ตั้งค่าการอ่าน

ค่าเริ่มต้น

  • เลื่อนอัตโนมัติ
    กินรีล่า...รัก

    ลำดับตอนที่ #4 : ตอน 4 - เพราะเราคู่กัน 1(รีไรท์ 18/11/67)

    • อัปเดตล่าสุด 18 พ.ย. 67




    ตอน 4 – เพราะเราคู่กัน 1


    ห้องพิเศษของโรงพยาบาล


    “บ้านเรามีผี! มีผีเปรตโผล่! มียายเจ้าที่มีปีกด้วย! คุณแม่ต้องเชื่อผมนะ นี่ๆ แผลที่แขนที่ขานี่ไงๆ! หลักฐานว่าผมเจอผีเมื่อคืน!”

    “พอแล้วตฤณ ถ้ายังไม่หยุดพูดเพ้อเจ้อ! พาคนในบ้านกลัวตาม  แม่จะให้ลุงหมอฉีดยาระงับประสาท!”

    ผู้เป็นแม่ถึงกับส่ายหน้าหันหนี ยกมือบีบขมับปวดหัวตึบ กับการอาละวาดของลูกชายบนเตียงนอนผู้ป่วย 

    หลังจากช่วงเช้ามืดของวันนี้ เธอต้องตกใจตื่นเร็วกว่าปกติจากเสียงเอะอะของคนรับใช้  ด้วยเพราะตาชุ่มไปเจอร่างตฤณนอนคว่ำหน้าหมดสติ รอบตัวยังมีเศษเฝือกพลาสติกหักแตก ซ้ำทั้งแขนกับขาเต็มด้วยบาดแผลถลอกเหมือนกับล้มลื่นไถลมา 

    เธอจึงเรียกรถพยาบาล รีบนำตัวตฤณส่งถึงมือหมอโดยเร่งด่วน หลังจากแพทย์ตรวจเช็คอาการและรักษาบาดแผลตามร่างกายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เธอคิดว่าจะหมดห่วงไปได้ แต่กลับไม่ใช่เลยสักนิด พอตฤณฟื้นคืนสติขึ้นมาในช่วงตอนบ่าย ก็สร้างความกังวลหนักใจให้มากกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว 

    ด้วยเอาแต่พูดเล่าเรื่องเจอสารพัดผีตามหลอกไม่หยุดปาก ให้ทุกคนได้ฟังมานานนับชั่วโมงไม่จบสักที!

    “แล้วนี่ยังไม่ได้ตอบแม่เลย!?ทำไมตฤณถึงเอาวีลแชร์มาเล่นถอยหน้าถอยหลัง จนระบบเก้าอี้มันพังระเบิดไปแบบนั้น!”

    “ก็บอกไปแล้วไง! เปรตชื่อไอ้เงินมันทำ! คุณรัญญาไม่เชื่อผมเอง!”


    รัญญาหมดคำพูด ด้วยรู้นิสัยของลูกชายดี ถ้าโกรธงอนเธอถึงขีดสุด ก็มักจะเปลี่ยนสรรพนามเรียกชื่อเต็มของเธอ แทนคำว่า แม่


    เธอเหลือบมองลงหมอนกับผ้าห่มตกกลาดเกลื่อนกระจายบนพื้นห้องไม้ปาร์เก้ชั้นดี จากฝีมือคนขาเจ็บที่จับโยนปาทิ้งลงพื้น ทำเอาห้องพักผู้ป่วยราคาหลักแสนเละเทะไม่เป็นระเบียบ

    “เอาล่ะ ตฤณก็พักผ่อนรักษาตัวล่ะกันนะลูก เดี่ยวแม่ต้องไปประชุมผู้ถือหุ้นแทนคุณพ่อเราที่บริษัทต่อ” 

    “แล้วไอ้แผลพวกนี้ คุณรัญญาจะบอกว่าผมทำตัวเองเหรอ?”

