สุดปลายยอดสน

ตอนที่ 1 : บทนำ + บทที่ 1 คนไม่มี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 110
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    1 ก.ย. 61

บทนำ

“...แม่จ๋าหนูกลัว...

                “กลัวอะไรครับ  คนเก่ง  หรือห้องมืดไป  ถ้างั้น...คืนนี้เราเปิดไฟนอนกันดีมั้ย ?”

                “ไม่เอา...ไม่เด็ด ๆ  ขาด ๆ เลยนะแม่จ๋า”

                “ฮ่า ๆ ๆ  อะไรกันเด็กคนนี้  ต้องพูดว่า  ไม่เด็ดขาด  ต่างหากละลูก”

“ทำไมละครับ  เปิดไฟไม่ดีเหรอ  ไฟสว่าง ๆ  เห็นน้องต่ายของลูกชัด ๆ เลยนะ  เด็กดี”  คนแม่พูดถึงตุ๊กตากระต่ายขนสีขาวแสนอ่อนนุ่ม  ตุ๊กตาแสนรักของลูกชายที่ตั้งอยู่บนโต๊ะตัวเตี้ยสำหรับนั่งเขียนหนังสือ

                “ไม่เอาอะ  มัน...จะชัดไป  หนูเห็นหมดแน่ ๆ”

                “เห็นอะไร  หืม ?  บอกแม่มาสิ  แม่ง่วงจะแย่แล้วนะ...เราต้องรีบนอนนะลูก”

“หนูเห็นคน...ปลายเตียงนู่นแน่ะ”  ลูกชายพูดด้วยเสียงกระซิบแผ่วเบา  พลางบุ้ยปากน้อย ๆ  ไปยังปลายตียงที่มีเพียงความมืดมิด

“...???...”

“แม่จ๋า...ไม่ต้องเปิดไฟนะ  กอดหนูแน่น ๆ นะ”

“จ้ะ  นอนนะลูก  แม่จะกอดหนูแน่น ๆ เลย”

อย่าเปิดไฟนะ  เสียงเตือนเล็ก ๆ ดังขึ้นในใจของเด็กชาย 

เด็กชายเชื่อเสียงที่ดังเตือนในใจอย่างยิ่งยวด  มันร้องเตือนระวังพาให้หัวใจสั่นอย่างน่าหวาดกลัว  จนกระทั่งภายหลังเมื่อเด็กชายโตขึ้นจะได้รู้ว่าเสียงที่ดังเตือนอยู่ในหัวใจมันเรียกว่า  สัญชาติญาณ...เป็นสัญชาติญาณ  ที่ทำให้เด็กชายรอดตายมาได้จนถึงทุกวัน  จากบางสิ่งบางอย่างที่ไม่อาจสัมผัสหรือสังเกตเห็นได้โดยง่าย...แต่ถ้าได้สัมผัส  ได้เห็นแล้ว  ก็ไม่ง่ายอีกเหมือนกันที่จะเลิกสัมผัสถึงหรือสังเกตเห็น...อาจจะต้องรู้สึกถึงมัน...ไปจนกระทั่ง...ชั่วชีวิต...

 

 

 

บทที่ 1

คนไม่มี

                “เดี๋ยวเอาของไปเก็บที่โต๊ะในครัวนะ” เสียงสั่งไม่ดังไม่เบาจากแม่บ้านวัยไม้ใกล้ฝั่ง  สั่งคนที่เดินตามอยู่เบื้องหลังตน

                “ครับ”  สุ้มเสียงอ่อนโยนดังตอบกลับมา

                “เอ่อ...ป้าแหวนครับ  เย็นนี้สนขออนุญาตไปมหาวิทยาลัยนะครับ  พอดีมันมีกิจกรรมที่ต้องไปช่วยเพื่อนทำ”  “เป็นกิจกรรมรับน้องนะครับ...ใกล้จะเปิดเทอมแล้ว  ต้องรีบเตรียมหน่อย”

                “เออ ๆ เอาสิ  ไปเถอะ  ไม่ต้องห่วงทางนี้...แต่อย่ากลับค่ำมืดดึกดื่นนักละ...คุณท่านจะดุเอา”

