เรื่องสั้นหักมุม - ภารกิจที่สิบเจ็ด

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 698 Views

  • 2 Comments

  • 3 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    39

    Overall
    698

แนะนำเรื่องแบบย่อๆ

... เราต้องรีบค้นหาเขาให้ได้เร็วที่สุด ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป ไม่งั้น...งานนี้ผู้สูญหายอาจกลายเป็นผู้เสียชีวิต...<br />


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้





สวัสดีครับ ทุกท่านที่(หลง)เข้ามาอ่าน


     เรื่องสั้นเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่สามของผมที่ได้เอามาลงเว็ป Dek-D (ต่อจากเรื่อง ‘จอมเผด็จการ’ และ เรื่อง ‘หนี’ ที่ได้เคยเอามาลงไว้ก่อนหน้า)


     ซึ่งทางผู้เขียนเองก็ยังคงเป็นมือใหม่หัดเขียน อาจจะมีสะกดคำตกหล่นไปบ้าง ก็ต้องขออภัยไว้ก่อนล่วงหน้า หากท่านผู้อ่านตรวจพบคำผิด ก็สามารถช่วยคอมเมนต์บอกได้นะครับ


          เรื่องสั้นสองเรื่องแรกของผมประสบความสำเร็จเกินคาด ไม่คิดมาก่อนว่าจะมียอดผู้อ่านเยอะถึงขนาดนี้! ยังไงก็ ต้องขอบคุณท่านผู้อ่านทุกท่านด้วยที่ยังอุสาห์แวะเวียนมาเยี่ยมกัน ^^


          ผมคงไม่มีอะไรจะพูด ถ้าอย่างนั้น เชิญอ่านเลยครับ...

 

 

                                                                                                                                                                                                                                                                                                                         -ลูกซองคู่

(22 กันยายน 2018)

 

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 23 ก.ย. 61 / 12:53

บันทึกเป็น Favorite



-1-


     ดวงตะวันกลมโตกำลังจะลับขอบฟ้า

สายลมอ่อนยามเย็นพัดพาใบไม้แห้งปลิวว่อน

 

ฉันยืนอยู่กับลิซ่า มีพวกคนอื่นๆรายล้อมรอบกาย เรากำลังยืนอยู่บนถนน เบื้องหน้าของพวกเราทุกคนคือป่าใหญ่

 

ลิซ่าหันมามองหน้าฉัน นัยน์ตาคู่นั้นช่างดูไร้เดียงสา ราวกับไม่รู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้หน้าสิ่วหน้าขวานเสียเพียงไร

 

จริงอยู่ที่งานของพวกเราอยู่กับป่าดงพงพนาเป็นปรกติ 

 แต่ครั้งนี้ ฉันกลับรู้สึกเป็นกังวลใจอย่างบอกไม่ถูก

 


     นี่เป็นภารกิจที่สิบเจ็ดของฉัน มันไม่เหมือนกับภารกิจที่สิบห้า ภารกิจที่สิบหก หรือ ภารกิจก่อนๆที่เคยทำมา

มันเป็นภารกิจที่มีโอกาสพบไม่บ่อยนัก ตลอดระยะเวลาการทำงาน ฉันเองก็ยังไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อนเหมือนกัน

 

 

 

 

เวลากำลังเดินไปทุกวินาที ถ้าเราไม่รีบทำอะไรสักอย่าง อาจจะต้องมีการสูญเสียมากกว่านี้

 

ฉันถอนใจ หยิบรูปถ่ายใบจิ๋วออกมาจากกระเป๋าเสื้อ 

ในนั้นมีภาพของเด็กหนุ่มวัยไม่เกินยี่สิบ ผมสีน้ำตาลหยิก กำลังยื่นยิ้มมาให้ฉัน

 

 

 

เขาไม่รู้จักฉัน แต่ฉันรู้จักเขา หัวหน้าก็รู้จักเขา พวกคนอื่นๆที่นี่ก็รู้จักเขา

เขาคือ อังเดร เฮาส์

เขาเข้าไปอยู่ในป่ามาแล้วหลายวัน ป่านนี้ยังไม่มีใครเห็นเขาเดินออกมาจากป่า

 

หัวหน้าบอกกับฉันว่าเขาน่าจะยังมีชีวิตอยู่ บางทีเขาอาจจะกำลังหลงป่า

 

เราต้องรีบค้นหาเขาให้ได้เร็วที่สุด ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

ไม่งั้น...งานนี้ผู้สูญหายอาจกลายเป็นผู้เสียชีวิต...

 



"อะแฮ่ม!" หัวหน้ากระแอมไอ

ฉันเก็บรูปถ่ายและความกังวลใส่กระเป๋าเสื้อ มองใบหน้าของหัวหน้า

 

ชายวัยสี่สิบในเครื่องแบบยืนอยู่เบื้องหน้าฉัน แววตาดูเคร่งขรึมน่าเคารพชวนให้นึกถึงตัวละครนายอำเภอในหนังคาวบอยยุคเก่า

ลิซ่าแสดงอาการดีใจเมื่อเจอหัวหน้า แต่หัวหน้ากลับดูไม่แยแสเสียเท่าไหร่

 

     "พร้อมแล้วใช่ไหม เวนดี้?" หัวหน้าถามเสียงสั้นห้วน

     "พร้อมค่ะ!" ฉันขาน

 

หัวหน้ายื่นซองพลาสติกใสให้ฉัน

 

ฉันรับซองนั้นมา พิเคราะห์ดูด้วยสองตา ภายในซองใสบรรจุรองเท้าข้างหนึ่ง พื้นรองเท้าเปื้อนขี้โคลนปนเศษหญ้า

 

หัวหน้าสบตาฉัน เอ่ยน้ำเสียงจริงจัง

     "ระวังตัวให้ดีด้วยล่ะ งานนี้ค่อนข้างจะอันตราย" 

     "รับทราบค่ะ" ฉันผงกหัวรับคำ

 

ฉันเปิดซอง หยิบรองเท้าออกมา

ย่อตัวลงระดับเดียวกับลิซ่า

ลิซ่ามองหน้าฉันอีกหน ฉันใช้มือลูบใบหูคู่นั้น เอ่ยเสียงแผ่วเบา

     "รบกวนหน่อยนะ ลิซ่า"

 

ฉันยื่นวัตถุในมือออก

ลิซ่าชะเง้อหน้ามาดอมดม เสียงสูดลมดังฝุดฝิด 

 

ไม่เกินรอลิซ่าก็เปล่งเสียงเห่า

ก้มลงดมพื้นคอนกรีต พยายามดึงตัวไปด้านหน้า

สายจูงในมือฉันถูกกระตุกตึงแทบจะในทันที

 

ฉันหันไปหาหัวหน้า รอคำสั่ง

     "ไปได้" หัวหน้าทำสัญญาณมือ

 

ฉันปล่อยให้ลิซ่าเป็นผู้นำทาง

สุนัขก้มมองพื้น ค่อยๆใช้จมูกแกะรอยรหัส หัวหน้ากับคนอื่นๆกำลังเดินตามหลังสองเรามา

 

 

ไม่นาน พวกเราทั้งหมดก็ย่างกรายเข้าไปในป่า


ป่าที่ไม่มีอะไรรับประกันความปลอดภัย...

 

 

ภารกิจที่สิบเจ็ดก็ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

 

 



 


-2-

 

     ดวงตะวันกลมโตกำลังจะลับขอบฟ้า

สายลมอ่อนยามเย็นพัดพาใบไม้แห้งปลิวว่อน

 

ผมเหนื่อยล้า ผมเพลีย ผมหิว

 

 

ผมคือ อังเดร เฮาส์ ผู้โชคร้าย

 

ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองหลงป่ามานานแค่ไหน

แต่นับได้คร่าวๆราวหลายวันอยู่

 

ผมเองก็ไม่ใช่คนที่ชำนาญกับการเดินป่าเสียเท่าไหร่ ทั้งชีวิตผมแทบไม่เคยเกี่ยวพันกับป่า ผมเติบโตมาในเมือง

 

เหล่าจิ้งหรีดเริ่มจะส่งเสียงกู่ร้อง น่าแปลกที่ทุกครั้ง พวกมันจะเริ่มร้องพร้อมกันทุกตัวราวกับได้นัดแนะกันมาก่อน

 

ผมเดินไปข้างหน้า ร่อนเร่อย่างไร้จุดหมายเช่นเดียวกับที่ในวันก่อนหน้านี้

 

ผมทำอย่างนี้ทุกวัน มุ่งหน้าไปเรื่อยๆ เหมือนพ่อค้าคาราวานพเนจร

 

แต่ต่างกันหน่อยตรงที่ผมไม่มีเกวียน ไม่มีสินค้า ไม่มีช้างม้าวัวควาย ไม่มีอะไรเลยนอกจากตัวเปล่า

 

อันที่จริง ผมเป็นคนเตรียมพร้อมกับสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา แต่ครั้งนี้เป็นกรณียกเว้น ผมไม่คาดคิดมาก่อนว่าตัวเองจะต้องติดอยู่ในป่านานขนาดนี้


เจ้าหน้าที่แมรี่เคยบอกว่าเวลาหลงป่าผมไม่ควรไปจากจุดที่หลงไกลนัก เนื่องจากเจ้าหน้าจะได้ตามตัวได้ไม่ยาก

แต่ที่ผมเดินเตร็ดเตร่อยู่แบบนี้ ใช่ว่าเพราะผมโง่เง่า แต่เพราะผมไม่สามารถหยุดอยู่กับที่ได้ ป่าแห่งนี้ไม่ปลอดภัย 

 

 

 

มีบางสิ่งบางอย่างกำลังตามล่าผมอยู่...

