X-note : Mix End

ตอนที่ 10 : บทที่ 3 การสืบสวน -- 3 - เที่ยว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 300
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    6 ม.ค. 55

3 - เที่ยว

วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน

วันนี้เป็นวันหยุดของรัฐที่ชื่อว่าวันมิราจ ที่มาของวันหยุดนี้มาจากความเชื่อเก่าแก่ที่คนในประเทศเชื่อถือกันมากจนเอกชนหลายแห่งก็หยุดตามราชการไปด้วย แน่นอนว่าสถาบันเซ็นซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนก็ไม่เว้น

ฉันตื่นขึ้นเตรียมตัวแต่เช้าตรู่...เช้ากว่าเวลาตื่นปรกติในวันไปเรียนเสียอีก เพราะว่าวันนี้ฉันมีนัดสำคัญถึงสามอย่างที่พลาดไม่ได้เลยสักนัด

ฉันวิ่งเหยาะๆ จากบ้านมาถึงที่สวนเพกาซัสเพื่อเป็นการออกกำลังกายและเตรียมฝึกพลังจิต

ยืดแขนขาออกไปสุดตัวเป็นท่าบริหารง่ายๆ เพื่อคลายกล้ามเนื้อ สูดอากาศในยามเช้าสุดสดชื่นเข้าปอดเต็มที่

ช่างเป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับจะทำใจให้ปลอดโปร่งแล้วฝึกพลังจิตเสียเหลือ

ด้วยเหตุนั้นการฝึกในวันนี้ของฉันจึงคืบหน้าไปมาก แต่เมื่อมองนาฬิกาอีกทีก็ได้เวลากลับไปเตรียมตัวสำหรับนัดหมายช่วงเช้าของวันนี้แล้ว

หลังอาบน้ำแต่งตัว และหาอะไรรองท้องกินง่ายๆ เสร็จ ฉันก็รีบไปโรงเรียนเพื่อไปพบโอเรตามที่สัญญา

“เอสซี่!

เด็กหนุ่มในชุดสีขาวล้วนร้องทักฉันด้วยความยินดีทักทีที่ฉันโผล่หน้าไปที่ระเบียง

“เธอมาจริงๆ ด้วย”

“อื้ม ก็ฉันสัญญาแล้วนี่ว่าจะมา” ฉันยิ้มกว้างให้เขา “แล้วนายอยากรู้อะไรล่ะ โอเร”

“ฮะ?” เด็กหนุ่มทำหน้างงๆ

“นายบอกว่าอยากรู้เกี่ยวกับฉันมากกว่านี้ไม่ใช่เหรอ”

“ก็จริงนะ” โอเรรับ “แต่ว่ากะทันหันอย่างนี้ผมไม่รู้ว่าจะถามอะไรดี... แล้วผมก็คิดว่าทุกคนต่างก็มีความลับของตัวเองหรือเรื่องที่ไม่อยากบอกกันทั้งนั้น เราควรจะเรื่องพวกนั้นให้คงที่ไว้ใจได้ฟังเท่านั้น ไม่ใช่แค่ใครถามก็บอกไป...ไม่ใช่เหรอ”

ไม่นึกเลยว่าเขาจะคิดเรื่องพวกนี้จริงจัง แล้วคำนึงถึงจิตใจคนอื่นขนาดนี้ แล้วเรื่องการตัดสินใจว่าจะบอกความลับหรือเชื่อใจใครก็เป็นเรื่องที่ฉันเพิ่งเผชิญมาเมื่อไม่นานนี้ด้วย

ถึงอย่างไรฉันก็ปิดบังเรื่องที่ฉันเป็นผู้ใช้พลังจิตที่ปิดบังจากเขาอยู่ แล้วโอเรก็เหมือนจะมีเรื่องในอดีตที่ไม่อยากบอกฉันเช่นกัน

ฉันยิ้มเฝื่อน แล้วบอก “นายพูดถูกนะ ไหนดูซิ... เอาเป็นว่าฉันจะลองถามคำถามที่ปลอดภัยก็แล้วกันนะ”

“อื้ม ได้สิ” เด็กหนุ่มยิ้มหยีตา

“โอเรมีสถานที่โปรดบ้างไหม”

“สถานที่โปรดเหรอ” โอเรทำสีหน้าครุ่นคิด

ระหว่างนั้นฉันก็ถือโอกาสบอกคำตอบของฉันให้เขาฟังไปด้วย

“ฉันมีอยู่ที่หนึ่งนะ เรียกว่าสวนเพกาซัส แม่เคยพาฉันไปที่นั่นตอนที่เธอยังมีชีวิตอยู่”

“ที่นั่นเป็นที่แบบไหนเหรอ”

“ก็เหมือนสวนสาธารณะทั่วๆ ไปน่ะนะ ถ้าจะมีอะไรที่โดดเด่นหน่อยก็คงเป็นม้าหมุนสปริงหลากสีที่ทำเป็นรูปเพกาซัส แล้วนั่นก็เป็นสาเหตุที่ผู้คนเรียกสวนนั้นว่าสวนเพกาซัส ตอนเด็กๆ ฉันเคยขี่เพกาซัสที่นั่นด้วยนะ”

“แล้วเอสซี่มีความทรงจำที่พิเศษเกี่ยวกับที่นั่นบ้างไหม”

