สุดปลายยอดสน

ตอนที่ 10 : คน ? ปริศนา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 32
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    7 ก.ย. 61

บทที่  10

คน ? ปริศนา

                ทำไม...วันนี้ถึง...  ต้นสนหน้านิ่วคิ้วขมวดใส่ข้อความในโทรศัพท์  และเหลือบมองคนที่นั่งจ้องหน้าตนอยู่ตรงข้ามของโต๊ะ

                สน  ฉันกลับก่อนนะ  รีบเลยไม่ได้เดินมาบอก  อย่าโกรธเด้อ...

                ข้อความของบุ้งที่ส่งมาให้บอกแค่นั้น  สำหรับสรแล้ว  อีกฝ่ายก็หายไปกับแฟนหนุ่มรุ่นน้องตั้งแต่เรียนวิชาสุดท้ายอย่างเร่งรีบ...

                แล้วทำไม...เจอคนคนนี้อีกแล้ว  คิดพลางก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือ  พยายามทำตัวเหมือนไม่อยากให้มีใครรบกวน

                พักนี้ต้นสนรู้สึกเหมือนตัวเองหลงเข้าไปอยู่ในแผนการอะไรบางอย่างของใครบางคน  คนที่รู้สึกว่าช่วงนี้จะเจอหน้าบ่อยยิ่งกว่าเพื่อน ๆ ที่คณะเสียอีก

                สนไปตรงนู้นกัน ๆ

                แกจะให้ฉันเดินอ้อมไปทำไมตั้งไกล  ไปทางนี้แหละ

                เอ่อ...ฉันอยากดูวิวไง  กินลมชมวิวเสียบ้าง...  ต้นสนทำตามคำขอของเพื่อน...แล้วก็บังเอิญเจอกับผู้ชายคนนั้น...

                นี่สน...นั่งตรงนี้นะ  เดี๋ยวพวกฉันมา  ว่าแล้วก็วิ่งไปกันทั้งสองคน

                นั่งอยู่สักครู่เห็นว่านานมากแล้วก็ให้เผอิญหันไปแล้วเจอกับคนที่นั่งโต๊ะข้าง ๆ ส่งยิ้มมาให้เหมือนรอจังหวะอยู่แล้ว...

                เจออีกแล้ว ?

                กลับมาสู่ปัจจุบัน  ผู้ชายคนที่ว่า  วันนี้ก็...บังเอิญเจออีกแล้ว  แถมยังมานั่งร่วมโต๊ะ  ยิ้มให้อย่างกับคนไม่ค่อยเต็มทั้ง ๆ ที่หน้าตาก็ดีมากแท้ ๆ

                “เอ่อ...พี่  ไปทำธุระเถอะครับ  ผมอยู่คนเดียวได้  เดี๋ยวเพื่อนก็มา”  โกหก...ต้นสนโกหกเพื่อให้คนคนนี้เผลอก่อนแล้วจะรีบเผ่นไป

                “ไม่เป็นไรครับพี่อยู่เป็นเพื่อน...หายป่วยดีแล้วเหรอครับ ?”  คนดื้อนั่งยิ้มกริ่มเพราะรู้ว่าเวลานี้  ให้ตายยังไงก็ไม่มีใครมาขัดจังหวะได้...

                “ครับ  ผมหายดีแล้วจริง ๆ”  ทำไมตื้ออย่างนี้นะ...อึดอัด

                ต้นสนรู้  รู้ว่าคนคนนี้เข้ามาพัวพันกับตนบ่อย ๆ เพราะอะไร...มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก  อาจจะยังไม่วางใจเพราะเหตุการณ์วันนั้น...แต่คนตรงหน้าก็บอกออกมาด้วยท่าทางจริงจังว่าทำไปเพราะเมา...แล้วก็...เพราะว่ารัก

                รัก  รักตอนไหน...ต้นสนค่อนข้างแน่ใจว่าไม่เคยพบผู้ชายคนนี้มาก่อน  คนอย่างเรามีอะไรให้น่ารักเหรอ...

                “กลับบ้านยังไงครับ  พี่ไปส่งนะ”  ยังไม่ละความพยายามที่จะชวนคุย

                “...เดี๋ยวกลับเองครับ”   ไม่เอาหรอก  ใครจะยอมให้ไปส่ง...กลัวเหมือนตอนพี่หมู...

