Special Ones

ตอนที่ 35 : บทที่ 13 ตะกอนแห่งความสงสัย - "ข้างในว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย" [3]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 710
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    26 มี.ค. 54

             “เจ้าไม่คิดว่ามันแปลกบ้างหรือ นางแม่มดนั่นเอาชนะเอริกาด้วยตัวคนเดียว ท่านมาร์คัสที่รู้เรื่องเกี่ยวกับเวทมนตร์ดีที่สุดก็ไม่อยู่ในเหตุการณ์ด้วย บางทีนั่นอาจเป็นเพียงภาพมายาที่จงใจสร้างขึ้นมาก็ได้ แล้วยังเรื่องที่ท่านมาร์คัสเหมือนจะจำสาเหตุที่ทำให้ตนเองกลายเป็นน้ำแข็งไปไม่ได้อีก ถ้าเป็นฝีมือเอริกาหรือสัตว์อสูรจริง ทำไมไม่ฆ่าทิ้งเสียเลยเล่า”

            หลังจากที่พบตัวมาร์คัส ไลนัสก็เข้ามาถามความคิดเห็นของเขา นายกองหนุ่มเหมือนจะไม่พอใจที่แคสซานดราที่แย่งเอาภารกิจหลักไปทำคนเดียว ยังดีที่ไลนัสมาพูดกับเขาโดยตรง ไม่ได้โวยวายออกไปให้ทุกคนได้ยิน ไม่เช่นนั้นแล้ว เขาคงต้องใช้เวลาตอบคำถามทั้งหลายอยู่อีกนาน และถ้าแคสซานดราไม่พอใจขึ้นมาก็อาจลงมือทำอะไรบางอย่างก็ได้

            ทุกข้อสงสัยของไลนัสมีความเป็นไปได้ที่เข้าเค้ารองรับอยู่ทั้งสิ้น... วิลเลียมก็เพียรอธิบายไปทำนองว่า

            “การที่แคสซานดราเอาชนะเอริกาได้ด้วยตัวคนเดียวนั้น อาจจะฟังเหลือเชื่ออยู่บ้างก็จริง แต่เจ้าก็เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับตาแล้วไม่ใช่หรือ นางเก่งอย่างที่เห็นนั่นแหละ ยอมรับเสียเถอะไลนัส” แล้วแถมท้ายด้วยการขู่เสียหน่อย “ถ้าเจ้าอยากพิสูจน์ฝีมือกับเอริกาเองดูบ้าง เดี๋ยวข้าจะไปบอกแคสซานดราให้ก็แล้วกัน จำได้ว่านางเคยบอก ว่าถ้าหาของที่ต้องการไม่เจอ นางจะตรวจดูให้ทีหลังว่าอยู่กับตัวแม่มดดำหรือไม่”

            “ส่วนเรื่องที่ว่าสิ่งที่เห็นนันเป็นภาพมายาหรือไม่ แล้วซากปรักหักพังพวกนี้ก็เป็นมายาด้วยหรือ ข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามายาสร้างความเสียหายทางกายภาพได้”

            “ท่านมาร์คัสรอดปลอดภัยกลับมาก็ถือเป็นเรื่องดีแล้วนี่ หรือเจ้าอยากให้เขาตาย”

            “ถ้าหากโดนแม่มดดำทำร้าย บางทีเอริกาอาจจะรู้ตัวว่ามีคนมาบุกรุกเลยต้องรีบไปจัดการทางอื่นก่อน หรือนางอาจจะไม่โหดเหี้ยมขนาดนั้น หรืออาจจะอยากเก็บท่านมาร์คัสไว้ใช้ประโยชน์อย่างอื่นทีหลังก็ได้ เช่น เอาไปเป็นวัตถุดิบปรุงยา หรือถ้าหากโดนเวทของสัตว์อสูร ข้าไม่ใช่พวกมัน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นตัวอะไร เดาไม่ออกหรอกว่ามันคิดจะทำอะไร หากเป็นเพียงกลไกของกับดักที่ติดตั้งไว้ ก็ยิ่งสมเหตุสมผลแล้วที่ท่านมาร์คัสแค่กลายเป็นน้ำแข็งเท่านั้น”

