Special Ones

ตอนที่ 4 : - เมื่อครั้งยังเป็นเด็กเจ้าปัญหาตัวน้อยๆ - "วิลเลียม ลูกมาเรีย ช่างเย็บผ้า"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,472
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    19 ต.ค. 53

- เมื่อครั้งยังเป็นเด็กเจ้าปัญหาตัวน้อยๆ -

“วิลเลียม ลูกมาเรีย ช่างเย็บผ้า”

 

            ครั้งหนึ่งในวัยเยาว์ วิลเลียมเคยคิดว่าเขาเป็นคนพิเศษ คิดว่าตัวเขานั้นมีความพิเศษอยู่ในตัว เขามีท่านแม่มาเรียผู้ใจดีและรักเขาเป็นที่สุด เขาเที่ยวเล่นสนุกสนานไปวันๆ ทั่วลูซแวร์ได้โดยไม่ต้องเกรงกลัวใคร โลกในมุมมองของเขาขณะนั้นช่างกว้างใหญ่และเป็นอิสระเสรี

            อันที่จริงแล้ว เด็กชายวิลเลียมเป็นเพียงคนธรรมดาเหมือนชาวบ้านชาวเมืองทั่วไปในดาเรเนีย เนื่องจากยังเป็นเพียงแค่เด็กจึงไม่มีตำแหน่งหน้าที่หรืออาชีพที่ต้องรับผิดชอบใดๆ ต่อท้ายชื่อ คนที่รู้จักจึงพากันเรียกเขาว่า วิลเลียม ลูกมาเรียโดยใส่ชื่อผู้ปกครองมาแทน ถ้ามีใครถามต่อว่า มาเรียไหนก็อาจได้คำตอบทำนอง มาเรีย ช่างเย็บผ้ากลับมา วิธีการเรียกเช่นนี้เป็นที่พบเห็นได้ทั่วไปในลูซแวร์ และในเมืองแทบทุกเมืองของดาเรเนีย เพราะปรากฏการณ์ความเป็นที่นิยมของชื่อบางชื่อในบางพื้นที่จึงมีจำเป็นต้องมีคำระบุชี้เฉพาะตามมา

            ชาวดาเรเนียนในยุคนั้นยังไม่มีการบัญญัตินามสกุลขึ้นมาใช้กันโดยทั่วไป คนที่จะมีนามสกุลได้ก็มีแต่เหล่าเชื้อพระวงศ์และพวกขุนนางที่มีความดีความชอบสูงจนได้รับพระราชทานนามสกุลมา หนึ่งในนามสกุลที่ทุกคนรู้จักกันดีก็คือ ดาเรนไลน์อันมีความหมายว่า สายเลือดแห่งดาเรน ซึ่งคนที่ใช้นามสกุลนี้ได้ก็คือเหล่าเชื้อพระวงศ์ที่มีสิทธิ์สืบทอดราชบัลลังก์นั่นเอง

            เด็กชายวิลเลียมเป็นเด็กฉลาด มีไหวพริบ แข็งแรง และซุกซน มาเรียผู้เป็นแม่เห็นแววเฉลียวฉลาดของลูกดีจึงส่งให้เขาเข้าเรียนในโรงเรียนหลวง นางเคยเป็นนางกำนัลในพระราชวังมาก่อนและมีเพื่อนที่เป็นครูจึงพอมีเส้นสายส่งเสริมการศึกษาของบุตรชายได้ หากแต่งานรับจ้างเย็บผ้าในเพียงอย่างเดียวก็ไม่เพียงพอจะจ่ายค่าเล่าเรียนและเลี้ยงสองชีวิตได้ วิลเลียมจึงต้องรับงานเป็นเด็กเสิร์ฟที่บาร์ของมาร์กาเรตเพื่อหารายได้เสริมอีกทางหนึ่ง

            ชีวิตในวัยเรียนเขียนอ่านของวิลเลียมก็ยังนับว่าสนุกสนานดี เนื่องจากต้องเรียนด้วยทำงานไปด้วย ผลการเรียนของเขาจึงไม่โดดเด่นเท่าใดนักแต่ก็ถือว่าทำได้ดีพอประมาณ เพื่อนๆ ในห้องก็มีทั้งพวกลูกขุนนางและลูกเศรษฐีผู้มีอันจะกิน พวกนั้นชอบเกาะกลุ่มกัน และบางครั้งหากอารมณ์ไม่ดีขึ้นมาก็อาจมาหาเรื่องวิลเลียมหรือพวกเด็กตัวเล็กที่มีฐานะด้อยกว่าพวกตนได้ วิลเลียมแม้จะจัดได้ว่าเป็นเด็กที่เติบโตมาโดยคลุกคลีอยู่กับหมู่นักเลงข้างถนนแต่เขาก็ฉลาดพอที่จะไม่ไปแส่หาเรื่องกับพวกหมาหมู่เหล่านั้น ในคราวที่เกือบจะมีปัญหาเขาก็มักจะอาศัยความเร็วและว่องไวเฉพาะตัวหนีเอาตัวรอดไปได้ก่อนทุกที