                “เอ่อ...ผมจะพยายามไม่กลับดึกมากนะครับ”  คนพูดพูดตอบด้วยสีหน้าแววตาลำบากใจ  จะกลับไม่ดึกได้ยังไง  กว่าจะถึงมหาลัย  กว่าจะได้เริ่มงานกันจริง ๆ จัง ๆ  ไม่แคล้ว  ไม่ต่ำกว่าเที่ยงคืนแน่ ๆ

                ดูเหมือนผู้สูงวัยจะสัมผัสได้ถึงความลำบากใจของเด็กหนุ่ม  “เฮ้อออ...งั้นสนต้องแอบ ๆ หน่อยนะ  ป้าจะรอเปิดประตูเล็กให้”

                “ขอบคุณนะครับป้าแหวน...อีกหน่อยสนเรียนจบ คงไม่ลำบากป้าแบบนี้”  กล่าวด้วยใบหน้ารู้สึกผิด  เพราะตนแท้ ๆ  ทำคนแก่ลำบากอยู่เรื่อย

                “เอาเถอะ ๆ ไม่ได้หนักหนาอะไรหรอกลูกเอ้ย”  “คุณท่านน่ะ...เคร่งครัด  เคร่งระเบียบ  แต่ท่านก็ไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำอะไร  อย่าคิดเป็นอื่นไปเลยนะลูก  ทำตามที่ท่านต้องการ  สักวัน...ท่านคงจะเอ็นดูสนบ้าง”

“...”  นั่นสินะ...สักวัน

******************************************************************************        

  รีบหน่อย  เร็ว ๆๆๆ!!!’  ต้นสนบอกตัวเองในใจ  ความรู้สึกว่ามีสีดำกลืนกินพื้นที่เบื้องหลังทำให้คนตัวเล็กรีบเดินจนจะกลายเป็นวิ่ง  หน้าต่างบานที่สิบ  ชั้นสิบเอ็ด...ของตึกคณะวิศวกรรม...ยังมองมาอยู่เลย

                “สน”

                “ต้นสะ...สน”  เสียงเรียกเริ่มสั่น

                หมับ!!!  แรงคว้าที่ไหล่ทำให้เจ้าของไหล่สะดุ้งสุดตัว

                “...!!!...”

                “ไอ้บ้า  ไอ้สน...ฉันเรียกแก  วิ่งตามมาตั้งแต่หน้ามอ  จนจะถึงคณะอยู่ละ...แฮ่ก ๆๆๆ”  คนตัวเล็กผอมบางพูดพลางยืนหอบไปพลาง

                “...เอ่อ...บุ้งเองเหรอ  โทษทีนะ...ฉัน...มะ  ไม่ได้ยินน่ะ”

                “เดินเร็วอย่างกะวิ่ง  หนีอะไรวะ  เจอผีหรือไง...หน้าตาก็ซีดเป็นน้ำซาวข้าวเชียว”

                ก็หนีผีนะสิ  “เปล่าเว้ย  ก็มันมืด...ใครจะบ้ามาเดินชมวิวอยู่ได้...ไปเหอะ  แล้วแกมาไงอะบุ้ง”

                “นั่งแท็กซี่มาดิ  คิดแพงชิบ!  คนที่บ้านก็ไม่มีใครมาส่ง  ไม่ห่งไม่ห่วงมันแล้วลูกสาวทั้งคนนะเนี่ย!

                “เออ ๆ ที่บ้านเค้าคงไว้ใจแกนะ  ว่าแกนะเก่ง  เอาตัวรอดได้”  พูดพลางขำให้กับท่าทางของเพื่อนเล็ก ๆ

                “แน่นอนยะ  ใครอย่ามาแหยมแม่นะ  กูเองอีบุ้ง  เอาตายค่า  ฮ่า ๆๆๆ”  โม้จบทั้งสองก็พากันเดินไปคณะด้วยความรู้สึกเบิกบาน

                ภายใต้โถงคณะมนุษยศาสตร์  คลาคล่ำไปด้วยนักศึกษาจากสาขาวิชาภาษาอังกฤษกำลังนั่งทำอุปกรณ์สำหรับใช้ในการจัดกิจกรรมรับน้องกันอย่างไม่จริงจังนัก  เล่น ๆ ทำ ๆ  เดี๋ยวคนนี้หิว  เดี๋ยวของไม่ครบ  เดี๋ยวนั่นเดี๋ยวนี่ เฮ้ออออ...

