สุดปลายยอดสน

ตอนที่ 15 : คนที่เป็นรักสุดท้าย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 20
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    3 ต.ค. 61

บทที่  15

คนที่เป็นรักสุดท้าย

                “พล...จี้มีเรื่องให้ช่วย...”

                “ให้ช่วย ? เรื่องอะไรละ...”

                “มาเจอกันหน่อย...บนรถก็ได้...”

                “นี่ไม่ใช่ว่า...นี่มันที่มหาลัยนะจี้...อีกอย่าง  ส้มก็อยู่..”  เสียงผู้ชายในสายโทรศัพท์ทำน้ำเสียงกรุ้มกริ่มถูกใจ  เมื่อตีความเจตนาของคนที่นัดออกมาเจอเป็นเรื่องอย่างว่า...

                “ไม่ใช่!  ฉันแค่มีเรื่องจะให้ช่วย”  หญิงสาวว่าเสียงสะบัดอย่างไม่พอใจกับความกักขฬะของคนในโทรศัพท์

                “เออ ๆ แค่ล้อเล่น...แต่ว่านะ  มันก็นานแล้วเหมือนกัน...”  ยังไม่วายทำน้ำเสียงมีเลศนัยกับผู้หญิงซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนของแฟนตัวเอง...แฟนของพล  ชื่อส้ม...เป็นเพื่อนในกลุ่มของจีจี้...

                หญิงสาวได้ฟังคำพูดคำจาของผู้ชายหน้าโง่คนหนึ่งก็เผลอเบ้ปากใส่คนในสายอย่างรังเกียจขัดกับถ้อยคำที่กล่าวออกไป...  “นายอยากได้อะไร...ฉันจะตามใจหมดเลย  ถ้ายอมช่วยฉัน...แล้วเจอกันนะ”

                พูดจบก็รีบวางสายไปอย่างรวดเร็วด้วยความรังเกียจ...หึ  ส้ม...เธอนี่ตาต่ำจัง  หาได้แค่นี้เองเหรอ ?

 

                “นี่แฟนฉันเอง  พี่พล...”  ว่าพลางเกี่ยวแขนคนข้าง ๆ เข้ามาอย่างแนบชิด...เพื่อต้องการนำเสนออย่างเต็มที่...

                “สวัสดีครับทุกคน”

                “พี่พล...นี่เพื่อนส้ม  จ๋า  แนนนี่...แล้วก็  จีจี้”  แววตาคนพูดมองเพื่อนของตัวเองทีละคนด้วยแววตาโอ้อวดอย่างปิดไม่มิด...

                “แหม...พาแฟนมาด้วยเหรอยะ  ถึงว่า  มาช้าเชียว”  แนนนี่พูดออกมาอย่างล้อ ๆ แต่ในใจเต็มไปด้วยถ้อยคำกระแนะกระแหนเช่นเดียวกับเพื่อน ๆ คนอื่นในกลุ่ม

                ส้มแสนจะสะใจยิ่งนักที่ตนสามารถพาแฟนหนุ่ม  ที่ทั้งหล่อและรวยมาเหยียบหน้าพวกเพื่อน ๆ ในกลุ่มได้สำเร็จ...ก็พวกนี้นะ  ทั้งคอยกระทบกระเทียบเธอ  จะโดยตั้งใจหรือไม่  เธอก็สุดจะแค้นเคือง...เป็นต้นว่า...

                “ส้ม  เธอน่าจะเสริมจมูกหน่อยนะ...ฉันว่ามันดูแบบ  ยังไงก็ไม่รู้”  หรือบางที...  “ลิปสีนี้ไม่เหมาะกับเธอหรอก...ฉันว่าเธอก็คล้ำไปนะ  ทาสีสว่างเดี๋ยวก็เหมือนกาคาบพริกหรอก  คิก ๆ”  แล้วก็  “ดูซิ  มีผู้ชายมองมาทางกลุ่มเราแหละ  มองใครนะ”  คนพูดหันหน้ามากระซิบกับเพื่อน ๆ  แล้วก็มีคนตอบออกมาว่า  “มองใครสักคนแหละ...แต่ฉันแน่ใจ  ไม่มองส้มแน่นอน  คิก ๆ”  พอสิ้นคำตอบ  คนทั้งกลุ่มก็พากันหัวเราะอย่างเห็นเป็นเรื่องขำ...แต่ไม่ใช่กับส้ม