            มีเรื่องเดียวเท่านั้นที่วิลเลียมในวัยเด็ก (และอาจรวมถึงในวัยหนุ่ม) ไม่ชอบให้คนถามเขา นั่นถือเรื่องพ่อ เด็กชายเติบโตขึ้นมาโดยมีท่านแม่มาเรียอยู่ในชีวิตคนเดียว เขาเคยรบเร้าถามท่านแม่อยู่หลายครั้งแล้ว แต่นางก็ไม่เคยปริปากบอก ไม่เคยบอกสักนิดว่าท่านพ่อเป็นใคร หรือเป็นตายร้ายดีอย่างไรในปัจจุบัน นางมักจะโอบกอดเขาแล้วปลอบโยนว่า

            เจ้ามีแค่แม่คนเดียวก็พอแล้วนี่นา

            หลังจากทะเลาะกันด้วยเรื่องนี้มาหลายครั้งและตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้เสียทุกครา วิลเลียมก็ยอมรับได้ในที่สุดว่า ชีวิตของเขามีแค่ท่านแม่คนเดียวก็พอ เมื่อท่านแม่ไม่อยากพูดถึงท่านพ่อ เขาก็จะถือว่าตัวเองไม่มีท่านพ่ออยู่แต่แรกแล้ว

            แต่ชีวิตที่แลดูสว่างไสวรุ่งโรจน์ยิ่งนักของเด็กชายวิลเลียมก็ค่อยๆ หม่นหมองซีดจางลงเมื่อมาเรียเริ่มมีอาการป่วยด้วยโรคเรื้อรัง

            ไม่ว่าจะตามพวกหมอหรือนักบวชมารักษาเท่าไหร่ มาเรียก็ดูจะไม่มีท่าทีดีขึ้นเลย แม้จะฝืนยิ้มให้เขา และบอกว่าตนยังไหว ยังคงทำงานได้อยู่ แต่ร่างกายก็ทรุดโทรมลงเรื่อยๆ เขาห้ามเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง บอกให้พักหรือบอกว่าจะไม่เรียนต่อไปแล้วถ้าท่านแม่ยังไม่หายดีก็ไม่ยินยอม มาเรียยังคงบอกให้เขาไปเรียน ส่วนเรื่องที่เหลือนางจะจัดการเอง

            วันหนึ่ง ท่านแม่ก็ลุกขึ้นมาแต่งตัวเสียสวย ทั้งยังจับเขาแต่งตัวเสียดิบดีด้วยอีกคน แล้วพาเขาไปพบคนคนหนึ่ง

            นั่นเป็นครั้งแรกที่วิลเลียมได้มีโอกาสก้าวเข้ามาเขตพระราชฐาน แม้จะเคยโอ้อวดว่าในนครลูซแวร์แห่งนี้เขารู้จักทุกตรอกซอกมุมเป็นอย่างดี แต่คำคุยโม้นั่นก็ไม่นับรวมสถานที่ที่คนทั่วไปห้ามเข้าไปอย่างพระราชวัง ดังนั้นเด็กชายจึงได้แต่เดิมตามท่านแม่ไปอย่างสับสน จดจำเส้นทางใดๆ ไม่ได้เลย เขาคิดว่าท่านแม่คงเตรียมการไว้นานแล้วจึงเข้ามาได้ นางเคยทำงานในนี้มาก่อนจึงรู้ระเบียบความเป็นไปของด้านในกำแพงนี้ดี

            แล้ววิลเลียมก็ได้พบกับอาเธอร์ เจ้าชายแห่งดาเรเนีย หรือ อาเธอร์ ดาเรนไลน์ ซึ่งขณะนั้นยังดำรงตำแหน่งเป็นรัชทายาทอยู่ และครอบครัว มีภรรยาและลูกสาววัยไล่เลี่ยกับเขาอีกหนึ่งคน