                เสกข์รู้สึกได้เลยว่าคนตัวเล็กยังไม่ไว้ใจตนเอง  แต่ก็ไม่คิดยอมแพ้  รักไปแล้ว...รักไปแล้วทั้งใจ

                “พี่เดินไปส่งก็ได้...นะ  นะครับ”

                อยู่ ๆ ต้นสนก็รู้สึกสงสารผู้ชายตรงหน้าอย่างสุดหัวใจ  ความรู้สึกนี้มันเริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ ความรู้สึกที่ว่า...ผู้ชายคนนี้จะสูญเสียบางอย่าง...เหมือนจะได้มาแต่ก็ไม่เคยได้เลย...

                “ก็ได้ครับ”  ว่าออกมาด้วยความใจอ่อนทำให้ผู้ชายตรงหน้าค่อยยิ้มกว้างขึ้นเป็นลำดับ

                ******************************************************************************

                ต้นสนรู้สึกว่าตัวเองพลาดมาก ๆ ที่ยอมให้ผู้ชายคนนี้เดินมาส่งตัวเองที่ป้ายรถเมล์...สายตาทุกคนตั้งแต่ห้องสมุดจนจะถึงข้างหน้ามหาวิทยาลัยต่างจับจ้องมองมาเป็นระยะ ๆ

                ลืมไปได้ยังไงนะ...ตอนนั้นมีคนถ่ายคลิปไปลง...ต้องเคยเห็นหน้าเราแน่ ๆ

                ต้นสนคิดได้ขึ้นมาก็รู้สึกอยากหายตัวไปจากสายตาที่พุ่งตรงมาหา...

                “คบกันแล้วแน่เลยอะแก...”

                “เออ...พี่เสกข์ทำขนาดนั้น  ต้องมีใจอ่อน”

                “เบา ๆ สิ เดี๋ยวเขาได้ยินพอดี...”

                ต้นสนอยากบอกว่า  ได้ยินแล้วครับ...เต็มสองหูเลยครับ...

                คนเข้าใจผิดกันหมดแล้ว...

                แต่คนข้าง ๆ นี่สิ  ยิ้มหน้าเป็นอย่างไม่สะทกสะท้าน  แถมยังมีหน้าหันมาฉีกยิ้มชวนคุยเสียอีก..

                ต้นสนได้แต่เดินก้มหน้านิด ๆ พอผู้ชายตรงหน้าถามอะไร  ก็ตอบเพียงสั้น ๆ พยายามลดความเร็วลงเพื่อไม่ให้เหมือนคนเดินด้วยกัน  แต่ผู้ชายคนนี้...พี่เสกข์ก็ไม่รู้ไม่ชี้  พอคนน้องเดินช้า  คนพี่ก็เดินช้าด้วย 

                พอทั้งสองเดินมาเรื่อย  จนมาเดินตามหลังกลุ่มนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์กลุ่มหนึ่ง  มีคนหลายคนจนเดินแทรกไปข้างหน้าไม่ได้...เสียงคนสนทนาบางอย่างลอยเข้าหูของต้นสน...เป็นเรื่องที่สะกิดใจจนเผลอตั้งหน้าตั้งตาแอบฟัง

                “...!?...”  เรื่องของ...คนนั้นรึเปล่านะ ? ไม่สิ...ตอนนี้ไม่ใช่คนแล้ว..

                “มันบอกว่ามันเจอ...ผีผู้หญิงที่ตึกสี่”  เสียงผู้ชายคนหนึ่งพูดขึ้นมา

                “ไร้สาระ  มันอำมึงรึเปล่า ?”

                “ไม่รู้เหมือนกัน...แต่ท่าทางมันกลัวมากจริง ๆ  มันลงมาจากชั้นสิบเอ็ดแล้วหน้าซีดมากเลยแล้วก็กลับบ้านไปไม่มาเข้าเรียน  กูเลยห่วงมันเลยโทรไปถาม...มันก็บอกว่ามันเจอ...”

                “ไอ้เหี้-!  ขนลุกเลย  กูก็มีเรียนที่ชั้นนั้นนะ  แต่ยังไม่เคยเจอ”

                “มันมีคนตาย...เคยได้ยินมาเหมือนกัน  แต่เค้าก็ต้องปิดข่าวไว้ปะวะ ?”

                เสียงเล่าค่อย ๆ จางลงไปเมื่อกลุ่มคนข้างหน้าเริ่มเดินห่างเรื่อย ๆ

                ไม่เห็นเคยได้ยิน...แล้วมาหาเราทำไม  ผีตนนั้น...เราไปทำอะไรให้ ?