 

 

 

ผมไม่ได้หมายถึงพวกสิงห์สาราสัตว์

สิ่งที่ว่านั้นน่ากลัวกว่าของพรรค์นี้เป็นเท่าตัว

 

โสตประสาทของผมคล้ายได้ยินเสียงส้นรองเท้าย่ำบนใบไม้แห้ง มันไม่ใช่เสียงเท้าของผมแน่ๆ ผมไม่ได้สวมรองเท้า ไม่มีทางที่จะเกิดเสียงอย่างนั้น

 

ผมทำเป็นเพิกเฉยต่อเสียงนั้น เดินตรงไปเรื่อยๆราวกลับไม่ได้ยินอะไร 

 

แต่ยิ่งผมเดินไปข้างหน้า ผมก็ยิ่งได้ยินเสียงนั้นชัดเจนยิ่งขึ้น ตอนนี้ผมสามารถบอกตำแหน่งของที่มาของเสียงได้แล้ว

 

 

...เสียงนั่นดังมาจากด้านหลังผม

 

 

 

ผมสะดุ้ง หันหลังขวับไปพลัน 

 

 

สิ่งที่ผมเห็นนั้น มีเพียงใบไม้ที่ถูกแรงลมพัดปลิว กับก้อนหินน้อยๆที่นอนแนบอยู่กับผืนดิน

 

 

 

ไม่มีใครอยู่เบื้องหลังผม...

 

 

 

ผมมองซ้ายแลขวา สำรวจรอบกายอย่างกระวนกระวาย

ผมมั่นใจว่าผมไม่ได้คิดไปเอง มีบางสิ่งกำลังสะกดรอยตามผมจริงๆ

 

 

ผมรู้ว่า นอกจากผมแล้วยังมีใครบางคนอยู่ในป่านี้ด้วย 

ใครคนนั้นจ้องจะทำร้ายผม

 

 

 

ผมมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้ฝันไปเพราะความอ่อนเพลียหรืออ่อนล้า 

ผมเห็นเจ้าคนแปลกหน้านั่นมากับตา

 

เห็นได้ชัดว่าเขาดูไม่เป็นมิตร 

สายตาคู่นั่นแลดูอำมหิตผิดมนุษย์ 

 

ผมไม่รู้จักเขา ผมไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร เหตุใดจึงจะต้องตามไล่ล่าผม

 

แต่สิ่งที่ผมรู้แน่ๆคือ ถ้าผมไม่รีบหาทางออกไปจากป่านี้ ผู้ไม่ประสงค์ดีรายนั้นจะต้องวนมาทำร้ายผมอย่างเป็นแน่ 

 

 

 

ผมเดินไปจนเจอพุ่มเบอรี่อยู่ใต้ร่มสน นับเป็นเรื่องน่ายินดี อย่างน้อย มันก็น่าจะช่วยบรรเทาอาการหิวได้ชั่วขณะ

 

ผมทรุดตัวลงนั่งบนดิน เด็ดลูกไม้สีแดงออกจากพุ่ม โยนเข้าปากอย่างไม่สนหลักสุขลักษณะ

 

ผมไม่สนอะไรอีกต่อไป ผมกำลังหิวมาก

 

ผมจำได้ว่าครั้งหนึ่ง เจ้าเด็กผู้ชายตัวอ้วนเหมือนลูกโป่งน้ำที่อาศัยอยู่ข้างบ้านเคยล้อผมว่า ผมทำอะไรแทบไม่เป็น ถ้าผมหลงป่าไปก็จะมีแต่จะอดตายเพราะหาข้าวปลาอาหารไม่ได้

 

ดูเหมือนไอ้อ้วนนั่นจะสบประมาทผมเกินไปหน่อย ผมหลงป่ามาหลายวัน แต่ก็ยังมีแรงเดินต่อจนถึงวันนี้

 

ท่ามกลางเสียงฟันบดผลไม้และเสียงหรีดหริ่งเรไรของมวลแมลง ผมคล้ายแว่วยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนกำลังเดินใกล้เข้ามา

 

 

มันดูเหมือนว่าเสียงนั้นจะค่อยๆดังขึ้นเรื่อยๆ...เรื่อยๆ...

 

ผมรีบพยุงตัวขึ้น หันไปด้านหลัง

 

ที่ผมเห็นมีเพียงแต่ต้นสน

 

ผมมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้คิดไปเอง

สัญชาตญาณของผมไม่เคยพลาด

ทักษะการฟังของผมเป็นเลิศ

 

ขนาดเจ้าหน้าที่แมรี่เองยังเคยชื่นชมว่าผมหูดียังกะหมาตำรวจ 

(อืม...เอาเข้าจริงผมเองก็ไม่แน่ใจเสียเท่าไหร่ว่านั่นเป็นคำชม) หล่อนบอกว่าด้วยทักษะการแยกเสียงระดับดีเยี่ยมนี้ ผมสามารถมาทำงานในหน่วยของหล่อนได้เลย

 

 

มันฟังดูเท่ดีนะ เมื่อเราค้นพบว่าตัวเองมีพรสวรรค์พิเศษ ในตอนเด็กผมเคยมโนไปเสียด้วยซ้ำว่าตัวเองคือยอดสายลับนักดักฟัง

 

 

 

แต่ตอนนี้ ผมไม่มั่นใจว่าทักษะพิเศษนั้นจะช่วยให้ผมรอดพ้นจากภัยอันตรายได้ไหม

 

เรื่องนี้ไม่ชอบมาพากล ผมชักจะเริ่มแน่ใจแล้วว่า ใครคนนี้อาจจะกำลังสะกดรอยตามผมมาจริงๆ

 

     การอยู่กับที่อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีเท่าไหร่ในสถานการณ์อย่างนี้ ผมตัดสินใจเก็บลูกเบอรรี่ที่เหลือยัดใส่กระเป๋ากางเกง กอบโกยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะออกตัววิ่งตรงไปอย่างไร้จุดหมาย

 

 

 



 

-3-

 

     เวลาล่วงเลยมาจนถึงค่ำ บัดนี้ ท้องฟ้าสีส้มแปรเปลี่ยนเป็นสีดำทมึน แสงจันทร์สีนวลสาดลงมาสู่ผืนป่าดูงดงาม

 

ขอบคุณพระเจ้าที่สร้างธรรมชาติไว้ให้เราชื่นชม แต่ตอนนี้มันไม่ช่วยอะไรเลย!

 

 

นี่ก็ผ่านมาหลายชั่วโมงแล้ว เรายังไม่เจอตัวเขาเลย ลางสังหรณ์บอกฉันว่าถ้าเรายังหาตัวเขาไม่เจอภายในคืนนี้ เรื่องนี้อาจจะจบไม่สวย

 

 

 

คนร้ายยังคงลอยนวลอยู่ในป่านี้...

 

 

 

ที่นี่คือป่า มันก็แค่ป่า

ธรรมชาติอันงามสง่าที่ถูกสร้างขึ้นโดยสิ่งที่เรียกว่า 'พระเจ้า' และกำลังจะถูกทำลายลงโดยสิ่งที่เรียกว่า 'มนุษย์' (และ 'ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม')

 

หากไม่มีอะไรผิดไปจากปรกติ นิยามของมันก็ควรจะเป็นอย่างนั้น

 

 

 

หากไม่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นเสียก่อน...

