สุดปลายยอดสน

ตอนที่ 8 : คนชื่อศุภเสกข์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 33
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    4 ก.ย. 61

บทที่  8

คนชื่อศุภเสกข์

            “หนวกหูชะมัด!  เสียงบ่นปนน้ำเสียงสบถเต็มไปด้วยความรำราญเต็มทีเนื่องด้วยความจอแจของมหาวิทยาลัยแม้นี่จะล่วงเข้ามาเป็นยามวิกาลแล้วก็ตาม

                “ธรรมดา  พวกเด็ก ๆ คงเตรียมกิจกรรมรับน้องกันนั่นแหละ...เฮ้ย!  โช้นน”  คนพูดแสดงอาการกรึ่มเต็มที่จากฤทธิ์แอลกอฮอล์

                แกร้ง!!

                “มึนหัววะ  ขอไปสูดอากาศข้างนอกนะ”  บอกกับเพื่อนสนิททั้งสี่คนที่นั่งอยู่  มาร์ค  ธิต  เจ็ม  หมิง  ทำเพียงพยักหน้ารับรู้

                “ที่เดิมใช่ปะมึง  จะได้ไปตามถูก...เดี๋ยวสักพักพวกกูตามไป...ขออีกนิด..”

                “ไอ้ขี้เมาเอ้ย  ฮ่า ๆ”

                ไม่รอให้เพื่อนหยอกล้อต่อเถียงกันจนจบ  ศุภเสกข์  ก็ตัดสินใจเดินออกมาจากห้องกิจการนิสิตที่ตอนนี้กลายเป็นที่มั่วสุมชั้นดีของพวกปีสี่ที่มานั่งร่ำสุรากันโดยอาศัยความสนิทสนมกับพวกคณะกรรมการเข้ามาใช้ห้องได้ตามความสะดวกสบาย...

                ศุภเสกข์หรือเสกข์  เดินมาหยุดยืนอยู่ข้างตึก  มือหนึ่งถือขวดน้ำพลางกระดกดื่มเพื่อให้สร่างเมา  ปิดเทอมก็ไม่ได้เจอเลย  คิดถึงใจจะขาด...

                ยิ่งแหงนหน้ามองพระจันทร์ก็ให้รู้สึกว่าคิดถึงใครบางคนแทบบ้า  ลืมเสียงเล่าลือเกี่ยวกับเรื่องผี ๆ ของตึกที่เป็นที่ร่ำลือถึงความเฮี้ยนนักเฮี้ยนหนา  เป็นเรื่องเล่าที่เกิดขึ้นไม่นานเพราะว่ามีคนตายที่นี่เมื่อประมาณ  7-8 ปี  ที่แล้ว  บ้างว่าฆ่าตัวตายเอง  บ้างว่าเป็นฆาตกรรม...  เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนนอกคณะไม่ค่อยรู้กันนัก  จะรู้บ้างก็แต่คนในคณะ  พวกรุ่นพี่บางคนที่มีอารมณ์อยากจะอำรุ่นน้องขึ้นมาก็จะหยิบยกเรื่องเล่าของตึกนี้มาเล่าให้เด็กเข้าใหม่ฟังเพื่อเป็นการรับน้องบ้างก็มี..

                สำหรับเสกข์ตอนนี้บรรยากาศที่ใคร ๆ ก็ว่าน่ากลัวกลับกลายเป็นบรรยากาศโรแมนติก...เพราะความมึนเมาบวกกับอารมณ์ความรู้สึกคิดถึงคนที่เฝ้ารักมานาน  ความเงียบสงัดไม่ได้ทำให้นึกถึงเรื่องผีวิญญาณอะไรทั้งนั้น  คนในมโนสำนึกต่างหากที่...  “ต้นสะ...!

                ขณะกำลังรำพึงรำพันถึงคนที่อยู่ในใจ  พลันก็มีเสียงอะไรบางอย่างแตกหักอยู่ข้างหลังตึก  เสียงอะไร...หนูเหรอ ?  ไม่น่าใช่  เสียงมันหนักกว่านั้น...