    ตฤณยกเหยียดสองแขนยื่นไปด้านหน้า เพื่อให้ผู้เป็นแม่ได้เห็นบาดแผลถลอกฉีกลึกตรงข้อศอกที่โผล่พ้นเสื้อแขนสั้นสีขาวของผู้ป่วยอย่างไม่ยอมแพ้ง่ายๆ 


    รัญญาเห็นชัดถึงรอยบาดแผลตามร่างกายของลูกชาย และเฝือกพลาสติกห่อหุ้มท่อนขาอันใหม่ด้วยหัวใจปวดหนึบ แต่ต้องแกล้งตีหน้าขรึม เดินไปหยิบกระเป๋าถือบนโต๊ะรับแขก พร้อมคว้าเสื้อสูทตัวยาวสีขาวเรียบสวมคลุมทับชุดแซกสีน้ำเงินยาวคลุมเข่าของตน  

    “ยายจั่น ตาชุ่มค่ะ ญาฝากลูกด้วยนะคะ” 

    เมื่อการ์ดชายที่คอยติดตามได้เปิดประตูห้อง รัญญาจึงก้าวเท้าฉับออกไปอย่างเร็ว 

    ในระหว่างทางเกือบจะถึงลานจอดรถของโรงพยาบาล รัญญาชะลอฝีเท้าลง หมุนหันตัวไปพูดกับการ์ดชายสองคนที่เดินตามหลังมาเสียงเบา

    “แจ้งสินีให้เลื่อนการประชุมไปเป็นวันพรุ่งนี้ แล้วให้สินีขับรถมาพบฉันที่บ้าน”

    “คุณผู้หญิงจะกลับบ้านเลยหรือครับ?”


    รัญญาพยักหน้าลงเพียงนิด ก่อนจะถอดเสื้อสูทที่เพิ่งสวมใส่ได้เมื่อครู่ ส่งยื่นให้บอดี้การ์ดชายรับไปถือไว้ บ่งบอกถึงการหมดเวลาการทำงานของเธอในวันนี้!


    ช่วงเวลาเย็น

    ห้องพิเศษ โรงพยาบาล


    “พี่ตฤณอยากกินอะไรเพิ่มไม๊? เมนูของโรงพยาบาลมีเค้กส้มด้วย เจสอยากกิน”

    “เจสจะกินอะไร ก็สั่งมาเหอะ เขารวมบิลในค่าห้องแล้ว”

    ตฤณละสายตาจากหน้าจอสมาร์ทโฟนในมือของเด็กสาวญาติผู้น้อง ที่ถูกส่งตัวมานั่งเฝ้าดูแลเขาแต่ข่วงตอนเย็น 

    การสื่อสารระหว่างพวกเขาสองคน ต้องใช้การพิมพ์ข้อความแทนคำพูดของเจส เพราะด้วยในวัยเด็กนั้น ญาติผู้น้องคนนี้ได้เจอกับเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจ ทำให้เกิดอาการช็อกอย่างรุนแรง ไม่ยอมเปล่งเสียงคำพูดใดจากลำคออีกเลย


    “ถ้างั้น เจสสั่งเค้กส้มแมนดารินสองอันเลยนะ”

    “อันเดียวก็พอมั้ง สั่งมาเป็นสิบ เล่นกินอย่างละคำ แล้วพี่ต้องมากินต่อจากเธอ อ้วนตาย!”

    ตฤณรู้สึกหงุดหงิดรำคาญ หลังถูกเจสคอยสะกิดแขนให้อ่านข้อความสั่งขนมหวานบนหน้าจอสมาร์ทโฟนแทบทุกชั่วโมง 

    ภายในหัวของตฤณยังครุ่นคิดติดอยู่ในใจ เกี่ยวกับเรื่องราวของเมื่อคืนไม่จบสิ้น 

    “เจสเชื่อเรื่องยายเจ้าที่ลูกครึ่งมีปีก กับเปรตไอ้เงินที่พี่เล่าให้ฟังหรือเปล่า?”


    ใบหน้าจิ้มลิ้มน่าเอ็นดูเงยมองหน้าตฤณนิ่งพักใหญ่ ก่อนจะค่อยๆ ระบายยิ้มบาง พร้อมกับไม่ขยับนิ้วพิมพ์คำใดเพิ่มบนหน้าจอมือถือ แถมยังแกล้งทำก้มหน้า เอามือปัดฝุ่นตามชุดเดรสสีฟ้าอ่อนตัวยาว  

    ตฤณรู้ดีแก่ใจ ไม่มีใครเชื่อในสิ่งเร้นลับที่เกือบคร่าเอาชีวิตเขาไป จึงเกิดอารมณ์ขุ่นเคืองใจอย่างแรง สลัดผ้าห่มคลุมตัว เหวี่ยงลงพื้นห้องอีกรอบ พยายามฝืนแรงอ่อนล้า เพื่อขยับตัวจะลงจากเตียงให้ได้ 

    “ถ้าเจสคิดว่าพี่เป็นบ้าไปแล้ว! ก็ไม่ต้องมายุ่งกับพี่เลยนะ พี่จะกลับบ้านเดี่ยวนี้! มีเรื่องจะไปคุยกับยายเจ้าที่ลูกครึ่งของศาลบ้านเรา!”