“ทำไมเหรอ” ฉันไม่ค่อยเข้าใจคำถามของเขา

“ผมคิดว่าน่าจะมีบางอย่างที่น่าจดจำเกิดขึ้นที่สวนเพกาซัสถึงทำให้ที่นั่นพิเศษสำหรับเธอ” โอเรอธิบาย

“ไม่รู้สิ ฉันจำไม่ค่อยได้” ฉันก้มหน้าลงเล็กน้อยขณะตอบ “บางทีอาจจะมีบางอย่างเกิดขึ้น แต่ฉันยังเด็กเกินกว่าจะจำได้... ที่นั่นเป็นที่โปรดของฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้”

“ก็ยังดีนะที่เอสซี่มีที่พิเศษ” เด็กหนุ่มบอกเศร้าๆ “ผมไม่มีเลย”

“ที่ระเบียงนี่ไม่ใช่พิเศษสำหรับนายเหรอ ฉันเจอนายที่นั่นประจำเลย” ฉันตั้งใจจะถามหยอกเล่น หวังจะให้เขาอารมณ์ดีขึ้น

“บางทีเธออาจจะถูกก็ได้นะ” โอเรคลี่ยิ้มบาง แต่แววตาเขากลับดูเหมือนไม่ได้ยิ้มตามไปด้วย ข้อความท่อนสุดท้ายเขาพูดด้วยเสียงเบาหวิวจนแทบเลือนไปกับสายลม “ยังไงที่นี่ก็เป็นที่ที่ผมพบเธอ...”

“เมื่อกี้นายพูดอะไรหรือเปล่า” ฉันได้ยินไม่ถนัดนัก

“โอ้ เปล่า ไม่มีอะไรหรอก” เด็กหนุ่มรีบบอก ก่อนเปลี่ยนเรื่อง “คือว่า... ปรกติเอสซี่ทำอะไรในเวลาว่างเหรอ”

“คุยกับนายไง” ฉันตอบยิ้มๆ

โอเรดูอึ้งๆ ไป ตอบรับไม่ถูกไปชั่วขณะ

เห็นเขาเป็นแบบนี้แล้วน่าแกล้งจริงๆ แต่อย่างไรฉันก็ยังไม่โหดร้ายขนาดนั้น

“ก่อนที่จะเจอกับนาย ฉันชอบดูรายการโทรทัศน์” ฉันพูดช่วยเขา

“ผมก็ชอบดูทีวีเหมือนกัน” โอเรที่หายอึ้งแล้วกล่าวขึ้นบ้าง

“รายการโปรดของนายคืออะไรเหรอ” ฉันชวนคุยต่อ “ของฉันคือ Imaginary Realm

“นั่นมันรายการอะไรเหรอ” เด็กหนุ่มเอียงคอถาม

“นายไม่รู้จักเหรอ ฉันนึกว่ามันจะเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปเสียอีก”

มีอีกคนแล้วที่ทำให้ฉันแปลกใจที่ไม่รู้จัก Imaginary Realm

“ดูนั่นสิ” ฉันชี้ไปทีผนังจุดหนึ่งที่มีบอร์ดแปะประกาศอยู่ด้วย “มีโปสเตอร์ของ Imaginary Realm แปะอยู่ตรงระเบียงด้วยนะ”

“อ้อ นี่คือ Imaginary Realm น่ะเอง” โอเรเข้าไปดูใกล้ๆ

“น่าแปลกนะที่นายไม่ได้สังเกตเห็นมันแม้ว่าจะมาที่นี่ทุกวัน” ฉันตั้งข้อสังเกต

“ความจำผมไม่ค่อยดีน่ะ ผมมักจะลืมรายละเอียดสำคัญไปได้ง่ายๆ” เด็กหนุ่มบอก “มันก็แปลกเหมือนกันเพราะว่าผมเคยมีความจำเสมือนภาพถ่ายตอนที่ผมเด็กกว่านี้ ปัจจุบันผมรู้สึกว่าขนาดความจุของความจำของผมค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ”

ฉันเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับคนที่มีความจำเสมือนภาพถ่ายมาบ้างเหมือนกัน เห็นว่าคนพวกนี้สามารถจำทุกอย่างที่เห็นไว้แม้จะเป็นเวลาเพียงชั่วครู่ก็ตาม ฉันคิดว่าถ้ามีเจ้าสิ่งนี้คงจะไม่ต้องกังวลเรื่องอ่านหนังสือสอบเลย แต่ก็ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าความสามารถนี่จะกินพื้นที่ในสมองขนาดที่ทำให้ความจุความจำไม่รับที่จะรับสิ่งใหม่ๆ ด้วย

...หรือว่านี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้โอเรเป็นเด็กพิเศษ

แม้จะยังนึกสงสัยอยู่ แต่ฉันก็ยังคงตอบรับต่อเรื่องเล่าของเขาไป

“ฉันคิดว่าฉันพอเข้าใจอยู่นะ”

ถ้าโอเรมีปัญหาด้านความจำแบบที่ว่าจริง เขาก็เป็นคนที่น่าสงสารเหลือเกิน

“บางทีอายุอาจจะตามผมทันแล้วก็ได้” เด็กหนุ่มว่าเล่น

“นายไม่ได้ดูแก่ขนาดนั้นสักหน่อย” ฉันรีบแย้ง ถ้าคนที่ดูเด็กกว่าฉันอย่างเขาเรียกว่าแก่แล้ว ฉันจะไม่ยิ่งดูแก่ไปกว่าเขาหรือ

