ตอนที่ 9 : Chapter 07 จิ้งมันร้าย [1]
07
จิ้งมันร้าย
[1]
@ ห้างสรรพสินค้า P
ฉันกับจิ้งพากันมาที่ร้านหนังสืออย่างที่นัดกันเอาไว้ พูดตามตรงว่าฉันยังดีใจไม่หายเลยว่ะที่เขายอมตกลงมาด้วย กลัวจะเก็บอาการไว้ไม่มิดอีกเลยต้องคอยบอกตัวเองว่า ที่ไอ้แว่นมาก็เพราะเขามีหนังสือที่ต้องการเหมือนกันเท่านั้นแหละ พอคิดแบบนี้แล้วมันก็ช่วยสลายยิ้มที่แทบจะเหมือนคนบ้าเข้าไปทุกทีๆ ได้หน่อย
“นายว่าฉันควรซื้อเล่มไหนดี” ฉันหยิบหนังสือที่ดึงออกจากชั้นมาเปรียบเทียบให้จิ้งดู เขาได้หนังสือที่ต้องการแล้ว เรียกง่ายๆ ว่ามาถึงก็ดิ่งไปที่หมวดนั้นแล้วหยิบมาเลยแบบคนมีเป้าหมายแต่แรก ไม่ต้องเสียเวลาเดินดูให้มากความ
“เล่มนี้ครับ” เขาบอกแล้วชี้มาทางหนังสือเล่มที่อยู่ในมือซ้ายของฉัน ส่วนฉันเองก็ได้แต่มองเล่มทางขวาตาละห้อย ที่จริงก็อยากได้สองเล่มเลย แต่ราคามันเอาเรื่องอยู่ ถ้าซื้อพร้อมกันตอนนี้ค่าขนมต้องหมดก่อนแน่ๆ ไหนจะค่าจิปาถะอื่นๆ ที่ต้องจ่ายอีก รู้อย่างนี้ไปล่อลวงชาร์ลให้พามาซื้อก็ดีหรอก เพราะความบ้าผู้ชายแท้ๆ เลย “เพราะเล่มนี้ผมมี ถ้าโชอยากได้ ผมให้ยืมได้นะ”
เออะ... แต่ผู้ชายก็ไม่ได้แย่เสมอไปหรอกเนอะ
“ยืม! เอ๊ย...” ฉันรีบพยักหน้าเร็วๆ อย่างลืมตัวและเก็บเล่มขวามือเข้าชั้นไป พอรู้สึกตัวก็เลยหันไปพูดด้วยโทนเสียงต่ำกว่าปกตินิดหน่อยใส่จิ้งว่า “หมายถึงฉันซื้อเล่มนี้อย่างที่นายแนะนำ แล้วก็จะยืมอีกเล่มที่นายมีด้วย”
เขาเงียบไปชั่วอึดใจหนึ่งเหมือนครุ่นคิดก่อนตอบว่า “ครับ”
หลังจากได้หนังสือที่ต้องการแล้วฉันก็อ้อยอิ่งชวนจิ้งเดินเล่นต่ออีกนิดหน่อย เขาไม่ได้ปฏิเสธ ทว่า...ก็ไม่ได้ตกลงเหมือนกัน เรียกว่าฉันมัดมือชกเขาก็ได้ เรากินข้าวด้วยกันแล้วต่อด้วยฉันลากเขาไปกินของหวาน ไปเล่นโยนบาสลงห่วงอีกสองสามตาถึงได้ยอมกลับ นาทีนั้นมโนว่ามาเดตกับเขาเลยล่ะ น่าเสียใจก็ตรงที่มันเป็นการเดตข้างเดียวน่ะสิ
ที่สำคัญคือ...ฉันยังรู้สึกเหมือนถูกใครตามอยู่ตลอดเวลา
ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าหลอนไปเองหรือคนนั้นมีตัวตนอยู่จริงๆ ฉันระแวงจนจิ้งถามอยู่หลายครั้งเลยล่ะว่าเป็นอะไร ฉันเองก็ได้แต่บอกว่า ‘ไม่มีอะไร’ เพราะจำได้ว่าเคยพูดเรื่องนี้กับเขาไปแล้วแต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกอะไร
