สุดปลายยอดสน

ตอนที่ 12 : คนเดียวที่คิดถึง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 35
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    11 ก.ย. 61

บทที่  12

คนเดียวที่คิดถึง


                “ปวดหัว...โอ๊ย!...”  เสียงร้องเจ็บปวดเริ่มดังขึ้นจากคนที่ทอดกายอยู่ใต้ร่าง  ทำให้เสกข์ได้สติจากความหอมหวานตรงหน้า

                “ต้นสน!  ผละออกมาดูสีหน้าของคนตัวเล็กใต้ร่าง  เมื่อเห็นว่าซีดเซียวกว่าปกติ  ก็รู้สึกกังวลขึ้นมา...

                “ผมปวด...ฮึก  เค้าพูดกับผม..”  คนตัวเล็กยังนอนกุมศีรษะและเริ่มร้องไห้ออกมา

                เสกข์เริ่มร้อนรนกระวนกระวาย  หยิบโทรศัพท์เข้ามาอีกครั้ง...กดมันโทรออกครั้งแล้วครั้งเล่า

                “โถ่เว้ย!  ติดสิวะ...”  เมื่อหมดหวังจากโทรศัพท์  คนตัวสูงรีบลุกขึ้น...กดลิฟต์ซ้ำ  ๆ ซาก ๆ หวังให้มันใช้ได้...

                ต้นสนนอนอยู่ที่พื้น  สายตาพล่าเบลอจับจ้องไปยังร่างสูงที่กระหน่ำกดลิฟต์...หูยังแว่วได้ยินเสียงของคนปริศนา...ดังซ้ำไปซ้ำมาในหัว...

                หากูให้เจอ...ฮิ ๆๆ

                สะใจ!’

                สะใจ!...

                สะ...ใจ...  หยุด...หยุดนะ!

                “โอ้ย!...หยุดซักที..ฮึก..”  ต้นสนปวดหัวมากจนทนไม่ไหว  เผลอร้องตะโกนออกมาอย่างสุดกลั้น

                คนพี่ที่กระหน่ำกดปุ่มลิฟต์ถึงกับชะงัก  รีบทรุดตัวลงดูอาการคนตัวเล็กอย่างทันท่วงที

                “สน  สนครับ!  ไหวไหม...โถ่..ทำยังไงดี”  เสกข์ร้อนรนจนทำอะไรไม่ถูก  ได้แต่ลูบหลังลูบไหล่คนตัวเล็กเป็นพัลวัน

                ในสายตาที่พล่าเบลอ...ต้นสนคิดว่าตัวเองเห็น  ไม่...ไม่หรอก  ก็เห็นนั่นแหละ  อาการปวดหัวพลันหายสนิท...ดวงตาที่รื้นน้ำมองเห็น...ที่เบื้องหลังของพี่เสกข์...

                คนปริศนาที่ตามหา  ผู้หญิงที่เดินหลังค่อม...เข้ามา  ใบหน้านั่น...ทุกครั้งที่หลับตา  ไม่เคยลืม...ไม่เคยลืมเพราะมันประทับแนบอยู่ในฝันร้ายราวชั่วนิจนิรันดร์

                ใบหน้าที่ผิดรูปนั้น...มีรอยยิ้มที่กว้าง...กว่าครั้งนั้นจนน่ากลัว

                เสกข์เห็นต้นสนสงบลงแล้ว  แต่ดวงตาน้องจับจ้องไปที่ด้านหลังของตนดั่งคนสติหลุดลอย...

                ขณะที่ต้นสนกำลังลอยคว้างด้วยความหวาดกลัว  เฝ้ามองใบหน้าหลอกหลอนที่ค่อย ๆ คืบคลานเข้ามา...แต่แล้ว  ความอุ่นอ่อนบางอย่าง...ความรัก  และเสียงหัวใจที่เต้นแรงบ่งบอกถึงสัญญาณแห่งชีวิต...