                เมื่อเดินมาใกล้ถึงป้ายรถเมล์  จู่ ๆ คนตัวเล็กก็หยุดเดิน...

                “พี่ครับ...พี่เสกข์”  เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้  ที่คนตัวเล็กเอ่ยปากเรียกชื่อคนด้านข้าง...ซึ่งมันทำให้คนถูกเรียกหัวใจพองโต...

                “คะ...ครับ  ว่าไง ๆ”  รีบตอบรับอย่างกระตือรือร้น

                “ที่คณะพี่...แบบว่า...เอ่อ  มีเรื่องเล่าอะไรมั้ย ?”  ถามออกไปอ้อม ๆ กลัวคนตรงหน้าหาว่าตัวเองเป็นคนงมงาย

                “ครับ ?  เรื่องเล่า ?”  คนตัวสูงว่าออกมาอย่างไม่เข้าใจ

                “เรื่องเล่า...เรื่องผีนะครับ”

                ******************************************************************************        

               “มึงเล่ามา...เอาละเอียด ๆ”  คนตัวสูงใหญ่ที่ช่วงนี้มีความรัก  ทำตัวแอ๊บแบ้วกับคนที่ชอบ...แต่ทำโหดเหี้ยมกับเพื่อนฝูง

                “กูก็รู้แค่เท่าที่มึงรู้นั่นแหละ...แล้วมึงจะอยากรู้ไปทำไม ?”

                “น้องอยากรู้...”  เสกข์ว่าออกมาเสียงค่อยอย่างเขินอาย

                เพื่อน ๆ ที่เหลือต่างเหลือบตามองกันอย่างหมั่นไส้  ถ้าไม่เกรงใจคงจูงมือพากันไปอ้วกนานแล้ว...

                “มึงนี่ก็จีบกันแปลก ๆ นะ...เรื่องน่ารัก ๆ มีตั้งมากทำไมไม่สรรหามาพูดกัน...จะอยากรู้เรื่องผีสางเทวดาไปทำไม ?”

                “ก็น้องสนอยากรู้  กูก็ต้องตอบให้ได้...อีกอย่าง  เรื่องอื่นน้องแทบถามคำตอบคำ...แต่พอกูพูดเรื่องนี้...กลับยืนตาแป๋ว  ตั้งใจฟังอย่างกะอะไรดี..”

                “อยากให้น้องสนใจมึงมากขึ้น...ว่างั้น ?”  คนพูดถามพลางเลิกคิ้วอย่างต้องการกวนอารมณ์

                “เสียใจ  พวกกูก็รู้แค่นี้...มึงลองไปถามแม่บ้านเก่า ๆ ดูดิ  เขาน่าจะรู้นา...”  เพื่อนคนหนึ่งเสนอความคิดขึ้นมา

                “เออ...จริง  งั้นพวกมึงรอนี่...เดี๋ยวกูมา”  ว่าแล้วก็ไม่รอช้า  ร่างสูงสง่ารีบวิ่งไปหาคนที่เป็นแม่บ้านทันที  ตั้งใจว่าจะถามให้หมดทุกคน  เอาให้เรื่องกระจ่างไปเลย  จะได้ไปเล่าให้น้องฟัง...

                ******************************************************************************          ต้นสนจำได้ว่ามันนานมากแล้ว...ที่ตนไม่ได้เห็นวิญญาณ  ที่จริงแล้ว  ก็เห็นบ้าง...หรือเห็นตลอดเวลานั่นแหละ  เพียงแต่ผีพวกนั้น  มักปะปนไปกับหมู่คนจริง  ร่อนเร่ไปพร้อมกับการก้าวเดินของคนจนต้นสนแยกแยะไม่ออก...

                ความกลัวต่อวิญญาณพวกนั้นไม่เคยจางหาย...คนที่ตายไปแล้วพวกนั้น...ไม่เคยมาดี  ต้นสนไม่เคยเชื่อว่าคนที่มีสัมผัสเกี่ยวกับเรื่องลึกลับต่าง ๆ วิญญาณจะมาหาเพื่อขอให้ช่วย...สำหรับต้นสนมันไม่จริงเลย...

                คนที่ตายไปแล้วจะมาให้ต้นสนเห็น...เพื่อระบายแค้น...