            วิลเลียมจำไม่ได้แล้วว่าพวกผู้ใหญ่พูดอะไรกัน เหมือนท่านแม่จะฝากให้อีกฝ่ายช่วยดูแลเขาหรืออะไรสักอย่าง... ที่เขาจำได้มีเพียงม่านตาสีน้ำเงินที่ฉายแววโกรธเกรี้ยวคู่นั้น กับผมสีน้ำตาลเข้มหยักศกที่ตกลงมาปรกหน้าเล็กน้อยของอาเธอร์ ทั้งสองสิ่งนี้เหมือนดวงตาและผมของเขาเหลือเกิน เหมือนจนท่านแม่มาเรียผู้มีผมสีน้ำตาลอ่อนและนัยน์ตาสีฟ้าดูราวกับไม่มีสิ่งใดตกทอดมาถึงเขาในทันที

            สถานการณ์ในตอนนั้นคล้ายจะมีการขึ้นเสียง การปฏิเสธ และการไม่ยอมรับอยู่บ้าง แต่วิลเลียมก็ไม่ใส่ใจจะจำ พอรู้สึกตัวอีกที เขาและท่านแม่ก็ถูกขับไล่ออกจากวิมานสถานแห่งนั้นกลับมาอยู่ที่บ้านแล้ว อย่างน้อยท่านแม่ก็ไม่ได้ถูกทำร้ายอะไร แต่อาการป่วยก็กำเริบขึ้นมาอีกแล้ว

            พอเริ่มจับเค้าลางได้ว่าอะไรเป็นอะไร วิลเลียมก็ซักไซ้ถามมาเรียทันทีว่า ชายคนนั้นใช่พ่อแท้ๆ ของเขาไหม

            มาเรียยังคงไม่ยอมรับ และปฏิเสธต่อไป

            ไม่ใช่หรอกลูก เขาคือเจ้าชายอาเธอร์ที่เคยมีบุญคุณต่อแม่เท่านั้นเอง แม่เลยลองไปขอให้พระองค์ช่วยรับเลี้ยงดูลูกต่อ เมื่อแม่จากไปอย่างไร เพื่อว่าพระองค์จะทรงเมตตาแม่อีกสักครั้ง

            เด็กชายฟังแล้วก็ไม่เข้าใจ เห็นชัดๆ ว่าเจ้าชายอาเธอร์เหมือนเขาขนาดนี้ ทำไมท่านแม่จึงยังดึงดันไม่ยอมรับเช่นนี้อีก แล้วทำไมต้องไปฝากคนอื่นเลี้ยงด้วย ท่านลุงโจนาธานกับท่านป้ามาร์กาเรตก็มี ถ้าท่านแม่ไม่ไหวจริงๆ ก็ยังไปขอความช่วยเหลือจากพวกเขาได้

            วิลเลียมมาเรียลูกศีรษะบุตรชายเบาๆ เจ้าเกิดมามีความพิเศษกว่าใคร ดังนั้นเติบโตขึ้นไปก็ต้องเป็นคนพิเศษรู้ไหม

            เด็กชายนิ่งฟัง ไม่อาจขัดขืนท่านแม่ที่กำลังไอรุนแรง

            เรื่องบางเรื่องแม่อาจจะบอกลูกในตอนนี้ไม่ได้ แต่เมื่อถึงเวลา เจ้าก็จะเข้าใจเอง แม่พูดความจริงกับลูกเสมอ ไม่ได้โกหกลูกเลย

            หลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์ มาเรียก็จากโลกนี้ไปอย่างสงบ คำพูดสุดท้ายของนางที่กล่าวกับเขา ยังคงเป็นเรื่องที่ว่าเขาเก่งเขาดีเขาพิเศษอยู่นั่นเอง

            ถ้านั่นเป็นความปรารถนาสุดท้ายของท่านแม่... เขาก็อยากจะทำให้นางสมหวัง

            วิลเลียมไม่ใช่เด็กที่คิดท้อแท้หรือเอาแต่คิดกล่าวโทษโชคชะตา เขาเป็นคนที่พร้อมลุกขึ้นมาปะทะกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นศัตรูกับเขา ดังนั้นหลังจากจัดการทำพิธีฝังศพท่านแม่เรียบร้อย แล้วก็เพียงนั่งซึมเซาอยู่วันหนึ่ง วันต่อไปเด็กชายก็กลับไปเรียน ตกเย็นก็ไปทำงาน เสมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ด้วยความหวังลมๆ แล้งๆ ว่าเงินเก็บที่มีจะพอส่งตัวเองให้เรียนจบได้ และอาศัยรายได้จากการเป็นเด็กเสิร์ฟเพียงลำพังหาอาหารใส่ท้องเลี้ยงชีพไปวันๆ ได้

