยู่

ในที่สุดฉันจำทุกอย่างได้แล้ว...

 

วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน

รู้สึกว่าเนื้อตัวหนักอึ้งจนแทบลุกไม่ไหว

“ระ...ร้อนจัง...”

นี่ฉันเป็นอะไรไป เป็นไข้งั้นเหรอ แล้วก็ต้องมาเป็นในเวลานี้นี่นะ

ฉันเป็นไข้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ฉันเองยังจำไม่ได้เลย ดูเหมือนมันจะยาวนานมากแล้ว

หันไปมองนาฬิกาที่หัวเตียงก็พบว่านี่ก็เลยกว่าเวลาปรกติที่ฉันต้องตื่นมาหลายสิบนาทีแล้ว ถ้าฉันไม่รีบลุก ฉันคงไปโรงเรียนไม่ทันแน่ๆ

บางทีมันอาจดีกว่าที่จะอยู่บ้านและพักผ่อน แต่ว่าอย่างไรฉันก็ไม่อยากหยุดเรียน ฉันไม่อยากไปตามงานเอาทีหลังจากเพื่อน เพราะเพื่อนในห้องฉันก็ไม่ค่อยสนิทด้วยเท่าไหร่ ไปนอนฟังบรรยายเอาน่าจะดีกว่านอนอยู่บ้านเฉยๆ

มันก็แค่ไข้เท่านั้นน่า เอสซี่ มันจะหายไปในที่สุดฉันบอกตัวเองเช่นนั้นแล้วรวบรวมกำลังลุกขึ้นจากเตียง

 

ท้ายที่สุดฉันก็พาตัวเองมาถึงหน้าประตูโรงเรียน แต่กลับไม่รู้สึกยินดีนัก

ที่จริง คงต้องบอกว่าฉันรู้สึกแย่กว่าเดิมเสียอีก

ฉันกำลังหอบหายใจเหมือนเพิ่งผ่านการวิ่งมาราธอนมา รู้สึกว่าน้ำหนักของร่างกายที่ต้องแบกรับนี่ช่างมากเสียเหลือเกิน ขาฉันแทบรับไม่ไหวอยู่แล้ว

แต่ว่าฉันก็ยังเดินต่อไป...

อีกแค่นิดเดียวเท่านั้น...

ถ้าผ่านทางเดินตรงนี้ไปได้ ฉันก็สามารถพักได้เมื่อถึงห้องเรียน

แค่เลี้ยวตรงมุมนี้แล้วก็...

ฉับพลันทันทีที่หมุนตัวนั้น ฉันก็ล้มลงพิงกำแพงอย่างไม่เหลือเรี่ยวแรง

“เอสซี่! เป็นไรไป! เอสซี่!!

ฉันได้ยินใครบางคนกำลังเรียกฉัน จึงค่อยๆ ปรือเปลือกตาหนักๆ ลืมขึ้นมาเห็นภาพเบลอๆ

หลังกะพริบตาถี่ๆ สองสามทีจึงค่อยเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น


 

ที่ตรงหน้าฉันนั้นคือโอเรที่โน้มตัวเข้ามาใกล้ เขามองฉันด้วยสายตาที่เป็นห่วงอย่างมาก

...ฉันไม่เป็นไร ดังนั้นนายไม่ต้องทำหน้าเศร้าอย่างนั้น...

ฉันได้เพียงแต่คิดเท่านั้น ไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากปากฉัน

...นายไม่จำเป็นต้อง...

พริบตานั้นฉันก็หมดสติลง

 

กริ๊งๆ

ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะเสียงโทรศัพท์ แล้วก็ต้องแปลกใจที่ตัวเองกลับมาอยู่ในห้องอันคุ้นเคย...ห้องนอนที่บ้านของฉันเอง

นาฬิกาที่หัวเตียงบอกเวลาสิบโมงกว่าแล้ว บางทีเมื่อครู่ฉันอาจจะหลับแล้วฝันไปว่าฉันไปโรงเรียนและได้เจอกับโอเร

กริ๊งๆ

เสียงโทรศัพท์เตือนฉันให้สลัดความสงสัยทิ้ง แล้วเอื้อมมือไปหยิบหูโทรศัพท์

“ฮัลโหล...” ฉันกรอกเสียงที่ค่อนข้างแหบเข้าไปตามสาย

“เอสซี่?” เสียงที่ตอบกลับมาเป็นเสียงของยูออน “เสียงเธอฟังแย่มาก เป็นอะไรหรือเปล่า”