                ต้นสนเคยเจอมากับตัว...หลายปีมาแล้ว  ตั้งแต่ที่พ่อจากไป...มัน...ก็ปรากฏตัวออกมา...เฝ้าหลอกหลอน  รังควาญ  และกลั่นแกล้ง...พร้อมมองด้วยดวงตาที่...สาแก่ใจ

                แล้วนี่ก็อีกครั้ง...ต้นสนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  ไม่รู้วิธีจัดการ  จะบอกกับใครก็ไม่ได้...ได้แต่รอให้มัน...พอใจ  และจากไปเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในครั้งอดีต

                แต่ต้นสนไม่อยากรออีกแล้ว...อยากอยู่อย่างสงบ  มีความสุขกับเพื่อน ๆ ที่มหาวิทยาลัย...และอาจจะเริ่ม...มีความรัก...กับใครสักคน

                ถ้ามันยังตามอยู่...ยังคงมองอยู่อย่างนี้  มันก่อความไม่สบายใจบางอย่าง...ให้รู้สึกหดหู่  เศร้า...ต้องจัดการ...ต้นสนต้องจัดการอะไรสักอย่าง...

                เป็นผู้หญิง...ต้องมีอะไรเกี่ยวกับที่นั่น  ตึกสี่ของวิศวะ...มองไปทีไร...ก็ยืนอยู่ตรงนั้นตลอด

                เป็นใคร  ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร

                ******************************************************************************

                “โอ้ย!  ป้าก็ไม่รู้หรอกไอ้หนุ่ม  มาถามอะไรตอนเย็น ๆ แบบนี้  เดี๋ยวป้าต้องขึ้นไปบนชั้นนั้นด้วย...เอ็งก็มาพูดเรื่องน่ากลัว...”  แม่บ้านวัยกลางคนว่าพลางทำท่าขนลุกขนพอง

                “โถ่...ก็ผมเห็นป้าอยู่มานานเลยนึกว่าจะรู้อะไรบ้าง”  คนตัวสูงว่าออกมาอย่างแสนเสียดาย  ถามมาจนจะหมดทุกคนอยู่แล้ว...ก็ไม่มีใครรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นเลย

                มันเป็นเรื่องจริงรึเปล่านะ  มีคนตายจริง ๆ รึเปล่า ? หรือแค่เล่าต่อกันมาเฉย ๆ

                ตอนแรกเสกข์ก็แค่อยากมาถามเรื่องราวให้ละเอียดเพื่อไปเล่าให้น้องฟัง  แต่ไป ๆ มา ๆ มันกลับมีอะไรบางอย่างที่แปลก ๆ จนตั้งใจสืบหาจริงจัง

                มือใหญ่ล้วงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา  พร้อมกับทรุดนั่งลงที่โต๊ะม้าหินอ่อนหน้าตึกสี่...

                คดีคนเสียชีวิตที่มหาวิทยาลัย...มือพิมพ์รัวเร็วที่โทรศัพท์

                “ไม่มี ?  แต่ทำไมถึง...”  มันน่าแปลกจริงด้วย...เสกข์ไม่เข้าใจว่าทำไมที่นี่  ตึกสี่ที่ตนนั่งอยู่ถึงมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับวิญญาณเฮี้ยน  ทั้ง ๆ ที่ถ้ามีคนตาย...ที่นี่  ก็น่าจะมีข่าว...ที่สำคัญ  มหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงมาก...เรื่องไม่น่าเงียบขนาดนั้น

                “หรือมีคนกุเรื่อง...?”

                สันนิษฐานความน่าจะเป็นที่จะเกิดขึ้นได้...แต่มีคนเคยบอก...ว่ามีคนตายจริง ๆ เลยเป็นที่มาของเรื่องผี...

                หรือข่าวจะเก่าไปแต่...พวกรุ่นพี่ก่อน ๆ ก็บอกว่าเรื่องมันไม่ถึงสิบปีด้วยซ้ำ  ทำไมนะ...เรื่องถึงเงียบไป

                เสกข์นั่งสงสัยจนเริ่มปวดหัว  พลางคิดได้ว่าตนจะอยากรู้ไปทำไม  แค่เอาไปเล่าแค่บางส่วน  เพิ่มเรื่องนิด ๆ หน่อย ๆ ตอนเจอน้องครั้งหน้าก็น่าจะเพียงพอแล้ว...

                คิดเรื่องต้นสนดีกว่า  คนตัวสูงคิดพลางเดินผิวปากออกไปจากตึกสี่...ไม่แน่นะ  ถ้าเสกข์จะมีสัมผัสในเรื่องนี้สักนิด  คงจะเห็นแล้ว...

                เห็นแล้วว่าใคร...มองมาจากที่ชั้นสิบเอ็ด..

 

               

 

 

               

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น