สุดปลายยอดสน

ตอนที่ 11 : คน ? ปริศนา(ต่อ)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 36
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    9 ก.ย. 61

บทที่  11

คน ? ปริศนา(ต่อ)


                “...”  มาอีกแล้ว...วันนี้ก็บังเอิญเจออีกหรือไงนะ ? สรกับบุ้ง...รู้กันสินะ  ต้นสนก้มหน้าอ่านหนังสือ  แอบกลอกตาเบื่อหน่ายเล็กน้อยที่ต้องมานั่งให้คนหน้าเป็นจับจ้องมาเกือบ ๆ ชั่วโมงแล้ว

                ช่วงนี้ต้นสนจำเป็นต้องมาห้องสมุดหลังเลิกเรียนอยู่บ่อยครั้งเพราะต้องมาหาข้อมูลต่าง ๆ ทำงานนั่นนี่ที่อาจารย์สั่งในหลาย ๆ วิชา  ตอนแรกก็มาพร้อมบุ้งกับสรอยู่ดี ๆ แต่ก็หลายครั้งที่ลงเอยด้วยการนั่งอยู่กับพี่ชายต่างคณะเสมอ...

                “วันนี้ทานข้าวเย็นกับพี่ไหมครับ...เหงาจัง  ไม่มีเพื่อนกินข้าวเลย...”  แกล้งบ่นเผื่อว่าคนตรงหน้าจะสนใจ

                “ไม่ครับ  ผมต้องกลับบ้านเร็ว ๆ คงไม่ว่าง...พอดีมีงานต้องทำ”  หลังจากที่พบหน้ากันบ่อยขึ้น...ต้นสนก็เริ่มจะคลายท่าทีหวาดกังวลเกี่ยวกับผู้ชายตรงหน้า  ยอมที่จะพูดจาปราศรัยด้วยดี  แต่ถ้าอีกฝ่ายจะชวนไปไหนสองต่อสอง  ต้นสนก็มีอันต้องปฏิเสธเสมอ...

                “โธ่  แค่แปบเดียวนะครับ...พี่มีเรื่องจะคุย...เรื่องนั้นไง  ที่สนถามพี่”

                ต้นสนหูผึ่งขึ้นมาทันที  “พี่เสกข์...รู้อะไรเหรอครับ ?”

                ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดีเนี่ย...น้องสนใจแต่เรื่องนั้นสินะ  เสกข์ทำหน้ายิ้มไม่สุดแล้วเริ่มเล่าเกี่ยวกับเรื่องที่ตนสงสัย

                “เรื่องนั้น...มันเป็นเรื่องที่เล่าลือกันมา  บอกว่ามีคนฆ่าตัวตายเองเลยกลายเป็นวิญญาณเฮี้ยน...แต่ก็มีหลายคนเหมือนกันที่บอกว่าเป็นคนที่ถูกฆ่า...แต่น่าแปลกนะ  พี่ลอง ๆ หาข่าวดูแล้ว  มันก็ไม่มีข้อมูลอะไร  เลยคิดว่าอาจเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น...คงอยากให้คนกลัวกันนะ...อีกอย่าง  ตึกนั้นก็เก่าแล้วด้วย”

                “มันไม่ได้เป็นเรื่องแต่ง...”  ต้นสนเผลอตัวพูดค้านข้อคิดเห็นของอีกฝ่ายขึ้นมา  จะเป็นเรื่องแต่งได้ไง...ในเมื่อเราเห็นกับตา

                “ฮะ  สนว่าไงนะครับ ?  พี่ไม่ทันฟัง”

                “ปะ...เปล่าครับ ๆ ไม่มีข้อมูลเลยเหรอครับ ?”  ต้นสนถามอีกครั้ง...ดูเหมือนมันจะยากขึ้นทุกทีและดูเป็นปริศนามากขึ้น  ทั้ง ๆ ที่ไม่อยากถลำเข้าไปยุ่งแท้ ๆ แต่ว่า  โดนรังควาญหนักเข้าทุกวัน...แม้กระทั่ง...ตอนอยู่ที่บ้าน

                “อืม  พี่หาดูแล้ว...แล้วก็ลองถามแม่บ้านที่ประจำตึกนั้นแล้ว  เค้าก็ว่าไม่รู้  ไม่เคยเจอ...”