                ให้มันได้อย่างงี้สิ  “ไอ้บุ้ง  ไอ้สร  รีบทำส่วนของเราให้เสร็จเหอะ  มัวเม้าท์อยู่ได้  ฉันต้องรีบกลับนะเว้ย”

                “จ้ะแม่ จ้ะ ๆๆ  เดี๋ยวรีบทำนะคะ”  แสงสร  หรือสรเพื่อนที่คณะของต้นสนรับคำแบบประชดประชันเง้างอน

                “สน  คนที่แกไปอาศัยอยู่ด้วยเนี่ย  เค้าเข้มงวดมากเลยเหรอวะ  ฉันเห็นแกกี่ที  ไม่เคยได้ไปเที่ยวที่ไหน  เลิกเรียนเป็นกลับบ้าน ๆ”  บุ้ง  หรือสุนิสาถามเพื่อนชายตัวเล็กด้วยความสงสัย

                “เอ่อ...ก็ประมาณนั้น”  “เอาน่า...ฉันไม่เป็นไรหรอก  เราไปอาศัยเค้าอยู่  ทำตามที่เจ้าของบ้านเค้าสั่งให้ทำ  มันก็สมควรแล้วนี่  ฉันตัวคนเดียวจะเอาแต่ใจได้ไง”

                ท่านกลางความจอแจของโถงตึกคณะมนุษยศาสตร์  ท่ามกลางเพื่อน ๆ ที่นั่งแยกกันเป็นกลุ่ม  ตาฝาด...ไม่สิ  อย่างเราเคยตาฝาดด้วยเหรอ...  รีบเสหน้าออกจากกลุ่มเพื่อนที่นั่งเรียงรายกันอยู่อย่างรวดเร็ว

                หน้าต่างบานที่สิบ  ชั้นสิบเอ็ด...ที่ตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์...ตามมาเหรอ ?

                คนที่ยืนอยู่ตรงนั้น...ตามเรามาเหรอ ??

                พรึบ!!!

                “เฮ้ย!!!  ไฟดับเฉยเลยวะ”  เสียงใครสักคนตะโกนออกมาท่ามกลางความมืดยามค่ำคืนของมหาวิทยาลัย

                แปร๊บ ๆๆ  หลอดไฟทำท่าติด ๆ ดับ ๆ  สักพักไฟฟ้าก็กลับมาใช้งานได้เป็นปกติ  ทุกอย่างจึงกลับสู่ความสงบเรียบร้อย

                “เฮ้อออ  นึกว่าจะต้องยกโขยงมากันเสียเที่ยวซะละ  ดีนะแค่ไฟตก”  เสียงบ่นเบา ๆ ดังมาจากเพื่อนกลุ่มอื่น

                กลับได้แล้วมั้งเรา  จะห้าทุ่มแล้ว  ต้นสนใคร่ครวญ  คิดว่าเหมาะแก่เวลาแล้ว  และงานในความรับผิดชอบของตนก็สำเร็จไปได้พอประมาณ  เหลือแต่ต้องไปซื้ออุปกรณ์เพิ่มเพื่อทำส่วนอื่น ๆ ต่อไป

                “สร  บุ้ง  กลับเลยปะ”

                “เอาดิ  แท็กซี่เปล่า  ดึกขนาดนี้  หารกันครึ่ง ๆ”  บุ้งว่า

                “ฉันยังนะ  รอกลับพร้อมอีเมย์มัน  ติดรถมันมา”  สรกล่าวพลางบอกให้เพื่อน ๆ เดินทางกลับดี ๆ  “เดินดี ๆ นะเว้ย  ทางมันมืด  เดี๋ยวฉันเดินไปหาเมย์มันก่อน”

                “เออ ๆ ไปนะ  เจอกันมะรืน”

                ต้นสนกับสรเก็บของพร้อมเตรียมจะกลับบ้าน  พลันรู้สึกถึงสายตาอาฆาตไม่เป็นมิตร  สายตาจาก...คนสินะ...