            ถึงเขาจะไม่ได้กล่าวตอบรวดเดียวครบถ้วนทุกกระบวนเช่นที่ยกมา แต่เมื่อไลนัสเจอเหตุผลเหล่านี้เข้าไปก็เถียงออกได้ไม่มากนัก เพราะทั้งหมดนี่เป็นเพียงสมมติฐาน ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจริง คาดเดาความน่าจะเป็นต่อไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด แต่ชายผมเงินก็ยังไม่ยอมรับโดยง่ายอยู่ดี

            วิลเลียมทราบดีว่า ขืนปล่อยให้ไลนัสสงสัยต่อไปเช่นนี้ ไม่แน่ชายหนุ่มอาจจะกระทำการเอาแต่ใจอีกก็ได้... หากมีโอกาสให้พิสูจน์สิ่งที่ใคร่รู้แล้ว ไลนัสไม่มีทางปล่อยไปโดนง่าย เหมือนเช่นที่ผ่านมานานปีแล้วก็ยังบีบบังคับให้เขาสารภาพว่าไม่ได้มีโซเปลี่ยนธาตุของอาวุธจริงด้วยวิธีที่พาทั้งตัวเองและคนรอบข้างไปตกอยู่ในอันตราย

            ดังนั้นเขาจึงพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของอีกฝ่ายด้วยการหาเรื่องชวนทะเลาะแทน แหย่ว่า ชายหนุ่มคงเสียดายที่อดสร้างผลงานเอาหน้า แล้วพูดประชดต่อไปว่า ไม่ต้องเป็นห่วง เดี๋ยวเขาจะไปรายงานพระราชาให้เองว่าไลนัสช่วยทุกคนในยามคับขันตอนที่เผชิญหน้ากับฝูงจระเข้และการ์กอยอย่างไรบ้าง

            หลังจากนั้นไลนัสก็ยังใช้วาจาตอบโต้เขากลับอีกหลายยก วิลเลียมถือว่าได้บรรลุจุดมุ่งหมายแล้ว โทสะของชายผมเงินเปลี่ยนมาลงที่เขาแทน

            ในตอนนั้น เขาคิดว่า... แค่ให้ได้พันธะแห่งดาเรนไลน์กลับมาก็พอ... เรื่องอื่นจะเป็นอย่างไรเขาไม่อยากสน... ไม่อยากสืบลึกลงไปมากกว่านี้ ...แม้จะล่วงรู้อะไรที่น่าสงสัยกว่าไลนัสอยู่มากก็ตาม

            ชายหนุ่มหารู้ไม่ว่า ต้นตะกอนของความสงสัย ถึงจะหลบซ่อนหรือจนอยู่ลึกในใจแค่ไหน หากวันใดมีใครมากระตุ้น ตะกอนนั้นก็สามารถกลับมาทำให้ใจหม่นหมองได้มากกว่าแต่ก่อนเสียอีก

            และตะกอนแห่งความสงสัยที่ร้ายกาจที่สุด ก็อยู่กับตัวเขาที่รู้คำตอบคร่าวๆ อยู่แล้ว เพียงแต่แสร้งทำเป็นไม่อยากรู้เท่านั้นเอง

 

            วิลเลียมนอนไม่หลับ คำถามมากมายประดังอยู่ในห้วงความคิด เขาได้ยินเสียงพวกนั้นอีกแล้ว แต่ที่นี่คือลูซแวร์ เขาอยู่ที่บ้าน ไม่น่าจะมีเสียงเหล่านั้นอยู่เลยนี่นา

            เจ้าไม่อยากรู้ความจริงหรือ

            จะปิดกั้นตัวเองทำไมเล่า

            แม่มดนั่นไว้ใจไม่ได้

            นางเป็นผู้ใช้ศาสตร์มืดนะ

            ข้าจำไม่ได้...

            ฟังไปฟังมา เสียงนั้นก็คล้ายเสียงคาดคั้นเอาความของไลนัส เสียงสงสัยของเรนนี เสียงสับสนไม่มั่นใจของมาร์คัสยามที่พยายามระลึกความทรงจำ ยังมีเสียงอีการ้องแทรกอยู่ด้วย

            “เงียบ!

            ทุบกำปั้นลงไปที่ผนังข้างตัวพร้อมกล่าวสั่งเสียงดัง สรรพเสียงรอบตัวสงัดไป เหลือไว้เพียงแรงสั่นสะเทือนของกำแพงด้านข้าง

            ไฮเดนในชุดนอนวิ่งเข้ามาให้ห้องนอนของเขา ถามขึ้นด้วยความเป็นห่วงว่า

            “มีอะไรเกิดขึ้นหรือขอรับ”

            “ไม่มีอะไร” วิลเลียมตอบ เอามือลูบใบหน้าตัวเอง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เบายิ่งนักว่า “ข้าแค่...ฝันไม่ดีเท่านั้นเอง”

            โตป่านนี้แล้วนอนฝันร้าย รู้ไปถึงไหนคงต้องอับอายไปถึงที่นั่น...