                แล้วเค้าเป็นใคร...  ต้นสนรู้สึกหมดหวังขึ้นมาทันที  เราจะทำอะไรไม่ได้เลยเหรอ...ต้องอยู่แบบนี้ไปตลอดเลยเหรอ ?

                เสกข์สังเกตคนที่นั่งเงียบอยู่นานแล้วทำสีหน้าหมดหวังออกมา...เห็นแล้วอยากรู้สึกเอื้อมมือไปกอบกุมเพื่อให้มีกำลังใจ  ไม่ใช่แค่เพียงความคิดเท่านั้น  มือใหญ่เอื้อมไปกอบกุมมือเล็กนุ่มนิ่มทันทีที่สิ้นความคิด...

                ต้นสนตกใจเล็กน้อยแต่ไม่ได้สะบัดมือออกแต่อย่างใด  เพียงมองคนตรงหน้าด้วยความไม่เข้าใจ...  จับมือผมทำไม ?

                “อย่าห่วงเลย...ถ้าอยากรู้  พี่จะพยายามช่วยหานะ...แต่พี่ถามได้ไหม ?  ว่าเราอยากรู้ไปทำไม...”

                ไม่รู้อะไรดลใจ...แต่ต้นสนอยากจะลอง...จะลองดูสักครั้ง

                ถ้าเป็นผู้ชายตรงหน้า...อยากให้มัน..ไม่เป็นไร...

                “ผมว่าผมเจอ...”

                ******************************************************************************

                ต้นสนไม่รู้ว่าผู้ชายที่หลายวันมานี้ตามติดตัวเองอย่างกับเงา  รู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่ตนบอกออกไป...แต่ในท้ายที่สุด  ทั้งสองคนกลับได้มายืนอยู่ตรงนี้...ตึกสี่  คณะวิศวกรรมศาสตร์...แทนที่จะได้ไปทานข้าวกันสองต่อสองแบบที่เสกข์ตั้งใจ

                ก็ไม่เลวละมั้ง ? ได้อยู่ด้วยกันนานขึ้นอีกหน่อย...

                “ต้นสน  จะขึ้นไปไหม ?”  คนตัวสูงถามคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ อย่างเงียบงันมานานแล้ว  แหงนมองอะไรอยู่นะ ?

                “ขึ้น...ขึ้นไปครับ”  อยู่ ๆต้นสนก็รู้สึกลังเล  เมื่อแหงนหน้าไปด้านบนแล้ว...  ยืนอยู่ตรงนั้นตลอดเลย...ทำไงดี

                ทั้งสองตัดสินใจก้าวเดินไปที่ลิฟต์...แล้วกดชั้น  11 

                ต้นสนรู้สึกว่ามือของตัวเองสั่นขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้...  กลัว...กลัวมากเลย..

                ฉับพลัน  ความรู้สึกอุ่นวาบที่มือก็เกิดขึ้น...เมื่อคนด้านข้างเอื้อมมือมากอบกุม

                “ไม่กลัวนะครับ...พี่อยู่ตรงนี้”  เสกข์เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งเกี่ยวกับเรื่องของผีสางวิญญาณหรืออะไร ๆ ก็แล้วแต่ที่ตาไม่เห็น...แต่ขอแค่มันเป็นสิ่งที่คนตรงหน้าเป็นกังวลหรือไม่สบายใจ  ตนก็พร้อมจะจับมือ  จะไม่ทอดทิ้งไปไหน...