โอเรหัวเราะเบาๆ ก่อนคุยต่อ “พูดถึงรายการทีวี ผมชอบดู Genetic Glow ล่ะ”

“โว้ว นั่นไม่ใช่รายการเก่าแล้วเหรอ” ฉันตกใจเล็กน้อย “มันน่าเป็นที่นิยมเมื่อประมาณสิบปีก่อน แต่ตอนนี้ไม่ออกอากาศแล้วนี่นา...ถ้าฉันเข้าใจไม่ผิดนะ”

“ยะ...อย่างนั้นเหรอ”

ถ้าจะให้ฉันบรรยายล่ะก็... คงต้องบอกว่า ตอนนี้หน้าของโอเรอยู่กล้ำกึ่งระหว่างความกังวลสับสนและรอยยิ้ม เหมือนเขาไม่รู้เรื่องจริงๆ แล้วก็กำลังพยายามกลบเกลื่อนอยู่

“ตอนนี้นายพูดเหมือนคนแก่จริงๆ ด้วย” ฉันลองพูดแซวเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ

แล้วมันก็ได้ผล...

“โหดร้ายจัง” โอเรกลับมาทำหน้าเหมือนเด็กน้อยที่โดนแกล้งอีกครั้ง

ใบหน้าและท่าทางการแสดงออกของเขายังคงเรียกเสียงหัวเราะเบาๆ จากฉันได้เช่นเดิม แล้วเขาก็หัวเราะตามไปด้วย

เวลาดูราวจะติดปีกบินเมื่อฉันคุยไร้สาระเรื่อยเปื่อยไปกับโอเร พอมองนาฬิกาอีกทีก็ใกล้เวลาที่ยูออนนัดไว้แล้ว

“เดี๋ยวฉันต้องไปแล้วล่ะ” ฉันบอกโอเร

“จะกลับบ้านแล้วเหรอ”

ฉันส่ายหน้า “เปล่าหรอก พอดีมีธุระต่อน่ะ”

ส่วนจะเป็นธุระอะไรนั้นฉันก็ไม่แน่ใจนัก

“ฉันก็อยากอยู่ต่อนะ แต่ว่า...” ฉันพูดค้างไว้

“ไม่เป็นไร ผมเข้าใจ” โอเรแทรก “ผมรู้สึกผมค่อนข้างเห็นแก่ตัวอยู่เหมือนกันที่ให้เอสซี่มาอยู่คุยเป็นเพื่อนแบบนี้”

“โอเร...” ฉันเรียกอีกฝ่ายให้มองตาฉันตรงๆ “มันเป็นการตัดสินใจของฉันเองที่จะมา และมันก็เป็นการตัดสินใจของฉันที่จะอยู่กับนาย” บอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “แล้วฉันจะกลับมาเจอนายใหม่อีกแน่ๆ ไม่ต้องห่วงนะ”

ฉันลุกขึ้น คว้ากระเป๋าสัมภาระแล้วโบกมือลาให้เขา

“ครับ”

โอเรยิ้มยินดีแบบเด็กๆ ครั้งนี้รอยยิ้มของเขาสื่อไปถึงดวงตา...

 

หนึ่งนาทีก่อนถึงเวลาสิบนาฬิกา ร่างของเด็กหนุ่มในเครื่องแต่งกายที่เน้นโทนสีน้ำเงินก็เข้ามาอยู่ในกรอบการมองเห็นของฉัน พอเวลาสิบโมงตรงเขาก็มาอยู่ตรงหน้าฉันที่หน้าประตูโรงเรียนทันที

ยืนนิ่งรอให้เขาพูดอะไรก่อนได้ไม่นาน ฉันก็หมดความอดทนจนต้องเอ่ยปากขึ้นก่อนว่า

“แล้วนี่... เราจะไปไหนกันหรือเปล่า”

“ฉันไม่มีไอเดีย” คำตอบของเขายังคงตรงเช่นเดิม แต่ครั้งนี้ฉันว่ามันตรงจนออกจะทื่อเกินไป

“แต่นายเป็นคนชวนฉันออกมานะ นายน่าจะเตรียมอะไรมาบ้างสิ”

“ฉันไม่ได้วางแผนไว้ไกลขนาดนั้น”

“นายไม่ใช่คนประเภทที่วางแผนทุกอย่างไว้ก่อนหรอกเหรอ”

“นั่นก็จริงถ้าหากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงาน”

“แปลว่านี่ไม่เกี่ยวกับงาน?” นั่นคือสิ่งที่ฉันสรุปได้หลังเล่นเกมถามคำตอบคำกับเขาจบ

“ใช่” ยูออนยอมรับ “นี่ไม่เกี่ยวกับงาน”

“งั้นนายชวนฉันมาทำไม”

“ฉันแค่เหนื่อยจากการซักถามของตำรวจ เลยอยากมีเวลาพักผ่อนบ้าง”

“นายก็ไปพักผ่อนของนายเองได้นี่” ฉันโวย

“ถ้าทำอย่างนั้นมันคงจะน่าเบื่อ” เขาบอก “ฉันต้องการคนมาสร้างความบันเทิงให้ฉัน ดังนั้น...” ดวงตาสีมืดมองตรงมาที่ฉัน ก่อนสั่งเสียงเฉียบว่า “เธอต้องสร้างความบันเทิงให้ฉัน”

“...” ฉันจนปัญญาสุดๆ ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี

หมอนี่พูดจริงหรือเนี่ย นี่เขาเห็นฉันเป็นตัวตลกของเขาหรือไง

นายไม่ได้จ้างฉันมาเพื่อสร้างความบันเทิงให้นายคนขี้เบื่อซะหน่อย!