            ถึงกระนั้น เด็กชายก็ไม่ได้อ่อนด้อยในวิชาคณิตศาสตร์พอจะหลอกตัวเองได้ ไม่ว่าจะตีลังกาคำนวณอย่างไร หรือคิดจะประหยัดค่าใช้จ่ายอย่างตระหนี่ถี่เหนียวเท่าไหนก็ตาม ผลลัพธ์ก็ยังคงเป็นตัวเลขติดลบอยู่ดี ทั้งยังมีรายจ่ายส่วนอื่นๆ ที่ท่านแม่ต้องจ่ายเป็นประจำแต่เขาไม่เคยล่วงรู้อีกว่ามี แถมทั้งหมดนั่นก็เป็นรายจ่ายเพื่อเขาทั้งสิ้น วิลเลียมคิดจนหัวแทบแตกแล้วไม่ทราบจะทำอย่างไรดีจึงได้แต่ต้องตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนในภาคการศึกษาถัดมา

            ทว่าเมื่อคิดถึงอนาคตหลังจากนั้น เขาก็คงยังเป็นเด็กชายข้างถนนดังเดิม ไม่เห็นจะมีความพิเศษอย่างที่ท่านแม่คาดหวังเอาไว้ตรงไหนเลย ครั้นจะหาวิธีอื่นก็มีแต่ต้องไปกู้ยืนเงินเป็นหนี้มหาศาลยังไม่แน่ว่าเรียนจบแล้วจะมีงานทำหาเงินมาใช้ได้พอไหม

            เด็กชายทึ้งผมตนเองระหว่างใช้สมองคิดไปจนหันไปเจอะเขากับกระจกเงา แล้วเห็นสภาพตัวเองเข้าให้ จึงเลิกทำเช่นนั้น พร้อมกับที่ได้แนวทางแก้ไขปัญหาสุดบรรเจิดขึ้นมา

            เขาคงพอเรียกให้คนคนนั้นช่วยได้บ้างแหละน่า...

            วิลเลียมกำลังนึกคนที่หน้าคล้ายกับเขาแต่สูงวัยกว่าหลายปีคนนั้น...

            หากแต่วิธีการเรียกร้องของวิลเลียมนั้นไม่ธรรมดาเลย เขาไม่มีเส้นสายหรือสหายอยู่ภายในรั้ววัง จึงไม่มีใครให้ส่งจดหมาดติดต่อลับๆ ไปให้อย่างที่ท่านแม่หรือใครต่อใครน่าจะทำ วิลเลียมน้อยคิดได้แต่วิธีที่พึ่งพากำลังของตนเพียงอย่างเดียว และนั่นก็หาใช่การลอบบุกฝ่าด้านป้องกันอันแน่นหนาของพระราชวังเข้าไปประชิดตัวด้วย เขายังมีสติดี ไม่อยากหาที่ตายถึงขั้นนั้น

            สิ่งที่วิลเลียมทำก็ถือการแหกปากร้องโวยวายและป่าวประกาศให้ใครต่อให้รู้กันทั่วเมืองว่าเขาเป็นลูกชายของเจ้าชายอาเธอร์ และตอนนี้ท่านแม่ผู้น่าสงสารที่เลี้ยงดูเขามาเพียงลำพังก็ได้ตายจากไปแล้ว เขาจึงเหลือตัวคนเดียว ไม่มีที่พึ่งพิง

            หากเป็นคำพูดของคนอื่น มิใช่ วิลเลียม ลูกมาเรีย ช่างเย็บผ้าเด็กชายคงถูกทหารลากตัวไปตัดหัวเสียนานแล้ว แต่เพราะเป็นคำพูดของเด็กที่ดูยังไงก็หน้าเหมือนเจ้าชายอาเธอร์จนมิอาจปฏิเสธได้ แถมพอไปสืบประวัติมาเรียดู ก็พบว่าเป็นอดีตนางกำนัลที่เคยทำงานในสังกัดของเจ้าชายอาเธอร์อีกด้วย

            เรื่องเจ้าชายจะไปมีลูกเล็กลูกน้อยกับนางกำนัลหรือสาวที่ไหนก็คงไม่มีปัญหาอะไรเลย หากเรื่องไม่ได้เกิดในรัชสมัยของกษัตริย์ผู้เป็นบิดาของเจ้าชายอาเธอร์ เนื่องด้วยพระองค์ทรงเป็นผู้ริเริ่มกฎหมายให้ชายในอาณาจักรต้องรักเดียวใจเดียว มีภรรยาได้เพียงคนเดียวเท่านั้น พระราชารักมั่นในพระราชินีจึงทรงบัญญัติกฎนี้ขึ้นมา และก็ทรงหวังให้ลูกชายทั้งสองทำให้เป็นแบบอย่างที่นี้แก่ประชาชนตามพระองค์ด้วย

