(OS/SF) NCT AllJae Bar (JohnJae/MarkJay/TaeJae/etc.)

ตอนที่ 9 : Castle On The Hill (MarkJay ft. Johhny)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 701
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    10 ก.ย. 60

Castle On The Hill (MarkJay ft. Johhny)

 

 

 

 

“When I was six years old, I broke my leg…”

(ตอนผมอายุ 6 ขวบ ขาผมหัก)

 

 

ผมวิ่งหนีจอห์นนี่กับพวกเด็กแถวบ้านคนอื่นๆ ที่ลดตัวมาเป็นลูกน้องพี่ชายคนละแม่สุดชีวิต เด็กประถมแถวนี้รู้ดีกันทั้งนั้นว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากปล่อยให้พวกฟอร์มหนึ่ง*จับตัวไว้ได้ในบ่ายวันเสาร์

 

ถ้าไม่ถูกจับห้อยโตงเตงบนต้นไม้ก็คงถูกบังคับให้เข้าไปขโมยแอปเปิ้ลในสวนของเฒ่าบิลลี่สุดโหด

 

แต่มันคงไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าการถูกพี่เฮงซวยอย่างจอห์นนี่ปล่อยให้เด็กคนอื่นรุมซ้อมผมอีกแล้ว

 

“โอ้ย!

 

ผมกลิ้งลงมาจากตีนเขาจนหญ้าสีเขียวอ่อนและละอองเกสรสีม่วงแก่ของดอกไม้ป่าฟุ้งกระจายเข้าเต็มหน้า ผมพ่นเศษหญ้าที่หลุดเข้าไปในปากตามด้วยไอค่อกแค่ก น้ำตาไหลออกมาเป็นสายเพราะความเจ็บใจที่ตัวก็เล็กแถมยังไม่มีแรงพอจะไปงัดข้อกับคนนิสัยไม่ดีอย่างพวกจอห์นนี่

 

“นายเป็นอะไรหรือเปล่า!?”

 

แดดที่ส่องจ้าลงมาบดบังใบหน้าของอีกฝ่ายจนผมดูไม่ออกว่าเป็นใคร ที่สำคัญน้ำตาที่คลอหน่วยอยู่นี่ยังทำให้ทุกอย่างเบลอไปหมด ผมแหกปากร้องไห้ตามประสาเด็กที่ทนความเจ็บปวดของรอยแตกที่กระดูกไม่ไหว

 

“อ...อย่าร้องนะ! จอห์นนี่! พี่รีบวิ่งมาดูมาร์คเลยนะ”

 

สิ่งสุดท้ายที่ผมได้ยินก่อนจะร้องไห้จนหมดแรงก็คือ ผมจะฟ้องคุณน้าว่าคราวนี้พี่แกล้งมาร์คหนักจริงๆของคนๆนั้นที่เพิ่งย้ายมาอยู่ถัดจากบ้านผมไปสองหลัง ผมไม่เคยจำเขาได้เพราะอีกฝ่ายมักจะเล่นอยู่กับจอห์นนี่ที่อายุใกล้เคียงกันมากกว่าจะมาใส่ใจเด็กเล็กอย่างผม

 

แต่นั่นแหละจุดเริ่มต้นรักแรกของมาร์ค ลี

 

 

---Castle on the Hill---

 

               

                “ใครสอนนายให้ยุ่งกับของพรรณนั้นน่ะ ส่งมานี่เลย”

 

เจย์ฉวยบุหรี่ที่ผมอุตส่าห์มวนเองกับมือไปสูบแถมยังพ่นควันสีเทาออกมาปุ๋ยๆ จนกลิ่นเผ็ดหวานของ Amsterdamer ยาเส้นดัชท์*ยี่ห้อโปรดของจอห์นนี่กระแทกเต็มจมูกผม

 

“ทีกับจอห์นนี่ไม่เห็นจะเคยว่าเลย”

 

ผมบ่นงุบงิบอย่างไม่พอใจเท่าไหร่นัก รู้อย่างนี้ผมไปดื่มกับพวกทีมฟุตบอลจนเมาเละไปข้างตั้งแต่ตอนเย็นแล้ว ลองนึกถึงผมที่ต้องโดนพวกบ็อบบี้เรียกว่า คนทรยศเพราะไม่ยอมไปวิ่งหนีตำรวจเป็นเพื่อนพวกมัน แถมยังยืนยันจะรีบกลับมาบ้านในคืนวันศุกร์แห่งชาติเพราะเจย์บอกจะมาหาสิครับ