“...ได้โปรด” แว่วเสียงมาทางจากเด็กหนุ่มชุดน้ำเงิน

ฉันที่ยังยืนแข็งอย่างไม่อยากเชื่ออยู่ตอบสนองกลับไปอย่างเชื่องช้าว่า

“ฮะ?”

“ขอร้องล่ะ...”

คำพูดที่กล่าวออกมากับสีหน้าของผู้พูดแทบไปคนละทาง ฉันไม่เคยเห็นคนที่กำลังขอร้องคนอื่นที่ไหนแสดงท่าทีแข็งกร้าวแบบนี้มาก่อนเลย

แต่สุดท้ายเมื่อมองเข้าไปในดวงตาของเขาตรงๆ ก็เห็นว่าคงเหนื่อยจริงๆ ดังนั้นฉันจะยอมสวมบทเป็นแม่พระสักครั้งหนึ่งก็แล้วกัน

“ก็ได้” ฉันบอกพลางถอนหายใจ “แต่เป็นเพราะว่าฉันก็ไม่มีอะไรอย่างอื่นให้ทำในระหว่างนี้หรอกนะ”

หลังให้เหตุผลแก้ตัวไว้เรียบร้อยก็กลับเข้าเรื่องได้

“ฉันจะช่วยเลือกให้แล้วกันว่าจะไปที่ไหนในเมื่อนายไม่มีแผน ไหนดูซิ...”

ตอนนี้ในหัวของฉันนึกได้ถึงสองสถานที่ที่น่าไป หนึ่งคือลานน้ำพุมิราจ และอีกหนึ่งคือสวนเพกาซัส ทั้งสองที่หนึ่งอยู่ในระยะที่ไม่กินเวลาในการเดินทางไปนัก ฉันน่าจะกลับมาพบอาน่อนที่นี่ได้ทันเวลา

แล้วท้ายที่สุดฉันก็ตัดสินใจเลือกที่จะไป...

“ไปลานน้ำพุมิราจกันก็แล้วกัน ไหนๆ วันนี้ก็เป็นวันมิราจทั้งที”

ฉันประกาศจุดหมายปลายทางแล้วออกเดินนำ ยูออนเดินตามหลังฉันมาเงียบๆ


 

ที่ลานน้ำพุมิราจมีการจัดซุ้มของขายอยู่รอบบริเวณ แล้วก็มีคนเที่ยวฉลองวันหยุดกันพอประมาณ

วันมิราจไม่ถือเป็นวันหยุดสำคัญที่จำเป็นต้องฉลองด้วยงานรื่นเริงที่ยิ่งใหญ่อลังการนัก ถ้าเทียบกับเทศกาลอื่นแล้วบรรยากาศจึงดูเงียบเหงาอยู่นิดหน่อย แต่ก็นับว่าดีกว่าวันธรรมดาทั่วไป

ลานน้ำพุแห่งนี้อยู่มีพื้นที่กว้างขวางสำหรับจัดงานที่มีสีเขียวของต้นไม้แทรกอยู่ทำให้ดูร่มรื่น แต่จุดเด่นที่สุดของที่นี่ก็หนีไม่พ้นแท่นน้ำพุกลมขนาดใหญ่มีที่มีรูปปั้นปลาพ่นน้ำอยู่ตรงกลาง และนั่นก็คือน้ำพุมิราจอันเป็นที่มีของซื่อสถานที่แห่งนี้

ฉันเดินไปดูน้ำพุใกล้ๆ แล้วก็แอบอ่านแผ่นป้ายที่ติดอยู่ที่ฐานรอบๆ แท่นน้ำพุไปด้วย

ยูออนที่เดินตามมายังคงไม่ปริปากพูดสักคำ

“นายไม่ชอบที่นี่เหรอ” ฉันถาม

“ก็ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก” เขาตอบ ก่อนเล่าว่า “ฉันสงสัยมาตลอดตั้งแต่เด็กว่า ทำไมวันมิราจถึงเป็นวันหยุดราชการ”

“มันเป็นวันที่เอาไว้เฉลิมฉลองให้มิราจฟิชไม่ใช่เหรอ”

“มิราจฟิชคือเจ้ารูปปั้นที่มีรูปร่างประหลาดอย่างไม่น่าเชื่อตรงนั้นใช่ไหม”

เขาพะเยิ้นไปทางรูปปั้นปลาขนาดยักษ์ตรงใจกลางน้ำพุ ถ้ามองดูจากที่ไกลๆ ปลานั่นคงดูสวยดี ทว่าเมื่อสังเกตดูใกล้ๆ แล้วก็จะเห็นว่าส่วนหัวของมันมีรูปร่างประหลาดคล้ายส่วนหน้าของมนุษย์มากกว่าจะเป็นหัวปลา

“ฉันคิดว่าใช่” ฉันตอบอย่างไม่ค่อยใส่ใจนัก

“ฉันไม่เข้าใจ มีเหตุผลอะไรที่เราต้องฉลองให้ปลานั่น” เด็กหนุ่มคับข้องใจ

“ฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกัน แต่ก็เคยพวกเราก็เคยเรียนมาแล้วไม่ใช่เหรอว่า ในสมัยก่อนมีความเชื่อที่ว่าวันศุกร์ที่สิบสามจะเป็นวันที่โชคร้ายมาเยือน แล้วเพื่อป้องกันโชคร้ายนั้น มนุษย์ต้องหาทางทำให้มิราจฟิชพอใจด้วยการทำเรื่องไร้สาระตลกๆ และหยุดทำงานการทั้งหมดในวันนั้น ดังนั้นทุกปีรัฐบาลจะเลือกวันศุกร์ที่สิบสามวันหนึ่งมาเป็นวันมิราจเพื่อประกาศให้เป็นวันหยุด”