                “ไม่เป็นไรนะ...พี่อยู่นี่”  เป็นคนคนนี้...คนนี้นี่เอง  เจ้าของเสียงหัวใจ...เจ้าของอ้อมกอด  ภาพคนปริศนาหายเลือนออกไปจากสายตาเมื่อมือใหญ่ค่อยโน้มใบหน้าสวยซึ้งลงแนบที่หัวใจ...

                ความกลัวทั้งหมดเสมือนถูกปัดเป่าจนหาย...เหลือไว้เพียงคนสองคน  เหลือเพียงหัวใจ  และเสียงร้องไห้...ของคนที่ต้องการการปลอบโยน

                เสียงร้องไห้ของต้นสน...คนที่ไม่เคยมีใครมานาน...แสนนาน

                ******************************************************************************

                “ไหวแน่นะครับ  ให้พี่เข้าไปส่งไหม ?”  น้ำเสียงอบอุ่นทอดอ่อนโยนอย่างคนห่วงหา...เราออกมาได้แล้ว  เสกข์กับต้นสนออกมาจากที่ตึกสี่...ได้แล้ว

                เที่ยงคืนพอดี  เป็นเวลาเที่ยงคืนกว่าที่ทั้งสองจะออกมาได้  ลิฟต์กลับมาทำงานได้ตามปกติ...ทั้งสองไม่รอช้า  รีบลงมาจากตึกนั้นแล้วออกจากมหาวิทยาลัยทันที  เสกข์อาสามาส่งต้นสนที่บ้านและต้นสนก็คงไม่ขัดอะไรอีกเพราะล่วงเข้าเวลาขนาดนี้แล้ว  คงไม่มีรถไปไหนมาไหนได้สะดวกนัก..

                “ผมไหวครับ...พี่เสกข์ละครับ  ขับรถไหวไหม ?”  ต้นสนถามคนตัวสูงกลับ  ดึกดื่นขนาดนี้...แต่จะชวนเข้าบ้านก็ไม่ได้  ไม่ใช่บ้านเรานี่นา

                “พี่ไหวครับ...”  คนตัวสูงทำท่าอาลัยไม่เลิกรา  ค่อย ๆ ขยับหน้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นรินรด...

                ต้นสนหวั่นไหว...ยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ว่าตอนนี้หวั่นไหวต่อผู้ชายตรงหน้าไปแล้วทั้งใจ...และเมื่อเสกข์ยื่นหน้าเข้ามาใกล้  คนตัวเล็กก็แค่หลับตาลงอย่างยินยอม...

                ริมฝีปากหยักสวยก้มลงแนบประทับที่แก้มข้างขวาแล้วผละออก...และกำลังจะก้มลงซ้ำรอยอีกครั้งหากว่าคนตัวเล็กก็ผละจากไปก่อน

                “ขับรถดี ๆ นะครับ...”  ว่าแล้วรีบเปิดประตูรถหรูแล้ววิ่งหนีเข้าบ้านไปอย่างรวดเร็วทิ้งคนมาส่งชะงักค้างอย่างผิดหวัง...  แค่นี้ก็พอ...ก็เพียงพอแล้ว...  คิดแล้วได้แต่อมยิ้มอย่างมีความสุข  ลืมเรื่องร้าย ๆ ไปเสียสิ้นแล้วเริ่มออกรถเพื่อกลับบ้านตนเอง...

                ต้นสนยังไม่ได้วิ่งเข้าไปในที่พักโดยทันที  เพียงแต่ยังแอบอยู่ข้างพุ่มไม้  รอให้คนมาส่งขับรถหายไปเสียก่อนตนจึงค่อยย้อนมาปิดล็อกประตู  นี่เราทำอะไรลงไป...น่าอายจัง  ต้นสนคิดแล้วก็หน้าแดงไม่หาย  ยืนสะบัดร้อนสะบัดหนาวอยู่นานกว่าจะได้สติ

                “แย่แล้ว!  กลับดึกขนาดนี้...ไม่รู้ว่าคุณท่านจะ...”  คิดได้ก็มีสีหน้ากังวล  แต่บอกเหตุผลแล้วคุณท่านก็คงไม่เชื่อ...จะทำไงดีนะ

                บ้านทั้งบ้านเงียบสงบ  ต้นสนจึงตัดสินใจเข้าห้องพักผ่อน...ถ้าพรุ่งนี้มันจะมีอะไรเกิดขึ้น  ก็ขอให้เป็นเรื่องของพรุ่งนี้เถิด..