 

 

 

ความอลหม่านเริ่มต้นขึ้น เมื่ออดีตนักธุรกิจแก่เจ้าของร้านอาหารดัง 

หายเข้าไปในป่า  ลูกหลานที่บ้านบอกว่าแกป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์  พวกเขาพาคนชราออกมาสูดอากาศยามเย็นที่ริมป่า คลาดสายตาประเดี๋ยวเดียว คนแก่ก็หายวับไปราวกับถูกธรณีสูบ

 

 

เจ้าหน้าที่กู้ภัยระดมกำลังกันออกตระเวนหา โชคดีที่พวกเขาพบก็ผู้สูญหาย แต่โชคร้ายที่กว่าจะไปถึง แกก็ไร้ซึ่งลมหายใจเสียแล้ว

 

ด้านหลังศีรษะคนแก่ถูกทุบด้วยของแข็งอย่างแรง  แพทย์ยืนยันว่านี่ไม่ใช่ฝีมือสัตว์ป่าอย่างแน่นอน

 

ความตายของชายแก่คือปริศนา

มันเป็นลักษณะที่ผิดธรรมชาติ ขนาดเจ้าหน้าเองก็ยังไม่ปักใจเชื่อว่ามันเป็นอุบัติเหตุ

 

เนื่องจากผู้เสียชีวิตเป็นคนมีชื่อเสียงในแถบนี้ เหล่านักหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นจึงพากันคาดเดาและแต่งเติมสาเหตุการตายกันอย่างรื่นเริงบันเทิงใจ

 

พวกเขาผสมผสานจินตนาการส่วนตัวลงไปในการเขียนข่าว โดยไม่คำนึงถึงจิตใจญาติสนิทมิตรสหายผู้สูญเสียเลยแม้สักนิด

 

หนังสือพิมพ์บางฉบับนำเสนอข่าวว่ามันเป็นเพียงอุบัติเหตุ ชายคนนี้ลื่นล้ม หัวฟาดก้อนหิน

 

บ้างก็ว่านี่เป็นการจัดฉากของสมาชิกในครอบครัว เพื่อหวังจะฮุบมรดกของชายชราไปครอง

 

บ้างก็ว่าการตายของแกเป็นฝีมือของผีสางนางไม้

 

บ้างก็บอกว่าชายคนนี้ถูกฆ่าอย่างทารุนโดยสัตว์ประหลาดลิงยักษ์ที่ถูกพูดถึงในตำนาน

 

 

เมื่อข่าวทั้งหลายเดินทางไปจนถึงหูของเหล่าวัยรุ่น พวกเขาก็เกิดนึกคึกคะนองลองดีอยากจะเข้าไปพิสูจน์ความจริงกันในป่า

 

หลายคนแอบลักลอบเข้าไปอัดวีดีโอแล้วนำมาอัพโหลดลงบนอินเตอร์เน็ต 

 

แน่นอนว่าพวกมันกลายเป็นคลิปดังภายในชั่วข้ามคืน เช่นเดียวกับตำนานพื้นเมืองเรื่องมนุษย์ลิงยักษ์ที่มวลมหาประชาชนกลับมาให้ความสนใจอีกหน

 

วัยรุ่นบางรายสร้างสถานการณ์จำลองขึ้นมาเพื่อช่วยให้วีดีโอของพวกเขาดูมีความระทึกมากยิ่งขึ้น พวกเขาเข้าไปในป่า ให้คนรู้จักปลอมเป็นภูตผีหรือใส่ชุดมนุษย์ลิงมาแกล้งหลอกคนอัดคลิปไปตามบทบาท

 

 

 

     แต่ทว่าความสนุกนี้ก็อยู่ได้ไม่นาน 

เมื่อมีวัยรุ่นบางคนเดินถือกล้องเข้าป่า...และไม่ได้กลับมาอีกเลย

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับรายงานผู้สูญหายวัยคะนองทุกวี่วัน จนพวกเขาต้องออกมาประกาศเตือนประชาชนอย่างจริงจังว่าห้ามเข้าไปในอาณาบริเวณป่า

 

ในที่สุด ความจริงก็ถูกเฉลย เมื่อโรงพยาบาลจิตเวชแห่งหนึ่งออกมาแถลงว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา 

รถขนย้ายผู้ป่วยของทางโรงพยาบาลได้เกิดอุบัติเหตุผลิกคว่ำบนถนนข้างป่า

คนไข้ที่นั่งมาในรถสามารถหลบหนีไปได้หนึ่งราย

 

หนึ่งรายที่ว่า มีสภาพจิตใจไม่ปรกติ เขาเคยก่อเหตุสังหารหมู่ ฆ่าคนโดยไม่เลือกหน้ามาแล้วเมื่อปีก่อน

 

 

จากคดีคนหายกลับกลายมาเป็นคดีฆาตกรรม เจ้าหน้าที่สั่งปิดล้อมป่า ออกประกาศเตือนห้ามประชาชนเข้าป่าอย่างเด็ดขาด

 

 

 

ฆาตกรยังคงอยู่ในป่านี้...

 

 

 

วัยรุ่นชายที่หายตัวไปคนล่าสุด อายุราวสิบเจ็ดปี  ไม่มีใครรู้ว่าเขามาที่นี่ทำไม

แต่ฉันก็พอจะคาดเดาได้ว่าเขามาที่นี่เพื่อมาอัดวีดีโอเหมือนกับคนอื่นๆ 

 

เราควรจะพบตัวเจ้าหนุ่มนั่นก่อนที่เขาจะเผชิญหน้ากับคนร้าย

เจ้าฆาตกรจะฆ่าทุกคนที่เจออย่างไร้ความปรานี...

 

 

 

 

 

ลิซ่าหยุดดมกลิ่น เห่าสามครั้ง 

ฉันรีบรุดตัวไปหาลิซ่า ย่อตัวลง 

     "เก่งมาก เจ้าเด็กดี" ฉันลูบหัวลิซ่าเบาๆพลางก้มมองวัตถุบนพื้น

รองเท้าอีกข้างหนึ่ง...

 

 

     "รองเท้า?" เจ้าหน้าที่คนหนึ่งพูด

ฉันหยิบรองเท้าในซองใสมาเทียบกับสิ่งที่พบบนพื้น

 

 

มันเป็นรองเท้ารุ่นเดียวกัน ขนาดเท่ากัน

ทั้งสองข้างเป็นสมบัติของ อังเดร เฮาส์ อย่างเป็นแน่

 

ทำไมรองเท้าถึงมาหลุดอยู่ตรงนี้ได้

มันดูราวกับว่าเจ้าของรองเท้ากำลังวิ่งหนีอะไรบางอย่างอยู่ จนไม่มีเวลาแม้แต่จะก้มเก็บรองเท้า

ไม่ทันไร เจ้าหน้าที่คนหนึ่งก็ตะโกนขึ้นมา


     "ทุกคน! ดูนี่สิ..." เสียงตะโกนสำเนียงสั่นฟังดูแปลก แต่ทุกคนก็เดินไปในจุดที่เจ้าหน้าที่นายนั้นเรียก 

 

คนตะโกนสีหน้าไม่สู้ดี ชี้นิ้วไปที่พุ่มเบอร์รี่

     "...หลังพุ่มไม้นั่น" คนชี้นิ้วเอ่ยแต่เพียงสั้น

 

ฉันได้แต่ยืนนิ่งในมือกำสายจูงแน่น

ไม่มีใครทำอะไร

 

หัวหน้าเดินถือไฟฉาย ตรงไปที่พุ่มเบอร์รี่ แหวกมันออก สาดแสงเข้าไป

 

ลำแสงสีขาวเผยให้เห็นบางสิ่งที่ปกอยู่หลังพุ่มไพร

 

 

ร่างของชายผมสีน้ำตาลหยิกนอนหน้าคว่ำ  

 

     "อย่าบอกนะว่า นั่นคือ..." หนึ่งในพวกเราเอ่ย

 

หัวหน้าก้มตัวลงสำรวจ เขาพลิกร่างนั้นหงาย เผยให้เห็นคราบเลือดแห้งกรังเหนือหน้าผาก

 

     "ไม่ใช่" หัวหน้าว่า

     "คนละคนกัน"

 

หัวหน้าก้มจับชีพจร ถอนหายใจพลางส่ายหัว

 

     "พวกเรามาช้าไป" หัวหน้าพูด

 

 

 

หัวหน้ายืนขึ้น มองคราบเลือบบนก้อนหินข้างศพ เอ่ยน้ำเสียงห้วน

     "คนร้ายใช้วิธีเดิม ทุบหัวเหยื่อจนตาย"

 

ทุกคนยืนนิ่ง นอกจากหัวหน้าไม่มีใครเอ่ยคำใด ฉันขนลุกชู่ เหตุฆาตกรรมอยู่ตรงหน้า และฆาตกรยังคงอยู่ในป่านี้

 

ใครคนหนึ่งเอ่ยเสียงเยือกเย็น 

     "ศพที่หก..."