“ถึงจะเคยเรียนมาแล้วก็ตาม ฉันก็ยังไม่คิดว่ามันสมเหตุสมผลอยู่ดี” เขากล่าว

“เอาน่า วันนี้นายไม่ควรจะทำตัวซีเรียสไปนะ”

ฉันพูดยิ้มๆ แล้วดึงเขาให้เดินมาใกล้น้ำพุยิ่งขึ้น

“ฉันเคยได้ยินมาด้วยว่า ในวันนี้ผู้คนจะนิยมโยนเหรียญลงในน้ำพุมิราจด้วย นายน่าจะลองดูบ้าง”

ว่าแล้วฉันก็ส่งเหรียญใส่มือเขา

ยูออนมองเหรียญในมือแวบหนึ่งแล้วพูดว่า

“อะ...อะไร... ทำไมฉันต้องทำด้วย”

“มาเถอะน่า กล้าๆ ให้สมเป็นผู้ชายหน่อยสิ”

“การโยนเหรียญลงในน้ำพุเป็นการกระทำที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและ...

“ไม่ต้องอ้างเลย! โยนลงไปเถอะ!

ฉันผลักมือข้างที่ถือเหรียญของเขาไปข้างหน้า

ขณะที่เหรียญหลุดจากมือของยูออนล่วงลงสู่น้ำพุมิราจนั้น แสงอาทิตย์ก็ทำมุมตกกระทบน้ำละอองน้ำบริเวณนั้นจนสะท้อนในเห็นสายรุ้งเจ็ดสีอยู่แวบหนึ่ง นับเป็นภาพที่สวยงามและได้จังหวะเหมาะเจาะมาก

“...” แต่เด็กหนุ่มหน้าเคร่งขรึมก็ยังคงไม่ออกความเห็นใดๆ

ไม่เป็นไร อย่างไรทุกอย่างก็ยังคงเป็นไปตามแผนของฉันอยู่ดี

“หืม? มีบางอย่างเขียนอยู่นี่ด้วย” ฉันแสร้งทำเป็นเพิ่งสังเกตเห็นแผ่นจาลึกที่แอบอ่านมาก่อนแล้ว

“ถ้าหากว่าผู้ชาย...โดยเฉพาะผู้ชายหล่อๆ โยนเหรียญลงในน้ำพุ เขาจะถูกตามติดตามสะกดโดยมิราจฟิชไปตลอดกาล” ฉันอ่านออกเสียงถ้อยคำที่จารึกไว้ตรงนั้นออกมาดังๆ

ยูออนรีบหันมาตรวจสอบว่าสิ่งที่สลักอยู่ที่แผ่นโลหะมีข้อความเช่นนั้นจริงด้วยความตกใจที่ปิดไม่มิด

“นี่มันอะไรกัน น้ำพุต้องสาปหรือไง” เขาโวยวาย

ฉันยักไหล่ ตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง ก่อนถาม

“ยูออน นายหล่อหรือเปล่า”

“แน่นอนว่าใช่... เอ๊ย ฉันหมายถึงว่าไม่ ฉันไม่หล่อ!

วินาทีนั้นฉันก็หลุดหัวเราะออกมาเสียงดังอย่างกลั้นไม่อยู่ ฉันไม่เคยเห็นยูออนหลุดออกจากมาดของเขาแบบนี้มาก่อนเลย

“เธอตั้งใจทำมันใช่ไหม”

ฉันยิ้มรับ ไม่ปฏิเสธ

“ฉันคิดว่ามันคงดีถ้านายร่าเริงขึ้น... ก็วันนี้เป็นวันมิราจที่คนนิยมทำเรื่องไร้สาระและแกล้งคนอื่นกันนี่นา แผ่นจารึกที่ฐานน้ำพุนี้ก็ทำขึ้นเพื่อจุดประสงค์นั้นแหละ ถ้านายมองดูรอบๆ ก็จะเห็นว่ามีคำจารึกประหลาดๆ อื่นๆ อีก ปรกติเขาจะให้ปิดตาเดินวนรอบน้ำพุแล้วเสี่ยงโยนเหรียญว่าไปตกในเขตของคำจารึกพิสดารแผ่นไหน ฉันนึกว่านายจะรู้เรื่องนี้อยู่ก่อนแล้วเสียอีก”

“...ฉันไม่ชอบเทศกาลนี้ เลยไม่เคยมาฉลอง” เด็กหนุ่มเชิดขึ้น และหลับตาลงเล็กน้อยขณะพูดแก้ตัว

ฉันหัวเราะเบาๆ พอเริ่มจับอารมณ์หมอนี่ได้แล้วว่าเป็นอย่างไรกันแน่ แล้วได้เห็นมุมมองหลุดๆ ของเขาก็สนุกดีเหมือนกัน

