[ตีพิมพ์] NAUGHTY NERDY - น่ารักดี มีแฟนยัง

ตอนที่ 6 : Chapter 05 มาน่ารักใกล้ๆ หน่อย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,682
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 354 ครั้ง
    26 ก.ย. 61


:: คำเตือน ::
นิยายเรื่องนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
มีเนื้อหายั่วยวนกระแทกใจ และส่วนใหญ่นางเอก 'รุก'
อย่าดราม่ากันนะคะ ไม่ชอบกดออกได้นะ เพราะเตือนแล้ว
ด้วยรักและล่อลวง

- CHERMADA -

05

มาน่ารักใกล้ๆ หน่อย

 


 

"ที่ชอบทำตัวแม้นแมน ที่จริงอยากเป็นแฟนเธอ"

(Act like a boy - Angie)








“งั้นเหรอ ฉันคงคิดมากไปเอง เฮ้อ!

ฉันถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนเอื้อมมือจับแก้วน้ำของตัวเองมาดูดเพื่อให้สบายใจขึ้น มันช่วยนิดหน่อยแหละ ถึงแม้จะไม่มากนักแต่ก็ทำให้รู้สึกดีขึ้น หรือเพราะสายตาหลังเลนส์แว่นคู่ตรงหน้าที่กำลังมองมาอย่างพิจารณานั้นกันแน่นะ

“โชไปทำอะไรมาเหรอครับ ถึงได้รู้สึกเหมือนมีคนตาม” จิ้งถามยิ้มๆ คิ้วของฉันขมวดมุ่นทันที นึกถึงคำพูดแนวๆ ว่ามีคนสะกดรอยตามของวิชชี่ขึ้นมาแล้วก็เสียวสันหลังแปลกๆ

“ฉันจะไปทำอะไร ไม่ใช่พวกชอบหาเรื่องคนอื่นสักหน่อย” ฉันบุ้ยปากเมื่อจิ้งฟังประโยคนั้นจบแล้วก็หลุดยิ้มขำออกมา ให้ตายสิ เขาจะยิ้มทำไมเนี่ย! ฉันหวั่นไหว ไอ้บ้าแว่นเอ๊ย จะรู้ตัวไหมว่ากำลังโจมตีฉันอยู่ด้วยความละมุนๆ ของใบหน้าเขายามที่มันเปื้อนยิ้มนั่นน่ะ “ไม่เชื่อเหรอ”

“เชื่อครับ เชื่อ”

“สีหน้าไม่ค่อยเชื่อเลยว่ะ”

“ก็ผมเคยอ่านเจอว่า คนเราจะร้อนตัวถ้าไปทำความผิดมาครับ” เขาพูดเหมือนฉันเป็นผู้ร้ายหนีคดีฆ่าคนตายมาหมาดๆ งั้นแหละ เฮ้อ ถ้าจะมีอะไรที่ผิดสุดล่ะก็นะ คงเป็นการที่ฉันมาหลงชอบเขาแบบนี้นั่นแหละมั้ง ผิดมากๆ ผิดอย่างไม่น่าให้อภัย แถมยิ่งถอนตัวไม่ขึ้นด้วยแล้วยิ่งโคตรผิด

“อ่านจากหนังสือเล่มไหนไม่ทราบ”

“สักเล่มแหละครับ ลืมแล้ว”

“ไม่แน่นะ ฉันอาจจะกำลังวางแผนทำเรื่องผิดก็ได้”

“เรื่องอะไรเหรอครับ” คนตรงหน้าขยับแว่นแล้วจ้องมาด้วยท่าทางสนอกสนใจในสิ่งที่ฉันพูดมากเป็นพิเศษ ฉันยิ้มกริ่มเมื่อความคิดร้ายกาจผุดขึ้นในหัว

“ฆ่าข่มขืนนายเป็นไง”

“ฮ่าๆ ๆ” เขาแค่หัวเราะออกมาเหมือนชอบใจกับเรื่องตลกที่ฉันพูด แล้วจังหวะนี้เองที่ฉันดันนึกบางอย่างขึ้นมาได้พอดี อะไรที่สำคัญแต่ฉันเกือบจะลืมมันไปเพราะสัญชาตญาณแปลกๆ เมื่อกี้

“จริงสิ ตอนนี้นายยอมเป็นเพื่อนฉันแล้วถูกไหม” ฉันมองอีกฝ่ายด้วยดวงตาเป็นประกายแห่งความหวัง

“ก็ใช่ครับ”

“มันต้องอย่างนี้สิ! ถ้างั้น...” ฉันเงียบไปแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ตอนแรกก็จะยื่นให้เขา ทว่าความประหม่าที่เกิดขึ้นจากการถูกปฏิเสธทั้งสองครั้ง ทำให้ฉันเม้มริมฝีปากแน่น แล้วตัดสินใจเก็บมันลงกระเป๋าไปตามเดิม ปกติฉันก็ไม่ใช่คนกลัวอะไรแบบนี้หรอก แต่เพราะเป็นผู้ชายคนนี้แล้วก็ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจฉันล่ะมั้ง ทุกอย่างเลยดูรวนไปหมด ฉันเงยหน้าขึ้นไปก็เห็นว่าจิ้งกำลังมองมาด้วยสายตาสงสัย พอเราสบตากันเขาก็ยิ้มบางๆ ออกมา ฉันยิ้มตอบแล้วแกล้งกระแอมพลางเบือนหน้ามองไปทางอื่น “อะแฮ่ม...บรรยากาศร้านนี้น่ารักดีเนอะ”

เออ ว่าไปนั่น ไอ้โชแปงเอ๊ยยยย

กึก...