                “ดูสิ  น่าไม่อายเนอะ  จี้ว่าปะ”  เสียงเล็กหวานแว่วมากระทบหูคนกำลังเตรียมตัวกลับ  ทั้งเพื่อนที่กำลังทำงานอยู่บางส่วนก็ชะงัก  บางส่วนก็ก้มหน้าทำงานของตนต่อ  เอาอีกละ  เริ่มละไง...กลุ่มยัยจีจี้หาเรื่องสนอีกละซิ

                “นั่นดิ  เราเป็นผู้หญิงแท้ ๆ ยังต้องมาทำงานกลับดึกดื่น  นี่อาไร้  ไอ้ที่เป็นผู้ชายกลับทิ้งงาน  กลับบ้านสบายไปเลย”  อีกเสียงแว่วมาเป็นลูกคู่

                “ใช่  จี้ก็ว่างั้นแหละ...จริงมั้ยอะสน นายรีบเหรอ ?”  คราวนี้กลุ่มจุดประเด็นเงยหน้ามาสบตาผู้ที่ถูกกล่าวถึงโดยตรง

                “เอ่อ...ก็ไม่เชิงหรอก  แต่เราเกรงใจที่บ้านน่ะ”

                “สนมันต้องรีบกลับ  อีกอย่างงานพวกเราก็เสร็จแล้ว  ไม่ได้หนี  ไม่ได้ทิ้งงานจ้ะ!

 บุ้งกล่าวออกมาฟังดูสุภาพแต่แฝงไว้ด้วยความประชดประชันนิด ๆ นังพวกขี้อิจฉาเอ้ย!!!’

                “แหม  จี้ก็ไม่ได้มีอะไรสักหน่อยหนิ...บุ้งก็รู้  คณะเรามันผู้ชายน้อยจะตาย  ที่มีอยู่...ก็พึ่งอะไรไม่ค่อยจะได้ด้วยซิ” ว่าพลางปรายตามองมาทางต้นสน

                “สนต้องรีบกลับนะจี้  ที่บ้านจะว่าเอา  แต่ถ้ามีอะไรให้ทำเพิ่ม  จี้บอกได้นะ  เดี๋ยวเราจะมาทำต่อวันมะรืนที่นัดกัน”  ว่าอย่างต้องการประนีประนอมและยอมความ

                “ที่บ้านสนเหรอ ?  พูดอย่างกะเป็นบ้านตัวเองอย่างนั้นแหละ  สนอาศัยเค้าอยู่ไม่ใช่หรอ  เอ...ใจดีจังเลยนะ  ที่นั่นเค้าคงห่วง  คนใช้  มากเลยละซิ  สนนี่น่าอิจฉาจัง  เป็นกำพร้าทั้งที  ยังมีคนใจดีเลี้ยงดู”

                จะว่าอะไรก็ว่าไปเถอะ  “ก็ประมาณนั้นแหละ  ถ้าจี้ไม่มีอะไร...สนกลับนะ”

                “เดี๋ยวดิสน  คงไม่โกรธนะที่จี้พูดนะ  ก็ความจริงนี่หน่า”

                “นี่!  เธอ!  บุ้งว่าคล้ายจะทนไม่ได้

                ต้นสนรีบปรามเพื่อนแสนใจร้อนโดยการกระตุกแขนเบา ๆ  “ไม่โกรธ ๆ เรากลับนะ  เข้าใจเราด้วย  ขอโทษที”

                “เดี๋ยวสน  ก็อย่างที่จี้บอกอะ  ว่าคณะเรามีผู้ชายน้อย  แล้วผู้ชายคนอื่นก็ไม่รู้หายไปไหนกันหมด”

                “แล้วจี้จะให้เราทำอะไรเหรอ”  มีเรื่องแน่ ๆ  วันนี้จะได้กลับบ้านมั้ยนะ ?