จากนั้นเราก็หาซื้อของกินสำหรับมื้อเที่ยงกันแถวๆ นั้น และเนื่องจากฉันบอกยูออนไว้ก่อนแล้วว่ามีอย่างอื่นที่ต้องทำตอนบ่ายสอง เราจึงพากันเดินกลับมาที่หน้าโรงเรียนโดยยูออนบอกว่า เขาจะมาทำงานต่อที่สถาบันอยู่แล้ว หน้าโรงเรียนจึงเป็นทางผ่านของเขาพอดี

“ถือว่าวันนี้สนุกดีนะ” ฉันยังยิ้มไม่หุบตั้งแต่แกล้งเขาได้สำเร็จ

“อย่างนั้นเหรอ” เด็กหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์

“ไม่เอาน่า ยิ้มให้ฉันเห็นหน่อย ฉันพานายไปเที่ยวมานะ”

สีหน้าที่ฉันเห็นยังเย็นชาดุจน้ำแข็งเช่นเดิม ยูออนผู้ไม่ยอมใครยังไม่ยอมลงให้ฉันง่ายๆ จริงๆ ด้วย

“เอาเถอะ” ฉันตัดใจ “นายไปได้แล้วล่ะ เดี๋ยวฉันรอเพื่อนต่ออยู่ที่นี่”

ตอนนี้พวกเรามาถึงที่หน้าประตูโรงเรียนกันแล้ว

“แน่ใจนะว่าอยู่คนเดียวได้” เด็กหนุ่มถาม

“ได้สิ ฉันไม่ใช่เด็กเล็กๆ แล้วนะ ดูแลตัวเองได้น่า ตอนที่รอนายทีแรกฉันก็รออยู่คนเดียวนะ”

พอได้ฟังคำอธิบายที่มีเหตุผลแล้ว ยูออนก็พยักหน้ารับทีหนึ่ง ก่อนเดินผ่านรั้วโรงเรียนเข้าไป

“...ขอบคุณนะ”

ฉันได้ยินเสียงลอยตามลมมาจากข้างหลังจึงหันกลับไปมอง แล้วก็เห็นเพียงแผ่นหลังของยูออนที่กำลังเคลื่อนห่างออกไป

แต่ฉันก็สามารถจับความรู้สึกดีที่แผ่ออกจากตัวเขาได้อยู่ และถ้าจะให้แปลความรู้สึกดีที่ว่าเป็นสีหน้าคนละก็... ฉันเดาว่ายูออนกำลังยิ้มอยู่ละ

 

ในเวลาไม่ช้าไม่เร็วไปกว่าบ่ายสองโมงเท่าใดนัก อาน่อนก็เดินมาเจอฉัน

“เฮ่!” เขาโบกมือยิ้มทักอย่างร่าเริงตามแบบฉบับ

ส่วนฉันก็เอาอย่างยูออน ตีหน้านิ่งแล้วไม่พูดจาบ้าง

“ฉันกะแล้วว่าเธอต้องมา” อาน่อนบอก

อย่างไรฉันก็เลียนแบบยูออนไม่ตลอดรอดฝั่งไม่ได้ ไม่ทันไรฉันก็เบื่อที่ต้องเก็กหน้านิ่งเสียแล้ว

“จะให้ไปไหนก็รีบไปเถอะ” ฉันเร่งอีกฝ่าย

“ไม่ต้องห่วง ฉันใช้เวลาทั้งคืนเตรียมฉากเดทที่สมบูรณ์แบบมาแล้ว” เด็กหนุ่มชุดเขียวประกาศ ทำหน้าจริงจัง กำมือข้างหนึ่งไว้ด้านหนึ่ง แล้วค่อยชูนิ้วขึ้นมาทีละนิ้วตามลำดับคำพูด

“อย่างแรก เราจะไปดูหนังกันก่อน” นิ้วชี้เด้งขึ้นมา

“จากนั้น เราจะไปดินเนอร์ใต้แสงเทียนสุดโรแมนติก” ตามมาด้วยนิ้วกลาง

“แล้วก็สุดท้ายแต่ก็ไม่ท้ายสุด...” นิ้วนางค่อยๆ โผล่ “เราจะไปต่อกันที่โรงแรมม่านรูด!

ปลั้ก!

ฉันไม่น่าคาดหวังอะไรกับนายนี่จริงๆ

“ฉันจะกลับบ้านละ” ฉันบอกพร้อมเบี่ยงตัวเดินห่างจากเขา

“ฉันล้อเล่นน่า แค่ล้อเล่นเท่านั้น” อาน่อนที่เพิ่งฟื้นจากกำปั้นประทุษร้ายของฉันรีบขวาง

แต่คำแก้ตัวว่าล้อเล่นแค่นี้ยังไม่พอสำหรับฉัน

“เอาแบบนี้ดีไหม ฉันจะได้เธอเลือกที่ที่เราจะไปกัน” เขารีบเสนอ

ฉันที่หลับตาทำเป็นโกรธอยู่ลืมตาข้างหนึ่งขึ้นมามองเขา

“นายแน่ใจนะ”

“แน่นอน” เด็กหนุ่มรับรองพร้อมรอยยิ้มแหย “มันคงไม่สนุกหรอกถ้าฉันเป็นคนที่สนุกอยู่คนเดียวแบบนี้”

“ก็ได้ ถ้างั้น...”

