สุดปลายยอดสน

ตอนที่ 2 : คนที่รัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 67
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    31 ส.ค. 61

บทที่  2

คนที่รัก

ฉึบ ๆ  ตึก ๆ

เสียงหั่นผักดังเป็นจังหวะสม่ำเสมออยู่ภายในห้องครัวของบ้านหลังใหญ่  มีคนสามสี่คนกำลังวุ่นวายอยู่กับการเตรียมมื้อค่ำที่จะมีแขกคนสำคัญมาร่วม  ซึ่งเป็นปกติธรรมดาของเจ้าของบ้านที่จะมีเพื่อน ๆในวงสังคม  เพื่อนเก่าเพื่อนแก่  หรือเพื่อนทางธุรกิจของเจ้าของบ้านมาเยี่ยมเยียนในวันสุดสัปดาห์เสมอ ๆ

“เฮ้ออ คุณท่านนี่ช่างเป็นคนที่มีเพื่อนมากจริง ๆ เลยนะป้า  มากันแต่ละคนแต่ละท่าน  ต้อนรับไม่หวาดไม่ไหว”  สาวใช้นามเข็มหอมบ่นออกมาอย่างไม่จริงจังนัก  ในขณะที่ต้นสนกำลังขะมักเขม้นอยู่กับการแกะเปลือกกุ้ง

“ทำไปเถอะเข็มเอ้ย!  คุณท่านนะ  มีทั้งพระเดชพระคุณ  คนนับถือท่านก็มาก  เพื่อนท่านก็ต้องมากเป็นธรรมดา  อีกอย่าง...คุณท่านน่ะอยู่คนเดียว  เฮ้อออ...ว่าแล้วก็คิดถึง” 

“คิดถึงใครอ่ะ  ป้าแหวน”  เข็มหอมถามออกมาอย่างอยากรู้อยากเห็น

“เออ...นั่นสินะ  เอ็งพึ่งมาอยู่ที่นี่ได้แค่ปีเดียว”  คนสูงวัยทำท่าพูดต่อ  ชำเลืองมองคนที่ยืนแกะกุ้งอยู่ที่ซิงก์ล้างจาน  พลางค่อย ๆ เบาเสียงเล่าลง

“ก็ลูกท่านนะซี้...ในรูปที่อยู่บนชั้นสองนั่นไง  ลูกชายสองคน  ตอนนี้เหลือคนเดียว...คนเล็กนะ  แล้วก็หลานท่าน...จากลูกชายคนโต”

เข็มหอมทำตาลุกวาวทันที  “ลูกชายคุณท่านเหรอ  หนูขึ้นไปทำความสะอาดห้องคุณท่านบ่อย ๆ ได้ดูรูปอยู่เหมือนกัน  แต่เพิ่งมีโอกาสถามว่าใครเป็นใคร”

“อย่าทำทะลึ่งเชียว  นังดอกเข็ม!  ลูกท่าน  ท่านหวงมาก  คนอย่างเอ็งไม่คู่ควรหรอกเว้ย!  คนแก่กว่าว่าอย่างรู้ทัน

“เข็มหอมจ้ะป้า! โธ่ ๆ ฉันยังไม่ทันคิดอะไรซักกะหน่อย  เห็นอย่างงี้...ฉันก็มีผั...เอ่อ...แฟนแล้วนะป้า  แต่ไม่ค่อยเล่าให้ใครฟังเฉย ๆ  แต่คนหล่อ  มันก็ต้องมีมอง ๆ กันบ้างแหละ  ว่าแต่ลูกท่านหลานเธอทั้งหลายเนี่ยชื่ออะไรบ้างนะ  ไปอยู่ไหนกัน  มีครอบครัวกันหมดแล้วเหรอ  เลยแยกย้ายกันไปที่อื่นกันหมด ?”