พอหมดมุกจะเล่นแล้วเพราะจิ้งทำหน้าอยากกลับตลอดเวลา มีหลุดขำบ้างบางทีแต่ก็เหมือนฝืนๆ ฉันเลยยอมพาเขากลับ ไม่สิ เรียกว่า ‘อาสา’ ขับรถมาส่งเขาที่หอแล้วถือโอกาสยืมหนังสือไปเลยในตัว ที่จริงแล้วฉันไม่ได้สนใจหนังสือนักก็อย่างที่รู้กัน แต่ฉันสนใจเขา ฉันเลยต้องสนใจเรื่องที่เขาสนใจด้วยหรือไม่ก็ตีเนียนไปเรื่อยแบบนี้แหละ
“โชจะขึ้นไปเอาหนังสือเองไหมครับ เผื่ออยากยืมเล่มอื่นด้วย” จิ้งถามเมื่อเราสองคนลงมาจากรถแล้วหลังฉันขับมาส่งเขาที่หอ ตอนแรกเขาก็ไม่ยอมหรอก แต่ฉันอ้างเรื่องจะยืมหนังสือไปเลยเขาถึงอ่อนข้อให้
แล้วเมื่อกี้...ฉันไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม ถ้าเป็นตอนปกติเขาต้องบอกให้ฉันรอข้างล่างแล้วตัวเองจะขึ้นไปหยิบมาให้ไม่ใช่หรือไงนะ
“แน่ะ ชวนขึ้นห้อง อ่อยหรือไง” ฉันแกล้งแซวคนตัวสูง เขายกมือขยับแว่นนิดหน่อยตามสไตล์ สีหน้าไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรนัก ดูไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองกับคำพูดของฉันเลยด้วยซ้ำ
“จะรอที่นี่ก็ได้นะครับ เดี๋ยวผมหยิบลงมาให้” เขาพูดแล้วทำท่าจะเดินเข้าตึกไปก่อน ฉันรีบเอื้อมมือไปรั้งไหล่กว้างไว้ทันที
“เฮ้ย เดี๋ยวสิ ไปด้วย”
“ผมไม่ได้อ่อยนะครับ” เขาหันมาพูดด้วยใบหน้าซีเรียสนิดจนฉันอดขำไม่ได้ ให้ตายสิ ไอ้แว่นนี่น่ารักเป็นบ้าเลย สาบานทีว่าเขาไม่ได้ทำเสน่ห์ใส่ฉันน่ะ
“ก็ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย” ฉันพูดเสียงเบาก่อนจะเดินตามจิ้งมาจากตรงนั้นด้วยใบหน้ากรุ้มกริ่มและคล้ายกับมีแผนร้ายใจใน
คอยดูเถอะ หมอนี่มีชีวิตรอดจากฉันอีกไม่นานหรอกน่า ฉันจะต้องทำให้เขาลดระยะห่างระหว่างเราลงได้ให้เลย คนอย่างโชแปงไม่ได้เกิดมาเพื่อยอมแพ้อะไรง่ายๆ สักหน่อย กับอีแค่ไอ้แว่นนี่ มันจะสักแค่ไหนกันเชียว!
“นี่ครับ”
จิ้งยื่นหนังสือเล่มที่ตกเป็นประเด็นมาให้ มันใหม่กริบเลยแหละ ใหม่จนฉันนึกภาพไม่ออกเลยว่าถ้าตัวเองอ่านมันจริงๆ จะเผลอทำหน้าไหนยับ หรือทำปกหนังสืองอหรือเปล่า หมอนี่ดูค่อนข้างเจ้าระเบียบนิดหน่อยน่ะ เอ่อ...ก็ไม่หน่อยหรอก ดูจะมากจนฉันคิดไม่ตกว่าจะยืมดีไหม อีแค่เอาใส่เป้กลับบ้านให้ไม่ยับนี่ก็งานยากแล้ว
โอเค ฉันจะตั้งสติไว้ตลอดเวลาและห้ามตัวเองไม่ให้เผลอเหวี่ยงเป้ก็แล้วกัน
“ขอบคุณคะ นายนี่ใจดีจริงๆ เรียนเก่งแล้วยังมีน้ำใจอีก”
“ไม่เป็นไรครับ ยังไงเราก็...เพื่อนกันไม่ใช่เหรอ” เขายิ้มนิดหน่อย ก่อนเคลื่อนสายตามองไปยังประตูห้องแล้วถามว่า “โชจะกลับเลยไหมครับ เดี๋ยวผม...”