“ฉันคิดว่าฉันเป็นหวัด” ฉันตอบ

“เพราะงี้เองเธอถึงไม่มาเรียน” เขาพึมพำ ก่อนบอกต่อว่า “ไม่ต้องห่วง เธอสามารถพักได้ในวันนี้”

“ขอบคุณนะ” ฉันบอกเขาแล้ววางสาย

ตอนแรกฉันว่าจะนอนพักต่อ เพราะไปโรงเรียนตอนนี้ก็คงไม่ได้อะไรแล้ว ทว่าการปรากฏตัวอย่างฉับพลันของคนที่ไม่คาดคิดก็ทำให้ฉันกระเด้งตัวขึ้นมานั่ง

“เฮ่! เป็นไงบ้าง”

คนที่เปิดประตูห้องเข้ามาทักฉันด้วยประโยคแบบนี้เป็นใครไปไม่ได้นอกจาก...

“อะ...อาน่อน?” ถามอย่างสับสนเสร็จก็รีบถามต่อว่า “นายมาทำอะไรในห้องของฉัน”

อาน่อนฉีกยิ้มเล็กน้อยก่อนตอบ

“พอดีฉันเดินๆ อยู่ก็รู้สึกเหมือนมีใครบางคนเรียกให้ช่วย แล้วก็พอดีเดินตามเสียงนั้นไปก็พบมีใครบางคนที่ฉันรู้จักกำลังหมดสติ และพอดีว่าฉันเป็นคนดี ฉันเลยช่วยพาเธอกลับมาที่บ้าน”

“นายเป็นคนพาฉันมาที่นี่เหรอ”

“ใช่แล้ว” เขารับอย่างภาคภูมิ ก่อนตำหนิว่า “เธอต้องบ้าไปแล้วแน่ที่มาโรงเรียนในสภาพแบบนี้”

ฉันก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อหลบสายตาของเขา ยอมรับจริงๆ ว่าประเมินตัวเองผิดไป ทว่าไม่นานฉันก็นึกถึงคำถามสำคัญขึ้นมาได้ จึงเงยหน้าขึ้นเผชิญกับเขาอีกครั้ง

“เดี๋ยวสิ นายรู้ได้ไงว่าบ้านฉันอยู่ไหน”

“ลืมไปแล้วเหรอว่าฉันเป็นใคร” เขาถามกลับพลางยักไหล่ “ข้อมูลแค่นั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลยสำหรับฉัน”

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ นายเข้ามาในบ้านฉันได้ไง” ฉันยังไม่สิ้นสงสัย

“มันง่ายจะตายที่จะหากุญแจในกระเป๋าของเธอ การเข้ามานี่จึงไม่เป็นปัญหาแม้แต่น้อย” อาน่อนบอกพร้อมขยิบตา

“ฉันไม่แน่ใจว่าควรจะรู้สึกประทับใจหรือ...”

“ยังไงก็ตาม” เด็กหนุ่มแทรกขึ้น “เธอเป็นคนป่วยในวันนี้... ดังนั้นอยู่นิ่งๆ เอาไว้”

เขาค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้ฉันที่เตียง

“นะ...นายจะทำอะไร” ฉันเริ่มรู้สึกไม่ค่อยไว้วางใจ

“เธอคิดว่าอะไรล่ะ” อาน่อนถามด้วยน้ำเสียงมีเลศนัย

“ฉันจะไปรู้ว่าอะไรอยู่ในสมองของคนลามกได้ไง” ฉันย้อนด้วยคำที่ชอบใช้เรียกเขาโดยไม่ทันคิดว่านั่นจะทำให้เรื่องแย่ลงไปอีก

“ก็ต้องเป็นเรื่องลามกอยู่แล้ว!” เขาประกาศ

“ไปไกลๆ จากฉันเลยนะ”

พูดไล่พลางดึงผ้าห่มขึ้นมาขวางไว้ แล้วหลับตาปี๋

ยินเสียงหัวเราะเบาๆ จากเด็กหนุ่ม

“ฉันล้อเล่นน่า แค่ล้อเล่น” เขาบอก

ได้ยินเสียงหัวเราะและคำพูดของเขาแล้วฉันก็คลายใจลงเดิม จึงลดผ้าห่มลงต่ำกว่าระดับสายตา แล้วมองเขาอีกครั้ง