 

 

 

หัวหน้าถอยออกจากร่างคนตาย หันมามองลูกน้อง

     "เดี๋ยวผมจะวิทยุไปรายงานกับหน่วยอื่น" หัวหน้าว่า ทุกคนพยักหน้ารับ

 

ชายวัยสี่สิบหยิบวิทยุสื่อสารออกมาแนบชิดติดหู เป็นขณะเดียวกับที่เจ้าหน้าที่บางคนเข้าไปมุงสำรวจร่างไร้วิญญาณ

 

 

ฉันเจอสิ่งแบบนี้จนชินตา งานของเราคลุกคลีอยู่กับสิ่งไม่สวยงามเสมอ แต่ถ้าเลี่ยงได้ ฉันก็ไม่ค่อยอย่างจะเห็นมันสักเท่าไหร่

 

ลิซ่ากระดิกหางไปมา ฉุดรั้งเชือกไปในทิศทางของคนตาย

 

     "ไม่! ลิซ่า! ฉันจะไม่ไปทางนั้นเด็ดขาด"ฉันพูด

 

ทันที่ที่พูดจบลิซ่าก็หยุดกระชากเชือก เงยหน้า หางตก สบตาฉัน ทำเสียงออดอ้อน

 

ฉันพยายามเพิกเฉยแต่นัยน์ตาไร้เดียงสาคู่นั้น(อย่างที่หัวหน้ามักกระทำกับลิซ่า) แต่แล้วฉันก็ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้

 

     "ก็ได้ๆ" ฉันพูด ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้

     "ให้ดูแค่นิดเดียวนะ" 

 

สิ้นคำ ลิซ่าก็กระดิกหางขึ้นมาพลันราวกับเข้าใจภาษาคน รีบดึงฉันเข้าหาร่างคนตายอย่างเปี่ยมสุขี

 

เจ้าหน้าที่ผู้ยืนมุงหลีกทางให้กับเรา

 

ลิซ่าก้มดมศพอย่างไม่รังเกียจ เช่นเดียวกับหัวหน้าและเจ้าหน้าที่คนอื่นๆที่ด้านชาต่อการเห็นกายหยาบของมนุษย์

 

     "เขาชื่อ นาทาน แกรมเบีย " เจ้าหน้าที่นายหนึ่งพูด ในมือถือบัตรประชาชนคนตาย

 

     "เดี๋ยวนะ...นาทาน แกรมเบีย" เจ้าหน้าที่อีกนายว่า พลางส่องไฟไล่ดูสมุดเล่มจิ๋วในมือ

 

เจ้าหน้าที่นายอายุพอๆกับฉัน เขามักจดรายละเอียดของทุกภารกิจลงในสมุดบันทึกส่วนตัวอยู่เป็นวิสัย

 

     "ใช่จริงๆด้วย" คนถือสมุดว่า

     "นาทาน แกรมเบีย อายุยี่สิบปี หายตัวเข้าไปในป่าเมื่อสี่วันที่ผ่านมา"

 

ฉันมองดูร่างเวทนาตรงหน้า 

วัยรุ่นสวมเสื้อยืด ผมสีน้ำตาลหยิก คล้ายกับคนในรูปถ่าย เพียงแต่ว่าใบหน้าต่างกัน

 

 

 

ชายผู้นี้ไม่ใช่ อังเดร เฮาส์

หากแต่เป็น นาทาน แกรมเบีย ผู้เคราะห์ร้าย

 

     "ตายไปหนึ่ง เหลืออีกหนึ่ง" คนถือสมุดพูด ก่อนจะเก็บมันใส่กระเป๋าเสื้อ

 

ถูกของเขา ในป่านี้เหลือผู้รอดชีวิตอีกแค่รายเดียว 

 

ถ้าคืนนี้เรายังหา อังเดร เฮาส์ ไม่พบ นิยายบทนี้จบไม่สวยแน่

 

 

 

ฉันมองคนตายอีกหน พึ่งจะเห็นว่าบนเสื้อของวัยรุ่นรายนี้มีลวดลายตัวหนังสืออยู่...

 

     "เนทตี้ เมท?" ใครคนหนึ่งที่มามุงดูอ่านข้อความบนเสื้อยืดคนตาย

 

ฉันคล้ายเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน แต่ก็ไม่แน่ใจว่าคืออะไร

 

     "เนทตี้ เมท! ผมรู้จักชื่อนี้! มิน่าล่ะผมถึงคุ้นๆหน้าเขา" ใครอีกคนที่ดูมีอายุมากกว่าคนแรกกล่าว

     "หืม? เขาเป็นใคร?"

     "คนดังบนอินเตอร์เน็ตน่ะ เป็นยูทูปเบอร์ มีช่องส่วนตัว ชื่อ 'เนทตี้ เมท'

เขาชอบทำคลิปแกล้งคนตามประสาวัยรุ่น ลูกสาวผมชอบดู..." 

 

เจ้าหน้าที่นายนั้นก้มมองศพอย่างอาลัย เอ่ยด้วยเสียงสลด

     "...ถึงผมจะไม่ค่อยชอบคลิปของเขา แต่ผมก็ไม่อยากให้เขาต้องมาจบอย่างนี้เลย"

 

 

 

 หัวหน้าก็เดินกลับมา สีหน้าไม่เปลี่ยนไปจากเดิม

     "เอาล่ะ! ทางนู้นรับทราบเรื่องแล้ว ยังไม่พบตัวคนหายเหมือนกัน เราจะเอายังไงกันต่อดี?"

 

 

สิ้นเสียงหัวหน้า ฉันรับรู้ได้ถึงแรงตึงของเชือกในมือ 

ลิซ่าเห่าเสียงดัง พยายามฉุดตัวเองไปด้านหน้าอย่างแรง

 

 

น่าแปลก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ลิซ่าไม่เคยแสดงอาการดื้อดึงอย่างนี้มาก่อน

 

     "ลิซ่า? เกิดอะไรขึ้น?"

 

ลิซ่าไม่ตอบ (อันที่จริงฉันก็ไม่หวังว่าจะได้คำตอบหรอก) ยังคงพยายามพุ่งตัวออกไป

 

     "เดี๋ยวเถอะ! ลิซ่า! เจ้าเด็กดื้อ!"

ฉันรั้งตัวลิซ่าไว้ สายตาหลายคู่กำลังมองมาที่เรา

 

หัวหน้าเลิกคิ้ว เดินตรงมาหาฉัน

 

     "ช้าก่อน เวนดี้" หัวหน้าเรียก

 

ฉันหันไปมองหัวหน้า

ในมือยังคงชักกำสายจูงแน่น

 

     "ให้ลิซ่านำไป" หัวหน้าสั่ง

     "คะ? แต่ว่าปรกติแล้วฉันจะต้อง--"

     "ไม่มีแต่แล้ว! ทำตามที่ผมบอก! " หัวหน้าว่าเสียงขรึม

     "ค--ค่ะ!"

 

 

ตามหลักแล้ว การให้สุนัขนำทางโดยพลการอย่างนี้ผิดหลัก เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตะกี้นี้ลิซ่าดมอะไรเข้าไป และกำลังจะพาเราไปหาอะไร

 

แต่ก็ช่วยไม่ได้ ในเมื่อหัวหน้าสั่ง

หัวหน้าชี้นกต้องเป็นนก ชี้ไม้ต้องเป็นไม้

หัวหน้าสั่งเช่นไร ต้องเป็นไปเช่นนั้น

 

ฉันปล่อยให้ลิซ่าเดินนำอีกหน ครั้งนี้ถึงจะมืดกว่าเดิมแต่พวกเรากลับต้องเดินไวกันกว่าตอนเข้าป่า

ลิซ่าดมกลิ่นได้รวดเร็วจนผิดสังเกต

 

หัวหน้าเดิมตามหลังมาเงียบๆ 

ฉันไม่แน่ใจว่าเขากำลังจะคิดอะไร

 

ฉันไม่รู้ว่าลิซ่าจะนำพาเราไปไหน

 

 

 

บางทีนี่จะเป็นหนทางที่เราจะหาตัว อังเดร เฮาส์ พบ

 

 

 

ก่อนที่ราตรีนี้จะมีศพที่เจ็ด...

