War Throne ( ราชินีทวงบัลลังก์ )

ตอนที่ 3 : บทที่ 1 แม่มดผู้ถูกจองจำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 36
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    13 ส.ค. 61

บทที่ 1

แม่มดผู้ถูกจองจำ

 

            “ตื่นเถิด ธิดาแห่งเอลฟ์”

            เสียงนุ่มกังวาลไปทั่วบริเวณ เรียกสติให้กลับคืนสู่ร่างงามที่หลับใหลท่ามกลางป่าเขา มีสองร่างสนทนากันท่ามกลางความมืดมิด ไม่เห็นหน้า มีเพียงเสียงสนทนาบ่งบอกว่าไม่ได้อยู่เพียงหนึ่งเดียวในขณะนี้

“ท่านเป็นใคร”

“ธิดาแห่งเอลฟ์เอ๋ย เจ้าลืมข้าไปเสียแล้วหรือ จริงสิยามนั้นเจ้ายังเยาว์นัก”

“...”

ผู้ซึ่งถูกเรียกว่า ธิดาแห่งเอลฟ์ ขยับกายด้วยความระมัดระวัง เพียงเพื่อเตรียมรับมือในสถานการณ์ตอนนี้ ถึงแม้สัญชาตญาณจะบอกว่า ท่านผู้นี้ไม่มีภัย

“อย่ากลัวข้าไปเลย เจ้าจงพึงระลึกไว้เสมอว่า หากมิใช่ข้าผู้นี้ ชะตาชีวิตของเจ้าคงจบสิ้นไปเมื่อครั้งก่อน”

“ท่าน ท่านผู้นั้นเองหรือ”

“เจ้าจำข้าได้อย่างนั้นฤา แม้เจ้าจะยังเยาว์แต่ข้าภาวนาเหลือเกินที่จะไม่ให้เจ้าลืมเรื่องราวครานั้น”

เมื่อกาลนั้นธิดาเอลฟ์ตัวน้อยมีอายุเพียงสิบสามปี ช่างเดียงสาเกินกว่าจะรับเรื่องราวในครานั้นได้ สงสารเหลือเกิน แต่ใครเล่าจะฝืนชะตาชีวิตตัวเองได้

สงสารแต่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือไม่ได้ แม้ช่วยเหลือแต่ใครเล่า จะฝืนชะตาชีวิตตัวเองได้ สู้ดำเนินตามเรื่องราวที่ถูกขีดไว้ให้มันจบในครั้งเดียวยังจะดีเสียกว่า

"ครานั้นดวงตาของเจ้าหม่นแสงยิ่งนัก"

สัมผัสเย็นไล้ไปตามโครงหน้าสวยอย่างเบามือ มือเย็นยะเยือกเชยคางอีกฝ่ายขึ้น เอลฟ์สาวพยานามเพ่งสายตาเพื่อมองคู่สนทนา แต่สิ่งที่ได้รับคือความว่างเปล่า มีเพียงไอเย็นจากมือที่สัมผัสใบหน้าเพียงแค่นั้น เย็นแต่กลับอบอุ่น ดั่งว่า หากมือนี้คอยอยู่เคียงข้าง จะไม่มีอันตรายใดคลืบคลานถึงตัว เพียงไม่นานสัมผัสอุ่นนั้นกลับละออกไปอย่างน่าเสียดาย

"ธิดาเอลฟ์เอ๋ย เจ้ามีนามว่าอย่างไร"

"นามของข้าคือ ดาร์เลเน่...ดาร์เลเน่บุตรแห่งเอลฟ์"

"เช่นนั้นหรือ เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่กลางไพรตนเดียวเช่นนี้เล่า"

"เมื่อครั้งข้าอายุสิบสาม พระบิดา และพระมารดาของข้าถูกลอบปลงพระชนม์"

"โอ้ว เช่นนั้นหรือ"