 

เด็กฟอร์มสาม*กับนักศึกษามหาวิทยาลัยปีหนึ่งอยู่ด้วยกันสองต่อสอง

 

ในห้องนั่งเล่นที่เต็มไปด้วยกลิ่นบุหรี่รสเข้มของคนแก่กับเบียร์โปแลนด์สองสามขวดที่เจย์ติดตัวมา

 

ผมพยายามไม่คิดอะไร

 

แต่มันคุ้มค่าจนหัวใจเต้นแรงเป็นบ้าเลย

 

“นั่นเค้าอายุตั้งเท่าไหร่แล้ว นายเพิ่งสิบห้าไม่ใช่หรือไง” เจย์จงใจพูดด้วยน้ำเสียงล้อเลียนก่อนจะหยิบเพื่อนยากเวลาดูซีรี่ย์รอบดึกขึ้นมาจ่อตรงปากผม

 

“กินป๊อปคอร์นเข้าไปแทนซะ อ้าปากสิ อ้ามมมมม”

 

ผมไม่ชอบเวลาเจย์ทำเหมือนผมยังเป็นเจ้าเด็กขี้แยมาร์คเมื่อเก้าปีที่แล้ว แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากอ้าปากรับของทานเล่นจากมือคนอายุมากกว่าอย่างว่าง่าย รสเค็มที่ติดมากับปลายนิ้วของอีกฝ่ายยังคงติดอยู่ที่ลิ้น ผมแอบช้อนตามองใบหน้าเห่อร้อนของเจย์ที่กำลังกริ่มกับเบียร์ก้นขวดจนยิ้มไม่หุบ ตามด้วยสูดกลิ่นโคโลญจ์เย็นๆ เหมือนคลื่นลมทะเลในฤดูร้อนที่ติดมากับเสื้อสเวตเตอร์สีขาวตัวโปรดของอีกฝ่ายเข้าจนเต็มปอด

 

 ผมกระดกเบียร์ส่วนที่เหลือลงคอ รสเปรี้ยวที่ยังกรุ่นอยู่ในปากของTyskie*แทบจะฆ่าผมทั้งเป็น

 

“มาร์ค นายยัง...อื้อ”

 

ผมคิดถูกแล้วที่ดื่มของเหลวสีทองอำพันนั่นล้างรสชาติป๊อปคอร์นที่ยังหลงเหลืออยู่บนริมฝีปากก่อน ถึงคาราเมลจะช่วยให้จูบแรกของผมหวานขึ้น แต่ผมก็ไม่อยากให้อีกฝ่ายจำผมในฐานะ เจ้าของจูบรสข้าวโพดคั่วนี่นา

 

ผมขบริมฝีปากนุ่มของเจย์เบาๆ บดเบียดมันจนช้ำเป็นสีแดง

 

อาจเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮล์

 

คนตรงหน้าถึงได้โน้มคอผมลงไปหาจนจมูกผมฝังลงบนแก้มนิ่ม เจย์สอดลิ้นร้อนเข้ามาในปากผมที่เปิดรออยู่ก่อนแล้ว เราทักทายกันพอเป็นพิธีก่อนที่อารมณ์ของเราทั้งคู่จะระเบิดออก

 

มันเป็นจูบแรกที่ดุเดือด

 

และไม่เคยเลือนหายไปจากความทรงจำผม

 

เราผลัดกันดันลิ้นอีกฝ่ายไปมาจนของเหลวสีใสรสมอลต์ผสมนิโคตินเจิ่งนองที่มุมปาก ผมกลืนน้ำลายที่ปนกลิ่นบุหรี่ดัชท์ของเจย์ลงคอพลางเขยิบตัวเข้าไปใกล้อีกฝ่ายมากขึ้น...

 

ก่อนที่ทุกอย่างจะรวนไปหมด

 

“กลับมาแล้ว ขอโทษนะที่ดึกไปหน่อย”

 

เสียงจอห์นนี่จากหน้าประตูบ้านทำให้เราสองคนรีบผละตัวออกจากกัน มือเรียวสวยที่ขยุ้มเสื้อผมจนยับเมื่อครู่ถูกปล่อยทิ้งข้างลำตัวราวกับคนหมดแรง ในใจของเจย์คงอยากไล่เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อกี้ออกจากสมอง ร่างขาวตรงหน้าหายใจหอบจนผมอยากคว้าตัวเขาเข้ามากอดไว้

 

แต่มันคงเป็นไปไม่ได้เพราะ...