                ******************************************************************************

                เช้าวันถัดมา  หลังจากที่ต้นสนคิดหาข้อแก้ตัวทั้งคืนแล้วก็ได้ข้อสรุปว่า...อยู่ทำงานกับเพื่อน  เลยกลับดึก..

                ป้าแหวนเป็นคนถามคนแรก...ต้นสนก็ตอบไปตามนั้น  แต่เหมือนว่า...ป้าแหวนจะไม่ค่อยเชื่อต้นสนอีกแล้ว

                “สนน่าจะบอกป้าก่อน...ไม่ว่า...สนจะทำอะไรก็ตาม  ป้าบอกตามตรง  ว่าป้า...หาข้อแก้ตัวให้สนต่อคุณท่าน...ไม่ค่อยทันแล้ว”  ป้าแหวนว่าออกมาด้วยน้ำเสียงหนักอกหนักใจ  แล้วมองมาที่ต้นสนด้วยสายตาเจือแววผิดหวัง

                “นี่ป้าแหวนคิดว่าสน...ไปทำอะไร...ไม่ดีเหรอครับ..”  นาทีนี้  ต้นสนอยากจะร้องไห้ออกมาดัง ๆ ถ้าบอกเรื่องแบบนั้น...จะเชื่อเหรอ  จะเชื่อกันได้หรือเปล่า ?

                “คือป้า...”  คนพูดมีหน้าลำบากใจ  ก็ต้นสนเธอเลี้ยงดูแลมาตั้งแต่เล็ก ๆ  ทำไมจะไม่รู้นิสัยใจคอ...แต่นี่เธอเห็นกับตา..ว่าในรถนั่น  ต้นสนกำลังทำอะไร..

                “ป้ารักสนนะ...แต่ว่า  เฮ้อ...ช่างเถอะ  สนไปทำหน้าที่ของสนให้ดีเถอะ  ตอนนี้...ที่บ้านเรา..”  ป้าแหวนพูดแค่นั้นแล้วก็ไม่พูดต่ออีก  เดินหนีเข้าไปในครัวทันที

                ลับหลังป้าแหวน  ต้นสนไม่อาจกลั้นน้ำตาได้อีกต่อไป...วิ่งร้องไห้ไปที่แปลงปลูกผักที่อยู่ห่างไกลจากสายตาของผู้คน...

                “ฮึก...ฮือ ๆๆ”  ทั้ง ๆ ที่คืนนั้น  เจอเรื่องร้ายแรงมาก ๆ มันทรมานเหมือนจะตาย...แต่ก็ไม่อาจบอกใครได้  ตอนนี้ต้นสนรู้สึกไม่เหลือใคร...ไม่เหลือใครเลย...

                “เอ๊ะ!...เสียงอะไร...”  ต้นสนหยุดสะอึกสะอื้นชั่วขณะหนึ่ง...ได้ยินเสียงคนขุดดินมาจากริมกำแพง

                “ลุงสันต์...จริงสิ  จะบอกลุงสันต์  ฮึก...”  ต้นสนรีบเดินไปที่ต้นตอของเสียงพลางกลั้นสะอื้นไปด้วยหวังให้ผู้เป็นลุงปลอบโยน  เมื่อเดินมาถึงก็พบว่าเป็นลุงสันจริง ๆ ในมือแกถือเสียม  จ้วงแทงดินอยู่ที่เดิมซ้ำ ๆ อย่างตั้งอกตั้งใจ...