                ทำไม...เป็นฉันแล้วมันยังไง  ฉันมันหน้าตาทุเรศนักเหรอ...พวกแกสวยตายละ!  ผ่านมีดหมอมากันทั้งนั้น  ถ้าพวกแกไม่โดดเด่น...ฉันคงไม่ทนคบให้เสียเวลา  แล้วเป็นไง...หาได้อย่างฉันสักคนไหมละ  สมน้ำหน้านัก...

                ขณะที่ส้มมัวแต่คิดสะใจอยู่นั้น  จึงไม่ทันได้เห็นสายตาของแฟนหนุ่ม...ที่เผลอทอดสบกับเพื่อนของเธอ

                “ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ...พี่พล...”  ดวงตาคนพูดจ้องมองแฟนเพื่อนอย่างมีความหมาย...

                “ครับ...”  แล้วแฟนเพื่อนก็คงจะรู้ความหมายนั้นได้เป็นอย่างดี...

                ******************************************************************************

                “ไม่ไปด้วยกันเหรอ...”

                “เออ...ไม่อยากเป็นก้าง  โอ๊ย!  บุ้งถูกสรบิดเอวอย่างแรงเพราะรำคาญคนชอบแซวเพื่อนให้อาย

                “ไปเถอะแก...บ่ายเจอกัน  ไป!  อีบุ้ง!  ว่าแล้วสรก็ดึงคอเสื้อเพื่อนลากให้ไปด้วยกัน  บุ้งก็จากไปด้วยใบหน้ายิ้มล้อเลียน...

                “ไอ้บ้า”  ต้นสนอมยิ้มคนเดียวแล้วก็ด่าเพื่อนด้วยความรู้สึก....ก็เขินนั่นแหละ  แล้วเดินแยกมาคนเดียวเพื่อไปหาคนที่รออยู่ที่คณะตรงข้าม

                ตอนแรกผู้ชายคนนั้นส่งไลน์มาบอกว่ารออยู่ตรงข้างล่างตึกแล้ว  แต่ต้นสนก็รีบบอกให้ไปรอที่คณะของเจ้าตัวเพราะอายเพื่อน ๆ หลายคนที่จะมาเห็น...ให้ตัวเองเป็นฝ่ายไปหาดีกว่า  น่าอายจะตาย  โดนคนแซวแย่  นอกจากบุ้งกับสรแล้ว  ก็กลุ่มอันดาอีกนั่นแหละ...เจอหน้าทีไรแซวเรื่องนี้ทุกที

                ขณะที่ต้นสนเดินตัดผ่านหน้าคณะของตนเองเพื่อไปยังคณะวิศวกรรมศาสตร์  จู่ ๆ ก็มีใครไม่รู้...วิ่งมาชนอย่างแรง

                “ขอ...โทษ...” 

                ต้นสนก้มหน้ามองเสื้อที่เลอะน้ำแดงอย่างทำอะไรไม่ถูกอยู่ครู่หนึ่ง...นึกสงสัยว่าคนเดินชนโผล่มาจากไหน  เพราะตอนเดินมาก็ไม่มีใครเดินอยู่ช้างหน้าสักคน...

                “ขอ...โทษ...”  คนที่ชนกล่าวขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง  ต้นสนจึงนึกขึ้นได้ว่าควรสนใจคนตรงหน้าก่อน  จึงเงยหน้าแล้วยิ้มให้น้อย ๆ

                “ไม่เป็นไรครับ...” 