 

“เจย์อยู่ไหนน่ะ? อ้าว มาร์ค ไหนว่าวันนี้จะไปดื่มกับเพื่อนไง”

 

 ผมเขยิบตัวให้เจย์ขยับเข้ามานั่งตรงกลางโซฟาโดยอัตโนมัติ จอห์นนี่ทรุดลงอีกฝากตรงข้ามกับผม แขนหนาๆ ที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแบบนักกีฬาเทนนิสประจำมหาลัยโอบไหล่เจย์ไว้ราวกับจงใจแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเต็มที่

 

น่าหมั่นไส้ชะมัด

 

“...นานๆ ทีพวกนายจะกลับมาบ้านนี่นา เลยคิดว่าถ้าได้เจอก็ดี”

 

พูดจบ ผมก็ลุกขึ้นทำทีเป็นเด็กอายุสิบห้าที่กำลังง่วงเพราะมันก็ปาเข้าตีสองแล้ว ผมพยายามเมินสายตาหวานเยิ้มที่มองมาทางผมทั้งๆ ที่กำลังซบอยู่กับอกจอห์นนี่ เจย์ผู้แสนดีและเอาใจใส่ผมยิ่งกว่าพี่ชายแท้ๆ เอนตัวลงนอนบนตักของแฟนหนุ่มที่คบกันมาได้หลายปี

 

ก่อนที่คำว่าราตรีสวัสดิ์จะเป็นสัญญาณสิ้นสุดของค่ำคืนระหว่างเรา

 

 

---Castle on the Hill---

 

               

                “มาร์ค ไปหาไรดื่มกัน”

 

                ผมวางผ้าเช็ดจานลงบนเคาน์เตอร์แกรนิตในครัวหลังบาร์ East Slope อาณาจักรส่วนตัวของผมในคืนวันเสาร์-อาทิตย์ บ็อบบี้เป็นคนชวนผมมาทำงานพิเศษที่ร้านอาหารแถวมหาลัยตั้งแต่ปีหนึ่ง เราดื่มกันหนักมากช่วงนั้น แต่พอผ่านไปนานๆ จนขึ้นปีสุดท้ายของชีวิตนักศึกษาปริญญาตรี ไอ้อาการแฮงก์ข้ามคืนหรือสภาพหัวฟูอยู่ข้างโถส้วมก็ถูกถอดออกจากพจนานุกรมมาร์คลีกับบ็อบบี้เพื่อนยากจนเกลี้ยง

 

                “ปิดเทอมวันจันทร์หน้า นายจะกลับบ้านเลยหรือเปล่า”  

 

                “ก็คงงั้น... ตอนปิดฤดูหนาวไม่ได้กลับน่ะ”

 

                บ็อบบี้กระดกเอล*เข้าปากก่อนจะพยักหน้าเป็นจังหวะตามเพลง Tears Dry on Their Own ของ Amy Winehouse เราสองคนมาเรียนที่ Sussex ด้วยกันแต่คนละสาขา ผมเรียน Film Studies ส่วนบ็อบบี้ได้ทุนสนับสนุน First-generation Scholars*จนได้มาเรียน Digital Arts ตามที่มันฝันไว้

 

                “เออ นายกลับไปเยี่ยมมัมกับแด๊ดนายบ้างเถอะ ฝากหวัดดีจอห์นนี่ด้วยล่ะ”

 

                บ็อบบี้ตั้งใจว่าจะไม่กลับไปเมืองเล็กๆ บ้านนอกอย่างแฟรมลิงแฮมจนกว่ามันจะมีชื่อเสียงไม่ก็ทำเงินด้วยแลปท็อปของมันได้มากกว่าธุรกิจร้านขายของชำ Reese and Barney’s ของครอบครัว หมอนี่เป็นคนแรกของตระกูลที่สมัครเข้าเรียนมหาลัยเลยได้ทุนเฟิร์สเจนฯ มาครอง ส่วนผมน่ะเหรอ? บอกตรงๆ ว่าถ้าไม่ติดเรื่องนั้น ผมคงกลับไปเยี่ยมมัมบ่อยกว่านี้

 

                รักแรกของผมเกิดขึ้นในแฟรมลิงแฮม

 

และมันก็จบลงในแฟรมลิงแฮม

 