เสียงวัตถุอะไรบางอย่างกระทบกับพื้นโต๊ะดังขึ้นเรียกให้ฉันผินหน้ากลับไปมอง แล้วก็พบว่าเป็นจิ้งที่หยิบโทรศัพท์ของเขาซึ่งเปิดค้างหน้าแอดเฟรนด์ของแอปพลิเคชั่นไลน์มาวางตรงหน้านี้เอง ฉันมองเครื่องมือสื่อสารทรงสี่เหลี่ยมมนๆ ตรงหน้าแล้วกะพริบตาปริบๆ สลับกับเงยหน้าขึ้นไปมองอีกฝ่าย

“พิมพ์ไอดีของโชมาก็ได้ครับ เดี๋ยวผมแอดไปเอง” เขาพูดเหมือนรู้ทันว่าก่อนหน้านี้ฉันคิดจะทำอะไร

“จะดีเหรอ” ฉันก็พูดไปงั้น แต่มือน่ะหยิบโทรศัพท์ของเขาขึ้นมาพิมพ์ยิกๆ แล้วรีบกดแอดเองทันทีแบบไม่ต้องรอใครตัดริบบิ้นแล้วล่ะ

“หึๆ” เสียงกลั้นขำเล็กๆ ของคนตรงหน้าดังเล็ดลอดออกมา ฉันเงยหน้าจากจอไปมองเขาแล้วก็นึกอะไรขึ้นมาได้อีกอย่าง เพราะงั้นเลยกดออกจากไลน์แล้วถือวิสาสะเปิดแป้นตัวเลขสำหรับพิมพ์เบอร์โทร

“ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วเก็บเบอร์ไว้ด้วยแล้วกัน” และใช่...ฉันกดเบอร์ตัวเองก่อนจะโทรออก เสร็จแล้วก็เงยหน้าขึ้นไปถามเจ้าของเครื่องที่เห็นทุกอย่างแต่ก็ไม่ได้ห้ามอะไร ซึ่งมันก็ถูกแล้ว ห้ามก็ยากแล้วน่ะตอนนี้ “ปกตินายเมมชื่อเป็นภาษาไทยหรืออังกฤษ”

“ภาษาอะไรก็ได้ครับที่อ่านออก” เหมือนเขาจะกวนตีนอะ แต่ก็ช่างก่อนแล้วกัน

ฉันพยักหน้าหงึกหงักแล้วพลันความคิดตลกๆ บางอย่างก็วาบเข้ามาในหัว ปลายนิ้วฉันรัวแป้นพิมพ์บนหน้าจอเพื่อเมมเบอร์ตัวเองเอาไว้ในเครื่องนี้ทันควัน เสร็จแล้วกดออกสู่หน้าโฮมปกติแล้วยื่นคืนให้เจ้าของ

จิ้งรับมันไปและไม่วายกดเข้าไปดูรายการโทรออกล่าสุด ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นนิดหน่อย แก้มขาวๆ นั่นขึ้นสีแดงระเรื่อเล็กน้อย แสดงว่าเขาเข้าใจความหมายของ ‘XOXO’ ที่ฉันพิมพ์แทนชื่อของตัวเอง มันคือ Hugs and Kisses หรือกอดและจูบนั่นเอง อีกคนเงยหน้าสบตาฉันแว็บหนึ่งก่อนจะเก็บมันเข้ากระเป๋ากางเกงไปโดยไม่ได้แก้ไขอะไร แต่ก็ไม่แน่หรอก หมอนี่อาจจะรอกลับไปเปลี่ยนชื่อที่ห้องก็ได้

แต่ที่รู้ๆ ตอนนี้น่ะ ฉันโคตรมีความสุขเลย :)

 

หลายวันต่อมา

“อะไรวะวิชชี่ จะกลับจริงๆ เหรอ” ฉันมองเพื่อนตาละห้อยเมื่อเจ้าตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ม้าหินอ่อนแล้วเตรียมเก็บของ

ตอนนี้ฉันกับเพื่อนอยู่ที่ลานนั่งเล่นของหอจิ้ง เป็นฉันเองแหละที่หาเรื่องรบกวนอีกฝ่ายให้ช่วยแปลใบงานวิชาโทภาษาอังกฤษและการแปลที่ฉันลงเรียนน่ะ ให้ทำเองก็ได้แหละ แต่ทำได้ไม่ดีเท่าไรหรอก และฉันเชื่อว่าไอ้แว่นจะช่วยฉันได้ ไหนๆ เราก็เป็นเพื่อนกันแล้วไง เนอะ

“เออ แม่โทรตามให้ไปธุระเป็นเพื่อน” วิชชี่บอก “ไปก่อนนะจิ้ง ดูแลตัวเองดีๆ ล่ะ ระวังอีโชมันงาบหัวเอา”

คนเตรียมจะหนีกลับก่อนหันไปวางมือบ่นบ่าจิ้งแล้วถือโอกาสลูบเบาๆ ฉันมองมันด้วยความหมั่นไส้ที่มาแตะต้องคนของฉัน(โมเมเอาไว้ก่อน) อ้อ สาเหตุที่มันมานั่งอยู่ด้วยตอนแรกก็เพราะฉันลากมาเป็นเพื่อนกันนี่แหละ กลัวจิ้งจะไม่ไว้ใจฉันที่จะมาให้เขาช่วยสอนการบ้านน่ะ

“รีบไสหัวไปเลย” ฉันเอื้อมมือไปผลักวิชชี่ เล่นเอาเจ้าตัวหัวเราะร่วน

“มึงก็รีบกลับล่ะ ฟ้ามืดมาอีกแล้ว เดี๋ยวฝนตก”

“ขับรถมาเหมือนกันไง” ฉันชี้นิ้วไปยังนอกรั้วหอที่จอดรถทิ้งเอาไว้ จะเข้ามาในนี้แต่ไม่ได้พักอยู่นี่ไง ซึ่งจิ้งเองก็ไม่ได้จ่ายค่าที่จอดรถรายเดือนเอาไว้ให้เสียเปล่าด้วย

“เออ กูไปละ” วิชชี่โบกมือลาแล้วเดินออกไป มันจอดรถทิ้งไว้ที่มอแล้วมากับฉันน่ะเลยต้องกลับไปที่มออีกครั้ง

หลังจากเพื่อนสนิทกลับไปได้สักพัก ปากมันก็เหมือนมีมนต์ขลังและแม่นกว่าพยากรณ์อากาศบ้านเรา เพราะเสียงฟ้าร้องครืนๆ มาพร้อมกับลมเย็นๆ ตีเข้าหน้าฉันเต็มๆ เลยล่ะ