            เจ้าชายอาเธอร์ทรงอภิเษกกับหญิงสาวในตระกูลขุนนางชั้นสูงและมีธิดาด้วยกันแล้วหนึ่งพระองค์ เหล่าขุนนางที่หวังเล่นงานเจ้าชายรัชทายาทอันดับหนึ่งอยู่แล้วจึงพากันโหมประโคมข่าวนี้และช่วยหนุนหลังวิลเลียมไปในตัว

            จริงๆ วิลเลียมก็ไม่ได้หวังอะไรมากขอแค่เงินค่าปิดปากเล็กน้อยพอให้มีกินมีใช้ไปจนศึกษาเล่าเรียนจบก็พอแล้ว แต่เพราะเขาเลือกดำเนินการผิดวิธีไป เรื่องนี้จึงกลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ไม่ยอมยุติลงง่ายๆ เสียที ตอนนี้มีคนส่งเงินช่วยเหลือมาให้เด็กชายจนเขามีมากเกินความต้องการ แต่กลับหาความสงบในชีวิตไม่ได้

            เรื่องราวแสนยุ่งเหยิงนี้จบลงด้วยอุบัติเหตุไม่คาดฝันของครอบครัวของเจ้าชายอาเธอร์ รถม้าที่กำลังจะไปส่งท่านหญิงผู้เป็นภรรยาและลูกสาวออกไปพักผ่อนนอกเมืองเผื่อหลีกหนีความวุ่นวายเกิดปะทะเข้ากับสัตว์อสูรฝูงใหญ่ที่กำลังคลั่ง ทุกคนในขบวนไม่มีใครรอดชีวิตกลับมา มีเพียงเจ้าชายอาเธอร์ที่รั้งอยู่สะสางเรื่องที่ลูซแวร์เท่านั้นที่ไม่ได้ติดตามไปด้วย

            เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้กลายเป็นข่าวสลดของทั้งเมือง ไม่มีใครกล้าพูดถึงวิลเลียมหรือมาเรียให้อาเธอร์ได้ยินอีกต่อไป เจ้าชายทรงโศกเศร้าเสียใจเสียจนประกาศสละตำแหน่งรัชทายาทด้วยตนเอง ตรัสว่าตนนั้นไร้ความสามารถ แค่ครอบครัวตนเองแค่นี้ก็ดูแลไม่ได้ แล้วต่อไปจะปกครองประชาชนทั้งแผ่นดินได้อย่างไร

            พระราชาก็ไม่ว่ากระไร ทรงแต่งตั้งเจ้าชายลูเธอร์พระโอรสองค์รองขึ้นเป็นรัชทายาทแทน

            ตอนนั้นเองที่วิลเลียมถูกเรียกตัวเขาไปในวัง เขาได้ไปอาศัยอยู่ในตำหนักของเจ้าชายอาเธอร์ที่แทบจะไร้ผู้คนและปราศจากชีวิตชีวา เพราะเหล่าข้ารับใช้ในตำหนักเกือบทั้งหมดติดตามขบวนเดินทางของท่านหญิงไป

            แม้จะมีบ้านใหญ่หรูหรา แต่วิลเลียมก็ไม่มีความสุขเลยสักนิด

            อาเธอร์ยังคงมองเขาด้วยสายตาที่ไม่ยอมรับอยู่ทุกเมื่อ มองเขาเหมือนตัวปัญหา เหมือนต้นเหตุของความพินาศทุกอย่าง มองเขาเหมือนคนนอก ไม่ใช่ลูกชายตนอยู่นั่นเอง

            เด็กชายอยากบอกเหลือเกินว่าเขาขอโทษ เขาผิดไปแล้ว เขาไม่ได้ต้องการจะให้เรื่องมันบานปลายเป็นอย่างนี้ เขายังเด็กอยู่ เป็นแค่คนธรรมดาที่ไม่เคยเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังทางการเมืองแม้แต่น้อย ทว่าไม่ว่าจะพยายามสื่อสารนั้นออกมาเท่าใด อาเธอร์ก็ยังทำท่าเสมือนไม่รู้เห็น ไม่รับฟัง ไม่ได้ยินเสียงเขา