                ความรู้สึกผมเข้าใจไม่ยาก มันเหมือนเวลาคุณสูญเสียเพื่อนที่คบมาเป็นสิบปีไปทีละคนสองคนตามกาลเวลา ผมก็เหมือนคนอื่นๆ ที่ซ่อนวัยเด็กไว้ในกล่องแพนโดร่า เรารู้ว่ามีความขมขื่นมากมายถูกกักเก็บไว้ในนั้น แต่เราก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากทิ้งมันไว้อย่างนั้นและคอยบังคับตัวเองไม่ให้เผลอเปิดมันออกมา

 

                จนรู้สึกตัวอีกที

 

ผมก็หมุนพวงมาลัยเลี้ยวเข้าเขตชนบทที่แสนคุ้นตาของบ้านเกิดเสียแล้ว

 

                อาจเพราะผมขับเปอโยต์ 107 ที่จอห์นนี่ยกให้ใช้ต่อฟรีๆ ด้วยความเร็ว 90 ไมลส์ต่อชั่วโมงมาตลอดทาง สายลมพัดทุ่งดอกคาโนลาสีเหลืองจัดจ้านเลยโบกกระหน่ำจนยากจะชื่นชมบรรยากาศสงบสุขของแฟรมลิงแฮมที่มักผ่านไปช้าๆ ตรงข้ามกับธรรมชาติของรถผม

 

                “...Hold me closer tiny dancer! Count the headlights on the highway!

 

ผมเปิดหน้าต่างรถ ร้องท่อนฮุคเพลงบัลลาดร็อคที่แสนโด่งดังของลุงจอห์นสุดเสียง นึกถึงความหมายของเพลงที่ช่างตรงความรู้สึกผมที่มีต่อคนๆ นั้น

 

เจย์ที่ผมไม่มีวันได้ครอบครอง

 

ต่อให้คว้าเสี้ยวหนึ่งของวิญญาณมาได้...ร่างกายเจย์ก็ยังเป็นของจอห์นนี่

 

ถึงอย่างนั้น ผมก็อยากเจอเขา

 

เพราะความรู้สึก รักที่เจย์ฝังไว้ในตัวผมตลอดสิบหกปีที่ผ่านมา

 

มันคือของจริง...

 

คือของจริง...

 

ของจริง..

 

จริง.

 

(“มาร์ค นายจำที่นี่ได้ไหม”)

 

(“อ่า...ผมกลิ้งลงมาจากบนนั้นใช่ไหมล่ะ”)

 

                วันนั้นผมกับเจย์นั่งดูพระอาทิตย์ตกด้วยกันโดยมีปราสาทแฟรมลิงแฮมตั้งตระหง่านอยู่เป็นส่วนประกอบฉาก แสงสีส้มที่ทอดยาวลงมาสะท้อนกับผืนหญ้าเปล่งประกายระยิบระยับ เช่นเดียวกับเส้นผมสีทองตัดกับผิวขาวเผือกของเจย์ที่สว่างไสวราวกับมิคาเอล*บนสรวงสวรรค์

 

(“เรื่องตอนนั้นทำเอาฉันเกลียดจอห์นนี่ไปพักใหญ่เลยล่ะ คนอะไรขี้แกล้งชะมัด”)

 

                แต่สีหน้าเจย์ตอนพูดถึงจอห์นนี่กลับทำให้ผมรู้สึกหมองหม่น เจย์ดูมีความสุข สายตาเคลิบเคลิ้มนั่นบ่งบอกถึงความรู้สึกลึกๆ ที่เจย์มีให้กับจอห์นนี่พี่ชายของผม...เพื่อนสมัยเด็กของเจย์ที่ตอนนี้กลายเป็นหนุ่มฮ็อตดีกรีตัวแทนนักกีฬาเทนนิสประจำ Suffolk Academy ที่เด็กแถวบ้านผมทุกคนขึ้นทะเบียนเป็นนักเรียน

 

(“...จอห์นนี่เพิ่งขอฉันเดท”)

 

                ผมรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองตกลงกับพื้นดังตุบ ความพะอืดพะอมชวนคลื่นไส้ไล่ขึ้นมาที่คอจนอึดอัดไปหมด ผมกำมือตัวเองแน่นเพื่อบังคับให้รอยยิ้มอ่อนของผมค้างอยู่บนหน้าต่อไป

 

(“แล้วเจย์คิดยังไงกับจอห์นนี่ล่ะ”)

 

(“ว่าไงดี นายก็รู้ว่าพวกเรารู้จักกันมานาน ต่อยกันก็เคย

จะให้เปลี่ยนเป็นแฟนเลยก็คง...”)