                “สนช่วยไปเอาบอร์ดที่วางไว้หลังตึกสี่  ของวิศวะหน่อยสิ  ไม่หนักหรอก  เนี่ย...จี้คิดว่าถ้าเราเอาของที่ไม่ใช้แล้วมาใช้อีก  ก็จะได้ไม่เปลืองงบไง”  ว่าออกมาด้วยท่าทางเหมือนใสซื่อ  “อีกอย่าง...ตรงนั้นมันมืด  ถ้ามีผู้ชายอาสาไปมันจะดีกว่า สนว่ามั้ยล่ะ ?”

“เราไปเอามาได้เหรอจี้ ?   นั่นมันของคณะอื่นนะ”  เพื่อนคนหนึ่งถามออกมาอย่างสงสัย

“ได้สิ  จี้เป็นประธานสาขานะ  จะพลาดได้ไง  จี้ไปถามรุ่นพี่มา  เค้าบอกปีก่อน ๆ  ก็ทำงี้แหละ...สนจ๊ะ  ไปหน่อยนะ”  จีจี้ว่าพลางทำใบหน้าเว้าวอนอย่างน่าสงสาร

“เอ่อ...ดะ..ได้”  ตึกวิศวะเหรอ...

******************************************************************************

                เออ  ไปเอาก็ไปเอา  สน เดี๋ยวกูไปเป็นเพื่อน...อะ...อ้าว  พี่โทรมา  บุ้งคงจะโมโหมาก  ขึ้นมึงกูเลยทีเดียว

                โหล  พี่มารับเค้าเหรอ ?  อะไร  มาถึงก็สั่งให้รีบ

                เออ  รอแปบดิ  เค้าต้องไปเอาของก่อน

                ไม่นาน ๆ น่า ๆ  รอสักครู่ ๆ

                หลังจากวางสายโทรศัพท์จากพี่ชายบุ้งก็หันมาหาต้นสน  “รีบเหอะไอ้สน  เดี๋ยวอีตอแหล...แค่ก ๆ พูดผิด  เดี๋ยวคุณจีจี้เขาจะรอนาน...อีกอย่างพี่ฉันมารอรับอะ  กลับด้วยกันนะ”

                “ไม่เอาอะ  บุ้งไปก่อนเลย  ฉันจะไปคนเดียว”

                “แกอย่าดื้อน่า  ไป ๆ ไปพร้อมกัน”

                “ไม่เอา  แกไปเหอะ  จีจี้ต้องการหาเรื่องชั้น  ทำ ๆ ไปเหอะถ้ามันไม่รุนแรงมาก  ยิ่งแกมาเอี่ยวด้วยฝ่ายนั้นเค้ายิ่งหมั่นไส้”  “อีกอย่างฉันก็เป็นผู้ชาย  ไม่มีไรหรอกน่า”

                “เออ ๆ กลับก็ได้วะ  อุตส่าห์ห่วงใย”  ว่าพลางทำท่าสะบัดสะบิ้งแสนงอน

                “เจอกันนะบุ้ง”

                “จ้า ๆ”

******************************************************************************

                “มืดจัง” 

                “เงียบด้วย”  ไม่ใช่ตึกนั้นสินะ  ตึกที่เราเห็น...

                ต้นสนก้าวไปอย่างระมัดระวัง  แม้บริเวณหน้าตึกจะมีกลุ่มคนประปราย  คงจะมาทำกิจกรรมคล้าย ๆ กันซินะ  การมาเยือนต่างคณะและต้องไปในที่ที่ค่อนข้างถือว่าเป็นส่วนตัวของคณะอื่นทำให้ต้นสนระมัดระวังและไม่ทำตัวเหมือนมีพิรุธมากนัก  เอามาได้แน่นะ  ไม่ค่อยน่าเชื่อถือเลยจีจี้เนี่ย...ทำไมไม่ให้เอาบอร์ดวันอื่นละ  ให้มาเอาตอนกลางคืน...อย่างกับขโมย...