            จนกระทั่งกลายเป็นความเย็นชาระหว่างทั้งสองฝ่าย เมื่อขอโทษจากใจจริงแล้วไม่ได้ผลวิลเลียมก็เลิกใยดี ต่างฝ่ายต่างใช้ชีวิตของตนไป

            วิลเลียมอยู่ในฐานะท่านชายคนใหม่ของวัง เขาย้ายออกจากโรงเรียนหลวงมาเข้าโรงเรียนทหาร ได้ศึกษาร่วมกับพวกเชื้อพระวงศ์และลูกหลานขุนนางชั้นสูงที่ทำตัวสูงส่งกว่าเดิมยิ่งนัก ตอนแรกเขาก็คิดว่าเขายังรับมือไหวอยู่ แต่สถานการณ์ในโรงเรียนแห่งใหม่นี้มันสาหัสเกินไป หนักหนาจนเขาสู้ไม่ไหว และสุดท้ายก็ต้องถอยหนีออกมา

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

626 ความคิดเห็น

  1. #556 •Zol2iäc• (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 มีนาคม 2554 / 22:54
    โหย
    เเอบสงสารวิลเลี่ยมเเฮะ
    #556
    0
  2. วันที่ 1 มกราคม 2554 / 17:31

    ....เรื่องราวมันซับซ้อนกว่าที่คิด

    #470
    0
  3. #421 reader (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2553 / 23:16
    หรือวิลเลียมอาจจะไม่ใช่ลูกของอาเธอร์ก็ได้นะ

    ถึงจะไม่รู้ว่าทำไมหน้าเหมือนกันก็เหอะ - -"
    #421
    0
  4. #316 Kumorino (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2553 / 15:25

    อาเธอร์ใจร้ายจัง วิลเลียมก็น่าสงสาร

    #316
    0
  5. #277 Dexsar (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2553 / 18:38
    อ่านแล้วซึ้งเลยครับ..
    #277
    0
  6. #141 Anithin (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2553 / 00:40
    มาเรียเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งมากๆ แฮะ พออ่านแล้วรู้สึกว่าการสร้างความมั่นใจให้ลูกใช้ชีวิตอยู่ได้อย่าง "คนพิเศษ" ก็คงจะเป็นกุศโลบายอย่างนึงละมั้ง (จะได้สร้างความก้าวหน้าได้)

    น่าเสียดายที่แม่มาเรียอายุสั้น แล้วเจ้าหนูวิลเลียมก็เลือกวิธีทวงสิทธิ์ตัวเองออกสื่อไปหน่อย จนเกิดดราม่าขึ้นมาซะอย่างนั้น เจ้าตัวคงสำนึกผิดแย่เหมือนกัน (แต่อาเธอร์ก็ดูไม่ค่อยจะรักลูกจริงๆ แหละนะ ถ้าเทียบกับตอนก่อนหน้าแล้วยังรู้สึกเลยว่าตอนก่อนหน้าดูมีความรักให้กันกว่านี้ ถึงจะแอบปากแข็งกันไปหน่อย)

    เป็นตอนเผยภูมิหลังของวิลเลียมที่มาค่อนข้างเร็ว เรื่องเดาได้ แต่ก็น่าสนใจ และทิ้งปริศนาไว้ให้พอควร (พี่สนใจเรื่องของสัตว์อสูรแฮะ แอบรู้สึกว่าไม่น่าใช่อุบัติเหตุหรือเปล่า) ที่จริงคิดว่าน่าจะเสริมอีกสักหน่อยว่าพระเจ้าปู่รู้สึกยังไงกับหลานที่เกิดมาแบบนี้ เพราะ ณ ตอนนั้นก็รู้สึกว่าพระราชาองค์ก่อนยังอยู่เห็นเหตุการณ์ส่วนมากแหละนะ

    ด้านภาษา ตอนนี้อ่านได้ลื่นเช่นเคย แต่มีบางจุดระดับภาษาจะแกว่งๆ หน่อย อย่าง
    "แถมทั้งหมดนั่นก็เป็นรายจ่ายเพื่อเขาทั้งนั้นเลย" ตรงนี้เป็นภาษาพูด อาจจะโดดกับภาษาบรรยายที่เป็นโทนโดยรวมของตอนนี้ไป ถ้าเปลี่ยนเป็น "ก็เป็นรายจ่ายเพื่อเขาทั้งสิ้น" จะยังรักษาโทนเดิมได้อยู่