                “ลูกท่าน  คนโต...เอ่อ...ท่านเสียแล้ว  อย่าไปพูดถึงเลย”  ว่าพลางเหลือบมองไปยังคนที่ทำท่าแกะกุ้งอยู่อย่างไม่มีทีท่าว่าจะเสร็จ  “คนเล็กนะ  ไปอยู่ที่...เอ่อ  อะ  อะไรซักอย่าง  ข้าก็จำไม่ได้  ก็เมืองนอกนั่นล่ะ...ชื่อคุณติ  ติยศ  ไปอยู่กับหลานที่เกิดจากพี่ชายคนโต  ชื่อคุณไว  ชื่อเต็มว่าไววิทย์น่ะ

                “คุณท่านนะ  ไม่ค่อยให้พวกคุณ ๆ กลับมา  ท่านจะบินไปหาถึงที่แทน  พวกเราเลยไม่ค่อยได้เจอหน้ากันเลย”

                “อ๋ออ...งั้นคุณท่านก็คงเหงาแย่เลยนะซิ  แต่คุณท่านคงไม่ย้ายตามลูกหลานไปอยู่เมืองนอกหรอกนะ...มีหวังชั้นกับป้าตกงานกันพอดี”

                “เฮ้อ  นังนี่หนิ  ปากเสีย  ไป!  เอาจักรยานไปซื้อซอสพริกให้ข้าหน่อย  มันหมด  ข้าเพิ่งนึกได้”

                “จ้า ๆ สน  ไปกับพี่เปล่า  ไอ้หมู  วินหน้าปากซอยมันถามหาสนแน่ะ!

                “...”

                “สน...”

                “สนโว้ย!

                “ฮะ!  พี่เข็ม...วะ...ว่าอะไรนะ  สนไม่ทันฟัง”  คิดถึงจัง

                “พี่บอกว่าไปซื้อของกับพี่มั้ย ?  จะได้แวะไปหาไอ้หมูมัน  มันต้องคิดถึงสนแน่เลย  คนสวยอย่างเรา ๆ ไปให้ท่าพวกผู้ชายนิด ๆ หน่อย ๆ ไปพอให้เห็นหน้า  นาน ๆ เห็นซักที  ไม่ใช่เก็บตัวไม่ให้เจอเลย...ขี้คร้านนน  จะทุรนทุราย  เช้าถึงเย็นถึ...ง  อะ  โอ้ย!  ป้าแหวน  ทำไรเนี่ย!  เข็มร้องโอดโอยเมื่อคะน้าเต็มกำลอยมากระทบกลางหัว

                “ก็มึงนี่นะ  อีเข็ม  แนะนำอะไรน้องนุ่ง  เงียบปากแล้วไปคนเดียวมึงนั่นแหละ  สน  ไม่ต้องไปนะ  ช่วยป้าทางนี้”

                “ครับ”  คิดถึงใจจะขาด...เมื่อไหร่...  “พี่เข็มไปเถอะครับ  สนยังทำตรงนี้ไม่เสร็จ...ขี่จักรยานระวัง ๆ นะครับ”

                “จ้า ๆ  บอกอะไรถึงไอ้หมูมันมั้ย  ว่าไง...อะ...ป้า!  ร้องตกใจพลางวิ่งเผ่นไปข้างนอกอย่างไว  เมื่อคนสูงวัยทำท่ายกเท้าขึ้นมาเตรียมยันโครมเข้าให้

                “อีนี่!  สน  อย่าไปเล่นกับมันเชียวนะลูก...ไอ้หมูน่ะ  มันเล่นยารึเปล่าก็ไม่รู้  ชิชะ!  อีเข็มนี่ก็อีกคน  ทำเป็นแม่สื่อแม่ชัก  ต้นสนของป้าต้องหาได้ดีกว่านี้เยอะ  อย่าเพิ่งรีบเลยนะลูก  เรายังเด็ก”  ป้าแหวนนั้นแสนจะเวทนาสงสารต้นสนเป็นที่สุด  เด็กคนนี้เป็นเด็กดี  สักวัน...คงจะได้ดีมีสุข

“ครับป้า  พี่เข็มเค้าคงแค่ล้อเล่น”  เมื่อไหร่...จะได้เจอ...จะได้เจอมั้ย

“สน...เป็นอะไรรึเปล่าลูก  ตั้งแต่กลับมาจากมหาลัย  สนดู...เงียบ ๆ ไปนะ”  ถามอย่างเป็นห่วงเป็นใย  ปกติ  เด็กคนนี้แม้จะพูดน้อยแต่ก็ออกลักษณะคนเรียบร้อยมากกว่า  ไม่ใช่คนเงียบขรึมแบบนี้  “หรือกลัวคุณท่าน ?...อย่าถือสาท่านเลยนะลูก  อะไรทนได้ก็ทนไปนะลูก  ถ้าเสียใจมาก  ป้าพร้อมจะรับฟังนะ”

“เปล่าครับป้า...คือสน...เครียด ๆ เรื่องเรียนนิดหน่อยนะครับ  จะเปิดแล้ว”  ขอโทษนะครับที่สนโกหก  ป้าแหวน

“ถ้างั้น...ก็แล้วไป  ไอ้ป้าเองก็ไม่เคยเรียนถึงมหาลัย  แต่ยังไงก็อย่าเครียดมาก  สนยังต้องเรียนอีกหลายปีนี่  ใช่มั้ย ?”