                ต้นสนต้องยิ้มค้างเมื่อเงยหน้าขึ้นมาแล้วพบว่า...ผู้หญิงสวยมาก ๆ คนหนึ่ง...ทำหน้าตาสะใจผ่านทั้งริมฝีปากที่บิดยิ้ม  และดวงตาที่เยาะเย้ยเต็มที่...ขัดกับคำที่กล่าวออกมาก่อนหน้า

                “...ขอ...โทษ...”  น้ำเสียงนั้นเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ ริมฝีปากสวยก็ยิ้มมากขึ้น ๆ ดวงตาก็เบิกกว้างอีกอย่างคนถูกใจ...

                “เอ่อ...ไม่เป็นไร...”  พอกล่าวจบต้นสนก็เตรียมจะเดินเลี่ยงออกมา  หัวใจเต้นเร็วและแรงแปลก ๆ คล้ายว่าเคยเป็นแบบนี้มาก่อน  ในตอนที่...

                “ขอ...”  เสียงหยุดอยู่แค่นั้นพร้อมกับมือเย็นเฉียบที่เอื้อมมาจับต้นสนให้อยู่กับที่

                “โทษ...”

                “...อ๊าก!!!...”

                กลางวันแสก ๆ ทั้ง ๆ ที่เป็นตอนกลางวันแดดจ้า  แต่ต้นสนก็มิได้ถูกละเว้นจากผู้จองเวร...

                ใบหน้าที่คิดว่าสวยในตอนแรก  พอได้มองอีกที...มันคือเธอคนนั้น  คน...ไม่สิ  ผี...ผีที่เฝ้ามองมาจากตึกวิศวะ!!!

 ใบหน้าบิดเบี้ยวไม่สมประกอบยังคงมองสบแล้วมอบยิ้มที่สาแก่ใจให้แก่ต้นสน  ต้นสนพยายามสะบัดมือออกอย่างรุนแรงแล้วหันหลังวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต...

แต่ครั้งนี้มันเลวร้ายมาก ๆ ผีตนนั้นวิ่งตามมา!!!

“ฮิ ๆ ขอ...โทษ...”  เสียงนั้นใกล้เข้ามาในขณะที่ต้นสนวิ่งไปเรื่อย ๆ ออกนอกเส้นทางจากที่ที่มีคนพลุกพล่าน...และแสงแดด..

“เลิกตามสะที!!!  อย่าเข้ามา!!!  วิ่งไปตะโกนไปอย่างเหลืออด

เงียบ...ความรู้สึกจากเบื้องลึกร้องเตือนให้รู้สึกถึงความเงียบงันบางอย่าง  คนวิ่งหน้าดำหน้าแดงค่อย ๆ หยุดวิ่งลง  เมื่อเสียงหัวเราะพร้อมคำขอโทษที่น่าขนลุก...ค่อย ๆ เลือนหายไป

ต้นสนค่อย ๆ หันใบหน้าที่ชุ่มเหงื่อไปด้านหลังช้า ๆ ช้า...

“ไปแล้ว...เฮือก!  อึก...”  โล่งใจได้ไม่นาน  ในสถานที่ที่เงียบสงัด...หลังตึกเรียนที่ร้างไร้ผู้คน  กลับมีคนกลุ่มหนึ่ง...นั่งสูบบุหรี่อยู่ซึ่งต้นสนไม่ทันเห็น  กว่าจะรู้ว่ามีคนอยู่ด้วยก็สายไปเสียแล้ว..

“น้องคนสวย...มาให้เชือดถึงที่เลยนะ”  คนพูดค่อยคลายมือจากการนำผ้าบางอย่างปิดที่จมูกของต้นสนอย่างแรงจนคนที่ถูกอ้อมแขนกักอยู่เผลอสูดเข้าไปแล้วค่อย ๆ ทรุดลงอย่างสับสน...