                เสกข์จึงตัดสินใจเดินไปดูสาเหตุของเสียงนั้นอย่างคนไม่คิดเกรงกลัวอะไร  ไม่ได้คิดว่าเป็นสิ่งลี้ลับใด ๆ ทั้งสิ้น  “หมาที่ไหนมันมาเล่นอะไรแถวนี้...”  บ่นออกมาอย่างไม่จริงจังนักพลางสืบฝีเท้าใกล้เข้าไปเรื่อย ๆ

                หืม  คนนี่หว่า...เป็นอะไรรึเปล่า ? นั่งนิ่งเชียว   เสกข์เห็นคนคนหนึ่งนั่งนิ่งอยู่บนกองบอร์ดที่พังเละเทะคิดว่าอาจจะเป็นอะไรจึงเอื้อมมือเข้าไปสัมผัสที่ไหล่

“เฮือก!!!  สัมผัสแผ่วเบาแตะมาที่ไหล่  คนถูกแตะถึงกับสะดุ้งตกใจ

“...”  ตกใจอะไรขนาดนั้นนะ

 “...เอ่อ...” 

“...หืม  นี่ใครครับ  มาทำอะไรที่นี่”  ตัดสินใจถามออกไปอย่างสุภาพที่สุด  “เดี๋ยวนะ  เดี๋ยวส่องไฟจากโทรศัพท์ก่อน”  แสงไฟจากโทรศัพท์มือถือพลันสาดเข้าที่ใบหน้าของคนเบื้องหน้าจนคนที่โดนสาดไฟใส่ปรับสายตาไม่ทันต้องหยีตาหลบ

“...”  ไม่จริงน่า...นี่เราเมาขนาดนี้เลยเหรอ...

“...”  พอคนตรงหน้าสายตาชินกับแสงที่ส่องเข้ามา  ทั้งสองจ้องตากันเงียบ ๆ อย่างไม่รู้จะพูดอะไร

                “ตัวเล็ก  มาทำอะไรตรงนี้เอ่ย ?”  ตัดสินใจถามคนที่รักเอ็นดูสุดหัวใจออกไป  ตัวจริงเหรอ ?

                “...เอ่อ...เพื่อน...เพื่อนเค้าให้มาเอาของนะครับ”

                “...”  ต้นสน...ไม่มีทาง  น้องจะมาทำอะไรที่นี่...

                “มาเอาบอร์ดที่ไม่ได้ใช้นะครับ...เอ่อ...พะ...พี่...เรียนที่คณะนี้เหรอครับ” 

                จู่ ๆ เสกข์ก็รู้สึกหมดคำพูดออกมาดื้อ ๆ พลางช่วยพยุงคนตัวเล็กลุกขึ้นมาจากซากปรักหักพัง

                “...”

                “อ้าว  เฮ้ย!  ไอ้เสกข์”  เสียงดังขึ้นจากทางด้านหลัง  พร้อมกับกลุ่มคนสามสี่คนก้าวเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ

                “เออ...กูเองแหละ”  พูดตอบคำโดยไม่ละสายตาไปจากคนตรงหน้า

                “มาทำไรมืด ๆ  อะ...อ้าว”  เสียงพูดหยุดลงเมื่อมองเห็นว่าเพื่อนไม่ได้อยู่เพียงลำพัง

                “...”

                วี้ดวิ้ว!  เสียงผิวปากอย่างถูกใจดังขึ้นจากกลุ่มคนที่เพิ่งเข้ามา  “น้องคนนี้...เอาไงไอ้เสกข์”  ถามเพื่อนพลางส่งสายตาไม่น่าไว้ใจมาทางต้นสน

                “...!!!...”  คนตัวเล็กทำสีหน้าตกใจ

 หมับ!

จะหนีไปไหน...พี่ไม่ให้ไป...ไม่ปล่อยไปอีกแล้ว..

“...พวกมึง...มาช่วยกู”

“โว้วว!  น้องเค้ากลัวมึงแล้วไอ้เสกข์  ฮ่า ๆ”  กลุ่มคนที่รายล้อม  คราวนี้มากระจายอยู่รอบตัว  ปิดทางหนีคนตัวเล็กจนหมดสิ้น  เพราะความเมาจึงทำตามคำสั่งเพื่อนอย่างไม่มีขัดข้อง

“...จะทำอะ...ไรผม”

“จับไว้”  สั่งเพื่อนในกลุ่มเสียงเข้ม  “จับแน่น ๆ เลย...กู...ทนไม่ไหวแล้ว”  ขอโทษ  พี่ขอโทษ...พี่ทนไม่ไหวจริง ๆ...ที่รัก..