"เช่นนั้น ใยท่านจึงถามข้า ในเมื่อครานั้น ท่านเองมิใช่หรือที่เสกมนต์คาถาดึงข้าออกมาจากผู้เป็นอาที่คิดจะปลิดชีพ"

"ข้าเพียงอยากรู้ว่าตอนนี้เจ้าพร้อมที่จะกลับไปทวงสิ่งที่เป็นของเจ้าคืนมาหรือยังเท่านั้นเอง"

"ข้าไม่ต้องการสิ่งเหล่านั้น"

นางตะโกนออกไปสุดเสียง ร่างกายแข็งเกร็งยามพูดถึงเรื่องนี้

"..."

"สิ่งที่ข้าต้องการ คือโลหิตสีแดงของหญิงโสมมผู้นั้นรวมถึงใครก็ตามที่ทำให้พระบิดา และพระมารดาของข้าต้องตายอย่างทุกข์ทรมาน มันผู้นั้นจะต้องชดใช้"

น้ำเสียงแข็งกร้าวเปร่งออกมาจากริมฝีปากบาง ช่างบาดลึกไปถึงจิตใจผู้ฟังเสียจริง โชคชะตานำพาให้ผ้าสีขาวแปดเปื้อนยากเกินจะเยียวยา แม้ไม่อาจหยั่งลึกไปถึงก้นบึ้งของหัวใจธิดาเอลฟ์ผู้นี้ว่าแท้จริงแล้วบาดแผลที่เกิดขึ้นมันน่ากลัวเพียงใด แต่คงมากพอที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนสู่การคืนราชบัลลังก์

"เจ้าไม่อาจฝืนชะตาของเจ้าได้"

"เช่นนั้นหรือ แท้จริงแล้วชะตาของข้าเป็นเช่นไรเล่า ใยจึงต้องสูญเสียผู้เป็นที่รักเช่นนี้"

บุตรแห่งเอลฟ์ กล่าวด้วยน้ำเสียงอันน้อยเนื้อต่ำใจ นึกกล่าวโทษทุกสรรพสิ่ง แค้นใจยากเกินจะอภัย

"ฟังข้าเถิด ดาร์เลเน่"

"..."

"แรกกำเนิดนั้น เจ้าเกิดมาเพียบพร้อม ท่ามกลางความรักจากพระบิดา และพระมารดาของเจ้า ครานั้น ข่าวว่าอาณาจักรเอลฟ์ได้ให้กำเนิดพระธิดาตัวน้อย ทุกคนต่างยินดีที่เจ้ากำเนิดมา หมายมั่นว่าเจ้าคือราชินีผู้ปกครองอาณาจักรเอลฟ์สืบต่อไป รวมถึงเหล่าทวยเทพที่จุติจากสวรรค์ลงมาประทานพรแก่เจ้า"

หลังจากดาร์เลเน่สงบลง เนื้อเรื่องจึงคลี่คลายออกจากใครคนหนึ่งตรงหน้า ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ช่วยชีวิตให้ยังคงมีลมหายใจ

"เจ้าทั้งงดงาม โอบอ้อมอารี ฉลาดหลักแหลม เก่งกาจ ว่องไว แข็งแกร่ง เกินกว่าอิสตรีผู้หนึ่งพึงมี เจ้าไม่รู้ตัวเองหรอกหรือ ว่าเจ้าถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเหตุใด"

"เช่นนั้น"

"เจ้าปดข้าบุตรแห่งเอลฟ์ ตัวเจ้าย่อมรู้ดีว่าทวยเทพประทานพรแกเจ้าเพื่อเหตุใด"

"ข้าไม่สามารถให้คำตอบท่านได้"

"แต่ข้าตอบได้ บุตรแห่งเอลฟ์เอ๋ย บัลลังก์ของเจ้าไม่มีใครสามารถครอบครองได้ มันเป็นของเจ้ามาตั้งแต่เกิด บัลลังก์ที่ซ่อนอยู่หลังกำแพงมนตรานั่น เจ้ารู้ดีว่าแม้แต่พระบิดาของเจ้าก็ไม่สามารถแตะต้องได้"