    แล้วจะ
    มาอ่านตอนต่อไปนะ :)
    #141
    0
  7. #129 27149 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2553 / 22:19
    น่าสงสัยว่าทำไมมาเรียสั่งเสียลูกแบบนั้นนะ ท่านแม่คนนี้มาแปลก เท่าที่ดูมาเรียเป็นแม่ที่ค่อนข้างแหวกขนบอดีตนางกำนัลพอควร เห็นส่วนใหญ่จะเน้นให้ลูกเจียมเนื้อเจียมตัว แต่หม้าม้าคนนี้พยายามหาทางให้ลูกได้เติบโตในสังคมชั้นสูง และก่อนตายก็ย้ำว่าลูกต้องโดดเด่น อืม หรือมีอะไรแอบแฝงรึเปล่านะ

    แต่แหม ป๋าอาเธอร์ มาเจอคุณปู่ราชาที่ตรากฎหมายว่าห้ามมีบ้านเล็ก ลูกเมียเลยไม่ยอมเลี้ยงแถมเฉดออกจากบ้าน มันก็น่าให้โดนลูกเอาคืนอยู่หรอก
    #129
    0
  8. #104 my_aquafirene (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2553 / 20:40
    ชีวิตวิลเลียมช่างน่าสงสารเหลือเกิน...
    #104
    0
  9. #99 {SJ+SNSD}_Final KyuHyun ♥ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2553 / 15:17

    สนุกค่ะ >< ~

    #99
    0
  10. #80 แมวบ้าเฉยๆ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2553 / 17:43
     มีแม่คนเดียวก็พอแล้ว


    ชอบจัง ;)
    #80
    0
  11. #64 twister1 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2553 / 11:51
    เรื่อง เหมือนมาม่าในช่วงนี้เลยนะ (บางส่วน)

    ชีวิตในวัยเด็ก ^^
    #64
    0
  12. #60 *Simple•Most* (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2553 / 02:27
    สมกับเป็นนิยาย

    แนะนำนะครับ
    ใช้ความเป็นธรรมชาติความสนุกสาน+บทตลกขบขันบวกเข้าไปกับประโยคที่สละสลวยของท่าน
    มุขนิ่งๆจะทำให้คนอ่านละสายตาจากตัวอักษรไม่ลง><
    #60
    0
  13. #58 Dark_NaVer_Lose (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2553 / 00:47

    สนุกมากครับ 

    อัพไวๆเน้อ

    แล้วไม่กัน ก็อบปี้ เหรอครับ

    -.-

    ก็อปไม่ลงเว็บอื่นดีกว่า -...- อิอิ

    #58
    0
  14. #57 ~*Nu'Bee*~ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2553 / 00:39
    หนุกอะ ชอบบบบบบบ อัพไวๆนะ
    #57
    0
  15. #52 k_he (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2553 / 23:41
     สนุกมากกกกกกกกกกกกก
    #52
    0
  16. #51 ศนิย์ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2553 / 23:34

     อั๊บไวๆ นะครับ อยากฟังเรื่องราวการผจญภัยตอนหนีออกจากวังจัง คงจะน่าตื่นเต้นดีนะครับ

    เพราะเห็นว่า ตอนนี้เล่าท้าวความ ความเป็นมาของวิลเลี่ยมไวเด็กแล้ว อยากอ่านต่อ 5555

    #51
    0
  17. วันที่ 1 ตุลาคม 2553 / 22:50

    อัพเร็วนะ

    รออยู่

    #49
    0
  18. #45 zebeeya (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2553 / 20:25

    หนุกดี มาอัพต่อเร็วๆนะ 
    จะรอ ร๊อ รอ

    #45
    0
  19. #41 ... ~ l3 e _ C [ Y ] ~ ... (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2553 / 19:29

    - + - 
    จะรอนะ

    #41
    0
  20. #38 Star* of Radiance (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2553 / 18:06
    อ่านบทนี้แล้ว...คิดว่าถ้าขยายเรื่องราวช่วงอดีตของวิลเลียมออกมาสาธยายน่าจะได้ยาวพอควร และอาจจะมีสีสันมากกว่าที่เป็นอยู่ แต่ก็นั่นล่ะ ถ้ามันไม่ใช่ประเด็นหลักของเรื่องก็ดูจะไม่คุ้มกับการแจกแจง= ='

    เท่าที่อ่าน ปริศนาในหัวที่ติดค้างคือ
    1. วิลเลียมไปทำอะไรที่ไหนอย่างไร บลาๆๆ (ยังไม่ได้รับคำตอบ ทั้งหมดที่พอจะเดาได้คือ ทำไมถึงทำแบบนี้)
    2. ทำไมวิลเลียมถึงไปรู้จักกับมาร์กาเร็ต (ซึ่งแม้จะบอกมาแล้ว แต่เราอยากรู้รายละเอียดอีก 555)