 “อย่า!

สิ้นเสียงร้องอย่างตกใจของคนตัวเล็ก  มือไม้หลายมือก็เข้ามากรุ้มรุมยึดจับ

เสกข์โน้มใบหน้าเข้าใกล้คนที่ปรารถนาอย่างห้ามใจไม่อยู่  “ขอพี่...”

ฟอด!!!  จุ๊บ ๆๆ!

“อ๊ะ!...ฮึก ๆ”  คนตัวเล็กที่ขยับแขนขาไม่ได้รีบเบี่ยงใบหน้าหลบคนที่ยื่นหน้าเข้ามาชิดแล้วระดมจูบหอมไม่หยุดหย่อน

“อ๊า!...อย่านะ...ฮึก..”  ใบหน้าคมที่กดฝังไม่ยอมแพ้  ประทุษร้ายแก้มหอมของคนตัวเล็กจนแดงช้ำแล้วยังไม่เพียงพอ  ปากร้ายเคลื่อนขยับมุ่งจู่โจมปากเล็กจิ้มลิ้ม...

คนตัวเล็กท่าทางจะไม่ยินยอมให้เกิดขึ้น  ฮึดสู้ดิ้นหนีกลุ่มคนใจร้ายเป็นพัลวันจนแทบจับยึดไว้ไม่อยู่  เสื้อผ้าเริ่มหลุดลุ่ยจากแรงดิ้นหนี  รวมทั้งกระดุมสองเม็ดแรกที่ขาดกระเด็นจากเสื้อจนเนื้อผ้าแยกออกกว้าง...

“อึก...”   เสียงกลืนน้ำลายเสียงดังอย่างอดรนทนไม่ได้ต่อภาพยั่วยวนใต้แสงจันทร์ดังมาจากหนึ่งในคนที่ช่วยจับยึดคนตัวเล็ก  แต่แล้วก็พลันได้สติเมื่อคนดิ้นรนต่อสู้ในเงื้อมมือเริ่มหยุดนิ่งแล้ว  เหลือเพียงแรงสะอื้นจากอาการร้องไห้อย่างหนัก...

“ฮึก ๆ อึก ๆ...”

“เฮ้ย...ไอ้เสกข์  หยุดเถอะ...กูว่า..”

นี่พวกกูทำอะไรลงไปเนี่ย! ไม่น่าเลย...เมาจนทำเรื่องแล้วมั้ยละ..

“ไอ้เสกข์...ไอ้เสกข์!!!

คนได้ยินเสียงตะคอกถึงกับชะงักแรงจูบที่เพิ่งได้ลิ้มรสจากคนตัวเล็กที่ผ่อนแรงดิ้นหนีลง...

หวาน...หวานไปหมด  ถ้าทำมากกว่านี้...  ความคิดพลันหยุดชะงักลงเมื่อได้ถอยใบหน้าออกมามองดวงหน้าที่ฝันหาตลอดเวลา..

คราบน้ำตาไหลหลั่งออกมาจากใบหน้านั้น  ดวงตาที่ปิดสนิทอย่างคนจำยอม  แก้มสองข้างแดงปลั่งดั่งคนถูกบีบขยำ  ริมฝีปากแดงเรื่อ ๆ ฉ่ำน้ำลาย...

“ไอ้เสกข์!  เสียงเรียกมาพร้อมกับแรงมือที่ฟาดเข้าสู่ใบหน้า

“โอ้ย!  ห๊ะ!  ทุกอย่างเหมือนโดนสับสวิตซ์  อารมณ์ปรารถนาหายวับไปกับตา

ฉิบหา-แล้ว  ทำอะไรลงไป!  น้องคง...น้องคง..

คนตัวเล็กเมื่อไร้แรงคนจับยึดจึงทรุดตัวลงนั่งแล้วซบใบหน้าลงร้องไห้สะอึกสะอื้น 

ผู้ชายตัวใหญ่ทั้งหลายต่างทำไม้ทำมือไม่ถูก  เกาหัวเกาหางกันยุ่งไปหมด...