    เจสเห็นดังนั้น มือไวรีบคว้าจับเหนี่ยวท่อนแขนของตฤณไว้สุดแรง กลัวคนเจ็บจะได้เจ็บตัวเพิ่ม และนึกไม่ถึงว่าอาการของตฤณจะหนักถึงขั้นนี้ 

    ในเมื่อห้ามไม่อยู่แล้ว เธอจึงปล่อยท่อนแขนตฤณเสีย ก่อนเอื้อมฝ่ามือไปกระแทกกดปุ่มเรียกพยาบาลฉุกเฉินที่ติดตั้งด้านบนหัวเตียง แต่ทว่ากลับไร้เสียงของนางพยาบาลตอบกลับอย่างที่ควรจะเป็น ถึงจะกดปุ่มฉุกเฉินซ้ำหลายรอบแล้วก็ตาม

    ไม่เหลือเวลาให้ตัดสินใจนาน  ด้วยทั้งใจห่วงพะวงตฤณที่ดื้อรั้นฝืนเจ็บ เอาเท้าลงแตะสู่พื้นสำเร็จแล้ว เธอจึงเลือกที่จะวิ่งเปิดประตูห้องออกไป เพื่อตามเจ้าหน้าที่ให้เข้ามาช่วยเหลือโดยเร็ว 


    เจสจับม้วนชายกระโปรงเดรสตัวยาวที่สวมใส่อยู่ให้ขึ้นสูงเทียมเข่า พร้อมวิ่งสุดฝีเท้าด้วยความร้อนรนใจไปตามโถงทางเดิน หันซ้ายหันขวาก็ยังไม่เห็นใคร หรือจะพบเจอเจ้าหน้าที่สักคน จนกระทั่งเกือบจะถึงหน้าลิฟต์แก้วลงสู่ชั้นล่าง แต่แล้วในนาทีนั้น ทั้งบริเวณชั้นที่เคยเงียบเชียบวังเวง กลับมีเสียงดังโครมครามจากเสียงประตูห้องพักผู้ป่วยนับสิบกระแทกเปิดปิดตามไล่หลังเธอมาดังสนั่น

     ปัง ! ปัง! โครม! โครม!

    ส่งผลให้เจสชะงักเท้าหยุดวิ่งลงกลางคัน เอาตรงหน้าประตูลิฟท์แก้ว ไม่กล้าจะขยับก้าวต่อไปทางไหน

    ดวงตาพุ่งมองเฉพาะแผงปุ่มเปิดประตูเหล็กหนาของตัวลิฟท์ กับบานประตูหนีไฟทางซ้ายมือเพียงเท่านั้น เพราะสัญชาตญาณลั่นสั่งเตือนภัย 

    ห้ามเธอหันมองไปทางอื่นอย่างเด็ดขาด! 

    แต่ทว่าในนาทีต่อมา สองหูกลับต้องอื้ออึงปวดแก้วหูหนัก เมื่อเสียงแสกแผดร้องสุดสะท้านของฝูงนกกากระหึ่มดังชวนขนลุก แทรกประสานเสียงปึงปังดังโครมไม่หยุดจากประตูพิศวง

    “อะไร มันคืออะไรเนี่ย!?”

    หัวใจของเจสกระตุกสั่น สองขาเกิดอ่อนเปลี้ยจะสิ้นแรงทรุดฮวบลงพื้นจากความหวาดกลัว ที่มีต่อสิ่งแปลกประหลาดที่ตัวเองยังไม่เห็นแม้แต่เงา 

    แต่ในจังหวะเดียวกันนั้น ก็เกิดความความเจ็บแปลบแล่นปักกลางศีรษะ คล้ายโดนดึงกระชากเส้นผมอย่างรุนแรง บังคับใบหน้าเธอให้ต้องแหงนเงยขึ้นด้านบน และเมื่อสายตาปะทะเข้ากับสิ่งที่ลอยอยู่เหนือตนเอง 

    สติของเจสก็พลันแตกกระเจิงหายไปในพริบตา 

    กริ๊ด…ผี…ช่วยด้วย ผีหลอก!