“ห่มผ้าซะ แล้วก็นอนพักเสีย” เขากล่าวอย่างอ่อนโยน “เธอมีครัวที่พอใช้ได้อยู่ไม่ใช่เหรอ คงไม่ว่าอะไรใช่ไหมถ้าฉันจะยืมใช้สักหน่อย”

“ฮะ?” ฉันตามเขาไม่ทัน

“ฉันจะเตรียมอาหารให้” เด็กหนุ่มว่า

“วะ...ว่าไงนะ”

“ไม่ต้องห่วง ฉันซื้อวัตถุดิบจากร้านขายของชำใกล้ๆ นี่มาแล้ว”

หลังกล่าวจบเขาก็เดินออกจากห้องไปแล้วปิดประตูตามหลัง

ฉันนั่งกอดผ้าห่มครุ่นคิดอยู่บนเตียงพักหนึ่ง...

นี่เขาแค่แกล้งแหย่ฉันเพราะฉันไปเรียกเขาอย่างนั้นใช่ไหม

ที่จริงเขาต้องการจะให้ฉันนอนลงแล้วห่มผ้าห่มเท่านั้นอย่างนั้นหรือ

แล้วเขายังคิดว่าฉันจะว่าเขาหากเขาใช้ของที่ฉันซื้อมาโดยไม่ได้รับอนุญาตอีก ทั้งๆ ที่ความจริงเขาตั้งใจจะทำอาหารให้ฉันแท้ๆ

พอคิดเช่นนั้นแล้วฉันก็รู้สึกอุ่นวาบในใจขึ้นมา ทว่าถึงอย่างไรก็ยังไม่ไว้ใจอาน่อนพอที่จะนอนลง ดังนั้นจึงหอบผ้าห่มออกไปนั่งที่โต๊ะกินข้าวเพื่อดูเด็กหนุ่มทำอาหารด้วย

“ฉันวางใจไม่ได้ที่จะนอนถ้ามีนายอยู่ด้วย แล้วก็กลัวนายจะทำบ้านฉันไหม้ เลยขอมาดูสักหน่อย” ฉันออกตัวบอกเขาทันทีที่เขาหันมาเห็นฉัน

อาน่อนยักไหล่ ไม่พูดว่าอะไร แล้วหันกลับไปเตรียมวัตถุดิบอย่างเชี่ยวชาญและคล่องแคล่วจนฉันอดมองด้วยความประทับใจระคนสงสัยไม่ได้

“ทำไมถึงทำหน้าอย่างนั้น” เขาถามขึ้นเมื่อเห็นสายตาของฉัน “ถึงจะเห็นฉันเป็นอย่างนี้ก็เถอะ แต่ฉันค่อนข้างมั่นใจในมือถือการทำอาหารของฉันนะ”

“พูดจริง?

“ฉันเคยอยู่ในคาราวานพ่อค้ามาก่อน” เขาเล่า “พวกเราทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตัวเองกันทั้งนั้น ดังนั้น ไอ้เรื่องทำอาหาร ทำความสะอาด และสิ่งจำเป็นสำหรับการเอาชีวิตรอดทั้งหลายก็เหมือนธรรมชาติที่สองของเรา”


 

ว้าว! คุณไม่สามารถตัดสินหนังสือได้จากหน้าปกของมันจริงๆ ด้วย

“นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ยินเรื่องนี้” ฉันเก็บความประทับใจเอาไว้ แล้วชวนเขาคุยต่อ “แล้วนายมาอยู่ที่สถาบันเซ็นได้ไง”

“เรื่องมันยาวน่ะ” อาน่อนบอกขณะหั่นผักอย่างรวดเร็ว “ฉันคิดว่าฉันคงเหนื่อยกับการเดินทาง มันก็ดีที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดานานๆ ครั้ง”

“คนธรรมดาเขาไม่เที่ยวไปขุดคุ้ยความลับของคนอื่นหรอกย่ะ” ฉันแย้ง

เด็กหนุ่มหัวเราะเบาๆ แล้วทำอาหารต่อ โดยไม่โต้ตอบกลับมา

“เสร็จแล้ว” อาน่อนประกาศพร้อมปิดเตาไฟฟ้า

“เร็วนะนี่”