“ไอ้พล  คนนี้เหรอวะ ?”  คนไม่น่าไว้ใจเดินเข้ามาสมทบเพิ่มอีกสองสามคน  ต้นสนค่อยแหงนหน้าขึ้นมองอย่างตาลาย

“เออ  กูจำได้ดีเลยแหละ...แอบเล็งไว้เหมือนกัน..”  คนพูดยิ้มมีความหมายกับเพื่อนที่เดินเข้ามาใกล้ ๆ

“แหม...ไอ้ห่า  นอกจากแฟนเพื่อน  มึงยังกะฟันทั้งคณะมนุษย์เลยหรือไงวะ  ฮ่า ๆ”

“เออซิวะ  ฮ่า ๆ...แล้วน้องคนสวยว่าไง  จะให้พี่...ฟันหรือเปล่า...”  หันไปตอบเพื่อนแล้วก็วกกลับมาเชยคางคนสวยที่นั่งมึนด้วยฤทธิ์ยาอยู่แทบเท้า

“ทำอะไร...ใคร  ปล่อยผมนะ!  พยายามยกมือขึ้นมาปัดป้องแต่ก็ไม่อาจสู้แรงได้...

“ไปเหอะ...เดี๋ยวมีคนมาเห็น”

“เออ ๆ แม่งเอ๊ย!  ขาว ๆ แบบนี้...ยันเช้าแน่ ๆ”  คนพูดค่อย ๆ ช้อนอุ้มคนที่มึนเมาอยู่ในฤทธิ์ยาบางอย่างขึ้นมา  แล้วรีบสาวเท้าตามเพื่อนไปทางรถที่จอดเตรียมไว้อย่างเร่งรีบ

พลอดสงสัยไม่ได้ว่า  เหยื่อที่ได้รับคำสั่งให้มาจัดการ...ทำไมอยู่ ๆ ถึงโผล่มาให้จับง่ายดายแบบนี้  ทั้ง ๆ ที่ตรงนี้ก็เป็นที่ค่อนข้างจะลับ  ไม่มีคนโผล่มา  พลกับเพื่อนมักจะนัดกันมาแอบทำอะไร ๆ ที่มันไม่ค่อยจะดีเสมอ...

แต่คนชั่วก็เพียงแต่คิดง่าย ๆ ดีแล้ว...ไม่ต้องเหนื่อย  พอเสร็จ  ก็แค่เอามาโยนทิ้ง...ถ่ายคลิปขู่เอาไว้...ง่าย ๆ เหมือนที่เคยทำ

ใช่...เหมือนที่ทำมาตลอด..

“มึง!

พลัก!!!  ยังไม่ทันจะได้หันไปมองว่าใครเรียก  มารู้ตัวอีกทีก็นอนหงายหลังอยู่กับพื้น  คนที่ตนอุ้มอยู่ก็ถูกแย่งไปโดยใครก็ไม่รู้...

“พอ!...ไอ้เสกข์  พอแล้ว!  คนที่ตามมารีบห้ามเมื่อเพื่อนของตนกลายเป็นคนขาดสติเข้ากระทืบคนที่นอนหมดสติอยู่แทบเท้า...ไอ้นั่นไม่แม้แต่จะได้ลุกขึ้นมาสู้  หมัดเดียว  ร่วง..

ส่วนไอ้พวกที่เหลือ  พอเห็นว่ามีคนมาพบเข้า...ต่างก็รีบหนีหายไปคนละทิศละทาง  ปล่อยให้คนที่ไม่รู้เนื้อรู้ตัวโดนสอยจนสลบไปต่อหน้าต่อตา...

เสกข์ได้สติ  เข้ารับคนตัวเล็กจากมือเพื่อนเข้ามาดูอาการ

“ต้นสน...พวกมันทำอะไร  บอกพี่สิ...เป็นอะไรไหม..”  คนถามรีบละล่ำละลักถามอย่างไม่พักหายใจ  มองคนที่มีท่าทางมึน ๆ จับต้นชนปลายไม่ถูกอยู่ในอ้อมแขน

“ไอ้เสกข์  รีบพาน้องไปหาหมอเถอะ”

“เดี๋ยวกูจัดการเอง...ขอบใจพวกมึงมาก  ที่มาช่วย”  ว่าแล้วก็อุ้มคนผ่านหน้าเพื่อนไปอย่างรวดเร็ว

เพื่อนที่เหลือได้แต่มองตามไม่ทันได้กล่าวอะไร  ได้แต่หวังว่าคนรักของเพื่อนจะไม่เป็นอะไรมากพลางหันมาคุยกันว่าใครนะ...ที่บังอาจมาทำเรื่องชั่ว ๆ แบบนี้

“นี่มันไอ้พลนี่หว่า...”  คนที่พยายามเพ่งมองหน้าตาของคนนอนสลบพลันจำได้ขึ้นมา

“มึงรู้จักเหรอ ?”  ว่าแล้วก็ก้มลงมองคนหน้าโชกเลือดโดยฝีมือคนเมารัก...