                 

                แล้วเวลาก็พิสูจน์ให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างเจย์กับจอห์นนี่ไปด้วยกันได้ดีแค่ไหน สองคนนั้นเริ่มคบกันตั้งแต่เจย์ขึ้นฟอร์มห้า*ส่วนจอห์นนี่ที่อายุมากกว่าแค่ปีเดียวก็เริ่มเรียน A Level* เพื่อเตรียมสอบเข้าเบอร์มิงแฮม

 

                ส่วนผมที่เพิ่งอายุ 12 ก็ได้แต่มองพวกเขายิ้มให้กันอยู่วงนอก

 

                โตขึ้นอย่างช้าๆ

 

                โบกมือลาเจย์ที่ตามจอห์นนี่ไปเรียนถึงลอนดอน ก่อนจะเป็นฝ่ายทิ้งให้สองคนนั่นสืบทอดกิจการของครอบครัวในเมืองเล็กๆ ของเราด้วยการไปเรียนที่ไบรตันบ้าง

 

                ผมที่ไม่ค่อยกลับบ้านมักจะได้รับข่าวคราวของทั้งคู่ผ่านคนรู้จักที่เคยสนิทกันสมัยเด็กอยู่เสมอ

 

                ไม่ว่าจะเป็นชาร์ลีเพื่อนสนิทเจย์ที่ตอนนี้โด่งดังในฐานะดีไซเนอร์แบรนด์อินดี้ในย่านโซโห*

 

                เบนอดีตมือขวาของจอห์นนี่ที่สืบทอดเรือประมงของพ่อเขามาสามลำ

 

                ลินดาแฟนเก่าที่ท้องสองครั้งกับผู้ชายคนเดิมตั้งแต่ไฮสคูลก่อนที่ลูกๆ จะถูกส่งไปอยู่กับพ่อแม่คนใหม่ที่สามารถเลี้ยงดูพวกเขาได้ดีกว่าหล่อน

 

แฮร์รี่เพื่อนผมที่ชอบบ่นอิจฉาว่าตรงข้ามกับผมที่มีพี่ชายเท่ๆ พี่ชายหมอนั่นเสพยาเกิดขนาดจนตายไปเมื่อสองปีก่อนทำให้มันต้องติดแหงกอยู่ในแฟรมลิงแฮมทำขนมปังขายต่อไป

 

ส่วนคนอื่นในทีมฟุตบอลนอกจากผม บ็อบบี้ กับอีกสองสามคนที่เลือกเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยต่างก็มีปัญหาต่างๆ กันไปตามประสาเด็กบ้านนอกของประเทศอังกฤษที่โตมากับเซ็กส์และเครื่องดื่มผิดกฏหมายเยาวชน บ้างก็แต่งเมียใหม่คนที่สอง บ้างก็แทบทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากหายใจไปวันๆ

 

แต่ผมก็คิดถึงคนพวกนั้น

 

                เพราะพวกเขาทุกคนสร้างผมที่เป็นผมขึ้นมา

 

                เหมือนกับที่ผมคิดถึงเจย์

 

“And I'm on my way

I still remember these old country lanes

When we did not know the answers

(ผมอยู่ระหว่างขับรถ

ยังคงจดจำถนนสายเก่าที่ไม่ได้ลาดยางพวกนี้ได้

ตั้งแต่สมัยที่พวกผมยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร)

 

 

                ผมลดความเร็วของเครื่องยนต์ลงเพื่อซึมซับบรรยากาศเก่าๆ ของทุ่งนาทั้งสองข้างทาง มองหาบ้านของคนนู้นคนนี้ที่ไม่เคยทักทายกันเป็นเรื่องเป็นราวแต่กลับรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับครอบครัวผมเหมือนกับที่ผมสามารถพูดเป็นคุ้งเป็นแควเกี่ยวกับพวกเขา

 

 

“And I miss the way

You make me feel

It's real

(ผมคิดถึงทุกอย่างที่คุณทำให้ผมรู้ว่าความรักแท้จริงนั้นเป็นอย่างไร)

 

 

                ภาพแผ่นหลังที่แสนยิ่งใหญ่ของเจย์ค่อยๆ หดเล็กลงกลายเป็นแผ่นหลังขาวบอบบางที่มีเพียงจอห์นนี่ได้สัมผัส ดวงตาซื่อตรงและเต็มไปด้วยความสุขุมโค้งรับกับรอยยิ้มแสนน่ารักที่ผมหลงใหล อ้อมกอดที่เจย์เคยให้อบอุ่นเสียจนเจ็บปวด จูบแรกที่เร่าร้อนเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งเมื่อเราต่างรู้ดีว่าเจย์เคยตัดสินใจไว้อย่างไร