“อ้าว รับไป” เขาตักอาหารใส่ชามมาให้ฉัน

เจ้าสิ่งนั้นดูคล้ายข้าวต้ม เพียงแต่ว่ามันเป็นสีเขียว และมีผักต่างๆ ผสมอยู่มากมาย

“...นี่คืออะไร”

“จานพิเศษของฉัน ข้าวต้มอะโวคาโดใส่หัวหอม พริกยักษ์ กีวี บร็อกโคลี และผักชี”

“เป็นส่วนผสมที่ดูไม่น่าจะเข้ากันได้อะไรอย่างนั้น” ฉันวิจารณ์ ความรู้สึกอยากรับประทานหดหายลงไปทันที

“เอ๋? ทั้งหมดนั่นเป็นของโปรดของฉันเลยนะ!” อาน่อนเถียง

“แต่ว่ามันไม่ใช่ของโปรดของฉันนี่” ฉันมองเขาด้วยสายตาดุๆ

“งั้นเหรอ” คนทำอาหารเสียงอ่อยลง

“ใช่ แล้วฉันก็เกลียดผักชีเป็นพิเศษด้วย ฉันจำได้ว่าแม่เคยเอามันใส่ในเปาะเปี๊ยะ แล้วฉันก็อาเจียนทุกทีที่กินมัน”

“เสียใจด้วยนะ” เขาว่า

“...”

ความเงียบปกคลุมโต๊ะอาหารอยู่ชั่วครู่ ระหว่างนั้นฉันก็จ้องเขาอย่างหมายมั่นจนเขาเริ่มรู้สึกร้อนตัว

“รู้แล้วน่า รู้แล้ว! ฉันจะทำอย่างอื่นให้แล้วกัน” อาน่อนบอกให้ฉันเย็นลงก่อนถาม “เธอชอบอะไรล่ะ”

“ฉันชอบข้าวกล้อง แบล็กเบอร์รี แล้วก็กาแฟดำ”

“รสนิยมแปลกดีนะ” เขาเปรยด้วยสีหน้ายิ้มๆ

“ฉันไม่อยากได้ยินคำนั้นจากนาย!

ตอบจบก็เลื่อนจานที่วางตรงหน้าในทีแรกออกห่างจากตัว จากนั้นก็นั่งกอดอกคลุมผ้าห่มรอ

อาน่อนใช้เวลาไม่นานนักก็ทำอย่างอื่นให้ฉันเสร็จเรียบร้อย น่าดีใจมากที่มันสามารถกินได้ในครั้งนี้

เขามีทักษะทำอาหารที่ดีก็จริง แต่รสนิยมนี่ช่างกลับกัน...

หลังฉันกินเสร็จ อาน่อนก็หยิบชามและเครื่องครัวทั้งหลายที่เขาใช้ไปเก็บล้างให้ ส่วนฉันก็นั่งอยู่เฉยๆ ที่โซฟา

อยากบอกเหมือนกันว่าทิ้งพวกนั้นไว้ให้ฉันจัดการเองทีหลังก็ได้ แต่ฉันกลัวว่าเขาจะแกล้งฉันแล้วชิงไปทำเองเสียหมดอยู่ดี อีกอย่างเมื่อครู่นี้ฉันเพิ่งทำตัวเป็นคนเรื่องมากเอาแต่ใจใส่เขาไป จะให้กลับท่าทีก็ยังไงอยู่

“ดูเหมือนว่าเธอจะดีขึ้นแล้ว” เด็กหนุ่มที่ไม่ทราบว่าเสร็จงานล้างชามมายืนมองหน้าฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ตั้งข้อสังเกต “งั้นฉันไปก่อนละนะ โอเคไหม”

“ไม่ต้องห่วง ฉันดูแลตัวเองได้” ฉันตอบเขาไป

“คงงั้น ดูเหมือนแม้แต่ไข้หวัดก็ยังกลัวเธอเลย” เขายิ้มหยีตาอย่างขี้เล่น

“เงียบไปเลย”

เขาหัวเราะเบาๆ ก่อนบอกลาส่งท้าย

“แล้วเจอกันพรุ่งนี้!

แล้วเขาก็จากไป เหลือฉันอยู่เพียงลำพังในบ้านอีกครั้ง

จริงสิ... ฉันลืมขอบคุณเขาไปได้ไง

เขาอุตส่าห์ช่วยพาฉันกลับถึงบ้านและก็ทำอาหารให้ฉันด้วย

ถ้าหากว่าเขาหยุดแกล้งฉันแบบนั้น...