“โชจะกลับเลยไหมครับ” จิ้งถามขึ้นเมื่อเห็นว่าฉันเริ่มเก็บของ เพราะขืนนั่งอยู่ต่อมีหวังตัวได้ปลิวออกไปพร้อมกระดาษที่ใกล้จะปลิวแน่ๆ

“ใครว่า ยังแปลไม่ถึงไหนเลย ขึ้นไปทำห้องนายดีกว่า”

“ครับ?” จิ้งทำหน้างง

“ตามนั้นแหละ นายต้องช่วยฉันนะ เราเพื่อนกันไง” ฉันฉีกยิ้มให้อีกฝ่าย แต่เขามองมาเหมือนไม่วางใจสักเท่าไร ก็เข้าใจได้แหละนะ ใช่สิ เป็นโชแปงมันก็ไม่น่าไว้ใจอย่างนี้แหละ น่าหนักใจจริงๆ เลยแฮะ

 

จนแล้วจนรอดฉันก็ได้ขึ้นมาแปลงานต่อบนห้องไอ้แว่นจนได้ เหมือนเขาไม่ได้เต็มใจแต่เพราะโดนมัดมือชกนั่นแหละ

หลังจากวันนั้นที่เราตกลงเป็นเพื่อนกัน ความสัมพันธ์ของเราก็ขยับเป็นสนิทกันขึ้นมานิดหน่อย ย้ำนะว่านิดหน่อยจริงๆ เพราะบอกเลยว่าเขาไม่ค่อยตอบไลน์อย่างที่เคยบอกนั่นแหละ เรียกว่าแทบไม่ตอบเลย หรือถ้าทิ้งไว้หลายวันแล้วเพิ่งเข้ามาอ่าน เขาก็จะไม่ตอบ อิจฉาหนังสือจริงๆ ที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับเขาตลอดเวลา ฉันมันเรียนไม่เก่งนี่เนอะ ไม่ได้ฉลาดเหมือนหนังสือเรียน เหอะ

เมื่อขึ้นมาบนห้องจิ้งก็เอาโต๊ะญี่ปุ่นออกมากางให้เรานั่งทำงานกันบนพื้นห้อง พอเจอแอร์เย็นๆ แล้วความขี้เกียจของฉันก็ทำงานหนักทันที

“ตรงนี้ผิดความหมายนะครับ Bold คำนี้ดูจากบริบทแล้วไม่ใช่ตัวพิมพ์หนานะโช มันเป็น Adjective ที่แปลว่ากล้าหรือท้าทายนะครับ”

ให้ตายเหอะ เวลาเขาจริงจังเรื่องเรียนๆ ขึ้นมานี่ยอมเขาเลยแหละ ฉันที่โง่อยู่แล้วดูโง่มากๆ ขึ้นมาทันทีโดยไม่ต้องปรุงแต่ง

“นายนี่เก่งจริงๆ” ฉันบอกขณะขีดฆ่าความหมายที่เขียนลงไปในร่างคำแปลตอนแรก แล้วใส่ความหมายที่อีกฝ่ายบอกแทน

“ไม่หรอกครับ”

“ปกติได้เกรดเท่าไรเหรอ”

“ก็ไม่มากนะครับ”

“ไม่มากนี่เท่าไร”

“สี่ครับ”

“...”

“...” จิ้งเงียบเลียนแบบฉัน แล้วเงยหน้าขึ้นมามองฉันที่ช็อกไปกับคำตอบของอีกฝ่าย ไม่มากเท่าไรงั้นเหรอ โกหกกันชัดๆ เลยไอ้บ้าจิ้ง!

“หมายถึงเอทุกตัวน่ะเหรอ”

“อ๋อ ครับ”

“มันไม่มากตรงไหนเนี่ย”

“ก็เอที่คะแนนเก้าสิบกว่าๆ ไม่ถึงร้อยครับ” เขาตอบยิ้มๆ แล้วก้มหน้าอ่านใบงานของฉันที่เป็นภาระเขาอยู่ตอนนี้ต่อ

ไอ้แว่นพูดออกมาแบบนั้นนี่คงไม่รู้เลยสินะว่าแต่ละเทอมฉันวิ่งหลบเอฟหลบโปรให้วุ่นไปหมด

“ตรงนี้น่าจะแปลเป็นคำว่ากระชับใส่ไปด้วยนะครับ เพิ่มน้ำหนักให้ประโยค แล้วมันก็มีอยู่ในประโยคต้นฉบับด้วย ถ้าโชตัดทิ้ง อาจารย์ก็จะตัดคะแนนโชทิ้งเหมือนกันครับ” จิ้งบอกด้วยสีหน้าซีเรียสพลางจิ้มไปที่ศัพท์คำนั้น ก่อนเลื่อนนิ้วไปยังรูปภาพประกอบเรื่องด้านบน “จากรูปก็ตรงความหมายอยู่”

“ว่าไงนะ” ฉันแกล้งฟังไม่ถนัดแล้วขยับเข้าไปใกล้คนข้างๆ อีกนิด เนื่องจากตอนแรกเราไม่ได้นั่งอยู่ตรงข้ามกันแต่นั่งอยู่ด้านข้างของโต๊ะที่ติดกันน่ะ จังหวะมันได้หรืออะไรเป็นใจก็ไม่รู้ทำให้จิ้งหันหน้ามาพอดี ปลายจมูกโด่งกับกรอบแว่นกลมๆ อยู่ห่างจากใบหน้าฉันแค่ไม่กี่เซนเท่านั้น

“อะ...” จิ้งชะงักไปในขณะที่ฉันยิ้มกรุ้มกริ่ม

“หายใจแรงนะเนี่ย” ฉันแซวเมื่อสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ของอีกฝ่ายที่เป่าเฉียดผิวหน้า จิ้งขยับห่างไปนิดหน่อยพร้อมกับยกมือขึ้นมาดันแว่นแก้เก้อ