“ครับ  อีกประมาณสองปีกว่า  สนเพิ่งขึ้นปีสอง”

จะได้อยู่ด้วยกันอีกไหม...ต้นหม่อน

******************************************************************************

25  บาท  จ้า”

“นี่ค่ะพี่แก้ว”  เสียงการแลกเปลี่ยนซื้อขายชานมเย็นระหว่างแม่ค้าหน้าสวยอายุสามสิบต้น ๆ  กับลูกค้านักศึกษาสาวน้อยที่เป็นลูกค้าประจำดังขึ้นขัดความละเมอใจลอยของต้นสนได้ชะงัดนัก

“สน  ไม่เอาหน่อยเหรอ ?”  บุ้งถามพลางยื่นแก้วชานมเย็นมาทางสนหวังให้ลองชิม  เผื่อติดใจอยากสั่งตามอีกสักแก้ว

“ไม่เอาอะ  อิ่ม ๆ  อยู่  แกกินเถอะ...ไว้คราวหน้านะครับพี่แก้ว”  บอกปฏิเสธเพื่อนพลางหันไปสนทนากับแม่ค้าคนสวยด้วยมิตรไมตรี

“จ้า ๆ ไม่เป็นไร ๆ วันนี้มาทำไรกันเหรอ ?  มหาลัยยังไม่เปิดนี่...เฮ้ออออ  ว่าแล้วก็เซ็ง  ปิดเทอมทีไร  ขายไม่ดีเลย  ไม่มีลูกค้า”

“มาเตรียมกิจกรรมรับน้องนะครับ  อีกประมาณสามสี่วันก็จะจัดกันแล้ว”

“อ๋อ มิน่าละ  มีเสียงเพลงเสียงกลองดังเชียว  คงสนุกน่าดู”  แม่ค้าคนงามว่าพลางทำท่าชะเง้อคอมองไปทางในมหาวิทยาลัย

“ไปนะครับพี่แก้ว  เย็น ๆ ถ้าพี่ยังไม่กลับ  สนจะมาสั่งชาเขียวมัดใส่ถุงกลับไปกินที่บ้านนะครับ...ปะ  ไอ้บุ้ง”

“ไปนะจ๊ะพี่แก้วคนสวย”

“จ้า  ไปเถอะ ๆ”

ต้นสนกับบุ้งเดินไปเรื่อย ๆ  ผ่านหน้ามหาวิทยาลัยไปจนถึงจุดรอรถประจำทางของมหาวิทยาลัยที่มีไว้บริการนักศึกษาฟรี

“เดินหรือรอรถ ?”  บุ้งถามเพื่อนพลางซู้ดน้ำหวานในมือเสียงดัง

“รอเหอะ  ไม่รีบอะไรหนิ”  ไม่อยากผ่านคณะวิศวะเลย...ทำไงดี  จะยังอยู่รึเปล่านะ ?

“เออดี  ฉัน  ขอกอ  มาก ๆ  ร้อนด้วย...เออสน  วันนั้นแกกลับกี่โมงเหรอ ?

“...เอ่อ  ก็หลังแกกลับก่อนแปบเดียวแหละ  ไม่น่าเกินเที่ยงคืนนะ”  จะบอกความจริงได้ไง...เรื่องคืนนั้น  กว่าจะถึงบ้านก็ปาไปตีสอง  แล้วก็...ฉิบหา-!!!แล้ว  บอร์ด!!!’

“เป็นไร  ทำหน้าตกใจอย่างกะปวดขี้กะทันหันงั้นแหละ”  บุ้งว่าขึ้นอย่างหยอกล้อ

“..เอ่อ...ฉัน...เปล่า  ไม่มีอะไร  เฮ้ย!  ไปเหอะ  รถมาแล้ว ๆ”  แย่ แย่แน่ ๆ  จีจี้คงหาเรื่องเราอีกแน่ ๆ ไม่อยากยุ่งกับคนแบบนั้นเลย  ไม่รู้เกลียดอะไรเรานักหนา  ตั้งแต่ปีหนึ่งแล้ว...แต่ถ้าให้เลือกระหว่างไปเอาบอร์ดให้จีจี้กับโดน...โดนแบบคืนนั้นกับเจอ...เลือกทางจีจี้ดีกว่า...ก็นะ  คงดีกว่าแหละ...