 

 

(“ฉันจะลองคบกับจอห์นนี่ดู”)

 

 

                ผมแสดงความยินดีให้กับพี่ชายที่กลายเป็นผู้ใหญ่ที่ดี มีเหตุผล ห่วงใยน้องชาย และรักแฟนเขายิ่งกว่าอะไร ส่วนผมก็รู้ตัวดีว่าอย่างไรผมก็เป็นแค่เด็กน้อยข้างบ้านในสายตาเจย์เสมอตั้งแต่เมื่อครั้งที่...

 

 

“We watched the sunset over the castle on the hill.

(...เรามองดูพระอาทิตย์ตกเหนือปราสาทบนเนินเขาลูกนั้น)

 

 

 

 

Writer’s Talk:

เป็นครั้งแรกที่เขียนชัดเจนถึงรักที่ไม่สมหวังเลยค่ะ หวังว่าจะไม่น่าเบื่อเกินไปนะคะ

OSนี้แต่งให้พี่สาวผู้แสนดีอีกคน เป็นคนที่ไรท์ฯชื่นชมมากๆในฐานะนักเขียนและชอบอะไรคล้ายๆกันหลายอย่าง อิอิ

เนื้อหาในเรื่องได้รับแรงบันดาลใจมาจากเพลง Castle On The Hill ของ Ed Sheeran ทั้งตัว lyrics และ MV รวมถึงประวัติและบ้านเกิดของเจ้าของเพลงด้วยค่ะ (เราเป็นคนชอบตีความวิเคราะห์เพลงต่างชาติตั้งแต่เด็กแล้ว55555)

อยากให้ติชมกันจะได้รู้ว่างานเขียนชิ้นหน้าควรพัฒนายังไงเนอะ ได้ทั้งกล่องคอมเม้นท์ด้านล่าง หรือ #alljae_bar เลยค่ะ

 

*ระบบการเรียนที่อังกฤษชั้นฟอร์ม 1-6 มีค่าเท่ากับชั้นม.1-6ของไทย แต่ที่อังกฤษเค้าจะต้องเรียน A Level กันต่อเพื่อเตรียมเข้ามหาลัยค่ะ

 

B
E
R
L
I
N
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

101 ความคิดเห็น

  1. #98 KIM.J (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 เมษายน 2561 / 10:30
    แง คือมันดีมาก ชอบบรรยากาศในเรื่อง ภาษาเขียนคือสุดๆ ชอบมากค่ะ TT
    #98
    0
  2. #70 lque (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 มีนาคม 2560 / 09:25
    โห ชอบมากเลยค่ะ อธิบายไม่ถูกเหมืิอนกันเพราะไม่ชอบอ่านแนวตะวันตกเท่าไหร่เพราะเข้าไม่ถึง 555 แต่มาเรื่องนี้ อาาาาาาา ชอบค่ะ ตอนแรกก็เชียร์ให้เป็นมาร์คเจย์อยู่แต่ลุ้นไม่ขึ้น ชอบการบรรยายแบบบอกไม่ถูกค่ะ นั่นแหละค่ะ ไม่รู้จะอธิบายยังไงแต่ดีกับใจเรามากเลย น่าสนใจตั้งแต่ประโยคแรกเลยค่ะ ชอบค่า
    #70
    0
  3. #69 ตะยงของอูแจ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 มีนาคม 2560 / 04:32
    ฟิลดีมากเลยครับ กับความโตเป็นปู้ใหญ่ที่สัมผัสได้ อ่านแล้วก็หน่วงเล็กน้อย เป็นความรู้สึกชอบที่ยิ่งใหญ่จริงๆ คนเรานะชอบใครได้นานขนาดนั้นเลยหรอแต่น้องมาร์คก็ชอบไปแล้ว