“ต้องขยับมาใกล้ขนาดนี้เลยเหรอครับ”

“ก็ฉันไม่ได้ยินที่นายพูดนี่ หูไม่ค่อยดีอะ ใกล้ๆ แหละน่ารัก”

“ครับ? ใกล้ๆ อะไรนะครับ” เขาขมวดคิ้วมุ่นเพราะเหมือนจะฟังไม่ถนัด หรือได้ยินแล้วแต่ถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจก็ไม่รู้ ให้ตายสิ ฉันพึมพำอะไรออกไปเมื่อกี้ก็เป็นตอนที่ไม่ค่อยจะได้สติเหมือนกันแฮะ

“เอ่อ...ใกล้ๆ แหละชัดดี”

จิ้งกะพริบตาปริบๆ มองฉัน ก่อนที่เขาจะยืดตัวขึ้นนิดหน่อยเป็นการสร้างความห่างแบบเนียนๆ แล้วเขาก็ตอบรับว่า “ครับ”

“ไม่ต้องทำท่าทางรังเกียจฉันก็ได้น่า” ฉันแกล้งบ่นเมื่อเห็นว่าเหมือนเขาจะหายใจไม่ค่อยออกเวลาที่มีฉันใกล้ๆ แบบนี้ ฉันว่านี่ก็นั่งห่างมากแล้วนะ ไอ้หมอนี่ก็ทำตัวโอเวอร์ไปได้

“ไม่ได้รังเกียจครับ แค่...”

“แค่?” ฉันเลิกคิ้วเมื่ออีกฝ่ายพูดแค่นั้นแล้วเงียบไป เขาขยับแว่นนิดหน่อยและยังไม่ยอมพูด เพราะงั้นฉันเลยยื่นหน้าเข้าไปจ้องจิ้งใกล้ๆ เอาให้เขาสะดุดลมหายใจตัวเองตายไปเลย “แค่อะไรเหรอ”

ฉันแกล้งทำตาใส ถือโอกาสใช้จังหวะใกล้ชิดนี้สำรวจใบหน้าของอีกฝ่ายไปด้วย บ้าจริง ผิวหมอนี่มันโคตรดีเลย ดูๆ ไปแล้วจะละเอียดกว่าผิวฉันอีกมั้งเนี่ย ทั้งดูสะอาดและบ่งบอกว่าเจ้าของใส่ใจในการดูแลแค่ไหน หวังว่าที่เขาทำตัวซึนๆ แบบนี้คงไม่ใช่เพราะว่าเขาไม่ชอบผู้หญิงหรอกนะ

ไม่หรอกเนอะ!

อย่างจิ้งน่ะเหรอจะชอบผู้ชายด้วยกัน ถ้าเป็นแบบนั้นจริงเขาคงไม่ยอมให้ฉันเข้าใกล้แบบนี้อีก ทั้งที่ก็เคยขโมยจูบเขาไปแบบนั้น คิดๆ ไปแล้วหมอนี่มันแอบติดฉันใจหรือเปล่าเนี่ย

“แค่...” จิ้งอึกอักและพยายามหลบตาฉันด้วยการกลอกตาไปมา แก้มขาวๆ ขึ้นสีเรื่อจนฉันแทบจะห้ามไม่ให้ตัวเองยกมือไปดึงมันเล่นไม่ไหวเลยล่ะ โคตรน่ามันเขี้ยว!

“นายกำลังกลั้นหายใจเหรอ” ฉันเลิกคิ้วเมื่อรู้สึกเหมือนอีกคนชักจะเกร็งๆ เกินไปแล้ว

“...” จิ้งไม่ตอบแต่ฉันเห็นว่าลูกกระเดือกที่คอเขาขยับ

“ลอบกลืนน้ำลายด้วย!” ฉันแกล้งเบิกตากว้างแล้วแซวอีกฝ่าย ไม่วายยกนิ้วขึ้นมาชี้ไปยังลำคอของคนตรงหน้า

“เลิกเล่นได้แล้วครับโช เดี๋ยวงานก็ไม่เสร็จหรอก” เขาพูดกับฉันแต่ดันทิ้งสายตามองไปทางอื่นเหมือนยังเขินไม่หาย ใช่ ฉันว่าเขาเขินแล้วก็ประหม่าอยู่ไม่น้อยเลยล่ะ ท่าทางแบบนั้นน่ะ

“โอเคๆ เดี๋ยวนายขาดอากาศหายใจตายแล้วจะไม่มีคนช่วยฉันทำการบ้าน” ฉันยิ้มกริ่มหลังจากยอมถอยทัพกลับมานั่งที่เดิมที่ห่างจากไอ้แว่นหลายคืบ จิ้งยกมือขึ้นลูบผมตัวเองนิดหน่อยก่อนขยับแว่น สีหน้าของเขาเริ่มกลับมาจริงจังอีกครั้งเมื่อเจ้าตัวก้มลงมองใบงานของฉันที่ยังไม่ค่อยคืบหน้าไปไหน ก็นะ เพราะฉันมัวแต่หาเรื่องหยอกอีกฝ่ายเล่นแบบนี้นั่นแหละ โคตรสนุกเลย

 

หนึ่งชั่วโมงต่อมา

นึกว่างานจะไม่เสร็จแล้วเชียว ถ้าฉันทำเองก็อาจจะเสร็จไปแล้วแต่เสร็จแบบชุ่ยๆ น่ะ เหอะๆ ครั้งนี้ฉันรับรองเลยว่าอาจารย์ต้องแทบจะหาที่หักคะแนนไม่เจอชัวร์! ก็ผู้ช่วยฉันเก่งเสียขนาดนี้

“อยากเลี้ยงข้าวขอบคุณนายจัง” ฉันเกริ่นขึ้นขณะกำลังเก็บของเข้ากระเป๋า และตอนนี้มันก็ได้เวลาเหมาะแก่การกินมื้อเย็นพอดี

“ไม่เป็นไรครับ แค่นี้เอง”

“อยากขอบคุณ”