 

 



 

-4-

 

     เวลาล่วงเลยมาจนถึงค่ำ บัดนี้ ท้องฟ้าสีส้มแปรเปลี่ยนเป็นสีดำทมึน แสงจันทร์สีนวลสาดลงมาสู่ผืนป่า

 

 

ผมเหนื่อย ผมล้า 

ผมยังคงเดินไปเรื่อยๆ มีความมืดเป็นเพื่อนเคียงกาย

 

หากผมอยู่ที่บ้าน ป่านนี้เราคงจะได้กินมื้อค่ำไปจนอิ่มหนำสำราญกันแล้ว

ผมนึกถึงอาหารฝีมือแม่ อาหารที่รสเลิศด้วยสุดหากใช้หัวใจชิมแทนลิ้น

 

 

 

ผมหวนนึกคิดถึงบ้าน

 

 

 

เสียงหรีดหริ่งเรไรดังไม่มีหยุด ราวกับแมลงเหล่านี้ไม่รู้จักเหนื่อยเหน็ดเลยแม้แต่น้อย

 

 

 

ลมหนาวพัดผ่านกายผม ชวนให้นึกถึงเตาผิงแสนอุ่นที่บ้าน ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยเห็นคุณค่าของมันเลย กระทั่งวันนี้

 

 

ผมไม่แน่ใจว่า ว่ามีใครสะกดรอยตามผมมาอีกไหม ผมไม่ได้หันกลับไปดูมาครู่หนึ่งแล้ว

แข้งขาของผมไม่สะทกสะท้านอะไรอีกต่อไป ผมใช้งานมันมาทั้งวันจนแทบจะด้านชา

 

 

ผมอยากจะเจอเจ้าหน้าที่เต็มทน ภาวนาขอให้พวกเขาพาผมออกไปจากที่นี่ ที่ซึ่งมีคนกำลังตามล่าผมอยู่

 

นอกจากแม่ผม ก็มีเจ้าหน้าที่นี่แหละ ที่ผมสามารถเชื่อใจได้

 

สมัยผมยังเป็นเด็ก เคยมีเจ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่งอาศัยอยู่ในระแวกบ้านผม ผมเรียกหล่อนว่า เจ้าหน้าที่แมรี่

 

 เจ้าหน้าที่แมรี่เป็นเพื่อนบ้านที่ดี หล่อนเป็นคนคุยสนุก และเป็นผู้ให้คำแนะนำที่ดีต่อผม

 

ในวัยนั้นผมสนิทกับเจ้าหน้าที่แมรี่มากกว่าเหล่าบรรดาลูกเด็กเล็กแดงที่อายุไล่เลี่ยกัน ไม่ใช่เป็นเพราะผมปิดกั้นที่จะออกสังคมนะ แต่เพราะพวกเขาทำตัวไม่ค่อยจะเป็นเด็กดีสักเท่าไหร่

 

ทุกเช้า ยามผมเดินไปโรงเรียน ผมจะเห็นเจ้าหน้าทีแมรี่จะออกมาบริหารร่างกายที่สนามหน้าบ้าน หล่อนสวมชุดวอร์มสีดำ ส่งยิ้มทักทายให้กับผมทุกวัน 

 

เจ้าหน้าทีแมรี่รู้ว่าผมอยู่ในชนชั้นผู้ถูกกระทำ

ผมตัวเล็กกว่าเด็กคนอื่น ไร้ซึ่งเพื่อนพ้องน้องพี่จะมาป้องปก ผมจึงโดนพวกเด็กแถวบ้านตามรังควานอยู่ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ

 

แทบจะนับตั้งแต่นาทีแรกที่ผมเดินพ้นเขตตัวบ้าน พวกนั้นก็จะเริ่มก่อกวนผม

บางทีก็ทำท่าทางล้อเลียนบ้าง

บางทีก็สาดน้ำโคลนใส่ผมบ้าง

บางทีก็แกล้งดันผลักผมไปมาเหมือนเป็นลูกฟุตบอล

บางทีพวกเขาบังคับให้ผมส่งมอบแผ่นกระดาษสีเขียวให้ เพื่อแลกกับการที่จะไม่ถูกรุมสกรัม

 

ผมขวัญผวาเป็นอย่างยิ่ง

ตราบทุกวันนี้ผมยังจดจำพวกนั้นได้ทุกคน

 

เจ้าหน้าที่แมรี่เหลืออดกับการที่เห็นผมถูกรังแกทุกวัน หล่อนเข้ามาหาผม ช่วยปลอมประโลมให้ผมรู้สึกอุ่นใจยิ่งขึ้น

 

หล่อนสอนศิลปะการป้องกันตัวให้ผม

ผมจำไม่ได้ว่าชื่อของมันเป็นภาษา จีน ญี่ปุ่น หรือ ไทย

รู้แต่เพียงว่ามันเป็นศัพท์แสงแปลกหูที่ฟังดูตลกดี

 

หล่อนบอกผมว่าหากไม่จำเป็น อย่าไปสู้กับเด็กพวกนั้น ให้ไปขอความช่วยเหลือจากพวกเจ้าหน้าที่

หล่อนว่า เจ้าหน้าที่ทุกนายไว้ใจได้เสมอ พวกเขาพร้อมจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือประชาชนทุกเมื่อ

 

ผมจำได้ว่าตัวเองแวะเวียนมาบ้านเจ้าหน้าที่แมรี่ทุกเย็น หลังเลิกเรียน หล่อนจะสอนเทคนิคการป้องกันตัวให้กับผมพร้อมกับเล่าเรื่องชีวิตการทำงานให้ฟัง

 

หล่อนพบว่าผมมีพรสวรรค์พิเศษแฝงอยู่ในตัว ถึงผมจะตัวเล็ก แต่หูของผมทำงานได้ดีเยี่ยม ผมสามารถแยกเสียงที่ได้ยินและระบุที่มาของเสียงได้อย่างแม่นยำ เจ้าหน้าที่แมรี่ยังเคยพูดไว้ว่า หากผมโตเป็นผู้ใหญ่ จะชวนผมไปทำงานในหน่วยของหล่อน

 

บ่อยครั้งที่ผมมักจะระบายปัญหาส่วนตัวที่โรงเรียนให้หล่อนฟัง 

และเจ้าหน้าแมรี่ก็มักจะเสนอข้อแนะนำดีๆให้กับผม คำแนะนำของหล่อนเหมือนดั่งพรที่ฟ้าประทานมาให้ คำแนะนำเหล่านั้นช่วยทำให้ผมผ่านพ้นปัญหาไปได้โดยดี 

จนผมเองก็เคยคิดว่า บางครั้งคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อาจจะเข้าท่ากว่าคำแนะนำของแม่เสียด้วยซ้ำ

 



แล้ววันหนึ่งหล่อนก็จากชีวิตผมไป

ผมไม่รู้ว่าหล่อนไปไหน

แม่บอกว่าเจ้าหน้าที่แมรี่ได้เลื่อนขั้น

จำเป็นต้องย้ายไปทำงานที่เมืองอื่น

 

ผมเชื่อแม่ เพราะแม่ไว้ใจได้ แม่ไม่เคยพูดโกหก

 

หลังจากที่หล่อนไป ชีวิตผมก็เหมือดมืดบอด ผมหลง หลงไปในเขาวงกตกลางใจตัวเอง แม่แนะนำอะไรไม่ได้ความ แม่สักแต่พูดว่า 'เรื่องแค่นี้ ไม่เห็นจะเป็นไร'

 

แม่ไม่เข้าใจผม

และผมก็ชักจะไม่เชื่อใจแม่

 

เหล่าอันตพาลยังคงรังแกผม

ผมถูกไอ้อ้วนลูกโป่งน้ำข้างบ้านล้อไม่มีเลิก

ปัญหาชีวิตของผมชักจะเริ่มหนักหน่วงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

 

แต่นั่นมันก็แค่อดีต ตอนนั้นผมยังอ่อนหัดและขลาดเขลากว่านี้เยอะ

ผมควรจะเลิกนึกถึงมันและเตรียมหาที่พักค้างแรมสำหรับคืนนี้

 

ผมเดินไป รู้สึกว่ามีบางสิ่งหล่นออกจากกระเป๋ากางเกง ผมไม่สนมัน

เจ้าสิ่งนั้นไม่ต่างอะไรไปจากก้อนเกลือไร้ราคาในเวลานี้ มันกินไม่ได้ ใช้ห่มก็ไม่ได้ มันไม่มีประโยชน์อันใดต่อการดำรงชีพ 

 

ผมยังคงตรงไปเรื่อยๆกระทั่งเห็นสิ่งหนึ่งอยู่เบื้องหน้า บนเนินเตี้ยนั้น มีบ้านไม้หลังเล็กอยู่