            แต่ฝันลักษณะนี้ย่อมมีที่มาที่ไป ชายหนุ่มทราบดี

            ด้วยอุปนิสัยที่ช่างสังเกตและเก็บเอาสิ่งต่างๆ ไปคิดอยู่ตลอดเวลาทำให้เขายากที่จะทำเป็นเพิกเฉยต่อความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังได้ แม้ครั้งนี้เขาจะไม่รู้สึกว่ากำลังถูกจับตามองหรือมีใครกำลังบงการเขาอยู่ แต่ก็ยังคงรู้สึกไม่ดีที่ปล่อยให้เรื่องค้างไว้อยู่นั่นเอง

            วิลเลียมตัดสินใจว่าจะลองหาคำตอบของปริศนาที่ค้างคาอยู่ดู ถ้ารู้ความจริงแล้ว เขาคงสบายใจจริง ส่วนจะเอาสิ่งที่รู้มานั้นไปทำอะไร นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 

            วันใหม่มาถึงอย่างรวดเร็ว

            โจนาธาน คนเฝ้าห้องเก็บเอกสาร แปลกใจอยู่บ้างเมื่อเห็นผู้มาเยือนในเช้าวันนั้น

            “เจ้าเพิ่งกลับมาถึงก็มาหาข้าแต่เช้าเลย คงไม่มีเรื่องสำคัญอะไรจะให้ข้าช่วยหรอกใช่ไหม” ชายสวมแว่นกล่าวทักทาย

            “ข้าหาเรื่องใส่ตัวไม่เก่งขนาดนั้นหรอกขอรับลุงจอห์น” วิลเลียมบอกยิ้มๆ “ครั้งนี้ข้ามาเพราะอยากจะปรึกษาบางอย่างกับท่านลุงหน่อย”

            สำหรับชายหนุ่มแล้ว พ่อของแดเนียลถือเป็นผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้คนหนึ่ง และบุคลิกก็ดูจะเป็นที่ปรึกษาที่ดีด้วย ดังนั้นเขาจึงคิดจะมาขอคำแนะนำเพื่อจัดระเบียบความคิดในหัวของตัวเองให้เรียบร้อยเสียหน่อย

            “มีอะไรหรือ” คำถามนี้ถือเป็นการอนุญาตอยู่กลายๆ จากโจนาธาน

            ชายหนุ่มเรียบเรียงคำพูดเล็กน้อย แล้วเอ่ย

            “ลุงจอห์น ท่านว่า ระหว่างทางสองทางที่พาไปถึงจุดหมายเดียวกัน ทางหนึ่งไกลกว่า ปลอดภัยกว่า มีอุปสรรคอยู่บ้าง แต่ถ้าผ่านไปได้ผู้คนก็จะยอมรับนับถือ กับอีกทางที่สั้นกว่า รวดเร็วกว่า เสี่ยงกว่า และผู้คนหาว่าเป็นเส้นทางที่ชั่วร้าย หากถูกจับได้ว่าใช้ทางนี้ก็จะแย่เอา ท่านจะมองผู้ใช้ทางที่สองต่างจากทางที่หนึ่งอย่างไร”

            “ฟังดูเป็นคำถามปรัชญานะ” ชายสูงวัยเปรย “เจ้าจะถามว่าคนที่เลือกใช้วิธีที่ผิดกับวิธีที่ถูกในสายตาคนอื่นนั้นต่างกันอย่างไรใช่ไหม”

            “โธ่ ลุงจอห์น ข้าอุตส่าห์คิดเรื่องเปรียบเทียบมานะ ท่านเล่นเปิดเผยเอาตรงๆ อย่างนี้ ข้าจะคิดมาทำไมเล่านี่” วิลเลียมแสร้งโวยวาย หากแต่ก็พยักหน้ารับตอบว่า ใช่