“ไม่ต้องเลี้ยงหรอกครับ ผมเป็นผู้ชายนะจะให้ผู้หญิงเลี้ยงได้ไง” เขาลูบท้ายทอยเก้อๆ

“งั้นนายเลี้ยงฉันก็ได้”

“ครับ?” จิ้งชะงักไปทันที เขาคงจะคิดว่าฉันมันบ้าหรืออะไรสักอย่างที่มาให้เขาช่วยทำการบ้านแล้วยังจะมาให้เขาเลี้ยงข้าวอีก แต่แหม ก็เขาไม่ยอมให้ฉันเลี้ยงนี่ มันก็ต้องแบบนี้แหละถึงจะเข้าท่า

“ฮ่าๆ ล้อเล่น”

“อ๋อ ครับ” เขาพยักหน้าด้วยรอยยิ้มนิดๆ ก่อนเอื้อมมือมาช่วยฉันเก็บของเข้ากระเป๋าตามแนวทางที่คนดีมีน้ำใจอย่างเขาพึงจะทำกัน

“แต่นี่มันก็เย็นแล้วนะ นายไม่หิวเหรอ”

“เดี๋ยวผม...” เขามองไปทางครัวและฉันก็รู้ทันว่าหมอนี่คงจะพูดทำนอง เดี๋ยวผมทำอะไรกินที่ห้องก็ได้แบบนั้นแหละ แบบนั้นเลย

“ฉันเอารถมา ออกไปหาอะไรกินข้างนอกกัน”

“ประหยัดเงินดีกว่าครับ ในตู้เย็นมีของสดอยู่”

“แต่นี่ฝนตก ไปกินข้างนอกน่าจะได้บรรยากาศมากกว่า”

“บรรยากาศอะไรครับ”

“ก็...! บรรยากาศธรรมชาติๆ ไง”

“ช่างธรรมชาติเถอะครับ ผมว่าอากาศแบบนี้น่านอนเล่นอ่านหนังสืออยู่ห้องมากกว่า” เขาบอกพร้อมกับลุกขึ้นเดินไปง่วนอยู่ตรงหน้าตู้เย็น เหมือนจะตัดสินใจเด็ดขาดแน่นอนแล้วว่า ยังไงวันนี้เขาก็จะไม่ไปกินข้าวที่อื่นเด็ดขาด

อ้าว ทำไมมาช่างกันได้ง่ายๆ แบบนี้ล่ะไอ้แว่น

“แต่ฉันอยากขอบคุณนายจริงๆ นี่ แค่ออกไปกินข้าวกับฉันก็ได้ ถือว่าให้ฉันได้ขอบคุณ ฉันไม่เลี้ยง โอเคไหม”

“แบบนี้ก็ได้เหรอครับ” เขาละสายตาจากตู้เย็นมามองหน้าฉันแบบทึ่งๆ

ครืนนน~!

ดูเหมือนฟ้าฝนจะเริ่มกริ้วแล้วล่ะ เบื้องบนต้องเข้าข้างฉันแน่ๆ จากที่ฝนลงไม่หนักตอนแรก นาทีนี้อย่างกับวันที่ฉันเนียนมาขอเข้าห้องน้ำที่นี่ไม่มีผิด แต่ว่านะ ฝนแบบนี้ต่อให้เอารถมาฉันก็ไม่อยากขับไปไหนเหมือนกัน

“ได้แหละ...” ฉันตอบขณะเบี่ยงสายตามองผ่านจิ้งไปในตู้เย็นของอีกฝ่าย และคิดว่าตัวเองเปลี่ยนใจแล้ว “ของเต็มตู้เลย เดี๋ยวฉันทำอะไรให้นายกินเป็นการขอบคุณก็ได้”

นี่ถือว่าเพราะฝนมันตกหนักหรอกนะ! ฉันถึงได้ถอยมาหนึ่งก้าวยอมให้เขาน่ะ ไม่ใช่เพราะหลงหมอนี่เลยจริงๆ

“มันจะกินได้ใช่ไหมครับ” จิ้งมองมาที่ฉันอย่างไม่ไว้ใจ

“ได้สิ! ฉันกินได้ นายก็ต้องกินได้เหมือนกัน” ฉันรับคำเป็นมั่นเหมาะ

เห็นห้าวๆ แบบนี้น่ะบอกเลยว่าฉัน...ทำอาหารไม่เป็นหรอก!


หนึ่งชั่วโมงผ่านไป

“มันคืออะไรเหรอครับโช” จิ้งกะพริบตาปริบๆ จ้องมองสิ่งที่อยู่ในจานอย่างสงสัย ฉันว่าเขาจะต้องหายหิวเพราะอาหารที่ฉันทำแน่ๆ ฉันเองก็ว่ามันค่อนข้าง น่าเกลียดมาก เรียกว่าเป็นอาหารจานอัปลักษณ์เลยแหละ บรึ๋ยยย

“ข้าวผัดรวมมิตร”

“...”

“รวมมิตรทุกอย่างที่มีอยู่ในตู้เย็นน่ะ”

จิ้งยิ้มเจื่อนๆ ก่อนเลื่อนสายตาไปมองทางครัวแล้วพูดขึ้นว่า “วันก่อนผมซื้อมาม่ามาแพ็กใหญ่เลย”

“นายหมายความยังไง จะทิ้งข้าวผัดฉันแล้วไปกินมาม่างั้นเหรอ” ฉันเริ่มมีน้ำโหเมื่อเห็นท่าทางของเขาเหมือนจะกบฏต่อข้าวผัด ถึงหน้าตามันจะไม่น่ากิน มีสีดำๆ เพราะเผลอเทซอสเพลินไปหน่อยก็ตามที แต่รสชาติมันก็... “แหวะ! เค็ม!”

ฉันแทบจะอ้วกออกมาเมื่อลองตักข้าวผัดฝีมือตัวเองเข้าปากด้วยความโมโหไอ้แว่น

“ฮ่าๆ ๆ อร่อยไหมครับ” เหมือนไอ้จิ้งมันกวนตีนฉันอะ

แกร๊ก!