                “ลุงครับ...ฮึก  สน...”  ต้นสนชะงักงันอยู่กับที่  ลุงดูแปลกไป...  ลุงสันต์ยังยืนอยู่ตรงนั้น  ยืนหันหลังให้กับต้นสน  แล้วจ้วงเสียมสับลงกับดินอย่างรุนแรง...ภายใต้เสียมนั้น  คือไส้เดือนตัวหนึ่ง...

                “...อึก...ลุง  ครับ ?” ความกลัวแล่นพล่านขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ...ใบหน้ามืดครึ้มนั้นก้มต่ำภายใต้หมวกปีกกว้าง  ไม่ใช่...ไม่ใช่ลุง!..  ต้นสนค่อย ๆ ก้าวถอยหลังอย่างไม่รู้ตัว

                เสียงสับดินหยุดลงแล้ว  ลุงสันต์ ? ยืนนิ่งอยู่กับที่  ต้นสนค่อย ๆ ก้าวถอยหลังออกมาเรื่อย ๆ ไม่นะ!...  เหงื่อเย็น ๆ หลั่งไหลลงมาไม่ขาดสาย..

                หมับ!

                “อ๊าก!...”  ในขณะที่ต้นสนค่อย ๆ ก้าวถอยหลังออกมา...ฉับพลันก็มีมือของใครบางคนแตะเข้าที่ไหล่จนเจ้าตัวสะดุ้งตกใจและร้องออกมาเสียงดัง...

                “เธอ...เป็นอะไร ?”  ต้นสนหันหน้าซีดเซียวของตัวเองกลับไปดูเมื่อได้ยินเสียงถาม...

                “คะ...คุณ..”  ผู้ชายคนนี้...กลับมา ?  ต้นสนตกใจมาก  เมื่อได้เห็นว่าใครเป็นคนสัมผัสไหล่ของตัวเองแต่ก็ไม่วายเหลือบมองไปที่ที่มีคนคล้ายลุงสันต์...  หายไป...แล้ว ?

                “นี่  เธอ...เป็นอะไรหรือเปล่า ?  หน้าเธอซีดมาก...ต้นสน..”  ใบหน้าเรียบเฉยเย็นชาเอ่ยถามออกมาพลางพิจารณาเด็กตัวเล็กตรงหน้า...  ไม่ได้เจอเสียนาน...คงจะเปลี่ยนไปเยอะ  ฮึ!’

                “ผม...ไม่เป็นอะไร..ครับ”  คนคนนี้กลับมา...แล้วต้นหม่อนละ ?  มาใช่ไหม  กลับมาแล้วเหรอ..  “คุณติ...”

                “ฮึ...เธอโตขึ้นมากนะ”  ต้นสนไม่ชอบเลย  สายตาแบบนั้น  เหมือนมองประเมิน...มันมีแววดูแคลนบางอย่างที่ฉายออกมาจากดวงตาคู่นั้น...ลูกชายของคุณท่าน  คุณติยศ...

                “ครับ...กลับมาเมื่อไหร่ครับ  คุณติ”

                “ฉันกลับมา...ทันจะเห็นเธอ..”

 ไม่ชอบเลย  อย่าดูถูกกันมากกว่านี้เลย...สายตาแบบนั้น

“เธอกับแฟนของเธอ...บนรถ”  ต้นสนอยากจะบอกว่ามันไม่ใช่แบบนั้น...มันมีอะไรมากกว่านั้น...

“เอ่อ...มันไม่ใช่...”  ต้นสนพยายามอธิบายเสียงแผ่วเบา..และคนตรงหน้าดูเหมือนจะไม่อยากรับฟัง

“ช่างเถอะ...แต่เธอควรจะระวังตัวไว้...ที่นี่บ้านแม่ฉัน  อย่าทำอะไร...ให้ท่านขายหน้า...”  เสียงเย็นชาเอ่ยเตือนแกมข่มขู่  ต้นสนรู้สึกเหมือนโดนแช่แข็ง  ไม่กล้าอธิบายอะไรอีก...

“ครับ...คุณติ..”

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น