“...?!...”  อะไร!!!’

“กรี้ดดด ๆ! หนุ่มวิศวะ  หล่ออะแก”  อยู่ ๆ บุ้งก็ร้องกรี้ดกร้าดออกมาจนทำให้คนนั่งข้าง ๆ ตกใจ

“ไอ้บ้านี่...คนเค้าตกใจหมด  ร้องมาได้ไม่มีปี่มีขลุ่ย”

“ก็แกดูดิ  คนนั้น ๆ  โห่...เลยไปแล้ว  ลุงขับช้าหน่อยก็ไม่ได้  อีสน  แกก็ตาช้า...อดเลย  อดเล็งผู้กับฉันเลยเห็นมะ”

“เออ  ช่างเหอะน่า  ที่คณะก็มีนะหล่อ ๆ ค่อยไปส่องที่นั่นก็ไม่เสียหาย”  ใครจะไปกล้าดูให้เต็มตะ...!!!...

“ก็มันเห็นเบื่อแล้วไงวะ  ต้องวิศวะซิถึงจะคู่ควรกับสาวงามแห่งคณะมนุษย์อย่างฉัน...อ้าว...เงียบไปเลย...สน...ไอ้สน  มองไรอ่ะ ?”

“ไม่มีอะไร ๆ  แค่...”  เพียงชั่วขณะที่ปรายตาไปมองคนที่นั่งอยู่ข้างหน้า  ความรู้สึกขนลุกบางอย่างที่ต้นสนคุ้นเคยดีก็พุ่งเข้ามาจู่โจมทันควัน แค่ผู้หญิงที่นั่งหน้าพวกเรา...เค้า...

คราวนี้ตามมา...ใกล้เกินไปแล้ว

******************************************************************************       

   “...แปลก ?...”

“...?...”

ทำไมไม่เห็นพูดอะไรเลย...แถมยัง...หันมายิ้มให้ด้วย ?

“อะไร  ไอ้สน  อะไรแคบ ๆ นะ”  บุ้งหันมาถามเพื่อนชายตัวเล็กที่วันนี้ทำตัวหลุดบ่อย ๆ พอถามก็บอกไม่มีอะไร ๆ อยู่นั่นแหละ...

บุ้ง...หูแกนี่มัน  ทำหน้าเอือมระอาใส่เพื่อนสาวที่อยากรู้อยากเห็น  ช่างจับสังเกตเหลือเกินแต่หูค่อนข้างจะฟังอะไรไม่ค่อยได้ศัพท์

“แกดูดิ  จีจี้เหมือนจะยิ้มให้ฉัน...เฮ้ยเดินมาทางนี้แล้ว!?”  ประโยคหลังพูดเสียงค่อยลง  เมื่อคนที่อยู่ในหัวข้อสนทนาเดินใกล้เข้ามาทางที่ตนยืนอยู่ 

ยิ้มให้จริงด้วย

“สน  วันนั้นกลับก่อนเหรอ ? สนอ่ะ  กลับไม่บอกจี้  ทุกคนเป็นห่วงรู้มั้ย”

จะมาไม้ไหน  “เอ่อ...ก็...คือ  เราขอโทษนะที่...”

“ขอท่งขอโทษอะไรกันเล่า!  จี้แค่เป็นห่วง...ที่จริงเป็นความผิดจี้มากกว่า  ไม่น่าให้สนไปเอาบอร์ดในที่มืด ๆ คนเดียวเลย...จี้ขอโทษนะ”  ว่าพลางทำหน้าตาที่ก็  น่ารักละมั้ง  ส่งมาให้

“ใช่ ๆ จี้ละก้อออ  ไม่น่าใช้ต้นสนเลย...แค่จี้บอกกับ...คิก ๆๆ”  นี่แสดงละครอะไรกันอยู่เหรอ ?  ต้นสนคิดในใจพลางมองท่าทางของจีจี้และเพื่อนลูกคู่  ที่ความจริงก็รู้จักชื่อ  แต่ท่าทางของเจ้าหล่อนคงมีค่าแค่เป็นลูกคู่ของแม่นางเอกคนสวยจีจี้เท่านั้น  เจ้าหล่อนทำท่าทำทางกระบิดกระบวน  มองไปทางจีจี้อย่างล้อ ๆ  พลางหัวเราะคิกคักอย่างมีเลศนัย