จังหวะพูดของอีกคนชะงักกึกเมื่อเขาหันมาก็เจอกับหน้าฉันที่ยื่นเข้าไปจ้องใกล้ๆ พอดี ไอ้แว่นขยับก้าวถอยหลังไปเรื่อยๆ โดยมีฉันเดินจ้องตามไม่ห่าง จนกระทั่ง
ตุ้บ!
ร่างสูงสะดุดเข้าไปโซฟาและล้มในท่าถอยลงไปนั่งอยู่บนความนุ่มนั่นแบบพอดี
“มะ...มีอะไรหรือเปล่าครับ” ดูออกเลยว่าอีกฝ่ายเริ่มหายใจไม่สะดวก แต่เหมือนจะทำตัวไม่ถูก เอาเถอะ เข้าใจได้แหละว่าเป็นใครโดนฉันจ้องใกล้ๆ แบบนี้ก็ต้องมีประหม่ากันบ้างแหละ
“ฉันกำลังมองหาความไม่ดีของนาย”
“...!”
“ฮ้า! ดูยังไงก็ดีอะ” ฉันถอนหายใจเซ็งก่อนพูดต่อด้วยว่า “หล่อดี นิสัยดี ตอนแรกก็เหมือนจะหยิ่ง แต่พอรู้จักจริงๆ ก็ไม่เท่าไร”
“ถอยไปดีกว่าไหมครับ” เขาบอกและใช้นิ้วดันแว่นที่ตกขึ้นให้เข้าที่ หากแต่ฉันกลับทำตรงข้ามกับที่เขาบอกด้วยการโน้มหน้าเข้าไปใกล้อีก แถมตอนนี้ยังใช้สองมือเท้ากับพนังพิงของโซฟาทั้งสองข้างเอาไว้กันไม่ให้คนตรงหน้าหนีด้วย “โชครับ ผมว่าอย่าทำแบบนี้ดีกว่า”
“แบบไหน” ฉันแกล้งไม่รู้เรื่อง
“ก็โชจะ...”
“จูบ” ฉันโพล่งขึ้นโดยที่เขายังพูดไม่ทันจบก่อนจะยกยิ้มเจ้าเล่ห์ “นายกลัวว่าฉันจะจูบนายอีกงั้นเหรอ”
“ไม่ได้กลัวครับ แต่ ‘ห้าม’ เข้าใจใช่ไหม...อะ”
ฉันไม่ฟังคำทัดทานของอีกฝ่ายก็เอียงใบหน้าเข้าไปแกล้งเขาด้วยการแตะริมฝีปากแนบไปกับเรียวปากหยักลึก นัยน์ตาคมหลังเลนส์แว่นเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ฉันแกล้งเขาแค่ไม่กี่วินาทีก็ผละออกมาแล้วล่ะ แค่แตะปากเอง ไม่เป็นไรหรอกน่า
“ไม่เข้าใจ” ฉันตอบคำถามที่เขาพูดค้างไว้ก่อนหน้านี้
ใบหน้าของจิ้งขึ้นสีแดงเรื่อๆ เขาขยับตัวนิดหน่อยก่อนจะถอดแว่นออกแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย แล้วก็วางมันไว้บนที่ว่างของโซฟาด้านหนึ่ง ระหว่างที่ฉันกำลังเผลอและไม่เข้าใจอยู่นั่นเอง คนตรงหน้าที่เคยตกเป็นรองกลับพุ่งเข้ามาจับฉันกดลงกับโซฟาแบบไม่ให้ตั้งตัว และยิ่งไปกว่านั้นเขายังบดเบียดริมฝีปากลงมาด้วย ดวงตาของฉันเบิกโพลงด้วยความตกใจเพราะไม่คิดว่าเขาจะทำแบบนี้
“อึก” ฉันพยายามจะกลืนน้ำลายลงคอ จิ้งไม่ได้แค่แตะปากอย่างที่ฉันทำ แต่เขาขบริมฝีปากฉันให้เผยอออกจากกันก่อนจะแทรกเรียวลิ้นเข้ามาสำรวจในโพรงปากฉันอย่างเอาแต่ใจ ฉันได้แต่ตัวแข็งทื่ออย่างคนทำอะไรไม่ถูก เรียกว่ามึนไปหมดเลยนั่นแหละ
น่ะ...นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับจิ้ง?!

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

นั่นไง๊ อีจิ้งจอกมันร้ายยยยยยย!!! 55555
555555 จิ้งแอ๊ปค่ะน้องโชแปง พอถอดแว่นเท่านั้นแหละ!!!