                ต้นสนเงยหน้าขึ้นสบตา...สงสาร  ทำไมนะ...รู้สึกสงสารจับใจ...  ไอ้โง่...ไปสงสารอะไรเขา  แกเองต่างหากที่น่าสงสาร...

                “ขอบคุณครับ...ขอบคุณที่มาเป็นเพื่อน..”  สิ้นคำพูด  ลิฟต์ตัวย่อมก็พาทั้งสองขึ้นมาสู่ชั้น  11 

                เวลานี้  เย็นมากแล้ว  ไม่มีคนเรียนที่ชั้นนี้แล้ว...ลมเย็น ๆ พัดลอดช่องหน้าต่างที่เรียงรายอยู่ทางขวามือ...

                ต้นสนห่อไหล่อย่างรู้สึกเย็นเยือกแปลก ๆ

                “หนาวเหรอครับ...”  คนตัวสูงกว่าว่าพลางเอื้อมมือมาโอบล้อมไหล่เล็กบางอย่างต้องการให้อบอุ่นและ...แอบลวนลามนิด ๆ

                นาทีนี้ต้นสนไม่ได้สนใจว่าคนที่มาด้วยด้านข้างจะทำอะไร...มีแต่ความรู้สึกกลัว...

                อยู่ที่นี่แน่นอน...เขาอยู่ที่นี่

                “พี่ครับ...เราไปตรงนั้น...กัน...”  แม้จะกลัวแทบขาดใจ  แต่รู้สึกขอบคุณที่พี่ชายต่างคณะมายืนอยู่ด้วยกันเวลานี้

                “ได้ครับ...ไป ไปเถอะ...”  เสกข์ไม่รู้สึกอะไรเป็นพิเศษกับสถานที่แห่งนี้  นอกจากว่ามันเงียบเพราะไม่มีคนอยู่  และวังเวงเพราะเป็นเวลาโพล้เพล้แล้ว...ก็ถ้าใครมาเล่าเรื่องผีเวลานี้  มันก็ต้องน่ากลัว

                “เจ็ด...แปด...เก้า...”  ถึงแล้ว...

                ปัง!!!

                “เหวอ!!!  ตัวเล็ก  เป็นอะไรไหมครับ !?”

                ต้นสนตกใจจนหน้าซีดเซียว  เพราะจู่ ๆ ตอนที่ตนเดินไปเรื่อย ๆ พร้อมกับนับบานหน้าต่าง...บานที่สิบ  ที่คนคนนั้นมายืนอยู่เสมอเวลาที่มองมา...

                ลมจากข้างนอกก็พัดหน้าต่างบานนั้นอย่างแรงจนแทบจะกระแทกหน้าของต้นสน...แล้วปิดสนิทอยู่อย่างนั้น..

                “มะ...ไม่เป็นไรครับ”  ตอบพลางกระชับมือคนข้างตัวแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ได้ยินเสียงคนข้างตัวบ่นว่าลมฟ้าอากาศไปเรื่อยเปื่อย  พี่เสกข์...ไม่สังเกตเลยเหรอ  ว่าลมมันพัดแค่หน้าต่างบานเดียว

                แม้จะกลัวจนแทบหยุดหายใจ...แต่มือเล็กบางข้างที่ว่างก็ค่อยเอื้อมออกไป  สัมผัสกับบานหน้าต่าง...แล้วค่อย ๆ ผลักออกให้เปิดกว้าง...

                แอ๊ด...

                ต้นสนค่อย ๆ ขยับมายืนที่หน้าต่างบานที่สิบนั้น...อย่างเต็มตัว  แล้วค่อย ๆ มองออกไปที่นอกหน้าต่าง..

                “ไม่มี...ไม่มีอะไร ?” 

                คนที่ฉวยโอกาสกอดไหล่กุมมือได้ยินคนตัวเล็กบ่นพึมพำแล้วมองสำรวจที่นอกหน้าต่าง...เห็นแบบนั้นก็ทำบ้าง...