อาน่อน นายนี่มันบ้าจริงๆ

นึกภาพคนขี้แกล้งนั่นแล้วก็อดรู้สึกโกรธขึ้นมานิดๆ ไม่ได้

...แต่ฉันเองก็งี่เง่าเหมือนกัน...

คิดถึงตรงนี้ฉันก็ดึงเข่าตัวเองขึ้นมากอดไว้แล้วหลับตาลง

ราวกับจะรู้ว่าคนดูแลจากไปแล้ว อาการป่วยกลับมาเล่นงานฉันอีกครั้ง แต่ก็ดีเหมือนกันที่อาน่อนไม่อยู่ อย่างน้อยฉันก็นอนหลับได้อย่างสบายใจ

เมื่อครู่นี้ฉันฝืนตัวเอง เก็บซ่อนอาการไว้เพื่อไม่ให้เขาเห็นอย่างนั้นหรือ

เพราะว่าไม่ไว้ใจเขา...คิดว่าเขาจะฉวยโอกาส?

ไม่ใช่หรอก... ฉันรู้คำตอบดี

ตอนที่ได้คุยกับเขาก็ลืมไปชั่วคราวจริงๆ ว่ากำลังไม่สบาย

เป็นเพราะไม่อยากให้เขาเป็นห่วงต่างหาก...

นั่นแหละ ใช่แล้ว เพราะฉันไม่อยากให้ใครมาเป็นห่วงฉัน

แต่ในเสี้ยวหนึ่งของหัวใจ ฉันก็ยังคิดถึงความรู้สึกอบอุ่นที่เคยได้รับมายามที่มีคนเป็นห่วงอยู่ดี

“แม่...”

ความฝันเมื่อคืนทำให้ฉันนึกถึงเธอ

ในเวลาแบบนี้ ฉันหวังจริงๆ ว่าแม่จะยังมีชีวิตอยู่ แม่จะนั่งข้างฉันจะบอกฉันว่าทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย แม่จะกุมมือ ลูบหัวฉัน แล้วบอกว่าทุกอย่างจะต้องไม่เป็นไร

นี่ไม่ดีเลย...

ฉันคิดว่าฉันโตขึ้นแล้ว... แต่ที่จริงฉันไม่ได้ต่างจากเดิมเลยแม้แต่น้อย

นี่คงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคนเรารู้สึกอ่อนแอทั้งด้านร่างกายและจิตใจ

แล้วฉันก็ผล็อยหลับไปจนกระทั่ง...

กริ๊ง!

เสียงกริ่งดังขึ้นอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันไม่ใช่เสียงโทรศัพท์ แต่เป็นเสียงกริ่งประตู

ฉันลุกขึ้นไปเปิดดูว่าเป็น...

“ยูออน! นายมาทำอะไรที่นี่” ฉันค่อนข้างตกใจที่เห็นเขา

“ฉันคิดว่าฉันควรมาเยี่ยมเธอสักหน่อย” เขาบอก “เธออยู่คนเดียวไม่ใช่หรือ ฉันจะดูแลทุกอย่างเองจนกว่าเธอจะดีขึ้น”

“ไม่ต้องหรอก ฉันไม่เป็นไร ฉันดูแลตัวเองได้น่า” ฉันรีบบอกปัด

“สีหน้าเธอดูไม่ดีเอาเสียเลย” เขาว่าหลังจ้องหน้าฉันอย่างจริงจัง “ฉันจะไม่รับคำปฏิเสธ”

ว่าแล้วเขาก็เดินเข้ามาในบ้านโดยที่ฉันห้ามไม่ได้

“ฉันขอโทษ” ฉันเอ่ยเบาๆ คล้อยหลังเขา

นี่เป็นครั้งแรกที่มีใครมาเยี่ยมที่บ้านฉัน ไม่ต้องนับว่าเป็นผู้ชาย...