 

ผมสบายใจขึ้นมาเล็กน้อย บางทีอาจจะคนอยู่ที่นั่น และถ้าผมโชคดีพอมันอาจจะเพิงพักของพวกเจ้าหน้าที่ พวกเขาจะให้ความช่วยเหลือผมได้ในทันที

 

ผมเดินไต่ขึ้นไปบนเนิน พิเคราะห์ดูบ้านไม้ มันดูหลังเล็กกว่าที่ผมคิดไว้มาก หยักใย่ใต้หลังคาและผนังเก่าที่ผุกร่อนบ่งบอกว่ามันถูกทิ้งมาสักพักแล้ว 

 

ผมตรงไปที่ประตู ตัดสินใจเปิดมันออก

ภายในบ้านมีแต่สีดำ ความมืดมิดยามวิกาลบดบังวิสัยทัศน์ของผม

 

 

ไม่มีใครอยู่ที่นี่

 

 

ผมถือวิสาสะเดินเข้าตัวบ้าน

คืนนี้ผมต้องการที่พักดีๆก่อนที่ตัวเองจะกลายเป็นบ้าไป

 

 การนอนหงายมองหมู่ดาวกลางป่าตลอดหลายคืนที่ผ่านมา ชักจะเริ่มทำให้ผมเริ่มจิตหลอน

 

บ่อยครั้งที่ผมจะต้องสะดุ้งตื่นเมื่อฝันถึงเจ้าหมอนั่น

มันยังคงอยู่ในป่าและกำลังตามหาผมอยู่ 

เจ้านั่นมันโรคจิต มันกำลังจะตามมาทำร้ายผม

 

ผมพอจะเห็นว่าในนี้มีเตาผิงอยู่

นับเป็นโชคดี ดูเหมือนว่าจะมีฟืนที่ยังไม่ได้เผาอยู่ในนั้น 

มันก็น่าจะทำให้ผมผ่านพ้นค่ำคืนที่แสนเหน็บหนาวนี้ไปได้

 

ผมเดินสำรวจท่ามกลางความมืด

พอจะประเมินได้ว่าสถาณแห่งนี่เคยที่อยู่อาศัยหรือไม่ก็สำหรับเก็บของของใครบางคนที่ถูกปล่อยทิ้งร้าง

 

ดูเหมือนโชคชะตาจะเข้าข้างผม

ผมเจอแกลลอนน้ำมันก๊าดอยู่ในตู้เก็บของ มันจะช่วยให้การจุดไฟเป็นไปได้ง่ายขึ้น

 

ผมเรียนรู้เรื่องนี้มาจากเจ้าหน้าที่แมรี่

หล่อนบอกว่าของเหลวจำพวกนี้คืออาหารไฟชั้นยอด

 

ผมไม่สนว่าเจ้าของแกลลอนจะขุ่นเคืองที่ผมหยิบมันมาใช้โดยไม่ขออนุญาต ผมต้องเอาตัวเองให้รอดปลอดภัยจากห้วงราตรีนี้เสียก่อน

 

ผมราดน้ำมันลงบนฟืนในเตาผิง หยิบไฟแช็กออกมาจากกระเป๋า 

 

ที่จริง มันไม่ใช่ไฟแช็กของผมหรอก

ผมจำไม่ได้แล้วเหมือนกันว่าไปเก็บมันมาจากไหน

 

เปลวเพลิงสีส้มลุกโชนขึ้นตรงหน้า ผมนั่งกอดเข่า ผิงไฟ

 

คืนนี้ผมจะพักแรมที่นี่

ข้างนอกไม่ปลอดภัย

เจ้านั่นอาจจะเดินวนเวียนอยู่ในป่า และพร้อมจะลงไม้ลงมือกับผมได้ทุกเมื่อ

 

ในราตรีนี้ บ้านไม้จะเป็นเซฟเฮาส์ของผม มันจะช่วยป้องปกผมจากความหวาดกลัว ความหนาวเย็นและเจ้าคนแปลกหน้าที่จ้องแต่จะทำร้ายผม

 

ผมเอื้อมไปหยิบผ้าสกปรกผืนหนึ่งบนพื้น สะบัดขี้ฝุ่นฟุ้งขจร นำมันมาห่มกาย ล้มตัวลงนอนกับพื้นไม้ ค่อยๆหลับตาลง

 

ผมเหนื่อย ผมล้า ผมเพลียเหลือเกิน

 

ผมไม่อยากอยู่ในป่าอีกต่อไปแล้ว

สาบานได้เลยว่าถ้าผมออกไปได้

ผมจะไม่มีวันกลับมาที่นี่อีก

 

 

 

 



-5-

 

     เสียงเห่าดังขึ้นอีกหน ฉันรีบวิ่งไปดู ย่อตัวลงระดับเดียวกับลิซ่า มองของบนพื้น กล่องกระดาษขนาดจิ๋วทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้านอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นหญ้า

 

 

 

มันคือซองบุหรี่

โลโก้บนกล่องช่างดูแปลกตา

 

 

 

ฉันโน้มกายลงไปหยิบมัน สำรวจดูด้วยสายตา

 

ใครบางคนทำมันตกเอาไว้

 

ซองบุหรี่ยังคงถูกผนึกอยู่ เจ้าของคงจะไม่มีอารมณ์ที่จะเสพน้ำมันทาร์เข้าปอด

แหงสิ เวลานี้จะให้ดูดบุหรี่อย่างสบายใจเฉิบกันได้อย่างไร ในเมื่อยังคงมีฆาตกรจิตวิปริตป้วนเปี้ยนอยู่ในป่า

 

 

     "เจออะไรรึเปล่า เวนดี้?" เสียงหนึ่งถาม

ฉันหันไปมอง เจ้าหน้าที่หลายคนยืนอยู่เบื้องหลัง

 

     "บุหรี่" ฉันพูด 

     "ยังไม่แกะซอง" 

 

หัวหน้าเดินมาเงียบๆ มองกล่องมะเร็งในมือฉัน

 

     "คิดว่ามันเป็นใคร?" หัวหน้าถาม

ฉันยักไหล่ตอบ

 

 

ฉันเองก็ไม่แน่ใจว่านี่ใช่ทรัพยสินของ อังเดร เฮาส์ ที่เรากำลังค้นหาตัวกันอยู่หรือเปล่า

ไม่มีใครรู้ว่าเขาสูบบุหรี่หรือไม่

 

ตามหลักแล้ว เด็กอายุต่ำกว่ายี่สิบไม่ควรจะมีอะไรแบบนี้ไว้ในครอบครอง เว้นเสียแต่ว่าพวกเขาเรียนรู้ที่จะแหกกฎสังคมตั้งแต่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ

 

 

 

 

     "นี่มัน 'มาร์ลโบโร' หนิ" 

เสียงหนึ่งกล่าว

ฉันเอี้ยวตัวไปหาคนพูด เขาเป็นชายอายุไล่เลี่ยกับหัวหน้า แต่ใบหน้าดูแก่โทรมกว่า ทุกคนรู้จักเขาในฐานะ 'เซียนบุหรี่'

 

    

     "อืม บุหรี่คนมีสตางค์น่ะ" เจ้าหน้าที่นายนั้นว่า

 

ใครอีกคนเดินเข้ามาดูบุหรี่ในมือฉัน

     "มาร์ลโบโร... ยี่ห้อโปรดของ เนทตี้ เมท!" ใครคนนั้นเอ่ย

 

เซียนบุหรี่เลิกคิ้ว มองคนพูด

     "เนทตี้ เมท?"

     "เอ้อ! ผมหมายถึง นาทาน แกรมเบีย...คนที่เราเจอเป็นศพน่ะครับ ลูกสาวผมเคยเล่าให้ฟังว่าเขาชอบสูบบุหรี่มาร์ลโบโรเป็นประจำทุกวัน..."


     

     "เจ้าหนุ่มนั่นเอาเงินตั้งเยอะแยะมาจากไหน?"

 "มันแพงพอดู" 


     "ไม่รู้สิครับ" คู่สนทนายักไหล่

     "ลูกสาวบอกผมว่า เนทตี้ เมท ได้เงินมาจากการทำอาชีพยูทูปเบอร์ แต่ส่วนตัวผมว่าไม่น่าจะใช่..."