ดาร์เลเน่ครุ่นคิดตามสิ่งที่ท่านผู้นั้นบอก มีครั้งหนึ่งนางวิ่งเล่นอยู่กับพระพี่เลี้ยงภายในโถงใหญ่ที่มีพระบิดา พระมารดา รวมถึงเหล่าเครือญาตินั่งมองอยู่ ครานั้นสายตานางพลันเห็นบัลลังก์สูงท่ามกลางม่านแสงออโรร่าที่ปกคลุมอยู่ นางจึงหันไปถามพระบิดาว่า ขอเข้าไปเล่นข้างในได้หรือไม่ คราแรกพระบิดามีพระพักตร์แลดูกังวล แต่พระองค์ยอมปล่อยมือให้นางเข้าไปข้างใน นางชวนพระบิดาให้เข้าไปเล่นด้วยกัน แต่พระองค์ส่ายพระพักตร์ และส่งรอยยิ้มขึ้นมาให้นางอย่างอ่อนโยน ซึ่งครานั้นนางนั่งอยู่บนบัลลังก์นั่น

"คิดออกแล้วใช่หรือไม่"

"..."

"ครานั้นเจ้าวิ่งผ่านม่านมนตราเข้าไปนั่งบนบัลลังก์แก้วแห่งนั้น เจ้าอาจจะจำไม่ได้แล้วว่าครั้งนั้นเกิดแสงสีทองจากฟ้าสาดส่องมาทั่วทั้งบริเวรบัลลังก์ เมืองทั้งเมืองเกิดแสงสีทองส่องลงมาดั่งกับรู้ว่าเจ้าของได้กลับคืนสู่ราชบัลลังก์ เจ้าคงไม่ได้สังเกตกระมัง ว่าหลังจากที่เกิดแสงนั่น บริเวรห้องโถงเกิดเหตุการณ์อันใด"

"ข้าไม่รู้อะไรเลย ข้าเห็นเพียงบัลลังก์แก้วสวยงามส่องประกายอยู่เพียงเท่านั้น"

"เป็นเช่นนั้น เจ้าอยากให้ข้ากล่าวต่อหรือไม่ หากทำให้เจ้าเจ็บปวด"

"กล่าวเถิด ข้าไม่รู้เรื่องราวอันใดเลย หากมันคือโชคชะตา ข้าจะขอยอมรับมัน"

"บุตรแห่งเอลฟ์เอ๋ย แม้ว่าข้าจักกล่าวอันใดออกไปโปรดให้เจ้ารู้ไว้ว่าเจ้าไม่ใช่ต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด"

"..."

"หลังจากเกิดแสงสีทองส่องลงมา ภายในห้องโถงต่างแตกตื่นไปกับเหตุการณ์นั้น พระบิดาของเจ้าทรุดตัวลงคำนับราชินีน้อยบนบัลลังก์นั้น ทุกคนต่างตกใจ พรางระลึกว่าเพลานี้เป็นไปตามคำกล่าวของเทพองค์หนึ่งแล้ว"

"นิทราตื่น จากหลับใหล กาลนาน

มนตราพราง สลาย มลายสูญ

เมฆหมอก เปิดฟ้า ไร้อาดูร

บัลลังก์ศูนย์ รอกษัตรี ทวงราชบัลลังก์"

"คำกล่าวของเทพองค์นั้น รับรู้กันทั่วอาณาจักร ประชาชนต่างโห่ร้องยินดีกับการที่เจ้าเป็นผู้สืบราชบัลลังก์"

"ท่านลืมหรือ ว่ามีกลุ่มหนึ่งถูกไฟริษยามอดไหม้ตัวตน ยินร้ายต่อข้ายิ่งนัก"

"หากเจ้าไม่ลืม มีหรือข้าจะลืม ฟังต่อเถิด"

"..."