    “ไม่เจอกันมาหลายชาติ แค่แวะทักทายเธอ…ก็เท่านั้น ทำเสียงดังเอะอะไปได้”


    ในขณะนี้ สติของเจสได้แตกกระเจิงเสียขวัญโดยสิ้นเชิง สมองปิดการรับรู้ทุกประการด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ดวงตาจดจ้องเพียงคู่ปลายเท้าขาวซีดของหญิงสาวผู้หนึ่ง ที่ไม่ได้เหมือนของคนทั่วไป แต่เป็นอุ้งเท้ากางแผ่ขยายใหญ่ ลักษณะไม่ต่างจากเท้าของนกอินทรีย์ และยังได้ใช้ปลายเล็บเท้ายาวแหลม เป็นตัวจิกกำเส้นผมเธอเอาไว้ 

    เจ็บ…เจ็บ…ปล่อยผมฉันนะ!

    แทนที่จะได้รับตามคำร้องขอ ทว่าแรงจิกทึ้งเส้นผมดันเพิ่มมากกว่าเดิม พร้อมดึงเหนี่ยวร่างของเธอให้ลอยเหนือพื้นในทันควัน 

    “เจ็บแค่นี้ มิตายดอก…หญิงจัน! และเยี่ยงไรถึงเสียมารยาทกับเพื่อนเก่า เจอหน้ากันทั้งที ปากก็เอาแต่ไล่…ให้ไป”

    เจสหลับตาปี๋ ไม่กล้าสบมองร่างเบื้องบนที่ทำร้าย ถึงไม่ได้มาด้วยความเละเทะสยดสยองอย่างที่เคยชมภาพยนตร์มา หากแค่อุ้งเท้าไม่ใช่คน ก็ทำให้เธอหวาดหลัวจนน้ำตาไหลพราก 


    “ฟังที่ฉันพูดให้ดี ต่อไปยังมีหลายเรื่องที่ฉัน…ต้องการให้เธอช่วย และเธอก็ต้องทำตาม! เข้าใจหรือไม่….คุณหญิงจันทิราพร!”


    เจสยกมือไหว้ท่วมหัว ตั้งแต่น้ำเสียงเย็นยะเยือกแฝงห้วนกระด้าง ได้พูดตะคอกคำแรกใส่เธอแล้ว ยิ่งได้ยินเสียงตวาดเท่าใด ก็ยิ่งสร้างความขลาดกลัวจนร้องไห้สะอึกสะอื้นหนักกว่าเดิม 

    ฮื่อๆ หนูกลัวแล้ว อย่าทำอะไรหนูเลยนะ เดี๋ยวเดี๋ยวพรุ่งนี้ หนูจะทำบุญกรวดน้ำใส่บาตรไปให้!

    “กระไรถึงได้เปลี่ยนเป็นขี้ขลาดตาขาวไปได้ถึงเพียงนี้ น่ารำคาญจริง ถ้าเยี่ยงนั้น…ก็ไสหัวกลับไปได้แล้ว!”


    ในเสี้ยวนาทีนั้น ปลายเล็บเท้าเรียวแหลมยาวทั้งสิบนิ้ว ได้ละทิ้งปล่อยกลุ่มเส้นผมดำที่จิกกำตะปบไว้แน่น ก่อนจะใข้เท้าข้างหนึ่งส่งแรงถีบเข้ากลางกระหม่อมเป็นการส่งท้าย ทำให้ร่างของเจสพุ่งลอยถลาไปดิ่งตกกระแทกพื้นตรงบริเวณหน้าลิฟท์!

    แรงตกกระแทกถึงไม่รุนแรง แต่ก็ทำให้เจสจุกแน่นจนลุกไม่ขึ้น และก่อนสติทั้งมวลจะดับวูบลง ประตูเหล็กหนาของลิฟท์แก้วก็ได้เปิดออก พร้อมเหล่าทีมแพทย์ที่ต่างตกใจที่ได้พบร่างคนเจ็บนอนรออยู่เพิ่ม!


    ติดตามเรื่องนี้
    เก็บเข้าคอลเล็กชัน

    ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ ดูทั้งหมด

    loading
    กำลังโหลด...

    อีบุ๊ก ดูทั้งหมด

    loading
    กำลังโหลด...

    ความคิดเห็น

    ×