                “พี่ว่าสวยจัง...มองจากที่สูงแบบนี้...”  ถือโอกาสสร้างบรรยากาศไปในตัว...

                ไม่เห็นอะไร...มีถนน  มีต้นไม้  มีคน...เห็นลานจอดรถ...แล้วยังไง  ทำไมถึงต้องมายืนตรงนี้...อะ!!!?

                หาสิ...ฮิ ๆๆๆ  เสียง ?

                จู่ ๆ ก็มีเสียงดังมาจากในหัวสมอง...

                หากูให้เจอ....ฮิ ๆๆๆ

                ฉับพลัน  ต้นสนก็รู้สึกปวดหัว...จนต้องยันมือไว้กับขอบหน้าต่าง...

                “โอ้ย!  ปวดหัว...ปวด”  ว่าแล้วก็ทำท่าซวนเซจนพึงเข้ากับคนที่โอบไว้เต็มตัว...

                “ต้นสน...ไม่สบายเหรอ  ยังไม่หายเหรอครับ !?”  เสียงที่ถามอย่างห่วงใยไม่ได้เข้าหูคนตัวเล็กเลยสักนิดเดียว...

                ฮิ ๆๆๆ  สะ...ใจ

                “โอ้ย!  ฮือ ๆ ผมปวดหัว  ฮึก ๆ”

                “ต้นสน!!!  เสกข์ไม่รอช้าเมื่อเห็นท่าทางไม่ดีของคนในอ้อมแขน  จึงตัดสินใจช้อนอุ้มคนตัวเล็กแล้ววิ่งไปที่ลิฟต์ทันที

                “อ้าว!  เวร!  มาปิดอะไรตอนนี้...นี่ยังไม่เย็นเท่าไหร่....”  คำสบถบ่นมีอันต้องเงียบลงทันที  เมื่อเสกข์หันไปมองรอบกายแล้วพบว่า...มันมืดสนิท

                “ฮะ!?  เมื่อกี้นี้ยัง...?”  เมื่อครู่ก่อนที่น้องจะบ่นปวดหัวอย่างรุนแรง  เสกข์จำได้ว่าตัวเอง...ยืนซ้อนหลังคนตัวเล็ก  พลางชี้ชวนให้ชมบรรยากาศยามเย็นที่แสนโรแมนติกอยู่เลย

                “...!!!???...”

                “พี่ครับ...”  เสียงอ่อนระโหยของคนในอ้อมแขนดังขึ้นมาท่ามกลางความมืดของค่ำคืน ?

                “วะ...ว่าไงครับ...ปวดหัวเหรอ ?  ทนอีกนิดนะเดี๋ยวพี่จะ...”

                “พี่เห็นใช่ไหม ?”  ไม่รอให้คนพี่พูดจบ  ต้นสนก็ถามออกมา  “เห็นเหมือนกันใช่ไหมครับ ?”

                เสียงคนในอ้อมแขนถามออกมาอย่างเว้าวอนน่าสงสาร...

                “ครับ...เต็ม ๆ เลย”  เสกข์จนมุมแล้วจากความสงสัยทั้งปวง  มันมีอะไรแปลก ๆ ที่นี่จริง ๆ

                “ผมยังไหว...ค่อยยังชั่วขึ้นแล้ว  วางผมลงเถอะครับ”  ไม่รอให้คนอุ้มได้ตั้งตัว  ต้นสนก็ขยับยุกยิกแล้วลงมายืนที่พื้นได้สำเร็จ

                “บันไดก็ปิดแล้ว...เราต้องโทรหาใครสักคน...”  ว่าแล้วก้มหน้าโทรศัพท์หาคนมาช่วย

                ต้นสนไม่รู้จักใครที่จะมาช่วยได้ในเวลานี้  สรกับบุ้งคงกลับไปตั้งนานแล้ว  คิดพลางก้มมองนาฬิกาที่จอโทรศัพท์...

                21.35  น.