"หลังจากกล่าวจบเทพองค์นั้นมีสีหน้าเศร้าสร้อยจ้องมองไปยังพระธิดาตัวน้อยในอ้อมอกราชินี พระบิดาของเจ้าทรงถามเทพองค์นั้นว่า เหตุใดท่านจึงหน้าเศร้าเช่นนั้น เทพองค์นั้นตอบกลับไปว่า มนตราจะเปิดสองครา เมื่อเกิดคราแรกเพียงไม่นานจะต้องเกิดการนองเลือด การสูญเสีย ไม่มีใครฝืนชะตาตัวเองได้รวมถึงท่าน กษัตริย์เอลฟ์ผู้ยิ่งใหญ่"

เมื่อได้ฟังดังนั้น ร่างที่เคยแข็งขืนกลับทรุดฮวบลงกับพื้น น้ำตาไหลลินอาบใบหน้า เป็นนางเองหรือ แท้จริงแล้วเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพราะนางเองหรอกหรือ

"หาใช่ความผิดของเจ้า"

"เป็นข้า เป็นเพราะข้า"

"อย่าได้โทษตัวเองเลย หมดเวลาของข้าแล้ว ข้าได้รับความให้มาเตือนเจ้าแต่เพียงเท่านี้ เวลาของข้าน้อยนัก กายอยู่อีกที่ จิตอยู่อีกที่ หากเจ้าอยากรู้เรื่องราวในอดีตที่จะนำเจ้าไปสู่หนทางแห่งราชบัลลังก์ เจ้าจงตัดสินใจเสียโดยเร็ว กาลเวลาไม่อาจหยุดรอเจ้าได้ หากเจ้าตามหาข้าพบ ข้าจะไปกับเจ้า ติดตามเจ้าหากเจ้าต้องการ"

"ข้าจะต้องทำเช่นไร"

"หากเจ้าอยากพบข้า เจ้าจงมุ่งตรงไปยังทิศเหนือ ที่นั่นหุบเขาเฮเดนคือจุดเริ่มต้นแห่งการชิงราชบัลลังก์ แม้มนต์สะกดจะอ่อนลงจนข้าสามารถถอดจิตมาหาเจ้าได้ แต่ยังไม่เพียงพอ ที่จะรอดพ้นจากคำสาป ข้ารอเวลาที่เจ้าจะปลดปล่อยข้าจากคำสาปมาอย่างยาวนาน ดาร์เลเน่เอ๋ยถึงเวลาแล้ว เมื่อเจ้าเริ่มออกเดินทางเจ้าจะไม่ได้เป็นธิดาเอลฟ์ดั่งแต่ก่อน หากเจ้าคือราชินีผู้ครองบัลลังก์"

"มีแค่ข้าคนเดียวอย่างนั้นหรือที่รอดพ้นจากภัยนั้น พี่น้องเอลฟ์ตนอื่นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่"

"ตามหาข้า ปลดปล่อยข้าด้วยสร้อยของเจ้า แล้วทุกอย่างจะกระจ่าง..."

"ท่าน ท่าน"

มีเพียงความเงียบเป็นเสียงตอบรับ นางมีทางเลือกอื่นหรืออย่างไร หากอยากไขความจริงก็ต้องตามหา ด้วยหวังว่าจะมีพี่น้องหลงเหลือจากการสังหารหมู่ในครานั้น นางต้องออกเดินทางไปยังทิศเหนือ มุ่งหน้าสู่หุบเขาเฮเดน แม้แสงแห่งความหวังจะริบหรี่เพียงใด หากยังคงมีลมหายใจจะขอมุ่งหน้าสู่หนทางแห่งการทวงคืนราชบัลลังก์...


.............................................................................................

ฝากนิยายไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยจร้า... สามารถติ ชม  และช่วยแก้ไขคำผิดได้เด้อ ชอบคุณจร้าาาาาาาาาาา


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

0 ความคิดเห็น