            “เจ้าผิดเองนั่นแหละที่ไม่รู้จักถามอะไรตรงๆ ต้องทำเป็นหาเรื่องมากลบเกลื่อนให้มากความ” โจนาธานว่า เว้นจังหวะเล็กน้อยพิจารณาคนที่ปั้นหน้ายิ้มยียวนอยู่เล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ “แล้วเรื่องของเจ้าก็บอกอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ว่าผู้คนมองคนที่ใช้ทางทั้งสองเส้นต่างกัน”

            “แล้วถ้าสมมติว่า คนเขาไม่รู้ว่าคนคนนั้นมาจากเส้นทางไหนเล่า”

            “นั่นก็ขึ้นอยู่กับคนมอง คนเราแต่ละคนมีกรอบการมองเห็นที่ต่างกัน บางคนอาจเลือกจะมองในแง่ร้าย บ้างก็อาจมองในแง่ดี แต่เจ้าจะให้ข้าบอกว่าทุกคนคิดเหมือนกันว่าอย่างไรไม่ได้หรอก”

            “อืม... ถ้าไม่มีหลักฐานพิสูจน์ที่แน่ชัดก็บอกไม่ได้สินะ” ชายหนุ่มพึมพำ

            “ใช่ ถ้าไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดก็อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใครไป แต่ในมุมมองของข้า... ข้าว่าเจ้าเป็นคนที่คิดมากพอควรเลยนะว่าคนอื่นมองเจ้าอย่างไร แม้จะไม่แสดงออกให้เห็นเหมือนกับว่าไม่สนใจก็เถอะ ไม่อย่างนั้นเจ้าคงไม่หนีออกจากเมืองไปในคราวก่อนหรอก”

            วิลเลียมหัวเราะแห้งๆ

            “ข้าก็พยายามปรับปรุงตัวเองแล้วนะลุงจอห์น คนที่ข้าสนใจจริงๆ ว่าจะมองข้าเป็นอย่างไร มีอยู่แค่ไม่กี่คนหรอก”

            ชายผมขาวขยับแว่นสายตา มองคนอายุเยาว์กว่าอย่างไม่เชื่อถือในคำพูดนั้นนัก แต่ก็ไม่กล่าวอะไรเพิ่มเติม เปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่นแทน

            “แล้วนี่เจ้ามาปรึกษาเรื่องนี้กับข้าทำไม ข้านึกว่าเจ้าแน่ใจในเส้นทางที่เจ้าจะใช้แล้วเสียอีก”

            ชายหนุ่มขมวดคิ้ว กล่าวถามว่า

            “ท่านหมายถึงทางไหนล่ะ ลุงจอห์น”

            โจนาธานระบายยิ้มอ่อนโยน

            “ทางจริงๆ มันก็อยู่ตรงนั้น ไม่มีถูกไม่มีผิดหรอก แต่ละคนมีเหตุผลในการเลือกเส้นทางที่ต่างกันนะวิลเลียม คนที่เลือกทางที่สองอาจมีเหตุที่ทำให้จำเป็นต้องรีบไป ถึงได้ยอมเสี่ยงใช้เส้นทางอันตรายขนาดนั้น แค่เลือกใช้ทาง ไม่ได้กระทบใครเสียหน่อยนี่ มันอยู่ที่ต่างคนจะมองว่าเป็นอย่างไรเท่านั้นเอง ข้าได้ยินมาจากแดเนียลว่า เจ้าเคยกล่าวเรื่องพวกนี้ต่อท่านนักบวชไม่ใช่หรือ”

            วิลเลียมหัวเราะแห้งๆ กลบเกลื่อนอีกครา

            “นั่นสิ แต่ถึงจะพูดพล่ามทำเป็นเก่งได้ ข้าก็ไม่ได้เข้าใจดีนักหรอก”

            บางครั้งเขาเองก็ยังสับสนอยู่เหมือนกัน

            “วัยรุ่นก็อย่างนี้แหละนะ” ลุงจอห์นเอ่ย “แต่ถ้าเจ้าอยากได้คนที่จะบอกให้เจ้าไปในทางแรก ก็น่าจะไปถามพวกบวชที่วิหารเสียมากกว่าจะมาหาข้านะ การที่เจ้ามาหาข้าก็แปลว่าอยากได้คำตอบที่ยืนยันความเชื่อเดิมของเจ้าไม่ใช่หรือ”

            ชายหนุ่มนิ่งรับ หลุบสายตามองต่ำ โจนาธานกล่าวถูกต้องแล้ว เขาแค่อยากได้ใครสักคนที่จะสนับสนุนของเขาเท่านั้นเอง