                “ถึงแล้ว ๆ”  รำพึงเบา ๆ กับตนเอง  ตลอดทางตั้งแต่ข้างตึกมาจนถึงหลังตึกสี่เกือบจะมืดสนิท

                “อยู่ไหนละเนี่ย”  ค้น ๆ คุ้ย ๆ  “มีแต่เก่า ๆ  ผุ ๆ ทั้งนั้นเลย  จีจี้เค้าจะใช้ทำอะไรนะ  ไอ้เราก็ลืมถาม”

                เนื่องจากมันมีบอร์ดกองอยู่เป็นจำนวนมากแถมวางซ้อนกันเป็นตั้ง  ต้นสนจึงขึ้นไปเหยียบกองบอร์ดที่ตั้งอยู่หวังจะเข้าไปค้นหาด้านใน  เผื่อเจออันใหม่ ๆ

                กึก  แกรก  เปาะ!!!

                “เหวอออ!!!  ไอ้สน  ตาย ๆๆ  ทันทีที่ต้นสนขึ้นไปเหยียบกองบอร์ดเต็มน้ำหนักตัว  ด้วยความเก่า  ความผุหรือเพราะอะไรก็แล้วแต่  บอร์ดที่กองซ้อนกันอยู่พากันหักกลางลงมาทันที!

                ตุบ!  “โอ๊ะ!  ไม่เจ็บอย่างที่คิดแหะ  ฮ่า ๆ  ต้นสนนั่งขำในความโก๊ะของตัวเอง

                ตึก ๆ...

 เสียง...อะไร...  ยังไม่ทันที่ต้นสนจะพยุงตัวลุกขึ้น  เสียงฝีเท้าไม่หนักไม่เบาดังขึ้นจากทางด้านหลัง  เสียงคนหรือ...สะ...เสียง...

“เฮือก!!!  สัมผัสแผ่วเบาแตะมาที่ไหล่  คนถูกแตะถึงกับสะดุ้งตกใจ

“...”

คนเหรอ ???  ค่อย ๆ หันมาช้า ๆ

“...เอ่อ...”  คนหรอกเหรอ  มองเห็นหน้าไม่ชัดเพราะความมืด  รู้แต่ว่าเป็นผู้ชาย  ตัวสูงใหญ่  และมีกลิ่น ?...กลิ่นเหล้าเหรอ ?

“...หืม  นี่ใครครับ  มาทำอะไรที่นี่”  คนตัวสูงใหญ่ถามออกมา  ถ้าเดาไม่ผิดอีกฝ่ายน่าจะเป็นนักศึกษาเหมือนกัน  “เดี๋ยวนะ  เดี๋ยวส่องไฟจากโทรศัพท์ก่อน”

พออีกฝ่ายพูดจบ  แสงไฟจากโทรศัพท์มือถือพลันสาดเข้าที่ใบหน้าของต้นสนจนคนตัวเล็กต้องหยีตา

“...”

“...”  พอสายตาชินกับแสงที่ส่องเข้ามาตรงหน้า  ต้นสนก็พบกับผู้ชายที่หน้าตาจัดได้ว่าหล่อมากเลยทีเดียว  ทั้งสองจ้องตากันเงียบ ๆ อย่างไม่รู้จะพูดอะไร

                “ตัวเล็ก  มาทำอะไรตรงนี้เอ่ย ?”  ตัวเล็ก ? เรียกผมเหรอ

                “...เอ่อ...เพื่อน...เพื่อนเค้าให้มาเอาของนะครับ”

                “...”  จะจ้องหน้าเราทำไมนักนะ  ไม่รู้เหรอว่านะ...น่ากลัว  แถมน่าจะเมาด้วย

                “มาเอาบอร์ดที่ไม่ได้ใช้นะครับ...เอ่อ...พะ...พี่...เรียนที่คณะนี้เหรอครับ”  ท่าทางน่าจะอายุมากกว่าเรานะ

                อีกฝ่ายไม่ตอบอะไรพลางช่วยพยุงต้นสนลุกขึ้นมายืนบนพื้นดี ๆ

                “...”