    ปล. อยากอ่านคู่อื่นบ้างอะครับไรท์ จอห์นแจปาไปครึ่งแล้ว TT มาร์คแจ แจยง เตนล์แจ โดแจ อยากอ่านหมดเลย เราเป็นหนึ่งคนหรือเปล่าที่ไม่ชิปจอห์นนี่กับใครเลย คนชอบกันทั่วบ้านทั่วด้อม 55 เศร้าใจตัวเอง
    #69
    0
  4. #68 ธาเธียร์ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 มีนาคม 2560 / 00:18
    ขอเม้นต่ออีกนิดค่ะ ครสมาร์คลีเป็นความรู้สึกที่เข้าใจดีมากๆเลยค่ะ แอบชอบเค้า ชอบมากๆ ให้ตายสุดท้ายเค้าก็มีคนของเค้าในใจอยู่แล้ว คือแพ้ตั้งแต่เริ่มเลย แงงงงงงงงงง
    #ปลอินมาก #ปลสองหน่วงมากเช่นกัน
    #ปลสาม ของคุณสำหรับฟิคดีๆอีกครั้งค่ะ
    #68
    0
  5. #67 ธาเธียร์ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 มีนาคม 2560 / 00:15
    อห ขอบคุณสำหรับช้อตฟิคตอนนี้นะคะ มันทำให้เรารู้สึกหลายๆอย่างมากๆ ไม่ใช่แค่ความรักของมาร์คลีที่มีต่อเจย์ แต่มันมทั้งความคิดถึง เรื่องราวในสมัยก่อน ความคิดถึงเพื่อน อ่านแล้วอบอุ่นดีจริงๆ แต่แอบซึมตรงความรักของมาร์คลีนี่แหละ โอ้ยเป็นแบบ รักที่เป็นไปไม่ได้จริงๆ impossible love จริงๆ แงงงง ฮือออ สรุปคืออินตามค่ะและตอนนี้น้ามตามาแล้ว55555555555
    #67
    0
  6. #65 wuingpcx (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 4 มีนาคม 2560 / 05:53
    ชอบตรงที่มันไม่มีแค่เรื่องรักของพิมัคืที่มีต่อเจย์ แต่มันมีความคิดถึงเพื่อน คิดถึงเรื่องราวต่างๆในอดีตที่ตอนเด็กๆเคยเป็น อ่านแล้วรู้สึกอยอุ่นดีนะคะ แอบหน่วงกับพิมัคเนาะที่ถึงจะชอบเค้ารักเค้ามานานแค่ไหนแต่ก็ไม่ได้ครอบครองเค้า ;---; เหมือนรู้ตัวอยู่แล้วตั้งแต่ทีแรกเลยว่ามันจะเป็นแบบนี้แต่ก็ยังรักเค้าอะ โห สิบหกปีนี่ไม่ใช่เล่นๆเลย นานมากๆ แต่พิมัคก็ยังคิดถึงคนคนเดิม เรื่องราวเดิมๆที่ผ่านมาไม่รู้ตั้งกี่ปี แต่ชอบตอนที่พิมัคใจกล้าไปจูบเค้านะ ตอนนั้นเจย์ก็มหาลัยแล้ว เจ้าตัวยังแค่ 15 แถมเค้าเป็นแฟนพี่ชายตัวเองอีก โคตรใจกล้า555555 ชอบการบรรยายเรื่องมากค่ะ อารมณ์เป็นไปตามเพลงเลย
    #65
    0
  7. #64 BoJae~Soul (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 4 มีนาคม 2560 / 01:06
    ชอบตอนที่มาร์คบอกว่าตัวเองทำได้แค่ยืนมองสองคนนั้นยิ้มให้กันอยู่วงนอก แล้วตัวเองก็โตขึ้นอย่างช้า โบกมือลารักแรกของตัวเอง
    จุดนั้นคือรู้สึกโหวงไปหมดทั้งใจเลยค่ะ อยากร้องแต่ร้องไม่ออก ทั้งอินทั้งสงสาร เป็นประโยคบอกเล่าธรรมดาที่ทำเอาเหงาจนหน่วงใจไปหมด
    มาซ้ำให้จุกอีกจึ้กตอนมาร์คบอกรู้อยู่แล้วว่ายังไงก็เป็นได้แค่เด็กน้อยข้างบ้านของเจย์อยู่ดี อ่านถึงตอนนั้นถึงกับคือหวีดใส่มือถือแรงๆไปหนึ่งที ระบายความอึดอัด
    ฮืออออออออ