ฉันออกเดินโดยไม่พูดอะไรเพิ่มเติม ปล่อยให้อาน่อนที่ตามหลังมาคาดเดาจุดหมายเอาเองไปก่อน จนท้ายที่สุดแล้วพวกเราก็มาอยู่ที่ที่โปรดของฉัน...สวนเพกาซัส

“เราอยู่ที่ไหนนี่” เด็กหนุ่มถาม มองไปมองมาแล้วตั้งข้อสันนิษฐานเพิ่มเติมว่า “ฐานลับของเธอหรือไง”

“อืม... ฉันคิดว่ามันเป็นอะไรที่ใกล้เคียงนะ...” ฉันบอก “ที่นี่คือสวนเพกาซัส ที่โปรดของฉัน นายน่าจะดีใจนะที่ได้มาที่นี่ นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันพาใครมาที่นี่”

“ว้าว! ฉันไม่รู้เลยว่าฉันพิเศษขนาดนั้น” คนฟังเกิดอาการหลงตัวเอง

“ใช่ พิเศษด้านลามกไง” ฉันย้อน

“ทำไมเธอถึงพาคนลามกมาที่ฐานลับของเธอล่ะ”

ทำไมน่ะเหรอ... ฉันมีตั้งหลายเหตุผล...

อันดับแรกเลย...ที่นี่อยู่ใกล้ดี อันดับที่สอง...ฉันเพิ่งมายูออนไปที่ลานน้ำพุมิราจมาเลยยังไม่อยากไปที่นั่นอีก อันดับสาม...ถึงที่นี่จะเป็นที่โปรดของฉันก็จริง แต่ที่นี่ก็ไม่ได้มีบรรยากาศหรืออะไรที่เหมาะกับการเดตเลย ดังนั้นที่นี่จึงเหมาะที่จะพานายมาที่สุดอย่างไรล่ะ

แน่นอนเหตุผลเหล่านั้นฉันแค่คิดอยู่ในใจเท่านั้น ไม่ได้เฉลยออกไปจริง

พออาน่อนเห็นฉันนิ่งไปนานไม่ชอบตอบก็พูดต่อเองว่า

“หรือบางทีเธออาจจะชอบคนลามกคนนี้”

ฉันพยายามสกัดกั้นอารมณ์เดือดของตัวเองที่กำลังก่อตัวขึ้นเพราะตาคนชอบพูดเข้าข้างตัวเอง แต่อีกใจหนึ่งก็อดคิดไม่ได้ว่า...

มันเป็นความผิดพลาดใหญ่หลวงจริงๆ ที่พาเขามาที่นี่!

“ฉันชอบที่นี่นะ”

คำพูดที่จู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมาลอยๆ กระตุ้นให้สติของฉันกลับมาทำหน้าที่

“ที่นี่ให้ความรู้สึกดีทีเดียว”

ฉันมองคนพูด แล้วก็เห็นว่า เขากำลังชื่นชมบรรยากาศของสถานที่อยู่

“ไม่รู้มาก่อนเลยว่าแม้แต่คนลามกก็สามารถเข้าใจได้ด้วยว่าที่นี่พิเศษยังไง” ฉันอดกล่าวกระทบกระทั่งไม่ได้

อาน่อนหัวเราะเบาๆ ราวกับเขาถือว่านั่นเป็นคำชมจากฉัน แล้วก็กลับไปดื่มด่ำกับบรรยากาศของสวนสาธารณะเก่าแห่งนี้อีกครั้ง

ไม่แน่ใจนักว่าฉันจินตนาการไปเองหรือเปล่า ถึงได้เห็นว่าอาน่อนดูดีและอ่อนโยนมากกว่าปรกติ

เด็กหนุ่มที่ค่อยๆ ย่างเท้าเดินไปทั่วสวนนั้นดูราวกับว่า เขาได้หลอมหลวมไปกับบรรยากาศรอบกาย ซึมซับทุกความเป็นสถานที่แห่งนี้เข้ามาในตัว

ทั้งๆ ที่ที่นี่ก็ไม่ใช่ฉากหลังที่งดงามอะไร แต่เขาก็ดูกลมเกลียวเข้ากับความพิเศษของสวนเพกาซัสที่ฉันรู้จักได้เป็นอย่างดี

“แต่ว่า ทำไมถึงไม่มีใครมาที่เลยล่ะ”

เมื่อเด็กหนุ่มเปิดปากถามขึ้นอีกครั้ง สติของฉันค่อยกลับมาอยู่กับตัว

“นายเห็นอพาร์ตเมนต์พวกนั้นมั้ย” ฉันชี้ไปที่ตึกสูงๆ รอบๆ ให้เขาดู “มันเคยเต็มไปด้วยคนอยู่อาศัย และพวกเขาก็เคยเป็นคนที่มาใช้สวนนี้ แต่ว่าเมื่อไม่กี่ปีก่อน พวกคนส่วนใหญ่ก็พากันย้ายออกไปหาที่อยู่ที่ดีกว่าที่นี่ ท้ายที่สุดแล้วพื้นที่แห่งนี้จึงถูกละทิ้ง ในตอนนี้ ที่แถบนี้จึงไม่ต่างอะไรจากเมืองผี”

“ฉันว่าฉันชอบให้มันเป็นแบบนี้มากกว่า” อาน่อนบอก

“อย่างนั้นเหรอ”

ตอนแรกที่พูดไปนั่นฉันอุตส่าห์คิดไปในแง่ดีแล้วว่า เขาคงจะชอบอยู่เงียบๆ และไม่ใช่ให้มีผู้คนมากมายเช่นเดียวกับฉัน

ทว่าคำพูดถัดมาของเขาทำให้ฉันตาสว่างและรู้ตัวว่าได้เข้าใจไปผิดถนัดเลย

“จะได้ไม่มีใครมารบกวนไง” เด็กหนุ่มกล่าวด้วนน้ำเสียงชวนตื่นเต้น

“รบกวน?” ฉันขมวดคิ้ว เริ่มรู้สึกว่ามันออกจะทะแม่งๆ

“เธอก็รู้ ผู้หญิงกับผู้ชายอยู่ด้วยกันตามลำพังในสวน...” อาน่อนกล่าวเข้ามาประชิดตัวฉัน “พวกเขามักจะจบลงด้วยการ...”