“เอ่อ...พวกพี่แค่แกล้งเล่น  หยอกเล่นน่ะครับ...อีกอย่างไอ้เสกข์มัน...”  ว่าพลางขยับหน้าขยับตาไปทางเพื่อนผู้เป็นหัวโจก

ในตอนนี้  เสกข์ถึงกับทำตัวไม่ถูกเมื่อสำนึกรู้ได้ว่าตัวเองทำอะไรลงไปจากความขาดสติ...  ลวนลาม  นี่ถึงกับลวนลามน้อง...แถม...ยังทำท่าเหมือนจะ...รุม..

“พูดซิวะ  บอกเลย ๆ”  เสียงตะโกนที่ไม่ดังไปกว่าเสียงกระซิบดังมาจากเพื่อน ๆ

เสกข์รู้ว่าเพื่อน ๆ ต้องการให้ตนบอกอะไร...บอกอะไรบางอย่างที่อยู่ในหัวใจมาเนิ่นนาน...

ใช่...ต้องบอก  เผื่อสถานการณ์จะดีขึ้น!’

“ตัวเล็กครับ!  พี่น่ะ...พี่...อะ  อะ  เฮ้ยยย!  หากเสกข์รู้ว่าคนตัวเล็กไม่ได้ฟังที่ตัวเองพูดสักนิดคงจะเสียใจมาก  ต้นสนรอโอกาสที่คนพวกนี้เผลอก็รีบลุกขึ้นโดยที่ทุกคนไม่ทันระวังตัว  พลางวิ่งฝ่าวงล้อมออกมาอย่างไม่คิดชีวิต  ไม่ใช่เพียงแค่หนีคนพวกนี้หรอก...แต่ยังหนี...

ทุกคนได้แต่เงียบไม่มีใครพูดอะไร  ขาตายอยู่ตรงนั้นไม่คิดจะวิ่งตาม...

“แย่แน่มึง...ไอ้เสกข์”  เพื่อนคนหนึ่งพูดซ้ำเติมออกมา

“เออ! กูรู้แล้ว...ติดลบแน่ ๆ ตัวกู  ติดลบแน่ ๆ”  เสกข์นึกภาพไม่ออกเลยว่าการกระทำของตนกับเพื่อนในวันนี้จะทำให้ตนเข้าหาคนตัวเล็กได้ด้วยดีได้ยังไง  ความหวังจะมีอยู่รึเปล่า...

“ไม่เอานะ...ไม่อยากทำแค่แอบมองอีกแล้ว  มัน...เจ็บปวดเกินไป..”

******************************************************************************

เสกข์กับเพื่อนหลังจากที่ได้สติสตังกันแล้วก็ตัดสินใจยกบอร์ดมาให้คนตัวเล็กถึงที่คณะ  หวังได้ความดีเล็ก ๆ น้อย ๆ หลังจากทำความชั่วอันใหญ่หลวงไว้...

“ใครเป็นผู้นำกิจกรรมนี้ครับ ?” 

                เอ่อ...ฉันเองค่ะ  หลังจากถามออกไปก็มีน้องผู้หญิงคนหนึ่งลุกเดินมาหา

                “พวกพี่เอาบอร์ดมาให้...เห็นว่า...ต้องการใช้”  ปากคุยกับผู้หญิงตรงหน้า  แต่สายตากลับควานหาคนคนหนึ่งไปทั่ว  ไม่มี...ตกใจวิ่งเตลิดหายไปไหนแล้วนะ...จะเป็นอันตรายรึเปล่า ?

                “...ขะ..ขอบคุณนะคะ” 

                “นี่เบอร์...ถ้าต้องการอะไร  ติดต่อไปนะ”  เสกข์ให้เบอร์เพื่อนที่เป็นประธานคณะไปเผื่อว่าอีกฝ่ายต้องการจะติดต่อประสานงานโดยตรงจะได้สะดวกขึ้นเวลาต้องการอะไร

“ค่ะ”

หลังจากที่กวาดสายตาจนทั่วแล้วก็ไม่พบคนที่หมายปอง  เสกข์และเพื่อน ๆ จึงตัดสินใจจากไปทันทีโดยไม่หันกลับไปมองอะไรอีก..