    ถึงระหว่างทางก่อนจะมาถึงบรรทัดสุดท้ายมันจะทั้งเหงาทั้งไปกับมาร์ค แต่พออ่านจบแล้วรู้สึกอิ่มกับความทรงจำของรักแรกมากเลยค่ะ แม้ว่าสุดท้ายพระเอกของเราจะไม่สมหวังก็เถอะ แต่เราก็ยังมองเหมือนมาร์คว่าถึงมันจะไม่สมหวัง แต่ทุกประสบการณ์ ทุกความทรงจำในอดีตก็สร้างให้เราเป็นเราในปัจจุบัน อาจจะผิดหวังบ้าง เสียใจบ้าง แต่เรื่องราวๆดีที่ปะปนมาจนแยกไม่ได้มันก็ยังทำให้ทั้งหมดเป็นความทรงจำที่มีค่าแล้วก็โหยหาอยากกลับไปสัมผัสช่วงเวลานั้นอยู่ดี อ่านแล้วคิดถึงบ้าน คิดถึงเพื่อนสมัยมัธยมเลยค่ะ

    อีกอย่างที่ชอบตอนจบแบบนี้เพราะ หนึ่งมันดูเรียล สองคือมันให้ความรู้สึกต่างกับบทสรุปแบบแฮปปี้เอนดิ้งตรงที่พออ่านจบแล้วเหมือนมีตะกอนค้างอยู่ในใจ ความรู้สึกเหงาๆนี่คงติดตัวไปอีกสักพักเลยล่ะค่ะ *อินจัด*

    ขอบคุณที่แต่งฟิคดีๆแบบนี้ให้อ่านเสมอเลยนะคะ มัคเจย์เรื่องหน้าก็จะตามไปเชียร์อีก สู้ๆ ไฟท์ติ้งงงงงงงง *ปาหัวใจรัวๆ*
    #64
    0
  8. #63 ₩₩₩💛 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 4 มีนาคม 2560 / 00:43
    ชอบการบรรยายถึงสถานที่อะไรแบบนี้มากเลยค่ะ อินตามดีค่ะ สงสารมาร์คจังค่ะ แอบรักของเขามาตั้งนาน แต่เจย์ก็คิดด้วยแค่น้องแล้วแหละถึงได้เอาเรื่องจอห์นนี่ขอเดทด้วยมาเล่าให้ฟัง ตอนที่เจย์ยอมจูบกับมาร์คไม่รู้ว่าเมาหรือว่าลึกๆก็ชอบ แต่เจย์กับจอห์นนี่ดูรักกันดี ดูมีการแสดงความเป็นเจ้าของจนปวดใจแทนมัคลีเลยค่ะ ;-;
    #63
    0
  9. #62 pwllg (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 มีนาคม 2560 / 22:39
    ภาษาดีมากกกกกเลยค่ะ ข้อมูลก็แน่น การบรรยายทำให้รู้สึกว่าไรท์เตอร์ได้ไปหาข้อมูลไปทำ research เกี่ยวกับสถานที่มาจริงๆ ดูเรียลมากเลยค่ะ ไม่ใช่แค่แต่งๆเอาเฉยๆ แล้วก็เพราะว่าแต่งดีมากเราก็อยากให้เป็นจอห์นแจ แล้วก็ไม่ผิดหวังจริงๆ55555 ดีใจ ส่วนมาร์คลีก็ส่งมาทางนี้ได้เลยค่าสา
    #62
    0
  10. #61 Ztart (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 มีนาคม 2560 / 22:17
    อื้อหือ เจ็บปวดเนาะ ใครจะลืมรักแรกได้ลง
    #61
    0
  11. #60 jipht (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 มีนาคม 2560 / 18:35
    บรรยากาศดีมากเลยร่ะ เราชอบเพลงนี้อยู่แล้ว ยิ่งอ่านยิ่งอิน
    #60
    0
  12. #59 Mouss11 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 มีนาคม 2560 / 18:28
    เราชอบนะ อารมณ์เเบบรักเเรก ไม่สมหวัง เเต่มีความสุขทุกครั้งที่คิดถึง ชอบตอนนี้มาก ได้อารมณ์ เเบบชนบทดี 5555 ///เเอบสงสารมาร์ค T^T
    #59
    0
  13. #58 chocolavana (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 มีนาคม 2560 / 18:12
    ม้าคคคค ฮือ พี่ใจบาง มาอยู่กับพี่นะคะคนดี;-; // เข้าใจความรู้สึกน้องเลยค่ะ สงสารแง ตอนนี้ดีมากเลย นึกภาพตามเป็นฉากๆ;3; รอตามต่อไปเรื่อยๆนะคะ <3
    #58
    0
  14. #57 ป้าน้ำแดงถุง (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 มีนาคม 2560 / 17:39
    น้องม้ากมาคบกับป้า ป้าจะดูแลหนูเอง! หน่วงมากค่ะไรท์ ป้านี่ใจบางเลย
    #57
    0