                “อ้าว  เฮ้ย!  ไอ้เสกข์”  เสียงดังขึ้นจากทางด้านหลัง  พร้อมกับกลุ่มคนสามสี่คนก้าวเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ

                “เออ...กูเองแหละ”  พูดตอบคำโดยไม่ละสายตาไปจากคนตรงหน้า

                “มาทำไรมืด ๆ  อะ...อ้าว”  เสียงพูดหยุดลงเมื่อมองเห็นว่าเพื่อนไม่ได้อยู่เพียงลำพัง

                ผู้ชาย...สี่คน  น่ากลัวจัง  ทำไมมองเราอย่างนั้นละ  เพื่อนพี่คนนี้เหรอ

                วี้ดวิ้ว!  เสียงผิวปากอย่างถูกใจดังขึ้นจากกลุ่มคนที่เพิ่งเข้ามา  “น้องคนนี้...เอาไงไอ้เสกข์”  ถามเพื่อนพลางส่งสายตาไม่น่าไว้ใจมาทางต้นสน

                ไม่ปลอดภัย!’  ขณะกำลังเตรียมผละหนี

 หมับ!

คนที่ยืนนิ่งอยู่ข้าง ๆ  คว้ามือมาจับข้อมือเล็กบางของต้นสนอย่างทันท่วงที

“...พวกมึง...มาช่วยกู”

“โว้วว!  น้องเค้ากลัวมึงแล้วไอ้เสกข์  ฮ่า ๆ”  กลุ่มคนที่รายล้อม  คราวนี้มากระจายอยู่รอบตัว  ปิดทางหนีคนตัวเล็กจนหมดสิ้น

“...จะทำอะ...ไรผม”

“จับไว้”  คนที่น่าจะ...ชื่อเสกข์  สั่งเพื่อนในกลุ่ม

“จับแน่น ๆ เลย...กู...ทนไม่ไหวแล้ว”

ฮะ!  อะไร  จะทำอะไรกัน...ทนไม่ไหว...อะไร

“อย่า!

คืนนี้มันเงียบ  มืดมากด้วย...แต่มีแสงจันทร์...ที่  ก็สวยละมั้ง  ไม่มีเวลามาชื่นชมหรอก  ใครละจะมาอยากชมจันทร์ท่ามกลาง...คนพวกนี้...กับ...ตาฝาดเหรอ  ไม่  บอกแล้วว่าไม่เคยตาฝาด  ยืนอยู่ตรงนั้น...

ตามมาจริงด้วย

                ******************************************************************************

                “...”

                “ว่าไงไอ้ตัวดี”  น้ำเสียงดุดันของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นใหญ่ที่สุดในที่แห่งนี้  ที่ที่...คุ้มกะลาหัวของเด็กกำพร้าคนหนึ่งเอาไว้

                “ครับ”  รับคำอย่างสงบเสงี่ยมที่สุด

                “ครับ?  แกมันก็ได้แค่นี้...อย่าคิดนะว่าฉันจะไม่รู้ว่าแกทำอะไร”

                “ผม...ขอโทษครับที่กลับมาช้า  พอดีว่า...”

                “หุบปาก!  ใครให้แกอธิบาย!

                ต้องทำยังไง...ผม...ต้องทำยังไง

                “แกเป็นใคร  เป็นแค่คนอาศัยใช่มั้ย ?  มีสิทธิ์อะไรมาเข้านอกออกในได้ตามใจชอบ...ไหนบอกมาซิว่าแก...กล้าดียังไง!

                “ขอโทษครับ...ผม...จะไม่ทำอีก”

                “แกน่าจะไปซะ  ไปให้พ้น ๆ จากบ้านนี้  ถ้าลูกฉันไม่ขอไว้...” 

                “...”

                “ข้างถนน...คือที่ของแก!

                แย่จัง  แย่ตั้งแต่เมื่อคืนเลย  แม่ครับ...ผมจะทำยังไงดี...ผมจะบอกใครดี

                บอกว่าผม...ไม่ไหว

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น