            เมื่อรู้เช่นนั้นแล้ว คำถามสุดท้ายที่ตั้งใจจะมาปรึกษา เขาก็จะขอถามตรงๆ

            วิลเลียมเงาหน้าขึ้น กล่าวด้วยเสียงจริงจังว่า

            “แล้วถ้ามีคนคนหนึ่งใช้วิธีที่ไม่ถูกต้องนัก ทำอะไรบางอย่างเพื่อท่าน แล้วผลลัพธ์ก็ออกมาดี ถึงจะมีคนสงสัย แต่ก็ไม่มีหลักฐาน แต่หากถึงวันที่ความจริงเปิดเผยออกมา ท่านจะเดือดร้อนหนัก ถ้าท่านพอทราบเรื่องคร่าวๆ อยู่ก่อนแล้ว ท่านจะทำอย่างไรหรือ”

            ถ้าเป็นทางที่เขาเลือกด้วยตนเอง ต่อให้ผลจะออกมาเลวร้ายเพียงใดเขาก็พร้อมที่จะยอมรับ เพราะสิ่งนั้นย่อมอยู่ในการคาดคำนวณของเขาอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นทางที่ผู้อื่นผลักไสให้เขาไป แม้สิ่งนั้นอาจจะเป็นผลดีต่อตัวเขาเอง แต่เขาก็ยังรู้สึกไม่พอใจ เหมือนว่ายังมีบางอย่างไม่ถูกต้องอยู่นั่นเอง

            ถูกอย่างที่คนเฝ้าห้องเก็บเอกสารว่า วิลเลียมสนใจสายตาที่ผู้อื่นมองมา เขาไม่อยากให้ใครมองเขาผิดไป ถ้าเขาทำอะไรไม่ดีอยู่แล้วคนอื่นจะมองเช่นนั้นก็ไม่เป็นไร แต่หากสิ่งที่เขาทำนั้นเพราะผู้อื่นจัดฉากขึ้นมาให้มองเป็นเช่นนั้น ชายหนุ่มจะทนรับไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้เป็นเช่นนั้นจริง

            โจนาธานใช้เวลาพิจารณาคำถามนั้นอยู่นาน ก่อนบอกออกมาว่า

            “เรื่องที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของผู้คน บางครั้งก็ใช้เพียงหลักการและเหตุผลเป็นตัวชี้วัดไม่ได้หรอก วิลเลียม เรื่องนี้ข้าคงแนะนำเจ้าไม่ได้ เจ้าคงต้องจัดการเองละ”

            “...ข้าเข้าใจ” เสียงกล่าวนั้นราบเรียบ เขาคิดไว้อยู่แล้วว่าต้องเป็นอย่างนี้ ถึงจะมีคำแนะนำมา สุดท้ายเขาก็ต้องเป็นคนเลือกอีกทีว่าจะเอาอย่างไร แต่อย่างน้อยได้ระบายให้ผู้อื่นฟังบ้างก็ดี

            “หาคนรู้ใจสักคน มาฟังปัญหาเจ้าเถอะ เจ้าทำข้าเสียเวลางานไปมากแล้ว” โจนาธานแซว พลางมองรายการเอกสารที่ต้องจัดการในวันนี้ “อ้อจริงสิ ข้าได้ข้อมูลเกี่ยวกับพันธะแห่งดาเรนไลน์มาเพิ่มแล้วนะ เจ้ายังอยากได้อยู่ไหม”

            วิลเลียมคิดว่า นั่นคงไม่จำเป็นแล้ว แต่เพื่อเป็นการรักษาน้ำใจ เขาจึงบอกไปว่า

            “เอามาดูเสียหน่อยก็ดีขอรับ”

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

626 ความคิดเห็น

  1. #610 Mink_C (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2554 / 00:50
    การทำอะไรโดยไม่สนใจความคิดคนรอบข้าง  เป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก
    #610
    0
  2. #559 eiawii (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 30 มีนาคม 2554 / 22:53
    มาอัพต่อไวๆนะครับ
    #559
    0
  3. #557 Zales (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 28 มีนาคม 2554 / 01:36

    ยังมองไม่ออกเลยแฮะว่ามีจุดสังเกตตรงไหนที่ทำให้วิลเลียมรู้เรื่องอะไรบางอย่างที่ว่านั่น >_<"
    #557
    0
  4. #554 nutjanglae (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 27 มีนาคม 2554 / 00:21
    ลึกลับซับซ้อนจริง
    #554
    0