 

 

 

พูดยังไม่ทันจบ เสียงตะโกนก็ดังแทรกเข้ามา

 

     "เฮ้! ทุกคน! มาดูนี่สิ" 

ทุกร่างหันไปมองคนตะโกน เจ้าหน้าที่นายหนึ่งกำลังกวักมือเรียกให้พวกเราเดินไป

 

 

ฉันจูงลิซ่าไปหาเขา คนอื่นๆเดินตามมา

     "มีอะไร?" หัวหน้าชิงถาม

 

ชายในเครื่องแบบชี้นิ้วไปที่บริเวณเนินขนาดหย่อมที่อยู่ไม่ไกลจากจุดที่พวกเราอยู่กัน มีบางสิ่งที่ดูเหมือนบ้านไม้หลังน้อยตั้งอยู่

 

 

 

     "บ้าน?" ใครคนหนึ่งเอ่ยเสียงฉงน

ฉันหยีตามอง คล้ายเห็นแสงสว่างน้อยๆเล็ดลอดออกมาจากหน้าต่างบ้าน

     "เอาไงดีครับ?" คนชี้นิ้วหันไปถามหัวหน้า

 

หัวหน้าเงียบไป มองภาพบ้านกลางป่าด้วยสายตาเฉียบคมดุจเสือจ้องเนื้อ ดูเหมือนหัวหน้าสังเกตเห็นแสงไฟจากบ้านเช่นเดียวกัน

 

ไม่นานหัวหน้าก็ให้คำตอบกับเรา

     "เราจะไปที่นั่น" หัวหน้าพูด น้ำเสียงจริงจังกว่าทุกครา

 

     "เวนดี้!" หัวหน้าเรียกเสียงห้วน

     "คะ?" ฉันสะดุ้ง

     "เตรียมลิซ่าให้พร้อมด้วย เราไม่รู้ว่าเราจะต้องเจอกับอะไร"

 

 

ฉันผงกหัว ก้มดูลิซ่า เจ้าสุนัขดูจะไม่มีท่าทีกลัวเกรงอะไรเช่นเคย

 

 

 



-6-

 

ผมไม่รู้ว่าตัวเองเผลอหลับไปตอนไหนหรือนอนไปนานแค่ไหนแล้ว 


ผมรู้แต่ว่าผมตื่นขึ้นมากลางดึก

เสียงของบางสิ่งปลุกผมขึ้นมาจากฝัน

 

 

 

ผมฝันร้าย

ฝันร้ายเป็นรอบที่ล้าน

 

 

 

เจ้านั่นมันมาเข้าฝันผม วิ่งไล่ผมกลางป่า เช่นเดียวกับที่ผมฝันอยู่ทุกคืนตั้งแต่เข้ามาอยู่ในป่านี้

 

 

แต่ตอนนี้มันจบลงแล้ว ผมตื่นจากฝันร้าย และกำลังอยู่ในความจริงที่แย่ยิ่งกว่าฝัน

 

 

 

ตอนนี้มีบางสิ่งกำลังอยู่นอกบ้าน

 

 

 

หูของผมได้ยินอย่างนั้นจริงๆ

มันทำงานไม่เคยพลาด ทักษะการฟังผมดีเยี่ยม เจ้าหน้าที่แมรี่ก็บอกอย่างนั้น

 

นี่มันชักจะไม่เข้าท่า

บางทีเจ้านั่นอาจจะตามรอยผมจบพบแล้ว หรือบางที บ้านหลังนี้อาจจะเป็นรังนอนของมันตั้งแต่แรก

 

 

 

สถานการณ์ชักเริ่มกดดัน ผมต้องทำอะไรสักอย่าง

 

 

 

ผมรีบลุกขึ้น ใช้ผ้าดับไฟในเตาผิง ตรงไปที่ประตู

 

 

ประตูไม่มีกลอน แต่โชคยังดีที่ลูกบิดมีปุ่มสำหรับกดล็อกจากด้านใน

 

ผมรีบล็อกมันก่อนจะสายเกิน หันกลับมา รีบสำรวจดูว่ามีอะไรพอจะใช้ป้องกันตัวได้บ้าง

 

ผมเจอขวานสับฟืนซ่อนอยู่ในตู้ไม้

 

มันค่อนข้างที่จะหนักสำหรับคนผอมแห้งแรงน้อยอย่างผม แต่ก็พอจะยกไหวอยู่ ที่คมขวานมีลอยแปดเปื้อน ความมืดทำให้สมองของผมสับสนว่ามันเป็นสนิมหรือคราบเลือดแห้งกรัง

 

 

 

หูของผมบอกว่าเจ้าสิ่งนั้นกำลังมาที่ประตูบ้าน

 

 

 

ผมเหมือนได้ยินเสียงเห่า

 

 

 

บางทีสิ่งที่อยู่ด้านนอกอาจจะไม่ใช่คน

ผู้บุกรุกของผมคงจะเป็นหมาป่าที่ออกมาหามื้อค่ำเฉยๆ

 

 

งั้นก็ดีไป หมาป่าพังเข้ามาในนี้ไม่ได้หรอก มีแต่หมาป่าในนิทานเท่านั้นที่จะพังบ้านไม้ด้วยการพ่นลมหายใจใส่

 

 

 

 

ก็อกๆ...

 

 

 

เสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอก

หูของผมทำงานไม่มีพลาด บางสิ่งที่อยู่ข้างนอกนั่นกำลังเคาะประตู

 

 

ผมกำอาวุธแน่น รุดตัวไปประชิดกับมุมหนึ่งของห้อง หัวใจสั่นรัว

 

มันไม่ใช่หมาป่า มีแต่หมาป่าในนิทานเท่านั่นที่จะเคาะประตูบ้านเพื่อล่อลูกแกะไปเปิดให้มันเข้ามา

 

ผมกำขวานแน่น ไม่รู้ว่าผู้มาเยือนเป็นมิตรหรือศัตรู นี่อาจจะเป็นกลลวงของหมอนั่นที่จะล่อให้ผมเดินไปหา ผมไม่ได้ซื่อบื้อเหมือนลูกแกะในนิทาน ผมจะไม่หลงกลมัน

 

ผู้บุกรุกอยู่ด้านนอก ผมยืนตัวสั่นเทาอยู่ด้านใน หลังแทบจะแนบชิดติดผนัง

 

จากเสียงเคาะก็เริ่มจะเปลี่ยนเป็นเสียงทุบ มันเริ่มจะรุนแรงขึ้น ประตูสั่นระรัวราวกลับว่ามันกำลังกลัวสุดขีด

 

ผมเกร็งข้อแขน จับอาวุธในมือให้มั่น พร้อมประจัญหน้ากับผู้บุกรุก

 

ใจหนึ่งผมก็กลัว แต่ผมต้องทำใจดีสู้เสือไว้

มันหลอกหลอนผมมาหลายคืนแล้ว

คืนนี้ผมจะเอามันคืนให้ได้

 

 

 

โครม!

 

 

 

ประตูไม้ถูกถีบออกอย่างแรง แสงไฟสีขาวถูกสาดส่องเข้ามาด้านใน ผมยกขวานขึ้นป้องใบหน้า หยีตาดู

 

 

 

สิ่งที่ยืนอยู่หลังบานประตูนั้นคือกลุ่มคนในเครื่องแบบเจ้าหน้าที่ ผมรู้จักเครื่องแบบเหล่านี้ดี มันเป็นเครื่องแบบเดียวกับชุดภาคสนามของเจ้าหน้าที่แมรี่

 

ผมรู้สึกโล่งใจ ในที่สุดก็มีคนเจอตัวผมเสียงที ผมกำลังอยู่ในสภาวะปลอดภัย

เจ้าหน้าที่ทุกคนเชื่อใจได้

 

ผมรีบวิ่งตรงไปหาพวกเขา อยากจะกล่าวขอบคุณเป็นอย่างยิ่งที่ตามหาผมจนพบ

 

 

 

ขอบคุณพระเจ้า ผมปลอดภัยแล้ว...

 

 

 

 

 

 

 

ปัง!