เอ... ไม่ใช่สิ ต้องเรียกว่าเป็นครั้งที่สอง เพราะอาน่อนเพิ่งบุกรุกเข้ามาในตอนเช้า ไม่ได้มาอย่างเป็นทางการเช่นนี้

ฉันนั่งอยู่ที่โซฟา มองยูออนเดินสำรวจไปมาในบ้านอยู่พักหนึ่งก็เผลอหลับไปอีกครั้ง

พอตื่นขึ้นมาดูนาฬิกาที่ฝาผนังก็พบว่าเป็นเวลาสี่โมงเย็น แล้วก็ได้กลิ่นหอมของอาหารโชยมาแตะจมูกพอดี

“อาหารเรียบร้อยแล้ว” ยูออนบอกเมื่อเห็นฉันชะเง้อหน้าไปมองในบริเวณที่แบ่งไว้เป็นห้องครัว

“ฉันไม่ยักรู้ว่านายทำอาหารเป็นด้วย” ถ้ายูออนทำอาหารเก่งขึ้นมาอีกคน ฉันคงต้องยอมรับละว่า ผู้ชายสมัยนี้เก่งงานบ้านงานเรือนมากกว่าผู้หญิง

“ฉันทำไม่เป็น” โชคดีที่คำตอบของยูออนช่วยหักล้างสมมุติฐานนั้นไปได้ “ฉันแค่ซื้อหามาจากร้านสะดวกซื้อ แล้วก็ยืมไมโครเวฟเธอมาอุ่นเท่านั้น”

“...อ้อ”

“มันอาจจะขาดคุณค่าทางอาหารไปสักหน่อย แต่ก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลย”

เขาบอก ยกอาหารใส่ภาชนะมาวางที่โต๊ะ แล้วบอกให้ฉันมานั่งประจำที่ กินอาหารที่เพิ่งอุ่นเหล่านั้นไป

อาน่อนทำอาหารให้ฉันกินเมื่อตอนสาย ฉันจึงยังไม่หิวนัก และถึงตอนนี้จะเร็วไปหน่อยสำหรับมื้อเย็น แต่ด้วยไม่อยากปฏิเสธความหวังดีของยูออน ฉันจึงค่อยๆ ใช้ช้อนตักกิน

“ฉันซื้อยามาให้เธอด้วย เธอควรกินมันหลังอาหาร”

ระหว่างที่ฉันกินข้าวไป ยูออนก็นำยาออกจากถุงมาวางเรียงบนโต๊ะ

เขาซื้อมาเยอะจริงๆ

“นี่สำหรับแก้ไข้ นี่สำหรับลดน้ำมูก นี่สำหรับแก้ไอและเจ็บคอ” เด็กหนุ่มชี้ห่อยาแต่ละตัวพร้อมบอกสรรพคุณ “ยาน้ำมันนี่เหมาะสำหรับอาการปวดศีรษะและปวดท้อง ฉันซื้อวิตามินซีที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันมาให้เธอด้วย”

ว้าว! นี่เขาเป็นเจ้าของร้านขายยาหรืออะไร

ฉันมองดูเขาสาธยายยาต่างๆ อย่างกับผู้เชี่ยวชาญด้วยความรู้สึกประทับใจแปลกๆ

“แล้วถ้าเธอยังมีไข้อยู่เล็กน้อย นี่น่าจะช่วยได้”

เขาส่งเม็ดยาและน้ำมาให้ฉันแก้วหนึ่ง

“ขะ...ขอบคุณ” ฉันตอบเขาหลังกลืนอาหารในปากลงคอ

“เธอดูเป็นทางการเกินไปนะวันนี้” ยูออนบอก

ฉันทำหน้างงๆ ไม่ค่อยรู้ตัวว่าฉันเป็นทางการตรงไหน เพราะฉันอยู่ในชุดสำหรับใส่ไปข้างนอก ไม่ได้แต่งชุดนอนอย่างที่คนป่วยควรทำ หรือว่าเพราะว่าฉันพูดน้อยกว่าปรกติล่ะ

“ดูเหมือนว่าความเครียดอาจจะตามทันฉันแล้วล่ะมั้ง” แม้จะยังไม่แน่ฉันว่าเพราะอะไร ฉันก็ยังยิ้มแหยๆ ตอบเขาไป

เด็กหนุ่มตีหน้านิ่ง ไม่สื่อความหมาย

ฉันอดรู้สึกผิดไม่ได้ที่มาป่วยเอาแล้วทำให้เขาเสียเวลามาดูแลฉันแบบนี้... จะว่าไปก็ยังมีเรื่องที่ฉันควรรายงานเขาด้วยนี่นา

“ยูออน ที่จริงฉัน...”