“พอๆ ถังขยะอยู่ไหน” ฉันวางช้อนกระแทกลงในจานแรงๆ ก่อนหยิบทั้งจานตัวเองกับของจิ้งพร้อมทั้งลุกขึ้นยืนมองหาสิ่งที่ต้องการ พลันสายตาก็เหลือบไปยังถังขยะในครัว ฉันรีบเดินจ้ำอ้าวมาเทข้าวทั้งสองจานทิ้งลงทั้งแบบไม่ต้องให้ใครมาห้าม แต่คิดเหรอว่าจิ้งจะห้ามน่ะ ฉันว่าเขากำลังดีใจเสียด้วยซ้ำที่ไม่ต้องถูกบังคับให้กินข้าวผัดรสชาติแย่ที่ฉันทำ

“เดี๋ยวผมล้างจานเองครับ เอาทิ้งไว้ในซิงก์นั่นแหละ” จิ้งบอกทั้งที่ตัวเขายังนั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวเดิม

ฉันทำตามที่เจ้าของห้องบอกก่อนจะเดินกลับมาด้วยสีหน้าหงอยๆ มองหน้าจิ้งอย่างสำนึกผิด “นาย...”

“...” เขาเลิกคิ้วขึ้นนิดหน่อยเมื่อฉันเรียกเสียงอ่อนๆ

“ขอโทษนะที่ทำของเสียหมดเลย เสียดายอะ”

“คราวหลังถ้าทำไม่เป็นก็ไม่ต้องทำก็ได้ครับ” เขาบอกแล้วขยับแว่นขึ้นนิดหนึ่ง

“ก็ฉันอยากขอบคุณนายนี่”

“แค่ไม่ทำของเสียก็เป็นการขอบคุณอย่างหนึ่งแล้วครับ”

“พูดจากวนตีนแบบนี้อยากโดนดีใช่ปะ” ฉันชักสีหน้าแล้วขยับเข้าไปประชิดตัวไอ้แว่น ไม่วายดึงคอเสื้อเขาให้เจ้าตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้มาประจันหน้ากับฉันด้วย มือหนาข้างหนึ่งยกขึ้นมาจับมือฉันเอาไว้แล้วพยายามจะดึงออก แต่ฉันกระชับเสื้อเขาเอาไว้แน่นมาก มือนี่อย่างกับตีนตุ๊กแกอะบอกเลย

“ใจเย็นๆ ครับ ผมหมายถึงโชไม่ต้องทำอะไรตอบแทนผมก็ได้ แค่ช่วยทำการบ้านนิดหน่อยเอง”

“นายนี่มัน...!” ฉันพ่นลมหายใจร้อนๆ ออกมาก่อนจะยอมปล่อยอีกฝ่ายในที่สุด อยากจะต่อยเขาให้แว่นแตกแต่ก็ทำไม่ลง พอเห็นนัยน์ตาใสๆ หลังเลนส์แว่นนั่นแล้วก็ใจอ่อนขึ้นมาจนได้ เฮ้อ

“เหมือนฝนจะซาแล้ว ไปกินข้าวต้มร้านอร่อยใกล้ๆ หอผมไหมครับ” จิ้งเอ่ยขึ้นทำลายบรรยากาศอึมครึม

“น่ะ...นายชวนฉันเหรอ” ฉันเบิกตาโตขึ้นนิดหน่อย ยอมรับว่าเกือบจะเซเพราะไม่คิดว่าเขาจะเป็นฝ่ายออกปากชวนไปกินข้าวด้วยตัวเองแบบนี้ คงจะหมดความอดทนจากข้าวผัดรวมมิตรแสนห่วยของฉันนั่นแหละมั้ง

“ครับ ไปไหม” จิ้งจัดเสื้อเชิ้ตนักศึกษาของตัวเองให้เข้าที่เข้าทาง เชื่อไหมว่านี่ไม่ใช่เวลาเรียนแต่ชายเสื้อเขายังไม่หลุดออกนอกกางเกงเลย ดีหน่อยที่เขาไม่ได้ผูกเนกไทไปเรียนเหมือนพวกเด็กปีหนึ่งที่ต้องใส่ตลอดทั้งปี ไม่งั้นนะ เขาคงจะเข้าขั้น โคตรเนิร์ดเลเวลเก้าสิบเก้าเลยล่ะมั้ง

“ไป!” ฉันพยักหน้าลงแรงๆ พร้อมกับตอบเขาเสียงดังฟังชัด ดูออกเลยแหละว่าดีใจน่ะ อยากจะเก็บอาการเหมือนกันแต่ก็ช่างมันเถอะ ยังไงซะหมอนี่ก็รู้อยู่แล้วว่าฉันคิดไม่ซื่อกับเขาเท่าไรนัก

หลังจากได้ข้อสรุปของมื้อค่ำวันนี้เรียบร้อยแล้วฉันก็รีบเร่งมือเก็บข้าวของของตัวเองทุกอย่างเข้ากระเป๋า เช็กจนแน่ใจว่าครั้งนี้ไม่ลืมอะไรไว้ที่ห้องจิ้งแน่ๆ ไม่ใช่อะไรหรอก ฉันกลัวไอ้หมอนี่จะได้ใจหาว่าฉันจงใจอ่อยเขาน่ะ ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วเขาจะกำเริบเสิบสานจนควบคุมยากเข้าใจไหม

จิ้งเองก็ช่วยฉันสำรวจของด้วยเหมือนกัน ก่อนที่เราสองคนจะลงมาด้านล่าง ฝนฟ้าที่กระหน่ำมาเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น ช่วงนี้สภาพอากาศไม่น่ารักเลยแฮะ แต่ก็ขอบคุณที่มันช่วยให้ฉันได้อยู่กับจิ้งนานขึ้น :)

“เดี๋ยวฉันเอาของไปเก็บที่รถแป๊บนะ” ฉันบอกคนตัวสูงที่เดินขนาบข้างมาด้วยกัน จิ้งพยักหน้ารับเบาๆ และเดินตามมาด้วย แต่นั่นมันเพราะเขากางร่มอยู่นั่นแหละ เราเลยต้องเดินมาด้วยกัน ถึงฝนจะหยุดแล้วแต่ตอนนี้มันก็ยังมีละอองอยู่น่ะ