    โอเคแล้วนะสำหรับตอนนี้ ติดอยู่อย่างคือพวกศัพท์ที่ดูหรูหราไปหน่อยบางช่วงที่ทำให้รู้สึกขัดหูขัดตานิดหน่อย...อาจจะเพราะไม่ชินหรืออะไร คืออ่านตอนก่อนแล้วคิดแบบนี้ แต่พอตอนนี้กลับไม่รู้สึกอะไรแฮะ
    อนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง คือเรารู้สึกว่า ระดับความรุนแรงของปัญหาที่ถูกโยนใส่อาเธอร์มันแรงมากกกก รุนแรงระดับนั้นน่าจะปล่อยความรู้สึกกดดันเศร้าหมองหม่นอะไรออกมาผ่านเรื่องเล่าได้อยู่บ้าง เพราะมันน่าจะถึงขั้นว่า ต่อให้เวลาผ่านไปนานแค่ไหนก็คงลืมความเจ็บปวดนั้นไม่ได้หรอก (ฮา) เว้นแต่ว่ามันจะมีอะไรแอบแฝง...ก็อีกเรื่องหนึ่ง

    ป.ล. วิลเลียมดูเหมือนจะเป็นคนประเภทที่เราจะหมั่นไส้ได้โดยง่าย 555 จะใช่หรือไม่ใช่คงต้องรอดูต่อไป (หวังว่าจะใช่ จะได้มีโอกาสเม้นต์ร่ายยาวๆในอนาคต 5555)
    ป.ป.ล. กำลังลุ้นว่าเรื่องนี้น่าจะมีสีสันชะเวิ้บชะว้าบ(?)มากกว่าเรื่่องที่ผ่านมาหรือไม่ ตึกตึก...ตึกตึก...
    #38
    0
  21. #34 Hypertonic (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2553 / 17:29

    ความจริงเด็กเป็นผ้าขาวนะแล้วก็ตกเป็นเครื่องมือได้ง่ายด้วย เด็กมักพ่ายแพ้ต่ออารมณ์ของตัวเองโดยไม่ทันคิด ถ้าจะผิดก็ผิดที่ผู้ใหญ่นั่นแหละที่เห็นเด็กเป็นเพียงเครื่องมือไร้ชีวิต ไม่ใช่พวกเขาโตขึ้นหรอกแต่เป็นเพราะพวกเขาลืมไปเสียแล้วว่าครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้วตัวเองก็เคยเป็นเด็กเหมือนกัน พี่ไม่รู้หรอกนะวิลเลี่ยมเป็นลูกอาเธอร์จริงๆ หรือเปล่า แต่วิลเลี่ยมก็เป็นเหยื่อของผู้ใหญ่จริงๆ นั่นแหละ

    พี่ชอบนะที่น้องเคจนำเสนอว่าเด็กคนนี้ไม่โทษใครซ้ำยังท้าพิสูจน์คุณค่าในตัวเอง อย่างไรก็ตามการเรียบเรียงเนื้อเรื่องมันยังแปลกๆ อยู่ พี่ว่ามันอาจจะเป็นเพราะน้องไม่ค่อยการบรรยายเรื่องความรู้สึกนัก เช่น ความอ้างว้างและความขมขื่น อยากให้น้องเน้นนักเรื่องความคิดของตัวดำเนินเรื่องสักนิดหนึ่ง (นี่แค่ความเห็นพี่คนเดียวนะ) เพราะบางครั้งมันชัดแค่เหตุการณ์

    จะคอยตอนใหม่นะจ๊ะ

    พี่บุ้งจ้า

    ป.ล. เรื่องชื่อตามด้วยชื่อพ่อแม่ จริงๆ มีอยู่ในวัฒนธรรมโบราณนานแล้วนะ อย่างอินเดียกะนอร์ดิกก็เหมือนกัน ชื่อแล้วก็ลูกใครก็แปะชื่อไปอย่างนามสกุล Johnson Jackson ก็ใช่ พระสารีบุตรท่านก็มีแม่ชื่อนางสารี แต่บางครั้งก็แทนด้วยฉายานะ อย่างThorfinn Karlsefni ใช้แบบนี้ก็น่าสนใจเหมือนกันนะ

    #34
    0
  22. #33 ทามทาม (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2553 / 17:19
    งะทำไมใจร้ายจัง อยากรู้แล้วคะว่าจะเป็นอย่างไงต่อไป



    สู้ๆคะ
    #33
    0