“หยุด” ยูออนแทรก “ฉันรู้ว่าเธออยากบอกอะไร เธอไม่จำเป็นต้องพูดอะไรทั้งสิ้นถ้าหากว่ามันเกี่ยวกับสถาบันเซ็นหรือคดีฆาตกรรม เธอควรมุ่งมั่นรักษาตัวเองให้อาการดีขึ้นก่อน เรื่องอื่นไม่สำคัญเท่า เอาไว้ทีหลังได้”

พอเขาบอกเช่นนั้น ฉันก็พูดอะไรไม่ออกนอกจากบอกกลับไปว่า

“ขอบคุณนะ”

“เธอเป็นทางการเกินไปจริงๆ วันนี้” เขากล่าวประโยคคล้ายเดิม

“คงอย่างนั้น”

ครั้งนี้ฉันยอมรับ ไม่อยากเถียง บางทีคงเป็นเพราะฉันได้แต่พูดขอโทษกับขอบคุณกระมังถึงทำให้ทุกอย่างดูเป็นทางการ

ฉันรู้สึกสบายใจเมื่อมีเขาอยู่ใกล้ๆ มันเป็นความรู้สึกที่ต่างจากตอนที่แม่ยังอยู่ แล้วก็ต่างออกไปจากอาน่อนด้วย

คุ้นเคยน้อยกว่า...

งุ่มง่ามมากที่สุด...

ไม่มีคำพูดที่ช่วยปลอบโยน...

แต่รวมกันแล้วก็ถือว่าเป็นความใจดีที่ต่างออกไป แล้วมันก็ทำให้ฉันอุ่นใจได้

ถ้าเป็นอาน่อนฉันจะสบายใจมากกว่าที่จะคุยกับเขามากกว่าปล่อยให้เขาอยู่เงียบๆ แต่กับยูออนฉันเชยชินกับความเงียบรอบตัวเขามากกว่า

หลังจัดการอาหารและยาเสร็จได้ไม่นานฉันก็หลับไปอีกครั้ง เมื่อปรือตาขึ้นใหม่ก็เห็นว่ายูออนกำลังมองฉันอยู่พอดี

“ฮืม...” ฉันส่งเสียงครางเบาๆ ในลำคอ แล้วลุกขึ้นนั่ง

“เธอรู้สึกยังไงบ้าง” เขาถาม

“ดีขึ้นมากเลย” ฉันบอกเขาพลางเหยียดแขนขายืนเส้นยืนสาย

“ดีแล้ว”

“นายอยู่ที่นี่ตลอดเลยเหรอ”

“ใช่ แต่ก็ช่วยโทรไปทำเรื่องลาที่โรงเรียนให้เรียบร้อย แล้วก็บอกให้อาจารย์ส่งสรุปเนื้อหาและงานที่ต้องทำในวันนี้มาทางอีเมล์ให้เธอด้วย”

“โห...”

“ฉันบอกแล้วไงว่าฉันจะดูแลทุกอย่างให้เองจนกว่าเธอจะดีขึ้น”

เขาย้ำเสียงหนักแน่น ก่อนพูดเสริมว่า

“ถะ...ถือว่านี่เป็นรางวัลสำหรับการทำงานหนักก็แล้วกัน”

ฉันได้แต่ยิ้มแหย พูดไม่ออก

มันคงฟังดูดีกว่านี้มาถ้าเขาไม่ใส่ประโยคสุดท้ายนั่นเข้าไป

“มันคงลำบากที่ต้องอยู่คนเดียว” ยูออนออกความเห็น

“ฉันย้ายมาที่นี่เมื่อสองปีก่อน มันก็ยากอยู่เหมือนกันในตอนแรก แต่ฉันก็เริ่มชิดกับมันแล้วล่ะ”

ฉันเล่าพลางระลึกถึงความทรงจำทั้งหลายที่เกิดขึ้นในบ้านหลังนี้

“มีบางเวลาที่ฉันรู้สึกสนุกกับอิสระที่ได้รับ แต่ก็มีบางเวลาที่รู้สึกโดดเดี่ยวอย่างไม่น่าเชื่อ อย่างเช่นถ้าหากว่าไม่มีใครมาช่วยดูแลฉันในวันนี้...”