 

 

 

 

 

 

นั่นคือเสียงสุดท้ายที่ผมได้ยิน

ความร้อนที่หน้าอกคือสิ่งสุดท้ายที่ผมรับรู้

 

ผมทรุดตัวลง พยามยามใช้มือยันพื้นพยุงกาย

 

 

และแล้วความมืดก็เป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมได้เห็น

 

 

 



-7-

 

ฉันยืนอยู่นอกบ้านไม้

ลิซ่าอยู่นอกบ้านไม้

คนอื่นๆก็อยู่นอกบ้านไม้

 

หัวหน้ายืนอยู่หน้าประตู เขม่าควันขาวลอยออกจากปากกระบอกปืน

ชายวัยกลางคนใช้สายตาสอดส่องภายในอย่างรวดเร็ว ก่อนจะย่างก้าวเข้าไปในบ้านอย่างระมัดระวัง

 

 

 

หัวหน้าย่ำไปบนพื้นไม้เปรอะเลือด สาดไฟฉายไล่ความมืด

ย่อกายลงสำรวจร่างหนึ่งที่นอนนิ่งอยู่กลางบ้าน

 

หัวหน้าหันมาหาพวกเรา ทำสัญญาณมือ

 

     "เข้ามาได้" หัวหน้าเอ่ยเสียงเรียบ ไร้ซึ่งท่าทีรู้สึกผิดที่ฆ่าเพื่อนมนุษย์

 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หัวหน้าทำอย่างนี้

หัวหน้าเป็นมือปราบ หัวหน้าเป็นนายอำเภอ

นายอำเภอยิงโจรผู้ร้ายตายย่อมเป็นเรื่องปรกติของหนังคาวบอย

 

 

 

คนอื่นๆสาวเท้าเข้าไปในตัวบ้าน

ลิซ่าดึงตัวฉันให้เข้าไปในบ้านราวกับรู้หน้าที่

 

ฉันจำใจจูงลิซ่าเจ้าไปในที่เกิดเหตุ

ลำแสงไฟฉายขับไล่ความมืดออกจากบ้าน 

เหล่าเจ้าหน้าที่ทุกนายช่วยกันเดินสำรวจดูสถานที่เกิดเหตุ

 

ฉันเห็นชายสองคนกำลังยืนคุยกัน

     "เจอตัวคนหายไหม?" ใครคนหนึ่งถาม

     "ไม่เลย บ้านนี้มีเจ้านั่นอยู่คนเดียว"

     "โอ้ พระเจ้า ขอให้ไอ้หนุ่มนั่นปลอดภัยด้วยเถิด" 

 

 

ลิซ่าพาฉันมาอยู่ข้างหัวหน้า

 

หัวหน้ายังคงมีสีหน้าไม่เปลี่ยน 

เขากำลังก้มสำรวจร่างบนพื้นไม้

 

ชายวัยรุ่นผมสีน้ำตาลหยิกนอนไม่ไหวติง ขวานตัดฝืนตกอยู่ไม่ไกลกาย

 

     'ศพที่เจ็ด' ฉันนึกในใจ

 

     "เท่ระเบิดไปเลยว่ะ! เพื่อนยาก!" เจ้าของฉายา 'เซียนบุหรี่' ตบไหล่หัวหน้า

     "สุดยอดไปเลยครับหัวหน้า! ยังกะในหนังแหนะ! คนร้ายถือขวานจะพุ่งมาจามหัว แล้วพระเอกก็ยิงได้ทันเวลาพอดี" ใครอีกคนหนึ่งเสริม

 

หัวหน้าจ้องพวกเขาด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ฉันพอจะเดาได้ว่าหัวหน้ากำลังตำหนิพวกเขาในใจว่าไม่รู้จักกาลเทศะ

 

หัวหน้าเดินปลีกออก หยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมาอีกหน ฉันรู้ว่าเขาจะทำอะไร

 

ตอนนี้ฉันอยู่กับลิซ่า เราทั้งคู่ยืนนิ่งอยู่หน้าศพอย่างเงียบ

หูของฉันแว่วยินเสียงเจ้าหน้าที่ด้านหลังกำลังพูดคุยกัน

 

     "แปลก! ทำไมหมอนี่ถึงได้ทำร้ายทุกคนที่เจอ?" เจ้าหน้าที่คนหนึ่งพูด

     "เท่าที่อ่านดูในรายงานแพทย์ เขาเป็นพวกวิกลจริตจิตหวาดระแวงครับ" อีกคนตอบ

     "หวาดระแวง?"

     "ครับ ในรายงานบอกว่าเขามีอาการระแวงผู้อื่นโดยไม่มีเหตุผล เขาคิดว่ามีคนจ้องจะตามมาทำร้ายอยู่ตลอดเวลา"

     "ทำไมเขาถึงเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะ?"

     "เท่าที่รู้มา เหมือนกับว่าตอนเด็กเขามีพัฒนาการช้า ตัวเล็กกว่าใครเพื่อน เรียนรู้อะไรได้ไม่เร็วเท่าเด็กวัยเดียวกัน  เขาจึงตกเป็นเป้ารังแกของพวกเด็กเกเร..."

     "เขาทนอยู่นานจนเริ่มมีปัญหาทางจิต เขาเริ่มหวาดระแวงทุกสิ่งรอบตัว จนต้องทำลายมันลงก่อนที่มันจะทำร้ายเขา ในที่สุดเขาก็ก่อคดีถือมีดวิ่งไล่แทงคนในโรงเรียน"


     "ผมเคยได้ยินข่าวนี้อยู่เมื่อปีก่อน แล้วยังไงต่อ?" ฝ่ายผู้ฟังถาม


     "เขาถูกส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวช อาการเขาดีขึ้นตามลำดับ ผมได้ยินมาว่าทางโรงพยาบาลบำบัดอาการเขาจนเกือบจะหายขาดแล้ว หมอที่รักษาอนุญาติให้เขาย้ายไปอยู่โรงพยาบาลอีกแห่งที่มีมาตรการเข้มงวดน้อยกว่าได้..."

 

คนเล่าพักกระแอมไอ

 

     "...น่าเสียดายที่ระหว่างเดินทาง รถดันเกิดอุบัติเหตุ เขาหลุดหนีเข้าไปในป่า อาการเขาน่าจะกลับมากำเริบใหม่หลังจากติดอยู่ในป่านี่แหละ..."

 

เสียงฝีเท้าดังขึ้น ฉันหันไปหาต้นเสียง

หัวหน้าเดินกลับมาอีกหน ในมือถือวิทยุสื่อสาร

 

     "ทุกคนฟัง!" หัวหน้าตะเบ็ง ไม่นานเขาก็กลายเป็นจุดรวมสายตา

 

     "ตะกี้ผมไปติดต่อกับอีกหน่วยมา

ผมมีข่าวดีจะมาบอก ตอนนี้พวกเขาเจอตัวผู้สูญหายแล้ว ปลอดภัยดี" หัวหน้าแจง ใบหน้าเรียบเฉย

 

ทุกคนปรบมือกราว ส่งเสียงร้องดีใจ

 

     "หน่วยนู้นบอกว่า เขาจะเข้ามาอัดคลิปในป่า  แต่ดันเกิดหลงทางขึ้นมา โชคดีไปที่ยังไม้ได้เจอกับเจ้านี่" หัวหน้าพูด เบ้หน้าไปที่คนตาย

 

 

 

การปฎิบัติงานของเราไม่สูญเปล่า

อย่างน้อยๆงานนี้ก็ยังมีคนรอด

 

 

 

ทุกคนยังคงร้องโห่เฮดีใจ 

ฉันเดินเข้าไปหาหัวหน้า จูงลิซ่าตามหลังมา

 

     "ในที่สุดก็จบเสียทีนะคะ" ฉันพูด

หัวหน้าหันมามอง

     "ใช่ มันจบแล้ว..." หัวหน้าว่า สีหนั้าขรึมเข้มยากจะเดาอารมณ์

 

 

ทุกอย่างจบลงโดยดี

 

ผู้สูญหายถูกพบและได้รับการช่วยเหลือโดยเจ้าหน้าที่อีกหน่วย

ส่วน อังเดร เฮาส์ ฆาตกรวิกลจริตหกศพถูกวิสามัญ

 

 

 

ภารกิจที่สิบเจ็ดจบลงแล้ว

 

 

 

 

 

-จบ-

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ ลูกซองคู่ จากทั้งหมด 7 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. #2 เหมียว
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 / 19:00

    สุดยอดมากค่ะ ชอบการดำเนินเรื่องมาก การบรรยายฉาก สิ่งต่างๆ และตอนจบก็หักมุมมากด้วย อ่านๆแล้วไม่คิดเลยว่าอังเดรจะเป็นฆาตกรโรคจิต???? เก่งมากค่ะ??‘?

    #2
    0
  2. วันที่ 10 มกราคม 2562 / 00:36

    เนทตี้ เมท...มาจาก my mate .... สินะ

    ชอบการบรรยายและสำนวนครับ อ่านเข้าใจง่ายและชัดเจนมาก ผมประทับใจการเดินเรื่องมากกว่าตอนจบเสียอีก เรื่องหักมุมจริงอยู่ว่าตอนจบมันควรชูโรง แต่การเล่าเรื่องที่เป็นธรรมชาติแบบนี้เหมือนกับนักเขียนหนังสือจริงๆ เลยครับ

    #1
    0