“ขับรถกลับคนเดียวตอนกลางคืนไม่กลัวเหรอครับ” จิ้งถามขึ้นในตอนที่ฉันเปิดประตูฝั่งที่นั่งข้างคนขับเพื่อเอากระเป๋าเป้เข้าไปใส่ไว้ ตั้งใจจะหยิบติดตัวไปแค่กระเป๋าสตางค์กับโทรศัพท์เท่านั้น

ฉันชะงักมือไปนิดหน่อยเพราะรู้สึกเหมือนประโยคธรรมดาๆ ที่เขาถามขึ้นมันจะสื่ออะไรมากกว่านั้น แต่คงไม่มีอะไรหรอกมั้ง...ฉันน่าจะคิดมากไปเอง

“ไม่มีอะไรที่ฉันกลัวหรอก”

“ผีก็ไม่กลัวเหรอครับ”

“ลองมาสิ จะต่อยให้ลืมว่าตายไปแล้วเลย” ฉันพูดยิ้มๆ 

จิ้งหัวเราะนิดหน่อยก่อนขยับแว่นแล้วพูดว่า “ไม่กลัวก็ดีแล้วครับ เพราะคนน่ากลัวกว่าผีอีก”

ฉันนิ่วหน้าเล็กๆ ไม่ทันได้ตอบอะไรเขาก็รู้สึกวูบวาบแปลกๆ ฉันหันขวับไปมองทางด้านหนึ่งทันทีเพราะรู้สึกเหมือนถูกมองอยู่อีกแล้ว ทว่ากลับไม่พบใคร มีเพียงบรรดาลุงๆ สี่ห้าคนที่ตั้งวงก๊งเหล้าใต้ร่มตึกพาณิชย์ใกล้ๆ นี้เท่านั้น จากตอนแรกที่คิดว่าตัวเองคงคิดมากไปและหลอนจากที่วิชชี่พูดกรอกหู มาตอนนี้ฉันคิดว่าอาจจะไม่ใช่แบบนั้น...

หมับ...

เฮือก!

“โอ๊ะ...” จิ้งอุทานออกมาเมื่อฉันปัดมือเขาออกจากบ่าด้วยความรวดเร็ว ที่จริงมันเป็นสัญชาตญาณการป้องกันตัวของฉันน่ะ ก็เขาเล่นยกมือมาจับไหล่ฉันกะทันหันเหมือนจะเรียก ฉันที่คิดเรื่องอื่นอยู่ก็ตกใจเป็นธรรมดา “มีอะไรเหรอครับ”

“ไม่มีหรอก ไปเถอะ ฉันหิวจัง” ฉันเปลี่ยนเรื่อง จิ้งนิ่งไปนิดหนึ่ง แต่แล้วก็พยักหน้าลงแล้วพาฉันเดินไปที่ร้านข้าวต้ม

ก็นั่นแหละ...มันเป็นมื้อค่ำของฉันที่โคตรอร่อยเลย

 

“ขับรถดีๆ นะครับ”

จิ้งบอกในตอนที่เขาเดินกลับมาส่งฉันที่รถ

“ฉันขับก็ต้องดีอยู่แล้วล่ะ”

“ครับ”

“ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะ” ฉันบอกยิ้มๆ ทั้งที่ก็ไม่รู้หรอกว่าพรุ่งนี้มีเรื่องอะไรให้ต้องเจอเขา ก็แล้วจะทำไมล่ะ แค่อยากเจอเฉยๆ น่ะ ไม่ต้องมีอะไรมากหรอกมั้ง

“พรุ่งนี้? เจอทำไมครับ”

นั่นไง ไอ้คนขยันดับฝัน!

“อยากเจอไม่ได้เหรอ”

“ถ้าไม่มีเรื่องอะไร ผมว่าห่างกันไว้ก็ดีเหมือนกันนะครับ”

“ทำไม กลัวหวั่นไหวกับฉันหรือไง หรือว่านายหวั่นไหวแล้ว!” ฉันแกล้งแซวอีกฝ่าย เขาหลุดยิ้มขำๆ ออกมาก่อนหลุบตาแล้วยกหลังมือขึ้นปาดปลายจมูกตัวเองเหมือนเขินๆ

“ไม่ใช่ครับ ผมแค่คิดว่าเราควรมีระยะห่างระหว่างกันก็เท่านั้น” เขาพยายามอธิบาย แต่ก็นะ ฉันเองก็พยายามที่จะไม่เข้าใจเหมือนกัน หึๆ

“ห่างให้คิดถึงกันงี้?”

“ห่างก็คือห่างครับ ไม่เกี่ยวข้องกับคิดถึง ห่างเฉยๆ”

ไอ้...!

“โอเค พรุ่งนี้เจอกัน” ฉันตีมึนก่อนจะเปิดประตูรถออกแล้วเข้ามานั่งข้างใน จิ้งเหมือนจะยืนรอส่งฉันที่ข้างรถ ฉันมองสีหน้าปกติของเขาแล้วก็รู้สึกหงุดหงิดจนอยากจะอาละวาดทุบตีรถตัวเองขึ้นมา แต่ก็เสียดายของ วันนี้ฉันทำของเสียหายไปเยอะแล้ว ก็วัตถุดิบประกอบอาหารของไอ้แว่นนั่นแหละ

คอยดูเถอะจิ้ง ไม่อยากเจอฉันนักใช่ไหม

ว่ากันว่าเกลียดอะไรมักจะได้อย่างนั้น เดี๋ยวรู้เลย!