เขาค่อยๆ เอาหน้าเข้ามาใกล้... ทีละนิด... ทีละนิด... จนฉันต้องกลั้นหายใจ

แล้วก็...

ปลั้ก!!

ออกแรงเต็มที่ทุบสั่งสอนไปอีกครั้งอย่างไรล่ะ!

“อย่ามาทำให้สถานที่พิเศษของฉันแปดเปื้อนไปกับความคิดลามกของนายนะ” ฉันประกาศกร้าว

“ฉันยังไม่ทันได้พูดอะไรเลยนะ” คนเจ็บประท้วง เอามือลูบตำแหน่งที่โดนทำร้ายไปพลาง

“ออกไปจากที่นี่นะ ไอ้คนลามก!

ว่าแล้วฉันก็วิ่งไล่ให้เขาออกไปจากสวนอันศักดิ์สิทธิ์ของฉัน

มุมมองที่ดูอ่อนโยนนั่นต้องเป็นจินตนาการของฉันแน่ๆ ไม่มีทางที่คนอย่างนายนี่จะทำหน้าอย่างนั้นได้หรอก

...

เราวิ่งไล่กันจนเหนื่อยแล้วก็มาหยุดอยู่ที่หน้าประตูโรงเรียนอีกครั้ง รู้สึกว่าวันนี้ฉันได้ทำอะไรไร้สาระเหมือนเด็กหลายๆ อย่างสมกับที่เป็นวันมิราจ

ฉันหอบหายใจ ได้ออกกำลังแล้วก็รู้สึกใจเย็นลงบ้าง ไม่ค่อยโกรธเท่าไหร่แล้ว

“แบบนี้ก็...สนุกดีนะ” อาน่อนที่ทรุดตัวลงนั่ง หายใจหนัก เพราะวิ่งหนีมาเหนื่อยเช่นเดียวกัน

“นาย...คิดว่า...นี่มัน...สนุกนักเหรอ” ฉันพยายามคุยตอบ อย่างไรก็ไม่ยอมแพ้นายนี่ง่ายๆ หรอก

“ก็ไม่ถือว่าแย่นัก...สำหรับการเดต ฉันแค่หวังว่า...เธอ...จะยิ้ม...บ่อยกว่านี้”

ดูเหมือนคำพูดและบทบาทของฉันจะเปลี่ยนไปพอสมควร ก่อนหน้านี้ไม่กี่ชั่วโมงฉันเพิ่งเป็นฝ่ายบอกให้ยูออนยิ้มอยู่เลย ตอนนี้อาน่อนกลับมาเป็นคนบอกให้ฉันยิ้มแทน

“แล้วนั่นเป็นความผิดของใครเล่า” ฉันเงยหน้าขึ้นโว้ยกลับใส่ท้องฟ้า ลมหายใจในตอนนี้เริ่มคงที่แล้ว

เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่กลางถนนฉีกยิ้มกว้าง

“ว่าแต่... นั่นอะไรเหรอ” ฉันถามถึงแผ่นกระดาษที่อยู่ในมือของอาน่อน

“อ้อ นี่คือใบปลิวมิราจที่ฉันเห็นคนแจกอยู่ระหว่างวิ่งหนีเธอ เลยคว้าติดมือมา เธอจะเอาไปก็ได้”

ฉันรับกระดาษแผ่นดังกล่าวมาดู ในนั้นมีรูปปลามิราจขนาดใหญ่พร้อมอักษรกำกับอยู่ด้านข้าง เขียนไว้ว่า

Mirage stands for…

M - Miraculously

I - Incredibly

R - Ridiculously

A - Absolutely

G - Greatest

E - Enigma

ดูท่าใบปลิวนี้คงเป็นอีกหนึ่งการเล่นตลกไร้สาระในวันมิราจ...

ทันใดนั้นฉันก็ฉุกคิดขึ้นได้

“มันอยู่ใกล้กว่าที่เธอคิดไว้” ฉันเอ่ยทวนวลีที่เป็นกุญแจสำคัญที่แม่และมิสอาเซียเคยบอกไว้...

“เธอว่าอะไรนะ” อาน่อนถาม แต่ตอนนี้ฉันไม่สนใจเขาแล้ว

“นี่ต้องใช่แน่ๆ” ฉันบอกกับตัวเอง

“หืมมม?”

“ขอโทษนะ แต่ฉันต้องไปแล้วล่ะ” ฉันรีบลุกขึ้นแล้วบอกลาอาน่อน “แล้วเจอกัน”

จากนั้นฉันก็แยกจากเขาโดยไม่อธิบายเพิ่มเติมใดๆ อีก ฉันไม่รู้ว่าสมมุติฐานของฉันจะถูกหรือเปล่า แต่สำหรับเรื่องนี้...

ฉันจำเป็นต้องไปยืนยันด้วยตาตัวเอง

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

59 ความคิดเห็น