“บ้า!...แพรไหมละก้ออ  คิก ๆ...เอ่อ  สน  วันนั้นสนโชคดีจังเลย...พี่เสกข์...กับเพื่อน ๆ ของเค้า  คงอาสาช่วยถือบอร์ดมาให้ที่คณะใช่มั้ยจ๊ะ ?”  ถามแล้วก็ก้มหน้าลงอย่างน่ารักซ่อนรอยยิ้มเขินอาย

“ห๊ะ!?”  คนพวกนั้น...มาที่นี่เหรอ...มาได้ไง ?

“นี่ ๆ สนรู้ปะ  สนน่ะเป็นกามเทพเลยนะ...พี่เสกข์คนหล่อ  เรียนอยู่วิศวะฯ  ไฟฟ้า  เค้ามาที่คณะเรา  แถมเอาบอร์ดมาให้ด้วย  แล้วก็ถาม...ใครเป็นผู้นำจัดกิจกรรม  พอยัยจี้เดินมาหาเท่านั้นแหละ...อ้ายยยย!  พี่เค้าชะงักไปเลย  ท่าทางจะตกหลุมรักยัยจี้  คิก ๆ”  เล่าจบหรือยัง ?  ต้องการอะไรจากเรา

“บ้าน่า!  พี่เค้าก็แค่ช่วย...ตามประสารุ่นพี่เท่านั้นแหละ...”  ปากพูดอย่างนั้นแต่ท่าทางมั่นใจไปแล้วเกินร้อยว่าชายหนุ่มนี่ถูกกล่าวถึงมีใจให้ตนแน่นอน

“ตัวโสดไม่ได้นานหรอก...ยัยจี้  พี่เค้าให้เบอร์มาด้วยนี่  แถมยังบอกอีกว่าถ้ามีอะไรให้ช่วยก็โทรมาได้  น่าอิจฉาอะ!...ต้นสนว่าป่ะ ?”  ว่าพลางปรายตามาทางต้นสน  ดวงตาของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกคู่ตัวสำคัญมีแววเยาะเย้ยอวดเบ่งแทนเพื่อน

แล้วเกี่ยวอะไรกับเรา...ที่พล่ามมาทั้งหมดนี่ ?  “อะ...อืม  ยินดีด้วยนะจีจี้”  แค่นี้ใช่มั้ย...ที่ต้องการจากเรา

“ยินดีอะไรเล่า!  สนละก็  ยังไม่มีอะไรสักกะหน่อย  อีกอย่าง...เราไม่อยากเป็นพวกคิดไปเองคนเดียว...แบบ  คิดว่าเค้าสนใจ  จนหลงระเริงคิดว่าตัวสำคัญ...อย่างใครบางคนแถวนี้  จี้คิดว่ามัน...น่าสมเพชชะมัดเลย  คิก ๆๆ”  แววตาสาสมใจปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัด

ใครบางคนแถวนี้...ผมเหรอ  ทำไมไม่พูดมาตรง ๆ  ที่พูดมาทั้งหมด...ที่พล่ามมาทั้งหมด  จะด่ากันนี่เอง ?

“เหรอ...นั่นสิ  ดีแล้วล่ะที่จี้คิดแบบนั้น  เอ่อ...บุ้งไปนู่นแล้ว  งั้นเราไปหาบุ้งก่อนนะ  จี้มีอะไรจะให้ทำอีกบอกได้เลยนะ”

“ตอนนี้ยังหรอก  สนไปเถอะจ๊ะ”  รอยยิ้มสวยหวานส่งมาตบท้ายบทสนทนาอย่างแสดงให้เห็นถึงความมีมิตรไมตรี

คนพวกนั้น...รู้...

รู้ได้ยังไงว่าเราอยู่คณะนี้

น่ากลัว...คนพวกนี้น่ากลัว...

จะมาตามเรารึเปล่า ?  สงสัยต้องระวังตัวแล้ว

แต่คณะนั้น...อยู่ใกล้แค่นี้เอง...มันคงไม่บังเอิญ...ไม่บังเอิญขนาดนั้นหรอกนะ

ไม่หรอก...ไม่บังเอิญเลย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น