 

ฉันค่อยๆ ขับรถกลับบ้านแบบไม่รีบร้อนเท่าไรนัก ส่วนหนึ่งก็เพราะถนนลื่นหลังฝนตกทำให้ต้องระมัดระวังมากกว่าปกติ สุดท้ายก็เดินทางถึงที่หมายอย่างปลอดภัย จะว่าไปฉันก็ยังคาใจเรื่องที่จิ้งถามก่อนหน้านี้อยู่นะ เรื่องขับรถกลับคนเดียวน่ะ

เฮ้อ! ช่างมันแล้วกัน เขาคงหาเรื่องคุยเฉยๆ ไม่ได้มีอะไรหรอก

“อ้าว โชแปง กำลังจะออกมาโทรหาเลย”

ฉันที่กำลังจะเดินจากรถเพื่อเข้าบ้านมีอันต้องชะงักเท้าเมื่อเจอกับชาร์ลที่เดินมาพอดี ฉันเลิกคิ้วมองพี่ชายตัวเองอย่างไม่เข้าใจ สีหน้าของมันดูไม่ค่อยดีเท่าไรนัก เหมือนมีเรื่องไม่สบายใจ และถ้าเป็นเรื่องชาร์ลล่ะก็ ฉันเดาไม่ผิดแน่ มันต้องมีเรื่องอะไรหนักใจแน่นอน อีกอย่าง ไม่บ่อยนักที่มันจะเรียกชื่อฉันเต็มยศแบบนั้น 

“มีไรวะ แล้วทำไมต้องออกมาโทรหน้าบ้าน”

“...” ชาร์ลเม้มริมฝีปากแน่นไม่ยอมตอบคำถาม สีหน้าอึดอัดเหมือนไม่ค่อยอยากพูด ทว่านั่นกลับยิ่งทำให้ฉันยิ่งอยากรู้มากขึ้นว่ามันมีอะไรกันแน่ พลันสายตาเจ้ากรรมบังเอิญมองเลยร่างสูงของพี่ชายตัวเองไปที่ประตูหน้าบ้าน และสะดุดเข้ากับรองเท้าผู้หญิงไม่คุ้นตาคู่หนึ่งถอดวางอยู่ตรงนั้นอย่างไม่ตั้งใจ

รองเท้านั่น...

“ใครมา” ฉันกลับมาโฟกัสที่ใบหน้าของชาร์ล เผลอถามเสียงแข็งแบบที่เป็นไปเองโดยธรรมชาติ สารภาพว่าไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำที่พูดออกไปด้วยโทนเสียงหาเรื่องแบบนั้น มารู้ก็ตอนพูดไปแล้วและหัวใจฉันกำลังเริ่มเต้นเร็วขึ้น เหมือนมีลางอะไรบางอย่างบอกฉันว่าเรื่องที่กำลังจะได้ยินมันไม่ค่อยดีเท่าไรนัก

“แม่” ชาร์ลตอบสั้นๆ คำคำเดียวแต่กลับอธิบายอะไรหลายๆ อย่างที่ติดค้างอยู่ในใจได้เกือบหมด ฉันเลื่อนแววตาแข็งกร้าวมองเลยพี่ชายเข้าไปในตัวบ้าน หัวใจสั่นและบีบรัดตัวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้

และใช่...คำตอบที่ได้ยินมันไม่ดีเลย

เพราะ พวกเราไม่ได้อยากเจอผู้หญิงคนนั้น









- TO BE CONTINUED -




Animated GIFAnimated GIF

Animated GIFAnimated GIF



อ้าว สรุปมีอะไรมากกว่าที่คิดใช่ไหม 55555
ขอบคุณทุกฟีดแบ็ก ทุกกำลังใจ ทุกการติดตามน้า
แล้วเจอกันตอนหน้าจ้า <3

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 354 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,891 ความคิดเห็น

  1. #140 แค่คนเลว (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2561 / 23:54
    จิ้งพูดเหมือนรู้
    #140
    0
  2. #139 Wonhony (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2561 / 23:20
    จิ้งนายพูดแปลกๆอะ เหมือนรู้อะไรสักอย่างเลย สงสัยจังงงง
    #139
    0
  3. #138 I_WaNabee (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2561 / 19:36
    อะไรน้าา คงามลับอะไรจิ้ง
    #138
    0
  4. #137 CoCoNuT_Mapraw (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2561 / 18:15
    จิ้งหนูมีลับลมคมในอ่ะ สลัดความคิดว่าจิ้งไม่ได้ใสใส ไม่หลุดสักที (เดี๋ยวไรต์ก็คงมาตอบเม้นต์เราด้วยประโยคเดิมๆ ประมาณว่า ใช่หรื้อออออ อีกแหละ5555555)
    #137
    1
    • #137-1 CHERMADA(จากตอนที่ 6)
      28 พฤษภาคม 2561 / 18:16
      ไม่ใช่ก็ได้ 555555555555555555 ><
      #137-1
  5. #136 แค่คนเลว (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2561 / 16:21
    โธ~เราก็เห็นมั่นใจ5555555
    #136
    0
  6. #130 WarannG (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2561 / 03:06
    หยอดได้หยอด รุกได้รุก ค่ะ เฮียโช จัดเลย
    #130
    0
  7. #129 อีแดง (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2561 / 09:23
    รุกหนักจริง5555
    #129
    0
  8. #128 I_WaNabee (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2561 / 06:25
    จิ้งนี่ยังไงน้ทาา
    #128
    0
  9. #127 WarannG (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2561 / 22:38
    พี่โช คนแมน ลุยโลด..
    #127
    0
  10. #126 Aomppo (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2561 / 20:14

    โชชชช หนูเนียนได้น่ารักกก ????????????

    #126
    0
  11. #125 I_WaNabee (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2561 / 17:37
    ง้อวว รุกหนักๆ
    #125
    0
  12. #124 CoCoNuT_Mapraw (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2561 / 12:59
    แหมมมม ไม่ค่อยอ่อยเลยนะโช5555-..-
    #124
    0
  13. #123 WarannG (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2561 / 01:11
    จัดไปค่ะ ลูกพี่โช มีโอกาส ก้อย่าพลาด 555
    #123
    0
  14. #121 I_WaNabee (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2561 / 22:04
    รุกหนักๆเลยโช
    #121
    0
  15. #120 Nuengruethai (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2561 / 10:58
    พี่โชกร๊าวใจมากค่ะ 5555
    #120
    0
  16. #119 NerunStts (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2561 / 10:01
    รอออออออ
    #119
    0