“เออ...มันปีเดียวกับพวกเรานี่แหละ  กูเคยเห็นมัน...รู้เรื่องมันมาบ้าง...”  คนพูดพูดทอดเสียงอย่างมีนัย  ทำให้เพื่อนที่เหลือพอรู้ว่า  ไอ้ที่ว่ารู้เรื่อง...คงจะเป็นเรื่องอะไรที่ไม่ดีเกี่ยวกับไอ้คนที่นอนสลบอยู่แน่ ๆ

“งั้นกูว่าเราคงต้องเล่นเกม...เกมทรมานคน..”

“ฮึ ๆ เอาดิ...ลากมันไป..”

“เออ...ต้องเล่นซักหน่อย..”

******************************************************************************

“ฮึก...”  เสียงแผ่ว ๆ ดังออกมาจากคนที่ทำท่าทางไม่ค่อยสบายตัว

“อย่าร้องนะครับ...จะถึงโรงพยาบาลแล้ว..”  คนขับเอื้อมมือไปจับคนที่นั่งเบาะข้าง ๆ

“อือ...ฮึก...”  เสียงร้องด้วยความไม่สบายตัวบางอย่างยังดังออกมาอย่างต่อเนื่อง

“ถึงแล้ว...ครับ..”  คนพูดหันมามองคนข้างตัวอย่างเต็มตาเมื่อมาจอดรถในที่จอดของโรงพยาบาล...เสียงพูดค่อย ๆ แผ่วเบาลงมาเมื่อเห็นอาการของคนที่รัก...

ต้นสนไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร  หลังจากที่หายมึนจากฤทธิ์ยา  ความเร่งเร้าบางอย่างก็เกิดขึ้น...หัวใจจะว่าเต้นเร็วก็เร็ว  จะว่ามันเต้นปกติ...ก็ใช่อีก  สะบัดร้อนสะบัดหนาว  เหมือนจะเป็นไข้...ก็ไม่ใช่  เนื้อตัวรู้สึกคันยุบยิบ  เหมือนมีบางอย่างเต้นอยู่ใต้ผิวหนัง...แล้วที่น่าตกใจก็คือ  ความรู้สึกที่เบื้องล่าง...พาให้ต้องบีบขาเข้าหากันแน่นอย่างไม่เข้าใจ...

เสกข์ชะงักมองคนรักอย่างนิ่งงัน...ภาพเบื้องหน้ามันช่างเกินฝัน  คนตัวเล็กเหงื่อออกจนขมับชื้นเหงื่อ  ดวงตาหรี่ปรือ  คลอคลองด้วยหยาดน้ำปริ่มว่าจะร่วงลงมา...แก้มสองข้างแดงปลั่งอย่างน่ารักน่าชัง  ขาเล็ก ๆ สองข้างขยับชิดเข้าหากันเสียแนบแน่น...ใบหน้าของคนตัวเล็กส่ายไปมาอย่างกระสับกระส่าย..

โรงพยาบาลอยู่ใกล้แค่เอื้อม...แค่เปิดประตู  แล้วอุ้มคนตัวเล็กลงไป...ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหมอและพยาบาล  แล้วเสกข์ก็แค่นั่งรอ...

ไม่...เสียงบางอย่างจากส่วนลึกบอกแบบนั้น

บอกว่าไม่  ไม่ต้องทำ...

แค่ขับรถออกไป...แล้วเรื่องทุกอย่าง  จะง่ายขึ้น...

ง่ายขึ้นอย่างไม่คาดคิดทีเดียว...

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น