เป็นอาทิตย์กว่าแล้วที่เสกข์ไม่ได้เห็นหน้าเจ้าของหัวใจ  เส้นทางเดิม ๆ ที่ใช้เป็นที่ซุ่มดูก็ไม่เห็นว่าเจ้าตัวจะผ่านมา  สืบจากคนนั้น  จ้างวานคนนี้จนในที่สุดก็ได้มาแอบตามดูคนตัวเล็กเรื่อย ๆ  และแล้ววันหนึ่งก็เหมือนสวรรค์จะเข้าข้าง

ปั้นจั่น  ไอ้น้องรหัสที่น่ารำคาญ  เจอหน้าเป็นขอให้พี่มันเลี้ยงเหล้า ๆ  พบกันแต่ละทีอยากเอาตีนไปลูบหน้ามันให้หายหมั่นไส้..

จนมีอยู่วันหนึ่ง  จากที่คิดว่าถึงไอ้น้องปั้นจั่นจะน่ารำคาญไปบ้าง  แต่โดยรวมแล้วก็พอทน  ข้อดีคือจะใช้จะวานอะไรก็ได้ทั้งนั้น  แต่เย็นวันนั้น  เสกข์นึกอยากฆาตกรรมน้องรหัสขึ้นมาครามครันเมื่อได้เห็นว่ามันยืนคุยกับใครอยู่อย่างสนิทสนมและใกล้ชิด...

แต่ความรู้สึกนั้นก็อยู่ได้ไม่นานเมื่อได้รู้ความจริง  จากนั้นเป็นต้นมา  เสกข์ก็รู้สึกได้ว่าไอ้น้องรหัสที่เพิ่งจะมีได้ไม่นานมันมีประโยชน์มากกว่าที่คิด  นี่แหละ  ตัวช่วยชั้นเยี่ยม  ถ้าน้องเป็นของกูเมื่อไหร่...ปั้นจั่น  มึงเจริญแน่ ๆ

จนมาถึงตอนนี้  ไม่ใช่แค่ไอ้จั่นแล้วที่ช่วยให้พี่เสกข์ของมันได้เข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้น  แม้แต่เพื่อนในกลุ่มของต้นสนเองก็...เหมือนจะช่วยเหลือกลาย ๆ  เรื่องมันเริ่มจากความหึงหวงของตนเองเป็นเหตุ  อดรนทนไม่ได้เวลาเห็นคนตัวเล็กเข้าใกล้ใครบวกกับคำยุยงส่งเสริมของคนรอบข้าง  ด้วยเหตุนี้จึงเกิดเรื่องวันนั้นขึ้น...

ขอโทษครับ  น้องต้นสนพี่ขอโทษครับ

ขอบอกเลยว่าอาย  อายมาก ๆ แต่ดีหน่อยที่ไอ้พวกเพื่อนเวรมันมาร่วมด้วยช่วยกันทั้งหมด  จะเปิดตัวทั้งทีเอาให้รู้กันทั้งหมด  ว่าคิดยังไง...คิดยังไงกับใครคนหนึ่ง  จนยอมทำอะไรบ้า ๆ แบบนี้

ตอนที่เดินไปสารภาพความผิดกับทางคณะที่ดูแลนักศึกษาภายใน  เสกข์ยอมรับเลยว่า...แต่งเรื่องนิดหน่อย...จากการลวนลาม  กลายเป็นแค่การกลั่นแกล้ง...ยอมรับเลยว่าไม่แมนเลยสักนิด  ก็ยอมรับนั่นแหละ  ไม่อยากถูกไล่ออก  ที่สำคัญ...ไม่อยากให้น้องอาย...แต่ถ้าเจ้าตัวเค้าไม่ยอมที่เรื่องมันเป็นแบบนี้  เสกข์ก็จะยอมรับแต่โดยดี

เรื่องราวเป็นไปในทางที่ดีกว่าที่คิด  เสกข์กับเพื่อนถูกลงโทษแค่พักการเรียน  และมีทัณฑ์บนนิดหน่อย  พอกลับมาก็ลุยหน้าจีบน้องเต็มที่  เริ่มจากการใช้เพื่อนของน้องเป็นนางนกต่อ...แล้วมันก็เหมือนว่า...จะเป็นไปได้ด้วยดี..ละมั้ง...


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น