                “เฮ้ย!  ทำไมโทรแล้วสายตัดตลอดเลย...”  คนตัวสูงว่าออกมาอย่างหัวเสีย

                “พี่ครับ  พอเถอะ...”  ต้นสนรู้แล้ว...รู้แล้วว่าคนที่อยู่ที่นี่มาก่อนไม่ยอม...ไม่ยอมให้คนสองคนตรงนี้ไปไหน...

                “แล้ว...เขาจะ...ทำอะไรเราไหม ?”  เสกข์ถามน้องด้วยสีหน้ากังวล

                “ไม่รู้ครับ...ผมไม่รู้อะไรเลย”

                ทั้งสองกอบกุมมือของกันและกันแน่นหนาด้วยความกลัว  ยืนนิ่ง ๆ ท่ามกลางความมืดสนิท

                “ใครปิดหน้าต่าง ?”  เสกข์เผลอพูดกับตัวเองด้วยความสงสัย  แล้วมองไปรอบ ๆ ไม่เพียงแต่หน้าต่างที่ถูกปิด  ห้องทุกห้อง...ปิดตอนไหน  ตอนเดินมายังเปิดอยู่เลย...

                “เรานั่งรอกันเถอะครับ”  ต้นสนว่าพลางทรุดตัวลงนั่ง  พลางฉุดแขนคนพี่ให้นั่งลงตาม...

                ทั้งสองนั่งกอบกุมมือกันเงียบ ๆ ท่ามกลางความมืด  ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของทั้งสอง

                “พี่กลัวไหมครับ...ผมขอโทษที่...”  ต้นสนรู้สึกผิดมากที่ลากคนไม่เกี่ยวข้องให้มาเจออะไรแบบนี้

                “ไม่เป็นไรนะ...ไม่เป็นไร  พี่อยากอยู่กับสน...”  อยากอยู่กับสนไปชั่วชีวิต  คำบางคำที่หวานล้ำ  เสกข์หวังว่าสักวันจะได้พูดออกไป...ในวันที่คนตัวเล็กรับรักตนแล้ว

                ถ้อยคำอ่อนโยนอบอุ่นจนคนตัวเล็กเผลอมองสบตาคนตรงหน้าเป็นเวลานาน  เช่นเดียวกัน  คนตรงหน้าก็เผลอมอง  มองจนอดใจไม่ไหว...แล้วก้มหน้าลง

                ริมฝีปากสัมผัสอย่างหยั่งเชิง  เมื่อคนตัวเล็กไม่มีท่าทีถอยหนี...เพียงหลับตาอย่างจำยอม  เสกข์จึงได้ใจ  ค่อย ๆ สัมผัสริมฝีปากนั้นลึกล้ำขึ้น...

                “...อือ...”  เสียงประท้วงเล็ก ๆ จากคนถูกรุกล้ำเมื่อเริ่มหายใจไม่ทันทำให้คนเป็นพี่ผละออกเล็กน้อย  แล้วก้มลงชิดใกล้อีกครั้งอย่างห้ามหัวใจไม่อยู่

                มือร้อน ๆ ค่อยโอบกอดต้นสนเข้าไปทั้งตัวอย่างที่เจ้าของกายไม่ทันสังเกต  ริมฝีปากซุกซนเริ่มลามเลยไปทั่วใบหน้า...ลำคอ...ใบหู

                “..อ๊ะ!  อึก...  ต้นสนร่างกายอ่อนระทวยทันทีที่คนมือไวใช้ริมฝีปากแตะต้องใบหู  ร่างทั้งร่างซวนเซไปด้านหลัง...แล้วคนตัวใหญ่ตรงหน้าก็เอนตามลงมา...

                รู้ตัวอีกที  ต้นสนก็นอนตาปรือปรอย...มีคนสูงใหญ่คร่อมทับอยู่ด้านบน  แล้วทำการก้มลงซุกไซร้ซอกคอขาว...อย่างห้ามใจไว้ไม่อยู่

                “อืม...ปวดหัว...”

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น