ฉันนึกถึงยูออนกับอาน่อนรวมทั้งโอเร และสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาทำให้ฉัน ถ้ามีเพียงฉันคนเดียวเพียงลำพังคงจะแย่กว่านี้แน่

“ฉันน่าสมเพชมากเลยใช่ไหม” ฉันเลื่อนสายตามองต่ำลงขณะถาม เหมือนกำลังคุยกับตัวเองมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง “ฉันคิดว่าฉันโตขึ้นแล้ว แต่ฉันก็ยังพึ่งพาคนอื่นอยู่”

“เธอคิดว่าการต้องพึ่งพาคนอื่นเป็นเรื่องแย่นักหรือ” ยูออนกล่าวเรียกสติฉัน “มีคนตั้งมากมายในโลกที่ไม่มีใครให้พึ่งพิงไม่ว่าพวกเขาปรารถนาจะมีสักแค่ไหน”

“นายพูดถูกนะ...” ฉันคลี่ยิ้มเล็กน้อย

“...เธอไม่น่าสมเพชหรอก” เขาว่า ก่อนกล่าวกับตัวเองด้วยเสียงที่เบากว่าเก่า “ฉันต่างหากล่ะที่น่าสมเพช...”

“ฮะ?” ฉันได้ยินไม่ชัดนัก

“สายแล้วล่ะ ฉันต้องไปแล้ว” เด็กหนุ่มมองนาฬิกา แล้วเปลี่ยนเรื่อง

ฉันล่ะเชื่อเขาจริงๆ เลย พอเป็นเรื่องที่ฉันอยากรู้ก็ไม่ยอมบอกทุกที

“ไม่ต้องห่วงที่จะโทรมาถ้าหากว่าต้องการอะไรนะ”

“อืม ขอบคุณที่มาเยี่ยมนะ”

หลังส่งยูออนที่หน้าประตูเสร็จ ฉันก็พักทำสมาธิเล็กน้อย แล้วสรุปได้ว่า อาการตอนนี้คงพอฝึกพลังจิตไหว ดังนั้นจึงแวะไปที่สวนเพกาซัสเหมือนทุกวัน

จากนั้นฉันก็กลับมาทำธุระส่วนตัวแล้วก็เข้านอนจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น...

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

59 ความคิดเห็น

  1. #44 p.t.dreamm (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 7 มกราคม 2555 / 21:46
    โอ้ว...เอาเอสซี่ไปเก็บที งือ แต่ถึงเปลี่ยนนางเอกก็ใช่ว่าบทจะเปลี่ยนนินะ ชิชะ...บทตอนนี้น่าอิจฉามากๆ (จากตอนเดิมที่น่าอิจฉาอยู่แล้ว เชอะ!
    ขณะอ่านกำลังคิดว่าถ้าของโปรดอาน่อนและเอสซี่ตามรายการนั้น ของยูออนนี่จะเป็นบลูฮาวายรึเปล่านะ **หัวเราะ**
    หยกกำลังคิดว่าเอ็กซ์เป็นมนุษย์ต่างดาวที่พัดตกลงมาจากดาวสักดวงนึงล่ะ เหอๆ
    ปล. อยากจะบอกว่าเห็นภาพอาน่อนตอนทำอาหารแล้ว...ชอบมากค่ะ >///<" ประมาณว่าย้อนกลับขึ้นไปดูหลายครั้ง (ฮา)<>
    ปล2. **คลิกย้อนกลับไปดูตอนก่อน** สารภาพว่าเห็นภาพลอยล์แล้ว หยกรู้สึกชอบตัวละครตัวนี้มากขึ้นค่ะ แฮะๆ พักนี้จะไปเช็คประสาทตัวเองแล้ว เหมือนรสนิยมมันแปลกๆ ไปทุกที
    ปล3. งือ...เรื่องลูกชายซิดเป็นคนโตสินะคะ TT" สำหรับซีรีย์เฟท ถ้าท่านเคจว่างๆ ลองหามาดูนะคะ หยกชอบภาคซีโร่มากเลย เนื้อเรื่องเข้มข้นดี
    เป็นกำลังใจให้นะคะ ^___^
    คำผิดจ้า >>>
    แล้วบอกไปรอบๆ - มอง
    แล้วกล่าวด้วยเสียงโทนเดียวแต่ว่า - แต่ว่า?
    เธอต้องบ้าไปแล้วแน่ที่พาโรงเรียนในสภาพแบบนี้ - มา
    #44
    0